This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

๖. มหากปิชาดก

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation46 items1 editions

๖. มหากปิชาดก (๕๑๖) ว่าด้วยพญาวานร (พระศาสดาทรงประกาศเนื้อความนี้ว่า)

๑๗๘

ได้มีพระราชาแห่งชนชาวกาสี ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ในกรุงพาราณสี แวดล้อมด้วยมิตรและอำมาตย์ ได้เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๖๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

๑๗๙

ณ ที่นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์เป็นโรคเรื้อน ขาวพราวเป็นจุดๆ และกลากเกลื้อน มีเนื้อหลุดออกจากปากแผลเช่นกับดอกทองกวาว มีร่างกายผ่ายผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น

๑๘๐

ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนตกยาก ถึงความลำบากน่าสงสารยิ่งนัก พระราชาทรงหวาดหวั่นพระหฤทัย จึงตรัสถามว่า เจ้าเป็นยักษ์ประเภทไหน

๑๘๑

มือและเท้าของเจ้าก็ด่าง ศีรษะยิ่งด่างกว่านั้น เนื้อตัวของเจ้าก็ด่างพร้อย และมากไปด้วยกลากเกลื้อน

๑๘๒

หลังของเจ้าเป็นปุ่มเป็นปมเหมือนกับเถาวัลย์ที่ขดกลม อวัยวะของเจ้าก็เหมือนกับเถาวัลย์ที่มีข้อดำ เรายังไม่เคยเห็นอะไรอื่นเป็นเช่นนี้

๑๘๓

เจ้ามีเท้าหงิกงอ น่าหวาดเสียว มีร่างกายผ่ายผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูหิวกระหาย อดโซ เจ้ามาจากที่ไหน และจะไปไหน

๑๘๔

เจ้ามีรูปร่างอัปลักษณ์ ดูน่าเกลียด ผิวพรรณก็ทราม ดูน่ากลัว มารดาบิดาผู้ให้กำเนิดของเจ้าคงไม่ปรารถนาที่จะเห็นเจ้าเลย

๑๘๕

ในชาติปางก่อนเจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้ ได้ฆ่าคนที่ไม่ควรฆ่าหรือ หรือเพราะทำกรรมอันโหดร้ายทารุณอย่างใดไว้ เจ้าจึงประสบทุกข์อย่างนี้ (ต่อแต่นั้นไป พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

๑๘๖

เชิญสดับเถิด พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักกราบทูล ให้พระองค์ทรงทราบตามอย่างคนฉลาด เพราะบัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้สรรเสริญคนพูดความจริง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๖๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

๑๘๗

เมื่อข้าพระพุทธเจ้าผู้เดียวเที่ยวแสวงหาโค ได้หลงล่วงเลยเข้าไปในป่าเปลี่ยวที่แห้งแล้งกันดาร เงียบสงัด ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแห่งช้างนานาชนิด

๑๘๘

ข้าพระพุทธเจ้าได้หลงทางเข้าไปในป่าทึบ ซึ่งเป็นที่สัญจรไปมาแห่งเนื้อร้าย มีความหิวกระหาย ได้ท่องเที่ยวไปในป่านั้นตลอด ๗ วัน

๑๘๙

ณ ที่ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นต้นมะพลับต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่หมิ่นเหม่ มีกิ่งทอดตรงไปยังปากเหว มีผลดก ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะกิน

๑๙๐

ข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่ลมพัดหล่น ข้าพระพุทธเจ้าพอใจผลมะพลับเหล่านั้นมาก แต่ยังไม่อิ่ม จึงปีนขึ้นไปบนต้นด้วยคิดว่า จักกินให้สบายบนต้นนั้น

๑๙๑

ข้าพระพุทธเจ้ากินผลหนึ่งแล้วปรารถนาผลที่ ๒ ต่อไป แต่นั้นกิ่งมันได้หักเหมือนถูกขวานตัด

๑๙๒

ข้าพระพุทธเจ้านั้นพร้อมทั้งกิ่งไม้ มีเท้าชี้ฟ้า ศีรษะปักลงตกไปในซอกเขา ซึ่งไม่มีที่จะยึดเหนี่ยว

๑๙๓

ก็เพราะน้ำลึก ข้าพระพุทธเจ้าจึงหยั่งไม่ถึง นอนทอดอาลัยอยู่ในซอกเขานั้น ไม่น้อยกว่า ๑๐ ราตรี

๑๙๔

ต่อมา วานรตัวหนึ่งมีหางคล้ายหางโค ท่องเที่ยวไปมาตามซอกเขาเป็นประจำ ไต่ไปตามกิ่งไม้กัดกินผลไม้อยู่ ได้มาถึงสถานที่นั้น

๑๙๕

มันเห็นข้าพระพุทธเจ้ามีร่างกายผอมเหลือง ได้มีความการุญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถามไถ่ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านชื่ออะไร ทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่อย่างนี้

๑๙๖

เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ จงแนะนำตัวให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ข้าพระพุทธเจ้าได้ประนมอัญชลีแล้วกล่าวแก่มันอย่างนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

๑๙๗

ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ประสบความพินาศ ข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะไปจากที่นี่ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอบอกให้ท่านทราบ ขอท่านจงมีความเจริญ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าด้วย

๑๙๘

วานรผู้กล้าหาญเที่ยวไปหาก้อนศิลาที่มีน้ำหนักที่ภูเขา ผูกเถาวัลย์ที่ก้อนศิลาแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า

๑๙๙

มาเถิด มาขึ้นเกาะหลังข้าพเจ้า ท่านจงใช้แขนทั้ง ๒ ข้างกอดคอข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าจะใช้กำลังช่วยท่านขึ้นไปจากซอกเขา

๒๐๐

ข้าพระพุทธเจ้าสดับคำนั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลังพญาวานรผู้มีสิริ เป็นปราชญ์ตนนั้น แล้วใช้แขนทั้ง ๒ กอดคอมันไว้

๒๐๑

พญาวานรผู้มีเดช มีกำลังตนนั้น มีความลำบาก กระโดดพาข้าพระพุทธเจ้าขึ้นจากซอกเขานั้นด้วยความยาก

๒๐๒

ครั้นนำข้าพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้ว พญาวานรผู้เป็นบัณฑิต กล้าหาญ ได้กล่าวคำนี้ว่า เพื่อนรัก ท่านโปรดรักษาความปลอดภัยให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าจักหลับสักครู่หนึ่ง

๒๐๓

สิงโต เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า และเสือดาวพึงเบียดเบียนข้าพเจ้าผู้หลับไป ท่านเห็นพวกมันจงห้ามกันไว้ด้วย

๒๐๔

พญาวานรนั้นครั้นให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ป้องกันแล้ว จึงหลับไปครู่หนึ่ง ครั้งนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากลับได้ความคิดเห็นชั่วช้า โดยไม่ทันคิดให้รอบคอบว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๖๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

๒๐๕

วานรนี้ก็เป็นอาหารของพวกมนุษย์ เช่นเดียวกับเนื้ออื่นๆ ในป่าเหมือนกัน ถ้ากระไร เราหิวพึงฆ่าวานรนี้กิน

๒๐๖

อนึ่ง เราบริโภคอิ่มแล้วจักถือเอาเนื้อเป็นเสบียงเดินทาง จักข้ามทางกันดาร และเราจักมีเสบียงเดินทาง

๒๐๗

ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงหยิบก้อนหินแล้วทุ่มลงไป ยังกระหม่อมวานร แต่การประหารของข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพราะอดอาหารจึงมีกำลังด้อยไป

๒๐๘

ก็พญาวานรนั้นทะลึ่งขึ้นโดยเร็วเพราะกำลังก้อนหินที่ทุ่มลงไป มีตัวอาบไปด้วยเลือด ร้องไห้ มองดูข้าพระพุทธเจ้าด้วยดวงตา ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตา พลางกล่าวว่า

๒๐๙

ท่านอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันไม่สมควรเช่นนี้ อนึ่ง ท่านได้ชื่อว่ามีอายุยืนยาว ควรจะห้ามปรามคนเหล่าอื่น

๒๑๐

ท่านคนผู้กระทำกรรมที่คนอื่นทำได้ยากนัก น่าอนาถจริงหนอ เราช่วยท่านขึ้นจากเหวลึกที่ขรุขระยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้

๒๑๑

ท่านเป็นดุจเรานำมาจากปรโลก ยังสำคัญเราว่าเป็นคนควรประทุษร้าย ท่านนั้นเป็นคนชั่ว มีสันดานชั่วช้า จึงคิดแต่เหตุที่ชั่วนั้น

๒๑๒

โอ ท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขอท่านอย่าประสบเวทนาอันเผ็ดร้อนเลย ขอบาปธรรมอย่าได้ฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่เลย

๒๑๓

แน่ะท่านผู้มีบาปกรรม ไม่สำรวม เราไม่ไว้ใจท่าน มาเถิด ท่านจงตามหลังเราไปใกล้ๆ พอเห็นกัน

๒๑๔

ท่านพ้นแล้วจากเงื้อมมือของสัตว์ร้าย ถึงถิ่นมนุษย์แล้ว นี่แนะท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม นั่นหนทาง ท่านจงไปทางนั้นตามสบายเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๗๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

๒๑๕

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว วานรผู้มีปกติท่องเที่ยวไปตามขุนเขาล้างศีรษะที่เปื้อนเลือด เช็ดน้ำตาแล้วกระโดดจากที่นั้นขึ้นไปยังภูเขา

๒๑๖

ข้าพระพุทธเจ้านั้นถูกวานรนั้นแช่งด่า ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน มีกายเร่าร้อน จึงลงไปยังสายน้ำเพื่อจะดื่ม

๒๑๗

ห้วงน้ำทั้งปวงปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า เหมือนเดือดพล่านเพราะไฟ เจือด้วยโลหิตเหมือนช้ำเลือดช้ำหนอง

๒๑๘

หยาดน้ำมีประมาณเพียงใดตกต้องกายของข้าพระพุทธเจ้า หัวฝีมีขนาดเท่าผลมะตูมครึ่งผลก็ผุดขึ้นมีประมาณเพียงนั้น

๒๑๙

ฝีเหล่านั้นแตกแล้ว น้ำเลือดและน้ำหนอง ไหลออกจากร่างกายของข้าพระพุทธเจ้าประดุจซากศพ ข้าพระพุทธเจ้าจะไปทางใด จะเป็นหมู่บ้านและนิคมทั้งหลายก็ตาม

๒๒๐

พวกมนุษย์ทั้งหญิงทั้งชายถูกกลิ่นเหม็นรบกวน ต่างถือท่อนไม้ ห้ามกันข้าพระพุทธเจ้าว่า เจ้าอย่ามาทางนี้

๒๒๑

บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าเสวยกรรมของตน ที่ตนเองกระทำไว้ไม่ดีในปางก่อน ข้าพระพุทธเจ้ามีทุกข์เช่นนี้ อยู่อย่างนี้ตลอด ๗ ปี

๒๒๒

เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายเท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอพระองค์อย่าทรงเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรเลย เพราะคนประทุษร้ายมิตรจัดเป็นคนเลว

๒๒๓

บุคคลใดในโลกนี้ย่อมประทุษร้ายมิตร บุคคลนั้นย่อมเป็นโรคเรื้อน โรคกลาก เกลื้อน คนผู้มีปกติประทุษร้ายมิตรเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก มหากปิชาดกที่ ๖ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๗๑}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๖. มหากปิชาดก