๑. มหากัสสปเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. มหากัสสปเถรคาถา ๑๘. จัตตาฬีสนิบาต ๑. มหากัสสปเถรคาถา ภาษิตของพระมหากัสสปเถระ (พระมหากัสสปเถระได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
บุคคลไม่พึงมีหมู่คณะแวดล้อมเที่ยวไป เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ยากแก่การได้สมาธิ การสงเคราะห์ชนต่างๆ เป็นความลำบาก บุคคลเห็นโทษด้วยประการฉะนี้แล้ว ไม่พึงชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
มุนีไม่พึงเกี่ยวข้องตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ยากแก่การได้สมาธิ ผู้ขวนขวายเกี่ยวข้องกับตระกูลนั้น ย่อมติดในรส ละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้
ด้วยว่านักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวการไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอันละเอียดซึ่งถอนขึ้นได้ยาก เป็นสักการะที่คนชั่วละได้ยาก
เราลงจากเสนาสนะแล้วได้เข้าไปบิณฑบาตยังนคร ได้เข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ บุรุษโรคเรื้อนซึ่งกำลังบริโภคอาหารนั้นด้วย ความเอื้อเฟื้อ
บุรุษโรคเรื้อนนั้นใช้มือข้างที่หงิกงอ น้อมคำข้าวเข้ามาถวายเรา และเมื่อเขาใส่คำข้าวลง นิ้วมือของเขาเน่าเฟะก็ขาดตกลงในบาตรของเรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. มหากัสสปเถรคาถา
เราได้อาศัยฝาเรือนฉันคำข้าวนั้นอยู่ ขณะฉัน หรือฉันเสร็จแล้ว เราไม่มีความรังเกียจเลย
ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นบริโภคปัจจัย ๔ นี้ คือ (๑) อาหารบิณฑบาตที่จะต้องลุกขึ้นยืนรับ (๒) บังสุกุลจีวร (๓) เสนาสนะคือโคนไม้ (๔) ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ภิกษุนั้นแหละควรอยู่ในทิศทั้ง ๔ ได้
ในปัจฉิมวัย ภิกษุบางพวกเมื่อขึ้นภูเขาย่อมลำบาก แต่กัสสปะซึ่งเป็นทายาทของพระพุทธเจ้า มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่น แข็งแรงด้วยกำลังฤทธิ์ ย่อมขึ้นได้สบาย
กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน ละความหวาดกลัวภัยได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่
กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ ก็ดับไฟเสียได้ กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่
กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่
ภูมิภาคเรียงรายไปด้วยแนวต้นกุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้อง ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำเราให้ยินดี
ภูเขาเหล่านั้นมีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม มีน้ำเย็น ทรงความสะอาดไว้ ดารดาษด้วยแมลงค่อมทอง ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ
ภูเขาเหล่านั้นเปรียบดังปราสาท เขียวชะอุ่มสูงตระหง่านเทียมเมฆ กึกด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ย่อมทำเราให้ยินดี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. มหากัสสปเถรคาถา
ภูเขาเหล่านั้นที่ฝนตกรดใหม่ๆ มีพื้นน่ารื่นรมย์ ทั้งเหล่าฤๅษีก็อาศัยอยู่ เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูงร้อง ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ
สถานที่เช่นนั้นเหมาะแก่เราผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งเข้าฌาน เหมาะแก่เราผู้เป็นภิกษุมีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งประโยชน์
เหมาะแก่เราผู้เป็นภิกษุ มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งความผาสุก เหมาะแก่เรา ผู้คงที่ มีใจเด็ดเดี่ยว มั่นคง
ภูเขาเหล่านั้นมีสีเสมอด้วยดอกผักตบ คล้ายกับว่าหมู่เมฆบนท้องฟ้าปกคลุม คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาชนิด ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ
ภูเขาเหล่านั้นไม่มีหมู่คนพลุกพล่าน มีแต่หมู่เนื้ออาศัยอยู่ คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาชนิด ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ
ภูเขาหินอันกว้างใหญ่ไพศาลมีน้ำไหลใสสะอาด มีฝูงค่างและฝูงเนื้อฟานคลาคล่ำ ดารดาษไปด้วยน้ำและสาหร่าย ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจยิ่งนัก
ความยินดีด้วยดนตรีมีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ
ภิกษุไม่ควรทำงานก่อสร้างให้มาก พึงเว้นห่างหมู่ชน ไม่พึงขวนขวายเพื่อลาภผล ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นผู้ขวนขวาย ในลาภผลและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์ที่จะนำความสุขมาให้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. มหากัสสปเถรคาถา
ภิกษุไม่พึงทำงานก่อสร้างให้มาก พึงเว้นห่างงานก่อสร้างนั้น ซึ่งไม่นำประโยชน์มาให้ตน เพราะกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เธอซึ่งประสบความลำบาก ย่อมไม่ประสบความสงบใจ
ภิกษุไม่พิจารณาเห็นแม้ประโยชน์ตน ด้วยเพียงท่องบ่นพระพุทธวจนะ ย่อมเที่ยวชูคอ สำคัญตัวว่าประเสริฐกว่าเขา
นรชนใดไม่ประเสริฐเป็นพาล สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมไม่สรรเสริญนรชนนั้น ผู้มีใจกระด้าง
ส่วนผู้ใดเป็นคนประเสริฐกว่าเขาแต่ไม่ถือตัวว่า ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา หรือว่าเลวกว่าเขา หวั่นไหวด้วยมานะสักอย่างหนึ่งใน ๙ อย่าง
ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นนั่นแหละว่า มีปัญญา คงที่เช่นนั้น ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย บำเพ็ญความสงบใจอยู่เนืองๆ
ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมห่างไกลจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน
ก็เหล่าภิกษุมีหิริและโอตตัปปะตั้งมั่นโดยชอบทุกเมื่อ มีพรหมจรรย์งอกงาม ย่อมเป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว
ภิกษุที่ยังมีจิตฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถึงจะห่มผ้าบังสุกุล ก็ย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนวานรที่คลุมด้วยหนังราชสีห์ ไม่งดงาม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. มหากัสสปเถรคาถา
ส่วนภิกษุผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตนรอด สำรวมอินทรีย์ ย่อมงดงามด้วยผ้าบังสุกุล เหมือนราชสีห์ที่ซอกภูเขาฉะนั้น
อุบัติเทพมีฤทธิ์ มีเกียรติยศ มีจำนวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ เหล่านี้ และหมู่พรหมทั้งหมดนั้น
พากันมายืนประนมมือ นอบน้อมท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้เป็นปราชญ์ เข้าฌานสมาบัติได้อย่างอุกฤษฏ์ มีจิตตั้งมั่น พร้อมกับเปล่งวาจาว่า
ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน ที่พวกเราไม่รู้ว่า ท่านอาศัยอารมณ์ไรเล่า ถึงเข้าฌานอยู่
น่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยเฉพาะตัวของท่านผู้รู้ทั้งหลายลึกซึ้งยิ่งนัก พวกเราผู้สามารถที่จะรู้วิสัยแม้ที่ละเอียด ดุจนายขมังธนูผู้ยิงขนทรายได้มาประชุมกันแล้ว ก็ยังรู้ไม่ได้
เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรผู้ควรแก่การบูชา ซึ่งหมู่ทวยเทพบูชาแล้วอย่างนั้นในครั้งนั้น ท่านพระกัปปินะจึงได้มีความยิ้มแย้ม
ทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นพระมหามุนีเสีย เราได้เป็นผู้ประเสริฐในธุดงคคุณ ไม่มีใครเทียบเท่าเรา
เราปรนนิบัติพระศาสดา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระที่หนักเสียได้แล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๘. จัตตาฬีสนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต
พระโคดมผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ มีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ สลัดออกจากภพ ๓ ไม่ทรงติดจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เหมือนดอกบัวไร้มลทินไม่ติดน้ำฉะนั้น
พระองค์เป็นจอมปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ มีศรัทธาเป็นพระหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงมีพระปรีชามาก ทรงปฏิบัติดับกิเลสและกองทุกข์ได้ตลอดไป จัตตาฬีสนิบาต จบบริบูรณ์ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. พระมหากัสสปเถระรูปเดียวเท่านั้น และในจัตตาฬีสนิบาตมี ๔๐ คาถา ฉะนี้แล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๗}