Scripture · Other items in this volumeเล่ม ๒๘
๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
Front matter of the printed edition
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) ว่าด้วยพระมโหสธบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี (พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้า ก็สบาย พระทัย เมื่อจะรับสั่งกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)
๕๙๐พ่อมโหสธ พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ เสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า กองทัพของพระเจ้าปัญจาละนั้นประมาณไม่ได้
๕๙๑มีกองช่างโยธา กองราบ ล้วนแต่ฉลาดในสงครามทุกอย่าง มีเสียงอึกทึกกึกก้อง เป็นสัญญาให้กันและกันรู้ได้ด้วยเสียงกลองและเสียงสังข์
๕๙๒มีความรู้ในการใช้โลหธาตุ มีเครื่องประดับครบครัน มีธงทิวสลอน ช้างและม้า สมบูรณ์ดีด้วยผู้เชี่ยวชาญศิลป์ ตั้งมั่นด้วยเหล่าทหารผู้แกล้วกล้า
๕๙๓กล่าวกันว่า ในกองทัพนี้ มีบัณฑิต ๑๐ คน มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน มีการประชุมปรึกษากันในที่ลับ พระมารดาของพระเจ้าปัญจาละเป็นองค์ที่ ๑๑ ช่วยปกครองสั่งสอนชาวแคว้นปัญจาละ
๕๙๔อนึ่ง ในบรรดาชนเหล่านี้ กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละ ถูกชิงแคว้น กลัวภัย จึงตกอยู่ในอำนาจของชาวแคว้นปัญจาละ @เชิงอรรถ : @ พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีของพระองค์ ตรัสมโหสธชาดกซึ่ง @มีคำเริ่มต้นว่า พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละเสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า @เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๒๓) (ต้นเรื่องมโหสธชาดกมีปรากฏในชาดกภาค ๑ คือ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ @ถึง ๑๑ ตอน มีสัพพสังหารกปัญหชาดก เป็นต้น) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๕๙๕เป็นผู้ทำตามที่พระราชารับสั่ง ไม่มีความปรารถนาจะกล่าว ก็จำต้องกล่าวคำเป็นที่รัก ต้องตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละผู้มีอำนาจมาก่อน ไม่มีความปรารถนาก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าปัญจาละ
๕๙๖กรุงมิถิลาก็ถูกล้อมด้วยกองทัพนั้นเป็น ๓ ชั้น เมืองหลวงของชาวแคว้นวิเทหะก็ถูกขุดเป็นคูโดยรอบ
๕๙๗พ่อมโหสธ กองทัพที่แวดล้อมกรุงมิถิลานั้น ปรากฏเหมือนดาวบนท้องฟ้า พ่อจงรู้ว่า จักรอดพ้นได้อย่างไร (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
๕๙๘ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงเหยียดพระบาทตามพระสำราญเถิด ขอเชิญเสวยและรื่นรมย์พระหฤทัยในกามเถิด พระเจ้าพรหมทัตจะต้องทิ้งกองทัพชาวแคว้นปัญจาละเสด็จหนีไป (พราหมณ์เกวัฏเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระเจ้าวิเทหะแล้วกราบทูลเหตุที่ตนมาว่า)
๕๙๙พระราชามีพระประสงค์จะทำสันถวไมตรีกับพระองค์ จะพระราชทานรัตนะแก่พระองค์ ตั้งแต่นี้ไป ราชทูตทั้งหลายผู้มีวาจาไพเราะ พูดคำเป็นที่รักจงมา
๖๐๐ขอจงกล่าววาจาอ่อนหวาน เป็นที่ชื่นชมต่อกัน ขอแคว้นปัญจาละกับแคว้นวิเทหะ ทั้ง ๒ แคว้นนั้นจงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรพราหมณ์เกวัฏแล้วตรัสถามถึงอาการที่สนทนา กับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๖๐๑ท่านเกวัฏ ท่านได้พบกับมโหสธเป็นอย่างไรหนอ ขอเชิญเล่าเรื่องราวนั้น มโหสธกับท่านต่างอดโทษกันแล้วกระมัง มโหสธยินดีแล้วกระมัง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พราหมณ์เกวัฏจึงกราบทูลว่า)
๖๐๒ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน คนผู้ไม่สุภาพ ไม่ชื่นชมกับใคร เป็นคนกระด้าง ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เขาไม่กล่าวข้อความอะไรๆ เป็นเหมือนคนใบ้และคนหนวก (พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้าน เริ่มตั้งคำถามขึ้นเองว่า)
๖๐๓มนต์บทนี้เห็นได้ยากแน่นอน มโหสธผู้มีความเพียรได้เห็นประโยชน์อันบริสุทธิ์ จริงอย่างนั้น กายของเราก็ยังหวั่นๆ อยู่ ใครเล่าจักทิ้งแคว้นของตนไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่น (พระเจ้าวิเทหะตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๖๐๔มติของเราทั้ง ๖ คนผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญายอดเยี่ยม เป็นเอกฉันท์เสมอกัน มโหสธ แม้เธอก็จงลงมติว่า ควรไปหรือไม่ควรไป หรือควรยับยั้งอยู่ที่นี้ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น คิดแล้วได้กราบทูลว่า)
๖๐๕ข้าแต่พระราชา พระองค์ย่อมทรงทราบอยู่ทีเดียวว่า พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตทรงมีอานุภาพมาก มีพลังมาก และปรารถนาจะปลงพระชนม์พระองค์ เหมือนนายพรานเนื้อด้วยนางเนื้อ
๖๐๖ปลาอยากกินเหยื่อสดกลืนเบ็ดที่ใช้เหยื่อปกปิดไว้ ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด
๖๐๗ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี เหมือนปลาไม่รู้จักว่าตนจะตายฉันนั้นเหมือนกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๐๘ถ้าพระองค์จะเสด็จไปแคว้นปัญจาละ ก็จักเสียพระองค์ไปในทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์ เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อที่เดินไปตามทาง (พระเจ้าวิเทหะถูกมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มมากเกินไป จึงทรงกริ้วแล้ว ตรัสถามว่า)
๖๐๙พวกเรานั่นแหละผู้กล่าวถึงประโยชน์อันสำคัญกับท่าน กลับเป็นคนโง่ บ้าน้ำลาย ท่านเล่าเติบโตมาด้วยหางไถ จะรู้ประโยชน์เหมือนคนอื่นๆ ได้ละหรือ (พระเจ้าวิเทหะด่าบริภาษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ เมื่อจะขับไล่ จึงตรัสว่า)
๖๑๐ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้ ผู้พูดเป็นอันตรายแก่การได้รัตนะของเรา ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๑๑ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตก็หลีกไปจากราชสำนัก ของพระเจ้าวิเทหะ ต่อมา ก็ได้เรียกนกแขกเต้าตัวฉลาด ที่ชื่อมาธุระ ที่เป็นทูตมาสั่งว่า
๖๑๒มานี่เถิด สหายผู้มีขนปีกสีเขียว เจ้าจงทำการขวนขวายช่วยเหลือเรา มีนางนกสาลิกาที่เขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมของพระเจ้าปัญจาละ @เชิงอรรถ : @ เนื้อที่เดินไปตามทาง หมายถึงฝูงเนื้อป่าได้ยินเสียงนางเนื้อต่อที่นายพรานฝึกไว้ดีแล้วร้องขึ้น ก็จะเดิน @เข้าไปหาด้วยความกำหนัด จะถูกนายพรานแทงถึงแก่ความตาย (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๘/๓๖๒) @ เติบโตมาด้วยหางไถ หมายถึงมโหสธบัณฑิตบุตรของคหบดีจับหางไถเจริญเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก @(บุตรชาวนาจะรู้เรื่องอะไร) (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๙/๓๖๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๑๓นางนกตัวนั้นฉลาดในสิ่งทั้งปวง เจ้าจงถามมันโดยละเอียด มันรู้ความลับทุกอย่างทั้งของพระราชา และเกวัฏฏพราหมณ์โกสิยโคตรนั้น
๖๑๔นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อมาธุระ ตัวมีขนปีกสีเขียว รับคำของมโหสธบัณฑิตแล้วได้ไปยังที่อยู่ของนางนกสาลิกา
๖๑๕แต่นั้น นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อว่ามาธุระนั้น ครั้นไปถึงแล้วก็ได้ถามนางนกสาลิกา ตัวมีกรงงาม มีเสียงเพราะว่า
๖๑๖แม่กรงงาม เธอสบายดีหรือ แม่เพศสวย เธอผาสุกหรือ เธอได้ข้าวตอกกับน้ำผึ้งในกรงอันงามของเธออยู่หรือ
๖๑๗นางนกสาลิกาตอบว่า สุวบัณฑิตผู้สหาย ฉันสบายดีและไม่มีโรคเบียดเบียน อนึ่ง ฉันได้ข้าวตอกและน้ำผึ้งอยู่นะ
๖๑๘ท่านมาจากที่ไหน หรือใครใช้ให้มา สหาย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยพบหรือเคยรู้จักท่านเลย (นกแขกเต้าได้ฟังคำของนางนกสาลิกานั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)
๖๑๙ฉันถูกเขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมบนปราสาทของพระเจ้ากรุงสีพี ต่อมา พระราชาพระองค์นั้นทรงตั้งอยู่ในธรรม โปรดให้ปล่อยเหล่าสัตว์ที่ถูกขังไว้จากที่ขัง (นกแขกเต้าต้องการจะฟังความลับ จึงกล่าวมุสาว่า)
๖๒๐ฉันนั้นได้มีนางนกสาลิกามีเสียงหวานตัวหนึ่งเป็นภรรยาเก่า นางได้ถูกเหยี่ยวฆ่าตายเสียในห้องบรรทม ต่อหน้าของฉันในกรงอันงามที่เห็นอยู่
๖๒๑เพราะฉันรักเธอจึงมาหาเธอ ถ้าเธอเปิดโอกาสให้ เราทั้ง ๒ ก็จะได้อยู่ร่วมกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ แต่ไม่ให้นกแขกเต้ารู้ว่าตัวก็รัก ทำเป็นไม่ปรารถนา แล้วกล่าวว่า)
๖๒๒ก็นกแขกเต้าก็ควรรักใคร่กับนางนกแขกเต้า ส่วนนกสาลิกาก็ควรรักใคร่กับนางนกสาลิกา นกแขกเต้ากับนางนกสาลิกาอยู่ร่วมกันจะเป็นเช่นไร (นกแขกเต้าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
๖๒๓ผู้ใดใคร่อยู่ในกามแม้แต่กับหญิงจัณฑาล ผู้นั้นก็เป็นเหมือนกันทั้งหมด เพราะในกามไม่มีคนที่จะไม่เหมือนกัน (นกแขกเต้าบัณฑิตครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประมวลเรื่องในอดีต มาแสดง จึงกล่าวต่อว่า)
๖๒๔มีพระชนนีของพระเจ้ากรุงสีพีพระนามว่าชัมพาวดี พระนางเป็นพระมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้าวาสุเทพกัณหโคตร (นกแขกเต้าบัณฑิตยกอุทาหรณ์อย่างอื่นมากล่าวอีกว่า)
๖๒๕มีกินนรีชื่อรัตนวดี แม้เธอก็ได้ร่วมรักกับวัจฉดาบส มนุษย์ได้ร่วมรักกับนางเนื้อก็มี ในความใคร่ มนุษย์หรือสัตว์ไม่มีต่างกัน (นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะทดลองนางนกสาลิกา จึงกล่าวอีกว่า)
๖๒๖แม่นกสาลิกาผู้มีเสียงไพเราะ เอาเถอะ ฉันจักไปละ เพราะถ้อยคำของเธอนี้เป็นเหตุให้ฉันประจักษ์ เธอดูหมิ่นฉันแน่ (นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
๖๒๗มาธุรสุวบัณฑิต สิริย่อมไม่มีแก่ผู้ด่วนได้ใจเร็ว เชิญท่านอยู่ ณ ที่นี้แหละจนกว่าจะได้เฝ้าพระราชา จนกว่าจะได้ฟังเสียงตะโพน และเห็นอานุภาพของพระราชา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะถามความลับนั้น จึงกล่าวว่า)
๖๒๘เสียงดังอึกทึกนี้ฉันได้ยินมาภายนอกชนบทว่า พระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ มีพระฉวีวรรณดังดาวประกายพรึก พระเจ้าปัญจาละจักพระราชทานพระราชธิดานั้น แก่ชาวแคว้นวิเทหะ คือ จักมีอภิเษก ระหว่างพระเจ้าวิเทหะกับพระธิดานั้น (นางนกสาลิกาถูกนกแขกเต้าบัณฑิตแค่นไค้นัก จึงกล่าวว่า)
๖๒๙มาธุระ วิวาหมงคลเช่นนี้จงอย่ามีแก่คนผู้เป็นศัตรูกัน เหมือนวิวาหะของพระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ กับพระเจ้าวิเทหะเลย (นางนกสาลิกาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวอีกว่า)
๖๓๐พระราชาผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวแคว้นปัญจาละ จักทรงนำพระเจ้าวิเทหะมา แต่นั้นจักรับสั่งให้ปลงพระชนม์ชีพพระองค์เสีย พระเจ้าวิเทหะไม่เป็นพระสหายของพระเจ้าปัญจาละ (นกแขกเต้าบัณฑิตได้ฟังดังนั้น หวังจะให้นางนกสาลิกาอนุญาตให้ตนกลับไป จึงกล่าวว่า)
๖๓๑เอาเถิด เธอจงอนุญาตให้ฉันไปสัก ๗ คืน เพียงให้ฉันได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสีพีและพระมเหสีของพระองค์ว่า ฉันได้ที่พักในที่อยู่ของนางนกสาลิกาแล้ว (นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ จึงกล่าวว่า)
๖๓๒เอาเถิด ฉันอนุญาตให้ท่านไปได้เพียง ๗ คืน ถ้า ๗ คืนท่านยังไม่กลับมายังที่อยู่ ฉันกำหนดวันตายไว้แล้ว ท่านจักกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อฉันได้ตายไปแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๓๓ลำดับนั้นแล นกแขกเต้าตัวฉลาดชื่อมาธุระ จึงได้บินไปบอกคำของนางนกสาลิกานี้แก่มโหสธบัณฑิต (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กราบทูลว่า)
๖๓๔ราชบุรุษพึงได้บริโภคโภคะ ในพระตำหนักของพระราชาพระองค์ใด ก็ควรทำประโยชน์ให้แก่พระราชาพระองค์นั้นเท่านั้น ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชน เอาเถิด ข้าพระองค์จะไปสู่เมืองอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้าปัญจาละก่อน เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์ ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศ
๖๓๕ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ ครั้นข้าพระองค์สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์ ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศแล้ว พึงส่งข่าวมาถวายพระองค์ได้เมื่อใด ขอพระองค์เสด็จไปเมื่อนั้น (พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๓๖ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตได้ไปยังเมืองอันน่ารื่นรมย์ ของพระเจ้าปัญจาละก่อน เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ
๖๓๗ครั้นได้สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระเจ้าวิเทหะ ผู้ทรงยศ แล้วภายหลังจึงได้ส่งทูต ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลาว่า ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จ ณ บัดนี้เถิด พระราชนิเวศน์ที่สร้างเพื่อพระองค์สำเร็จแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๓๘ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา เพื่อทอดพระเนตรเมืองเจริญที่มโหสธบัณฑิตสร้างถวาย ในแคว้นกปิละซึ่งมีพาหนะนับไม่ถ้วน
๖๓๙แต่นั้น ท้าวเธอครั้นเสด็จไปถึงแล้ว จึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะมา เพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์
๖๔๐ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระธิดา ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์ ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด (พระเจ้าจูฬนีสดับถ้อยคำของราชทูตแล้วก็ทรงโสมนัส เมื่อจะทรงแสดงโสมนัส ให้ปรากฏเด่นชัด ประทานรางวัลแก่ราชทูตแล้ว จึงตรัสว่า)
๖๔๑ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย เชิญพระองค์ทรงหาฤกษ์ไว้เถิด หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวงแก่พระองค์ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๔๒ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะก็ได้ทรงหาฤกษ์ ครั้นแล้วจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า
๖๔๓ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระราชธิดา ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์ ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (ฝ่ายพระเจ้าจูฬนีตรัสตอบว่า)
๖๔๔หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์ ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของพระองค์ ณ บัดนี้ (พระเจ้าวิเทหะเมื่อทรงปรึกษากับอาจารย์ผู้เป็นบัณฑิต จึงตรัสว่า)
๖๔๕กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่ บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ
๖๔๖กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่ บัณฑิตทั้งหลายจักทำอย่างไรหนอ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
๖๔๗ข้าแต่มหาราช พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตมีกำลังมาก รักษาพระองค์ไว้ จะทรงประทุษร้ายพระองค์ รุ่งเช้าก็จักรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระองค์ (พระเจ้าวิเทหะทรงกลัวต่อมรณภัย ได้ตรัสว่า)
๖๔๘หทัยของเราสั่นและปากก็แห้งผาก เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเสมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด
๖๔๙เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยินเสียงพระเจ้าวิเทหะคร่ำครวญ จึงกราบทูลว่า)
๖๕๐ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ทรงเป็นผู้ประมาท ล่วงเลยการปรึกษา ทำลายการปรึกษา บัดนี้ ขอชนทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญา จงป้องกันพระองค์เถิด
๖๕๑พระราชาไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ผู้เป็นอำมาตย์ ผู้ใคร่ประโยชน์และหวังดี ทรงยินดีด้วยปีติของพระองค์ จึงเหมือนเนื้อติดบ่วงนายพราน
๖๕๒ปลาอยากกินเหยื่อสด กลืนขอเบ็ดที่ใช้เหยื่อปิดบังไว้ ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด
๖๕๓ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี เหมือนปลาไม่รู้จักตนว่าจะตายฉันนั้น
๖๕๔ถ้าพระองค์เสด็จไปแคว้นปัญจาละ ก็จักเสียพระองค์ไปทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์ เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อตัวเดินไปตามทาง
๖๕๕ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน บุรุษผู้เป็นอนารยชน ก็เป็นเหมือนงูที่อยู่ในชายพกจะพึงกัดได้ นักปราชญ์ไม่พึงผูกไมตรีกับบุรุษผู้นั้น เพราะการสังคมกับบุรุษชั่วนำทุกข์มาให้โดยแท้
๖๕๖ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน นักปราชญ์พึงผูกไมตรีกับบุคคลผู้มีศีล เป็นพหูสูตที่รู้จักกันนั้นแหละ เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษนำสุขมาให้โดยแท้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มพระเจ้าวิเทหะยิ่งขึ้น จึงนำพระดำรัส ที่ตรัสไว้ในกาลก่อนมากราบทูลว่า)
๖๕๗ข้าแต่พระราชา พระองค์ได้ตรัสถึงเหตุ ที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งในสำนักของข้าพระองค์ ทรงเป็นผู้โง่เขลา บ้าน้ำลาย ข้าพระองค์เป็นบุตรของคหบดี เติบโตมาด้วยหางไถ จะรู้เหตุที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งเหมือนคนอื่นๆ ได้อย่างไร
๖๕๘ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้ ผู้พูดเป็นอันตรายต่อการได้รัตนะของเรา ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา (พระเจ้าวิเทหะเมื่อจะยึดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เป็นที่พึ่ง จึงตรัสว่า)
๖๕๙มโหสธ เหล่าบัณฑิตย่อมไม่พูดทิ่มแทงเพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาทิ่มแทงเรา เหมือนม้าที่เขาล่ามไว้ถูกแทงด้วยปฏัก
๖๖๐ถ้าเจ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัยหรือปลอดภัย เพราะเหตุไร เจ้าจึงทิ่มแทงเราเพราะโทษที่ล่วงไปแล้วเล่า จงสั่งสอนเราโดยความสวัสดีนั้นเถิด (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
๖๖๑ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง ข้าพระองค์ไม่อาจจะปลดเปลื้องพระองค์ได้ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด
๖๖๒ช้างทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่ ช้างเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๖๓ม้าทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่ ม้าเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้
๖๖๔นกทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ สามารถบินไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่ นกเหล่านั้นจะพึงพาพระราชานั้นไปได้
๖๖๕ยักษ์ทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่ ยักษ์เหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้
๖๖๖ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง ข้าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องพระองค์ทางอากาศได้ (เสนกบัณฑิตเมื่อจะขอร้องมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวว่า)
๖๖๗บุรุษผู้ยังมองไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่พำนักในที่ใด เขาย่อมได้รับความสุขในที่นั้นฉันใด
๖๖๘ท่านมโหสธ ขอท่านจงได้เป็นที่พึ่ง ทั้งของพวกข้าพเจ้าและพระราชาฉันนั้นเถิด ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุดของพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี ขอท่านจงช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าทั้งหลาย ให้พ้นจากทุกข์ด้วยเถิด (ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะข่มเสนกบัณฑิต จึงกล่าวว่า)
๖๖๙ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่อาจจะปลดเปลื้องท่านได้ ขอท่านจงรู้เอาเองเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พระเจ้าวิเทหะตรัสถามว่า)
๖๗๐ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เสนกะ ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร (เสนกบัณฑิตได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)
๖๗๑พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน ชิงละชีวิตไปเสียก่อน อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย (พระเจ้าวิเทหะตรัสถามปุกกุสบัณฑิตว่า)
๖๗๒ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์ปุกกุสะ ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร (ปุกกุสบัณฑิตกราบทูลว่า)
๖๗๓พวกเราจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย ชิงละชีวิตไปเสียก่อน อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย (พระเจ้าวิเทหะตรัสถามกามินทบัณฑิตว่า)
๖๗๔ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์กามินทะ ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร (กามินทบัณฑิตกราบทูลว่า)
๖๗๕พวกเราจะเอาเชือกผูกคอตายหรือโดดเหวตาย อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พระเจ้าวิเทหะตรัสถามเทวินทบัณฑิตว่า)
๖๗๖ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เทวินทะ ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร (เทวินทบัณฑิตกราบทูลว่า)
๖๗๗พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน ชิงละชีวิตไปเสียก่อน มโหสธไม่สามารถจะช่วยปลดเปลื้องพวกเรา ให้รอดพ้นไปได้โดยง่ายเลย (พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น คร่ำครวญจนมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยิน จึงตรัสว่า)
๖๗๘บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย แต่ไม่พบฉันใด พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์ ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น
๖๗๙บุคคลแสวงหาแก่นงิ้ว แต่ไม่พบฉันใด พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์ ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น
๖๘๐การที่เราทั้งหลายอยู่ในสำนักหมู่พาล ซึ่งเป็นพวกเขลา ไม่รู้อะไร ก็เท่ากับฝูงกุญชรอยู่ในที่ไม่มีน้ำซึ่งเป็นถิ่นไม่สมควรหนอ
๖๘๑หทัยของเราสั่น และปากก็แห้งผาก เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด
๖๘๒เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่ ฉันใด ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๘๓ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์มองเห็นประโยชน์นั้น เห็นพระเจ้าวิเทหะผู้ประสบทุกข์ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า
๖๘๔ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงจันทร์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น
๖๘๕ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงอาทิตย์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น
๖๘๖ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนช่วยปลดเปลื้องช้างเชือกจมปลักให้รอดพ้น
๖๘๗ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนช่วยปลดเปลื้องงูที่ติดอยู่ในข้องให้รอดพ้น
๖๘๘ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น
๖๘๙ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น เหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดแหให้รอดพ้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๙๐ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ พร้อมด้วยพระราชยานหมู่พลและพาหนะให้รอดพ้น
๖๙๑ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย ข้าพระองค์จักขับไล่กองทัพของพระเจ้าปัญจาละให้หนีไป เหมือนขับไล่กาและเหยี่ยวให้หนีไป
๖๙๒อำมาตย์ใดพึงปลดเปลื้องพระองค์ ผู้ตกอยู่ในที่คับขันให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ ปัญญาของอำมาตย์ผู้เช่นนั้นหรืออำมาตย์ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาผู้เช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไร (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์สั่งเหล่าทหารให้เปิดประตูอุโมงค์ว่า)
๖๙๓มาเถิด ลุกขึ้นเถิดมาณพทั้งหลาย จงเปิดปากอุโมงค์และประตูเรือนเถิด พระเจ้าวิเทหะ พร้อมอำมาตย์จักเสด็จไปทางอุโมงค์ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๖๙๔พวกคนติดตามของมโหสธบัณฑิตฟังคำสั่งของมโหสธนั้นแล้ว ช่วยกันเปิดประตูอุโมงค์และถอดกลอนที่ติดยนต์
๖๙๕เสนกะเดินนำเสด็จไปข้างหน้า มโหสธเดินตามเสด็จไปข้างหลัง พระเจ้าวิเทหะมีอำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จไปท่ามกลาง
๖๙๖พระเจ้าวิเทหะเสด็จออกไปจากอุโมงค์แล้ว เสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง ส่วนมโหสธบัณฑิตได้ทราบว่า พระเจ้าวิเทหะเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่งแล้ว จึงถวายอนุสาสน์ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๖๙๗ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้นี้คือพระโอรส แห่งพระเจ้าจูฬนีผู้เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์ พระเทวีนี้เป็นพระสัสสุ (แม่ยาย) ของพระองค์ ขอโปรดทรงปฏิบัติต่อพระสัสสุของพระองค์ เหมือนทรงปฏิบัติต่อพระราชมารดาของพระองค์เถิด
๖๙๘ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระภาดาแท้ๆ ผู้ร่วมพระอุทร มีพระชนนีเดียวกัน พระองค์ก็ควรทรงเอ็นดูฉันใด พระปัญจาลจันทราชกุมารพระองค์ก็ควรเอ็นดูฉันนั้น
๖๙๙ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระนางปัญจาลจันทนีราชบุตรีของพระเจ้าพรหมทัตนี้ ที่พระองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก ขอพระองค์จงทำความรักใคร่ในพระนางของพระองค์ พระนางจะเป็นมเหสีของพระองค์ (พระเจ้าวิเทหะทรงประสงค์จะเสด็จไป จึงตรัสกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๗๐๐มโหสธ ท่านจงรีบขึ้นเรือเถิด จะยืนอยู่ที่ฝั่งทำไมหนอ พวกเราพ้นจากทุกข์ได้โดยยาก จงรีบไป ณ บัดนี้เถิด (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)
๗๐๑ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์เป็นผู้นำกองทัพ จะทอดทิ้งกองทัพแล้ว พึงเอาตัวรอดนี้ ไม่เป็นธรรมเลย
๗๐๒ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระองค์จักนำกองทัพที่พระองค์ละทิ้งไว้ในพระราชนิเวศน์ ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตพระราชทานแล้วนั้นกลับมา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะตรัสว่า)
๗๐๓ท่านบัณฑิต ท่านมีเสนาน้อย จักข่มพระเจ้าพรหมทัตผู้มีเสนามากได้อย่างไร ท่านไม่มีกำลังจักเดือดร้อน เพราะพระเจ้าพรหมทัตมีกำลัง (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
๗๐๔ผู้มีปัญญา ถึงจะมีเสนาน้อย ก็ชนะคนที่มีเสนามากแต่ไม่มีปัญญาได้ เหมือนพระราชาผู้ทรงพระปรีชา ย่อมชนะพระราชาหลายพระองค์ผู้ไม่ทรงพระปรีชาได้ ดังดวงอาทิตย์ขึ้นมากำจัดความมืด (พระเจ้าวิเทหะ ทรงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แก่เสนกบัณฑิตว่า)
๗๐๕ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้ เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้น (เสนกบัณฑิตได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)
๗๐๖ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้นำความสุขมาให้โดยแท้ มโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้ เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๗๐๗พระเจ้าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก เฝ้าระวังไว้ตลอดราตรีทั้งสิ้น ครั้นรุ่งอรุณก็เสด็จไปถึงอุปการนคร
๗๐๘พระเจ้าปัญจาละพระนามว่าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก เสด็จขึ้นประทับช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมีกำลัง ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง ได้รับสั่งแล้วว่า
๗๐๙พระองค์ทรงสวมเกราะแก้วมณี มีพระหัตถ์ทรงพระแสงศร ได้ตรัสสำทับกับเหล่าทหารหาญ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะทุกๆ ด้าน ซึ่งมาประชุมกันอยู่ (บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงข้อความเหล่านั้นโดยย่อ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า)
๗๑๐กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ผู้มีฝีมือ ชำนาญในศิลปะธนู ยิงได้แม่นยำ มาประชุมกันแล้ว (พระเจ้าจูฬนีรับสั่งใหัจับพระเจ้าวิเทหะว่า)
๗๑๑พวกท่านจงไสช้างพลายงาทั้งหลายที่มีกำลัง ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลังไป ขอช้างทั้งหลายจงเหยียบย่ำทำลายเมือง ที่พระเจ้าวิเทหะได้รับสั่งให้สร้างไว้ดีแล้ว
๗๑๒ขอให้ลูกศรขาวด้านหน้าทำด้วยเขี้ยวลูกสัตว์ มีปลายแหลมคมแทงทะลุกระดูกที่ถูกปล่อยไปแล้ว จงข้ามไปตกลงด้วยกำลังธนูเถิด @เชิงอรรถ : @ อุปการนคร หมายถึงนครที่มโหสธบัณฑิตให้สร้างขึ้นในเขตเมืองปัญจาลนคร(ของพระเจ้าจุฬามณี เพื่อใช้ @เป็นที่ประทับของพระเจ้าวิเทหะ เพื่อรอเวลาเข้าพิธีวิวาห์กับพระนางปัญจาลจันทนีธิดาของพระเจ้าจุฬามณี @(ขุ.ชา.อ. ๙/๗๐๗/๔๐๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๑๓พวกทหารรุ่นหนุ่มๆ สวมเกราะแกล้วกล้า มีอาวุธมีด้ามอันงดงาม เมื่อช้างใหญ่ทั้งหลายแล่นเข้าสงครามมาอยู่ จงหันหน้าสู้ช้างทั้งหลายเถิด
๗๑๔หอกทั้งหลายที่ชโลมด้วยน้ำมันส่องแสงเป็นประกายเพลิง โชติช่วงตั้งอยู่ดังดาวประกายพรึกซึ่งมีรัศมีตั้งร้อย
๗๑๕เมื่อเหล่าทหารมีกำลังอาวุธ สวมสังวาลรัดเกราะเช่นนี้ ไม่หนีสงคราม พระเจ้าวิเทหะต่อให้มีปีกบินก็หนีไปไหนไม่พ้น
๗๑๖เหล่าทหาร ๓๙,๐๐๐ นายทั้งหมดของเรา แต่ละคนล้วนถูกคัดเลือกไว้แล้ว เราเที่ยวไปทั่วแผ่นดินก็ไม่เห็นทหารผู้ทัดเทียม
๗๑๗อนึ่ง ช้างพลายงาทั้งหลายที่ประดับแล้วล้วนแต่มีกำลัง ต่อเมื่ออายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง ซึ่งมีเหล่าทหารหนุ่มๆ มีผิวพรรณดุจทองคำสง่างามอยู่บนคอ
๗๑๘ทหารเหล่านั้นมีเครื่องประดับสีเหลือง นุ่งผ้าสีเหลือง ผ้านุ่งผ้าห่มสีเหลือง ย่อมสง่างามอยู่บนคอช้างดังเทพบุตรในอุทยานนันทวัน
๗๑๙กระบี่ทั้งหลายที่มีสีเช่นเดียวกับปลาสลาด ขัดถูด้วยน้ำมันเป็นประกายวาบวับ ที่เหล่าทหารกล้าทำสำเร็จแล้ว ลับเป็นอย่างดีมีคมอยู่เสมอ
๗๒๐ดาบส่องแสงจ้า ปราศจากสนิม ทำด้วยเหล็กกล้าทนทาน ที่เหล่าทหารผู้มีกำลังชำนาญในการฟันถือไว้แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๒๑ดาบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ด้ามทองคำ ประกอบด้วยฝักสีแดง กวัดแกว่งไปมางดงาม ดังสายฟ้าที่แปลบปลาบอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ
๗๒๒เหล่าทหารดาบผู้แกล้วกล้าสวมเกราะ สามารถตีลังกาไปในอากาศ ฉลาดในการใช้ดาบและโล่ห์ ฝึกฝนมาดีกว่าพลแม่นธนู สามารถจะตัดคอช้างให้ขาดตกลงไปได้
๗๒๓พระองค์ถูกทหารทั้งหลายเช่นนี้ล้อมไว้แล้ว พระองค์จะพ้นไปจากที่นี้ไม่ได้ ข้าพระองค์ยังไม่เห็นราชานุภาพของพระองค์ ที่จะเป็นเหตุให้เสด็จดำเนินไปถึงกรุงมิถิลาได้ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ กล่าวเย้ยหยันกับพระเจ้าจูฬนีว่า)
๗๒๔พระองค์ทรงด่วนไสช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมาทำไมหนอ พระองค์มีพระทัยร่าเริงเสด็จมา พระองค์ทรงสำคัญว่า เราเป็นผู้ได้ประโยชน์
๗๒๕ขอพระองค์ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด ทรงเก็บลูกศรเสียเถิด จงทรงเปลื้องเกราะอันงดงาม ติดแผ่ไปด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณีออกเสียเถิด (พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้น ทรงคุกคามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๗๒๖เจ้ามีสีหน้าผ่องใส และพูดอย่างฝืนยิ้ม ความถึงพร้อมด้วยผิวพรรณเช่นนี้ย่อมมีในคราวใกล้ตาย (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)
๗๒๗ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์ตรัสขู่คำราม เป็นพระดำรัสที่เปล่าประโยชน์ พระองค์เป็นผู้มีความลับแตกเสียแล้ว เพราะพระราชาของข้าพระองค์ยากที่พระองค์จะจับได้ เหมือนม้าขาเขยกขับม้าสินธพได้ยาก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๒๘พระราชาของข้าพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปแล้วแต่วานนี้ ถ้าพระองค์จักทรงติดตามไป ก็จักตกไปสู่ความลำบาก เหมือนกาบินไล่ติดตามพญาหงส์ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ไม่พรั่นพรึงดุจพญาราชสีห์ ยกอุทาหรณ์มากราบทูลว่า)
๗๒๙สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำทรามกว่าเนื้อ เห็นดอกทองกวาวบานในราตรี ก็เข้าใจว่า เป็นชิ้นเนื้อ จึงเข้าล้อมต้นไว้
๗๓๐เมื่อราตรีผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น สุนัขจิ้งจอกที่ต่ำทรามกว่าเนื้อเหล่านั้น ได้เห็นดอกทองกวาวที่บานแล้ว ก็หมดหวังฉันใด
๗๓๑ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหะ ก็จักทรงหมดหวังเสด็จกลับไป ฉันนั้นเหมือนกัน เหมือนสุนัขจิ้งจอกล้อมต้นทองกวาว (พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงสั่งลงโทษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๗๓๒พวกเจ้าจงตัดมือ เท้า หู และจมูก ของมโหสธนี้ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นไป
๗๓๓พวกเจ้าจงเสียบมโหสธผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้น บนหลาวแล้วย่างมันเสียเหมือนย่างเนื้อนี้
๗๓๔บุคคลแทงหนังวัวลงบนแผ่นดิน หรือใช้ขอเกี่ยวหนังราชสีห์ หรือหนังเสือโคร่งฉุดมาฉันใด
๗๓๕เราจักให้พวกเจ้าช่วยกันใช้หอกทิ่มแทงมโหสธนี้ ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นฉันนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น ก็หัวเราะกราบทูลว่า)
๗๓๖ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น ของพระปัญจาลจันทราชกุมารเช่นเดียวกัน
๗๓๗ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน
๗๓๘ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน
๗๓๙ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น ของพระโอรส และพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน
๗๔๐ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ ของพระปัญจาลจันทราชกุมารบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
๗๔๑ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
๗๔๒ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๔๓ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ ของพระโอรสและพระชายาของพระองค์แล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
๗๔๔ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง พระปัญจาลจันทราชกุมารด้วยหอกเช่นเดียวกัน
๗๔๕ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง พระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน
๗๔๖ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่งแทง พระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน
๗๔๗ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่มแทง พระโอรสและพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ ข้าพระองค์กับพระเจ้าวิเทหะ ได้ปรึกษาตกลงกันไว้แล้วในที่ลับ
๗๔๘โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ ที่ช่างหนังทำสำเร็จแล้วด้วยมีดของช่างหนัง ย่อมช่วยป้องกันตนเพื่อห้ามลูกศรฉันใด @เชิงอรรถ : @ โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ หมายถึงโล่หนังหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ (๑ ปละ ประมาณ ๔ ออนซ์) @ซึ่งเขาใช้น้ำด่างจำนวนมากกัดทำให้อ่อน (ขุ.ชา.อ. ๙/๗๔๘/๔๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๔๙ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้นำสุขมาให้ บรรเทาทุกข์ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ จึงจำกัดมติของพระองค์เสีย ดุจกำจัดลูกศรด้วยโล่หนัก ๔๐๐ ปละ
๗๕๐ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทอดพระเนตร พระราชมณเฑียรของพระองค์อันว่างเปล่า พระสนมกำนัลใน พระกุมาร และพระมารดาของพระองค์ ข้าพระองค์ให้นำออกทางอุโมงค์ นำไปถวายพระเจ้าวิเทหะแล้ว (พระเจ้าจูฬนีเมื่อสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งมาเฝ้าแล้วส่งไปเพื่อให้รู้ความจริง จึงตรัสว่า)
๗๕๑เชิญพวกเจ้าจงไปสู่ราชมณเฑียรของเราแล้วตรวจดู คำของมโหสธนี้จริงหรือเท็จอย่างไร (อำมาตย์นั้นไปแล้วกลับมา กราบทูลว่า)
๗๕๒ข้าแต่มหาราช มโหสธกราบทูลว่าฉันใด คำนั้นเป็นจริงฉันนั้น พระราชมณเฑียรทุกแห่งว่างเปล่า เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงกา (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์พรรณนามรรคาที่พระนางนันทาเทวีเสด็จไป จึงทูลว่า)
๗๕๓ข้าแต่มหาราช พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉมงดงามทั่วทั้งสรรพางค์ มีพระโสณีผึ่งผายงามดุจดังแท่งทองคำธรรมชาติ มีปกติตรัสพระสำเนียงอันอ่อนหวานประดุจดังลูกหงส์ เสด็จไปทางอุโมงค์นี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
๗๕๔ข้าแต่มหาราช พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉม งดงามทั่วทั้งสรรพางค์ ทรงพระภูษาโกไสย มีพระสรีระเหลืองอร่าม มีสายรัดพระองค์งดงามด้วยทองคำ ข้าพระองค์นำออกไปแล้วจากอุโมงค์นี้
๗๕๕พระนางนันทาเทวีมีพระบาทแดงสดใส ทรงพระโฉมงดงาม มีสายรัดพระองค์เป็นแก้วมณีแกมทองคำ มีดวงพระเนตรดังนัยน์ตานกพิราบ มีพระสรีระงดงาม มีพระโอษฐ์แดงดังลูกตำลึงสุกสะโอดสะอง
๗๕๖มีบั้นพระองค์เล็กเรียวดังเถานาคลดาที่เกิดดีแล้ว และเหมือนกาญจนไพที มีพระเกสายาวดำ มีปลายช้อนขึ้นเล็กน้อย
๗๕๗มีดวงพระเนตรเขื่องดุจดวงตาของลูกเนื้อทรายที่เกิดดีแล้ว และดุจเปลวเพลิงในฤดูหนาว เหมือนแม่น้ำใกล้ภูผาอันดารดาษไปด้วยไม้ไผ่ต้นเล็กๆ
๗๕๘พระนางมีพระเพลางามดังงวงอัยรา ที่สำคัญมีพระถันยุคลดังคู่ผลมะพลับ มีพระสัณฐานสันทัด ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก มีพระโขนงพองาม ไม่มากนัก (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ ทราบว่าพระเจ้าจูฬนีมีความเสน่หาเกิดขึ้น จึงกราบทูลต่ออีกว่า)
๗๕๙ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะที่สมบูรณ์ด้วยสิริ พระองค์คงจะทรงยินดีกับการทิวงคต ของพระนางนันทาเทวีเป็นแน่ ข้าพระองค์และพระนางนันทาเทวี ก็จะพากันไปสำนักของพญายมด้วยกันแน่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีจึงตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๗๖๐มโหสธผู้ได้ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราทำเล่ห์กลทิพย์หรือทำภาพลวงตา (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น จึงกราบทูลว่า)
๗๖๑ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมทำเล่ห์กลอันเป็นทิพย์ ชนผู้มีปัญญามีมันสมองเหล่านั้นย่อมปลดเปลื้องตนได้
๗๖๒เหล่าทหารหนุ่มผู้รับใช้เป็นคนฉลาด เป็นผู้ขุดอุโมงค์ของข้าพระองค์ผู้ได้สร้างหนทาง ที่พระเจ้าวิเทหะได้เสด็จไปกรุงมิถิลาไว้มีอยู่ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทราบความประสงค์ของพระเจ้าจูฬนี จึงทูลว่า)
๗๖๓ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทอดพระเนตรอุโมงค์ ที่สร้างไว้ดีแล้วงดงาม เรืองรองด้วยถ่องแถวแห่งกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ซึ่งเขาทำเป็นรูปปั้นและเป็นลวดลายไว้ที่สำเร็จดีแล้วเถิด (พระเจ้าจูฬนีทรงเห็นอุโมงค์แล้ว ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
๗๖๔มโหสธ เป็นลาภของชนชาวแคว้นวิเทหะหนอ (และ)เป็นลาภของผู้ที่มีเหล่าบัณฑิตเช่นนี้ อยู่ในเรือนในแคว้นเหมือนมีเจ้า (ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีตรัสด้วยประสงค์จะให้มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์อยู่ใน สำนักของตนว่า)
๗๖๕เราจะให้เครื่องดำเนินชีวิต ที่บริหาร เบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จเป็น ๒ เท่า ให้โภคะอันไพบูลย์ เจ้าจงใช้สอยและรื่นรมย์ในกามเถิด เจ้าไม่กลับไปยังแคว้นวิเทหะ พระเจ้าวิเทหะจักทรงทำอะไรได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิเสธ จึงกราบทูลว่า)
๗๖๖ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้ ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ในแคว้นของผู้อื่นได้ ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่
๗๖๗ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้ ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาองค์อื่นได้ ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ (ในเวลาที่มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทูลลา พระเจ้าจูฬนีตรัสว่า)
๗๖๘มโหสธ เราจะให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสีแก่ท่าน ให้ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ท่าน ท่านจงพากองทัพทั้งปวงไปโดยสวัสดีเถิด
๗๖๙ชนทั้งหลายจงให้อาหารแก่ช้างและม้าทั้งหลาย อย่างละ ๒ เท่าเพียงใด ก็จงเลี้ยงกองพลรถและกองพลราบ ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงนั้นเถิด
๗๗๐มโหสธบัณฑิต ท่านจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบไปเถิด พระเจ้าวิเทหมหาราชจงทอดพระเนตร ท่านผู้ไปถึงกรุงมิถิลาแล้วเถิด (ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะทรงเห็นกองทัพใหญ่ ตกพระทัยตรัสกับบัณฑิตทั้ง ๔ ว่า)
๗๗๑กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ปรากฏมากมายครบทั้ง ๔ กองพลที่น่าสะพรึงกลัว บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) (ลำดับนั้น เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
๗๗๒ข้าแต่มหาราช ความยินดีอย่างสูงส่งจงปรากฏแก่พระองค์ มโหสธบัณฑิตได้พากองทัพทั้งหมดมาถึงโดยสวัสดีแล้ว (พระเจ้าวิเทหะเสด็จลุกขึ้นสวมกอดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แล้ว ทำปฏิสันถาร ตรัสว่า)
๗๗๓คนทั้ง ๔ ทิ้งร่างคนตายไว้ในป่าช้าแล้วกลับไปฉันใด เราทั้งหลายก็ทิ้งท่านไว้ในกปิลรัฐแล้วกลับมาที่นี้ฉันนั้น
๗๗๔เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าปลดเปลื้องตนได้ เพราะเหตุ เพราะปัจจัย หรือเพราะประโยชน์อะไร (ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า)
๗๗๕ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะผู้เป็นกษัตริย์ ข้าพระองค์ล้อมประโยชน์ไว้ด้วยประโยชน์ ล้อมความคิดไว้ด้วยความคิด ล้อมพระราชาไว้เหมือนน้ำทะเลล้อมชมพูทวีปไว้ (มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลถึงบรรณาการที่พระเจ้าจูฬนีพระราชทานแก่ตน ให้ทรงทราบว่า)
๗๗๖พระเจ้าพรหมทัตทรงพระราชทานทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสี ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์พากองทัพทั้งหมดมาที่นี้โดยสวัสดีแล้ว (พระเจ้าวิเทหะทรงยินดี ร่าเริงอย่างยิ่ง ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)
๗๗๗ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตปลดเปลื้องพวกเรา ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๕. มโหสธชาดก (๕๔๒) เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น (ฝ่ายเสนกบัณฑิตรับพระราชดำรัสแล้วกราบทูลว่า)
๗๗๘ข้าแต่มหาราช ข้อความนี้ก็เป็นอย่างนี้ เพราะพวกบัณฑิตเป็นผู้นำสุขมาให้ มโหสธได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรง และปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้นไป (พระเจ้าวิเทหะรับสั่งให้ชาวพระนครเที่ยวตีกลองประกาศว่า)
๗๗๙ขอประชาชนทั้งหลายจงดีดพิณทุกชนิด จงตีกลองน้อย กลองใหญ่ และมโหระทึก จงเป่าสังข์อันมีเสียงไพเราะของชาวเมืองเถิด (พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
๗๘๐พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ ต่างก็ได้นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
๗๘๑พวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างก็นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
๗๘๒ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
๗๘๓ชนเป็นอันมากได้เห็นมโหสธบัณฑิตกลับมา ต่างก็เลื่อมใส ครั้นมโหสธบัณฑิตมาถึงแล้ว ต่างก็โบกผ้าอยู่ไปมา มโหสธชาดกที่ ๕ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐๔}