This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระอภิธรรมปิฎก

สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง

Text only · no interpretationข้อ ๙๘๕–๑๐๑๗พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์33 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง

อปราปิ สมนฺนาคตกถา

๙๘๕

สกวาที บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว @ วิ. มหาวรรค เล่ม ๑ หน้า ๑๙, สํ. มหาวาร ข้อ ๑๖๖๖ หน้า ๕๒๙ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล เป็นผู้ประกอบด้วย ผัสสะ ๔ เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ สัทธา ๔ วิริยะ ๔ สติ ๔ สมาธิ ๔ ปัญญา ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล จตูหิ ผสฺเสหิ จตูหิ เวทนาหิ จตูหิ สญฺญาหิ จตูหิ เจตนาหิ จตูหิ จิตฺเตหิ จตูหิ สทฺธาหิ จตูหิ วิริเยหิ จตูหิ สตีหิ จตูหิ สมาธีหิ จตูหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๘๖

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๓ เวทนา ๓ ฯลฯ ปัญญา ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ ผสฺเสหิ ตีหิ เวทนาหิ ฯเปฯ ตีหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๘๗

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ เวทนา ๒ ฯลฯ ปัญญา ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ ผสฺเสหิ ทฺวีหิ เวทนาหิ ฯเปฯ ทฺวีหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๘๘

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติ- ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นพระโสดาบัน ผู้สัตตขัตตุ- ปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๘๙

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นพระสกทาคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๐

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นพระอนาคามี ผู้อันตรา- ปรินิพพายี ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ผู้อสังขารปรินิพพายี ผู้สสังขารปรินิพพายี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามี อนฺตราปรินิพฺพายี อุปหจฺจปรินิพฺพายี อสงฺขารปรินิพฺพายี สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๑

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติ- ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นพระโสดาบัน ผู้สัตต- ขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๒

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิ- ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นพระสกทาคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๓

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นพระโสดาบัน ผู้สัตต- ขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๔

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระโสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติ- ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๕

ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงเรียกว่า พระสกทาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทา- คามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโต สกทาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๖

ส. ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล พึงเรียกว่า พระอนาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้น พระอนาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผเลน สมนฺนาคโต อนาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส อนาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๗

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระโสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัต- ติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติ ผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๘

ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงเรียกว่า พระสกทาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคา- มิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้น แหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโต สกทาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙๙

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระโสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้น แหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐๐

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยโสดาปัตติผลไป แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ ประกอบด้วยโสดาปัตติผล

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๐๑

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะที่เป็นอปายคามี โทสะที่ เป็นอปายคามี โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโมหะที่ เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ อปายคมนิยํ ราคํ อปายคมนิยํ โทสํ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐๒

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคา- มิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิ ใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยสกทาคามิผลไป แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ ประกอบด้วยสกทาคามิผล

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๐๓

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว แต่ ยังประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ไปแล้ว แต่ยังประกอบ ด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐๔

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยอนาคามิผลไปแล้ว มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยอนาคามิผลไป แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๐๕

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยอนาคามิผลไปแล้ว แต่ ยังประกอบด้วยอนาคามิผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลยอนาคามิมรรคไปแล้ว เลย กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วย พยาบาทอย่างละเอียดนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐๖

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัต- ติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิ ใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยโสดาปัตติผลไป แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๐๗

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วย โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ ฯเปฯ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐๘

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิ- ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยสกทาคามิผลไป แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลเป็นผู้ ประกอบด้วยสกทาคามิผล

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๐๙

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว แต่ ยังประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วย พยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อานาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล สกทาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๑๐

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลยโสดาปัตติผล ไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๑๑

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วย โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ ฯเปฯ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๑๒

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ประกอบ ด้วยผล ๓ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อม จากผล ๓ นั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลได้ผล ๓ แล้ว และไม่ เสื่อมจากผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓

น วตฺตพฺพํ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๑๓

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลเป็นผู้ประกอบ ด้วยผล ๒ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อม จากผล ๒ นั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ได้ผล ๒ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒

น วตฺตพฺพํ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๑๔

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็นผู้ประกอบ ด้วยโสดาปัตติผล หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และ ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัต- ติผล

น วตฺตพฺพํ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน โสตาปตฺติผลํ ปฏิลทฺธํ เตน จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน โสตาปตฺติผลํ ปฏิลทฺธํ เตน จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ

๑๐๑๕

ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้ผล ๓ แล้ว และไม่ เสื่อมจากผล ๓ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้มรรค ๔ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน จตฺตาโร มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล จตูหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๑๖

ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ได้ผล ๒ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิ- ผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ได้มรรค ๓ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคา- มิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน ตโย มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ตีหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๑๗

ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง สกทาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ได้มรรค ๒ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคา- มิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง จบ -----------------------------------------------------

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน โสตาปตฺติผลํ ปฏิลทฺธํ เตน จ อปริหีโนติ ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเนน ปุคฺคเลน เทฺว มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทฺวีหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อปราปิ สมนฺนาคตกถา ฯ ------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง