๓. อานนทเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๓. อานนทเถรคาถา ภาษิตของพระอานนทเถระ (พระอานนทเถระ เมื่อสังคายนาพระธรรมได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
บัณฑิตไม่พึงทำความเป็นสหายกับคนพูดส่อเสียด ๑ คนมักโกรธ ๑ คนตระหนี่ ๑ คนชอบใจที่จะให้ผู้อื่นพินาศ ๑ เพราะการสมาคมกับคนชั่วเป็นความเลว ๑
บัณฑิตพึงทำความเป็นสหายกับคนที่มีศรัทธา ๑ มีศีลเป็นที่รัก ๑ มีปัญญา ๑ เป็นพหูสูต ๑ เพราะการสมาคมกับคนดีทั้งหลายเป็นความเจริญ
ขอเชิญดูอัตภาพที่ผ้าและอาภรณ์เป็นต้นทำให้วิจิตร มีกายเป็นแผล มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง กระสับกระส่าย ที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๓. อานนทเถรคาถา
ขอเชิญดูอัตภาพที่สตรีใช้แก้วมณีและต่างหูแต่งให้วิจิตร ซึ่งมีหนังหุ้มกระดูกไว้ภายใน งามพร้อมเสื้อผ้า
เท้าทั้งสองย้อมด้วยครั่งสด หน้าทาด้วยจุรณ ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
ผมที่ตบแต่งให้เป็นลอนดังกระดานหมากรุก ตาทั้งสองที่หยอดด้วยยาหยอดตาก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
กายที่มีสภาพเปื่อยเน่าเป็นธรรมดาซึ่งตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาหยอดตาใหม่ๆ ที่งดงาม ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนแสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
พระอานนทเถระผู้โคตมโคตร เป็นพหูสูต กล่าวธรรมได้อย่างวิจิตร เป็นพุทธอุปัฏฐาก ปลงภาระได้แล้ว พรากจากกิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ พอเอนกายลงนอน
สิ้นอาสวะ พรากจากกิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ดับกิเลสได้สนิท ถึงฝั่งแห่งความเกิดและความตาย ยังทรงร่างกาย ซึ่งมีในภพสุดท้ายอยู่
ธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ ตั้งอยู่เฉพาะในบุรุษพิเศษใด บุรุษพิเศษนั้น คือพระอานนทโคตมโคตร ยังดำรงอยู่ในหนทางเป็นที่ดำเนินไปสู่นิพพาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๓. อานนทเถรคาถา
เราได้เรียนมาจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จึงรวมธรรมที่เราช่ำชองคล่องปากได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
คนที่มีการศึกษาน้อยนี้ย่อมแก่ไปเปล่าเหมือนโคพลิพัท เขาเจริญแต่เนื้อหนัง ส่วนปัญญาหาเจริญไม่
ผู้ที่มีการศึกษามาก กลับดูหมิ่นผู้ที่มีการศึกษาน้อย เพราะการศึกษาเป็นเหตุ ย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอดถือดวงประทีปไป
บุคคลพึงเข้าไปนั่งใกล้ท่านผู้เป็นพหูสูต ทั้งไม่ควรทำสุตะ ให้เสื่อมสูญไป เพราะความเป็นพหูสูตนั้นเป็นรากเง่าของพรหมจรรย์ ฉะนั้น จึงควรเป็นผู้ทรงธรรม
บุคคลรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายภาษิต รู้อรรถแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุตติ และในบท เรียนธรรมให้รู้ให้เข้าใจดีและพิจารณาเนื้อความ
เขาก็ทำความพอใจด้วยความอดทน พยายามพิจารณาไตร่ตรองถึงนามรูปนั้น เริ่มตั้งความเพียรในเวลา(ที่ควรประคองจิตเป็นต้น) จึงจะพึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีในภายในได้
ผู้หวังความรู้แจ้งธรรมพึงคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นพุทธสาวกเช่นนั้น @เชิงอรรถ : @ โคถึกที่มีกำลัง (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๒๘/๔๖๖) @ ความเป็นผู้มีการศึกษามากด้วยการเล่าเรียน (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๓๐/๔๖๗) @ ปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ คือในนิรุตติปฏิสัมภิทาและในปฏิสัมภิทา ๓ ที่เหลือ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๓๑/๔๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๓. อานนทเถรคาถา
บุคคลผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้เป็นพหูสูตเช่นนั้นเป็นดวงตาและเป็นปูชนียบุคคล ของชาวโลกทั้งมวล
ภิกษุมีธรรม เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม พิจารณาใคร่ครวญถึงธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ก็ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม
ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย เมื่อกายและชีวิตเสื่อมไปอยู่ เธอไม่ขยันหมั่นเพียร ยังติดความสุขทางกาย จะมีความอยู่ผาสุกด้วยความเป็นสมณะได้แต่ที่ไหน
ทิศทุกทิศ ไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่เรา เมื่อพระธรรมเสนาบดีซึ่งเป็นกัลยาณมิตร นิพพานเสียแล้ว โลกนี้ทั้งหมดปรากฏเหมือนกับว่ามืดมิด
กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ปราศจากสหาย ผู้มีพระศาสดาล่วงลับหมือนกายคตาสติ
มิตรเก่า ก็ล่วงลับไป จิตของเราไม่ยอมสมาคมกับมิตรใหม่ วันนี้เรานั้น ขอเข้าฌานอยู่คนเดียว เหมือนกับนกเข้าอยู่ประจำรังในฤดูฝน (พระศาสดาได้ตรัสกับพระอานนทเถระด้วยพระพุทธภาษิตว่า)
เธออย่าได้ห้ามชนหมู่มากผู้เป็นชาวต่างรัฐต่างถิ่น ที่พากันมาไม่ทันพบเรา ชนเหล่านั้นซึ่งมุ่งฟังธรรม จงเข้าพบเราได้ นี้แหละเป็นเวลาเข้าพบเรา @เชิงอรรถ : @ สมถะและวิปัสสนา (ขุ.เถร.อ. ๑๐๓๕/๔๖๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๓. อานนทเถรคาถา (พระอานนทเถระได้ฟังพุทธดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
พระศาสดาผู้มีพระจักษุทรงประทานพระวโรกาส ไม่ทรงห้ามชนหมู่มากซึ่งเป็นชาวต่างรัฐต่างถิ่น ที่พากันมาไม่ทันเข้าเฝ้า
เมื่อเราเป็นเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กามสัญญา มิได้เกิดขึ้น ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม
เมื่อเราเป็นเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญา มิได้เกิดขึ้น ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม
เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตากายกรรม ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี
เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตาวจีกรรม ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี
เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตามโนกรรม ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจงกรม เราได้จงกรมตามเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ ญาณได้เกิดขึ้นแก่เรา
เรายังเป็นเสขะมีกิจที่ต้องทำ ยังไม่ได้บรรลุอรหัต แต่พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์เรา ปรากฏว่าปรินิพพานเสียแล้ว
เวลานั้น(เรา)ได้มีความสะพรึงกลัว และขนพองสยองเกล้า ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระคุณอย่างประเสริฐ โดยอาการทั้งปวง เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว @เชิงอรรถ : @ ความกำหนดหมายในความใคร่ @ ความกำหนดหมายในความโกรธ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต (พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายเมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ จึงได้ กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
พระอานนทเถระ เป็นพหูสูต ทรงธรรม รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของชาวโลกทั้งมวล ปรินิพพานเสียแล้ว
พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของชาวโลกทั้งมวล กำจัดความมืดในโลกที่มืดมนได้
พระอานนทเถระ มีคติ มีสติ มีธิติ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ และทรงพระสัทธรรมไว้ ได้เป็นบ่อเกิดรัตนะ (พระอานนทเถระก่อนจะปรินิพพาน ได้กล่าวภาษิตสุดท้ายว่า)
เราได้ปรนนิบัติพระศาสดา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปลงภาระที่หนักเสียได้ บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก ติงสนิบาต จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. พระปุสสเถระ ๒. พระสารีบุตรเถระ ๓. พระอานนทเถระ ในติงสนิบาตนี้ มีพระเถระที่ระบุไว้ ๓ รูป และมี ๑๐๕ ภาษิต ฉะนี้แล @เชิงอรรถ : @ ญาณคือความหยั่งรู้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑) @ ปัญญาเครื่องทรงจำ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑) @ พระสัทธรรม (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๑}