๔. วังคีสเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๔. วังคีสเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระวังคีสเถระ (พระวังคีสเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน
ศาสนาของพระองค์งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า
พระชินเจ้าผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ อสูร และนาคห้อมล้อมในท่ามกลางหมู่ชน ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์
พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงถึงที่สุดโลก ทรงทำสัตว์โลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี ทรงทำดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้เบ่งบานด้วยพระดำรัส
ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ ประการ เป็นบุรุษผู้สูงสุด ละความกลัวและความกำหนัดได้แล้ว ทรงบรรลุธรรมที่เกษม มีความแกล้วกล้า
พระผู้ทรงเป็นผู้เลิศในโลก ทรงปฏิญาณฐานะที่ประเสริฐ ล้ำเลิศ และพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหนๆ
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้น บันลือสีหนาทที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ ย่อมไม่มีเทวดา มนุษย์ หรือพรหมบันลือตอบได้
พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ทรงแสดงธรรมที่ประเสริฐ ทรงช่วยมนุษย์และเทวดา ให้ข้าม(สงสารวัฏ)ทรงประกาศธรรมจักรในท่ามกลางบริษัท
ตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก แล้วตั้งพระสาวกผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ ที่ชาวโลกยกย่องว่าเป็นคนดีนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ @เชิงอรรถ : @ เวสารัชชธรรม ๔ (ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๕๐/๑๔๘, ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘/๑๓-๑๔, @ขุ.อป.อ. ๒/๑๐๐/๓๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชาวกรุงหงสวดี ประชาชนสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐ รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะ มีวาทะที่เป็นประโยชน์
ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้ปีติอย่างประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของสาวก
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ทูลนิมนต์พระสุคตผู้ทำสัตว์โลกให้เพลิดเพลิน พร้อมทั้งพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วันแล้ว ให้ครองผ้าชุดใหม่
ข้าพเจ้าได้หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนมมืออยู่ ณ ที่สมควร เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีพระชินเจ้าผู้สูงสุดว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีวาทะที่เป็นประโยชน์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้เลิศในโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ขจัดภัย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแสดงทิฏฐิ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานสันติสุข {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำที่พึ่ง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์
พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่ตื่นกลัว ทรงเป็นที่ไว้วางใจของคนทั้งหลายที่มีภูมิธรรม สงบระงับ ทรงเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก
เราได้สดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยคำกล่าวสดุดีมีอาทิอย่างนี้แล้ว ได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้เป็นนักพูดผู้กล้า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงมีปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุด ได้ตรัสว่า ผู้นั้นใดเป็นผู้เลื่อมใสทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งสาวกให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน
ด้วยมือทั้ง ๒ ของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา ผู้นั้นปรารถนาตำแหน่งของภิกษุผู้เป็นนักพูดผู้แกล้วกล้า
ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมความปรารถนา เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติมีประมาณไม่น้อย
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
พราหมณ์นี้จักมีนามว่าวังคีสะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น @เชิงอรรถ : @ ภูมิธรรม หมายถึงโสดาปัตติมรรคเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๒/๑๑๑/๓๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน
ข้าพเจ้าได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา อุปัฏฐากพระชินเจ้าผู้ตถาคตด้วยปัจจัยทั้งหลาย จนตลอดชีวิตในครั้งนั้น
ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลปริพาชก เมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นครั้งสุดท้าย มีอายุได้ ๗ ขวบ
เป็นผู้รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ แกล้วกล้าในวาทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร สามารถย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้
เพราะข้าพเจ้าเกิดที่วังคชนบท และเป็นใหญ่ในถ้อยคำ ข้าพเจ้าจึงได้ชื่อว่าวังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ชื่อของข้าพเจ้าจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติตามโลก
ในกาลที่ข้าพเจ้ารู้เดียงสา อยู่ในวัยเริ่มเป็นหนุ่ม ได้เห็นท่านพระสารีบุตรในกรุงราชคฤห์ที่รื่นรมย์ ภาณวารที่ ๒๕ จบ
ท่านอุ้มบาตรสำรวม สายตาไม่ลอกแลก พูดพอประมาณ และมองดูเพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน
ครั้นเห็นท่านแล้วก็ยิ้มแย้ม ได้กล่าวบทคาถาที่สมควรอันวิจิตร เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เป็นกลุ่ม
ท่านบอกข้าพเจ้าถึงพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ครั้งนั้น พระสารีบุตรผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดกับข้าพเจ้าให้ยิ่งขึ้นไป
ข้าพเจ้าอันพระเถระผู้คงที่กล่าวถ้อยคำ อันประกอบด้วยวิราคธรรม ยอดเยี่ยมที่เห็นได้ยาก ให้ยินดีแล้ว ด้วยปฏิภาณอันวิจิตร
จึงหมอบลงแทบเท้าของท่านด้วยเศียรเกล้า แล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ได้นำข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
ข้าพเจ้าหมอบลงแทบพระยุคลพระบาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว นั่ง ณ ที่ใกล้พระศาสดา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ได้ตรัสถามข้าพเจ้าว่า วังคีสะ ศิลปะอะไรๆ ของท่านมีอยู่จริงหรือ
(ข้าพเจ้ากราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า ไปสู่สุคติหรือทุคติจริงหรือ ถ้าท่านสามารถรู้ได้ด้วยวิชาพิเศษของท่าน จงบอกมา
เมื่อข้าพเจ้าทูลรับรองแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงกะโหลกศีรษะ ๓ กะโหลก ข้าพเจ้าได้กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๔. วังคีสเถราปทาน
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้นำ ได้แสดงกะโหลกศีรษะของพระขีณาสพ เพราะศีรษะนั้น ข้าพเจ้าหมดมานะ จึงทูลขอบรรพชา อย่างอ่อนน้อม
ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสรรเสริญพระสุคตทุกๆ แห่ง เมื่อนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษข้าพเจ้าว่าเป็นจินตกวี
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำวิเศษ ได้ตรัสถามข้าพเจ้าเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ ย่อมแจ่มแจ้งโดยสมควรแก่เหตุแก่คนทั้งหลาย ผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์มิใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลาย แจ่มแจ้งโดยสมควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์ วังคีสะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงกล่าวสดุดีเราโดยสมควรแก่เหตุในบัดนี้
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีระผู้เป็นฤๅษีผู้ประเสริฐ ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงพอพระทัยด้วยสมควรแก่เหตุ จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งอันเลิศ
ข้าพเจ้ามีปฏิภาณอันวิจิตรจึงดูหมิ่นภิกษุรูปอื่น แต่มีศีลเป็นที่รัก เกิดความสลดใจเพราะการดูหมิ่นนั้นจึงได้บรรลุอรหัตแล้ว
(พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า) ไม่มีใครอื่นที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ที่มีปฏิภาณเหมือนกับวังคีสภิกษุนี้ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงจำไว้อย่างนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๕. ภัททิยวรรค] ๕. นันทกเถราปทาน
กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว(จากกิเลส) ดุจความเร็วแห่งลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ วังคีสเถราปทานที่ ๔ จบ