อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๘๔

ปริยายวาร ที่ ๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๘๔–๘๘๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร ปริยายวาร ที่ ๖

ข้อ ๘๘๔

วิวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ อาปตฺตาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ กิจฺจาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายติ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ

วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไรมีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร? วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร?มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร?มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? กิจจาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร? มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร? กิจจาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร?

ข้อ ๘๘๕

วิวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ ทฺวาทส มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ วิวทตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ วิวทติ ธมฺมทิฏฺฐิ วา อธมฺมทิฏฺฐิ วา ฯ วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ วิวาทาธิกรณํ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ เรื่องทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ วัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑๒. ถ. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ เห็นว่าเป็นธรรม ๑ เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยเยภุยยสิกา ๑

ข้อ ๘๘๖

อนุวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ จุทฺทส มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ อนุวทตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ อนุวทติ วตฺถุโต วา อาปตฺติโต วา ฯ อนุวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตูหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ

ถามว่า อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ วิบัติ ๔. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ วิบัติ ๔. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑๔. ถ. ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุโจทด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยวัตถุ ๑ ด้วยอาบัติ ๑. ถ. อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยสติวินัย ๑ ด้วยอมูฬหวินัย ๑ ด้วยตัสสปาปิยสิกา ๑.

ข้อ ๘๘๗

อาปตฺตาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ ฉ อาปตฺติสมุฏฺฐานานิ มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ ฉหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อลชฺชิตา อญฺญาณตา กุกฺกุจฺจปกตตา อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา กปฺปิเย อกปิยสญฺญิตา สติสมฺโมสา ฯ อาปตฺตาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ ตีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ

ถามว่า อาปัตตาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล คือ สมุฏฐานอาบัติ ๖. ถ. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖ คือ ไม่ละอาย ๑ ไม่รู้ ๑ สงสัยแล้วขืนทำ ๑สำคัญว่าควรในของไม่ควร ๑ สำคัญว่าไม่ควรในของควร ๑ ลืมสติ ๑. ถ. อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ด้วยติณวัตถารกะ ๑.

ข้อ ๘๘๘

กิจฺจาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ เอกํ มูลํ สงฺโฆ ฯ กตีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายติ ญตฺติโต วา อปโลกนโต วา ฯ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ กิจฺจาธิกรณํ เอเกน สมเถน สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน ฯ

ถามว่า กิจจาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ กรรม ๔. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ กรรม ๔. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ กรรม ๔. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑ คือ สงฆ์. ถ. กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร? ต. กิจเกิดด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยญัตติ ๑ ด้วยอปโลกน์. ๑ ถ. กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะอย่างหนึ่ง คือ ด้วยสัมมุขาวินัย.

ข้อ ๘๘๙

กติ สมถาติ ฯ สตฺต สมถา สมฺมุขาวินโย สติวินโย อมูฬฺหวินโย ปฏิญฺญาตกรณํ เยภุยฺยสิกา ตสฺสปาปิยสิกา ติณวตฺถารโก อิเม สตฺต สมถา ฯ สิยา อิเม สตฺต สมถา ทส สมถา โหนฺติ ทส สมถา สตฺต สมถา โหนฺติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ สิยาติ ฯ กถญฺจ สิยา ฯ วิวาทาธิกรณสฺส เทฺว สมถา อนุวาทาธิกรณสฺส จตฺตาโร สมถา อาปตฺตาธิกรณสฺส ตโย สมถา กิจฺจาธิกรณสฺส เอโก สมโถ ฯ เอวํ อิเม สตฺต สมถา ทส สมถา โหนฺติ ทส สมถา สตฺต สมถา โหนฺติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ ปริยายวารํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ

ถามว่าสมถะ มีเท่าไร? ตอบว่า สมถะมี ๗ คือ สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะเยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ สมถะมี ๗ เหล่านี้. ถ. บางทีสมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐ สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ด้วยอำนาจวัตถุโดยปริยาย หรือ? ต. บางทีเป็นได้ ก็บางทีเป็นได้อย่างไร? คือ วิวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๒ อนุวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๔ อาปัตตาธิกรณ์มีสมถะ ๓ กิจจาธิกรณ์มีสมถะ ๑ อย่างนี้ที่สมถะ ๗ เป็นสมถะ ๑๐สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ด้วยอำนาจวัตถุโดยปริยาย. ปริยายวารที่ ๖ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร สมถเภท ว่าด้วยประเภทแห่งสมถะ ๖. อธิกรณปริยายวาร วาระว่าด้วยการอธิบายอธิกรณ์

ข้อ ๒๙๒

วิวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไรมีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไรอาปัตตาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร กิจจาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร

ข้อ ๒๙๓

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑๒ ถาม : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ (๑) เห็นว่าเป็นธรรม (๒) เห็นว่าเป็นอธรรม ถาม : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) เยภุยยสิกา

ข้อ ๒๙๔

ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑๔ ถาม : ภิกษุโจทกันด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุโจทด้วยอาการ ๒ คือ (๑) วัตถุ (๒) อาบัติ ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) สติวินัย(๓) อมูฬหวินัย (๔) ตัสสปาปิยสิกา

ข้อ ๒๙๕

ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล คือ สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน ถาม : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖ คือ (๑) ไม่ละอาย (๒) ไม่รู้ (๓) สงสัยแล้วขืนทำ (๔) สำคัญในของไม่สมควรว่าสมควร (๕) สำคัญในของสมควรว่าไม่สมควร(๖) ลืมสติ ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ (๑) สัมมุขาวินัย(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ

ข้อ ๒๙๖

ถาม : กิจจาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ กรรม ๔ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ กรรม ๔ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ กรรม ๔ ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑ คือ สงฆ์ ถาม : กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร ตอบ : กิจเกิดด้วยอาการ ๒ คือ (๑) ญัตติ (๒) อปโลกน์ ถาม : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ถาม : สมถะ มีเท่าไร ตอบ : สมถะมี ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. เยภุยยสิกา ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ สมถะมี ๗ เหล่านี้ สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐ ก็มี สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ก็มี มีโดยอ้อมด้วยอำนาจวัตถุ ถาม : พึงเป็นได้อย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๗. สาธารณวาร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๒ อนุวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๔ อาปัตตาธิกรณ์มีสมถะ ๓ กิจจาธิกรณ์มีสมถะ ๑ อย่างนี้ สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐สมถะ ๑๐ จึงเป็นสมถะ ๗ โดยอ้อมด้วยอำนาจวัตถุ อธิกรณปริยายวารที่ ๖ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๘๔๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กติปุจฉาวารวัณณนา [วินิจฉัยในคำว่า กติ อาปตฺติโย เป็นต้น]

บัดนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายตั้งบทมาติกาโดยนัย มีคำว่า กติ อาปตฺติโย เป็นอาทิแล้ว กล่าววิภังค์ด้วยอำนาจนิทเทสและปฏินิทเทส เพื่อให้เกิดความฉลาด ในส่วนทั้งหลายมีอาบัติเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กติ อาปตฺติโย เป็นคำถามถึงอาบัติซึ่งมาในมาติกาและในวิภังค์. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยเหมือนกัน. จริงอยู่ ในบทที่ ๒ นี้ อาบัติสิ้นเชิงทีเดียว ท่านกล่าวว่า กอง ด้วยอำนาจแห่งหมวด.

คำที่ว่า วินีตวตฺถูนิ เป็นคำถามถึงความระงับอาบัติเหล่านั้น.

จริงอยู่ ๓ บทว่า วินีตํ วินโย วูปสโม นี้ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน.

เนื้อความแห่งบทในคำว่า วินีตวตฺถูนิ นี้ พึงทราบดังนี้ว่า วัตถุเป็นเครื่องกำจัดอาบัตินั่นเอง ชื่อว่าวินีตวัตถุ.

บัดนี้ เมื่ออคารวะเหล่าใดมีอยู่ อาบัติจึงมี, เมื่ออคารวะเหล่าใดไม่มีอาบัติย่อมไม่มี, เพื่อแสดงอคารวะเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวคำถาม ๒ ข้อว่า กติ อคารวา เป็นต้น. ส่วนคำว่า วินีตวตฺถูนิ นี้ เป็นคำถามถึงการกำจัดอคารวะเหล่านั้น.

ก็เพราะอาบัติเหล่านั้น ที่จัดว่าไม่ถึงความวิบัติย่อมไม่มี ฉะนั้น คำที่ว่า กติ วิปตฺติโย นี้ จึงเป็นคำถามถึงความมีวิบัติแห่งอาบัติทั้งหลาย.

คำที่ว่า กติ อาปตฺติสมุฏฺฐานา นี้ เป็นคำถามถึงสมุฏฐานแห่งอาบัติเหล่านั้นเอง.

คำที่ว่า วิวาทมูลานิ อนุวาทมูลานิ เหล่านี้ เป็นคำถามถึงมูลแห่งวิวาทและอนุวาทที่มาว่า วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์.

คำที่ว่า สาราณียา ธมฺมา นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่ทำความไม่มีแห่งมูลของวิวาทและอนุวาท.

คำที่ว่า เภทกรวตฺถูนิ นี้ เป็นคำถามถึงวัตถุที่ก่อความแตก ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคำว่า อธิกรณ์เป็นไปเพื่อแตกกันก็ดี เป็นอาทิ.

คำที่ว่า อธิกรณานิ นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่เกิดขึ้น ในเมื่อมีเภทกรวัตถุ.

คำที่ว่า สมถา นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่สำหรับระงับอธิกรณ์เหล่านั้นแล.

คำที่ว่าปญฺจ อาปตฺติโย ตรัสด้วยอำนาจอาบัติซึ่งมาในมาติกา.

คำที่ว่า สตฺต ตรัสด้วยอำนาจอาบัติซึ่งมาในวิภังค์.

[ว่าด้วยวิเคราะห์แห่งอารติศัพท์เป็นต้น]

ที่ชื่อว่า อารติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นไกลจากกองอาบัติเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่เว้นอย่างกวดขันจากกองอาบัติเหล่านั้น ชื่ออารติ.

ที่ชื่อว่า วิรติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นเสียต่างหากจากกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า ปฏิวิรติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นเฉพาะหนึ่งๆ จากกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า เวรมณี เพราะวิเคราะห์ว่า ขับเวรเสีย คือยังเวรให้สาบสูญ.

ที่ชื่อว่า อกิริยา เพราะวิเคราะห์ว่า วิรัตินั่น เป็นเหตุอันภิกษุไม่ทำกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า อกรณํ เพราะเป็นข้าศึกต่อความกระทำกองอาบัติที่จะพึงเกิดขึ้น ในเมื่อวิรัตินั้นไม่มี.

ที่ชื่อว่า อนชฺฌาปตฺติ เพราะเป็นข้าศึกต่อความต้องกองอาบัติ.

ที่ชื่อว่า เวลา เพราะเป็นเหตุผลาญ. อธิบายว่า เพราะเป็นเหตุคลอน คือเพราะเป็นเหตุพินาศ.

ที่ชื่อว่า เสตุ เพราะวิเคราะห์ว่า ผูกไว้ คือตรึงไว้ ได้แก่ คุมไว้ซึ่งทางเป็นที่ออกไป. คำว่า เสตุ นี้ เป็นชื่อแห่งกองอาบัติทั้งหลาย. เสตุนั้นอันภิกษุย่อมสังหารด้วยวิรัตินั่น เพราะฉะนั้น วิรัตินั่น จึงชื่อ เสตุฆาโต.

แม้ในนิทเทสแห่งวินีตวัตถุที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้แล.

[ว่าด้วยอคาวะ ๖]

วินิจฉัยในคำว่า พุทฺเธ อคารโว เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-

ผู้ใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงอยู่ไม่ไปสู่ที่บำรุง เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ไม่ไปสู่เจติยสถาน โพธิสถาน ไม่ไหว้เจดีย์หรือต้นโพธิ กางร่มและสวมรองเท้าเที่ยวไปบนลานเจดีย์ พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า.

ฝ่ายผู้ใดอาจอยู่แท้ แต่ไม่ไปสู่ที่ฟังธรรม ไม่สวดสรภัญญะไม่กล่าวธรรมกถา ทำลายโรงธรรมสวนะเสียแล้วไป มีจิตฟุ้งซ่านหรือไม่เอื้อเฟื้อนั่งอยู่ พึงทราบว่า ผู้นั้นไม่มีความเคารพในพระธรรม.

ผู้ใด ไม่ประจงตั้งไว้ซึ่งความยำเกรง ในพระเถระ ภิกษุใหม่และภิกษุผู้ปูนกลาง แสดงความคะนองกายในที่ทั้งหลายมีโรงอุโบสถและโรงวิตกเป็นต้น ไม่ไหว้ตามลำดับผู้แก่ พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์.

ฝ่ายผู้ใด ไม่สมาทานศึกษาไตรสิกขาเสียเลย พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในสิกขา.

ฝ่ายผู้ใด ตั้งอยู่ในความประมาท คือในความอยู่ปราศจากสติเท่านั้น ไม่พอกพูนลักษณะความไม่ประมาท พึงทราบว่า ผู้นั้นไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท.

อนึ่ง ผู้ใด ไม่กระทำเสียเลย ซึ่งปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้ คือ อามิสปฏิสันถาร ธรรมปฏิสันถาร พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในปฏิสันถาร.

เนื้อความในคาวรนิทเทส พึงทราบโดยบรรยายอันแผกจากที่กล่าวแล้ว.

[วิวาทมูลนิทเทส]

วินิจฉัยในวิวาทมูลนิทเทส พึงทราบดังนี้ :-

เนื้อความแห่งข้อว่า สตฺถริปิ อคารโว เป็นอาทิ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว ในความไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแล.

บทว่า อปฺปฏิสฺโส ได้แก่ ไม่ประพฤติถ่อมตน คือ ไม่ยกพระศาสดาให้เป็นใหญ่อยู่.

บทว่า อชฺฌตฺตํ วา ความว่า (ถ้าว่า ท่านทั้งหลายพึงเล็งเห็นมูลแห่งวิวาทเห็นปานนั้น) ในสันดานของตนก็ดี ในพวกของตนก็ดี ในบริษัทของตนก็ดี.

บทว่า พหิทฺธา วา ความว่า ในสันดานของผู้อื่นก็ดี ในพวกของผู้อื่นก็ดี.

สองบทว่า ตตฺถ ตุมฺเห ความว่า ทั้งในสันดานของตนและผู้อื่น หรือทั้งในบริษัทของตนและผู้อื่น อันต่างกันด้วยมีในภายในและมีในภายนอกนั้น.

สองบทว่า ปหานาย วายเมยฺยาถ มีความว่า ท่านทั้งหลายพึงพยายามเพื่อละมูลแห่งวิวาทอันลามกนั่นแล ด้วยนัยทั้งหลาย มีเมตตาภาวนาเป็นอาทิ.

จริงอยู่ วิวาทมูลนั้น ทั้งที่มีในภายใน ทั้งที่มีในภายนอกย่อมละเสียได้ ด้วยนัยมีเมตตาภาวนาเป็นต้น.

บทว่า อนวสฺสวาย ได้แก่ เพื่อความไม่เป็นไป.

บทว่าสนฺทิฎฺฐิปรามาสี มีความว่า ย่อมยึดถือความเห็นของตนเท่านั้น คือ ข้อใด อันตนได้เห็นแล้ว ย่อมยึดข้อนั้นว่า ข้อนี้เท่านั้น เป็นจริง.

บทว่า อาธานคาหี ได้แก่ มักยึดไว้อย่างมั่นคง.

[อนุวาทมูลนิทเทส]

อนุวาทมูลนิทเทส เสมอด้วยวิวาทมูลนิทเทสนั่นเอง ก็จริง ถึงกระนั้น ในวิวาทมูลนิทเทสและอนุวาทมูลนิทเทสนี้ ย่อมมีความแปลกกันดังนี้ว่าโทษทั้งหลาย มีความโกรธและความผูกโกรธกันเป็นต้น ของภิกษุทั้งหลาย ผู้วิวาทกันอาศัยเภทกรวัตถุ ๑๘ จัดเป็นมูลแห่งวิวาท ก็แลเมื่อวิวาทกันอย่างนั้นย่อมถึงวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิบัติเป็นต้นแล้ว โจทกันและกันว่า ภิกษุชื่อโน้น ต้องวิบัติชื่อโน้นบ้าง ว่า ท่านเป็นผู้ต้องปาราชิกบ้าง ว่า ท่านเป็นผู้ต้องสังฆาทิเสสบ้าง. โทษทั้งหลาย มีความโกรธและความผูกโกรธกันเป็นต้น ของภิกษุทั้งหลายผู้โจทกันและกันอย่างนั้น จัดเป็นมูลแห่งอนุวาท.

[สาราณียธัมมนิสเทส]

วินิจฉัยในสาราณียธัมมนิทเทส ดังนี้ :-

กายกรรมที่กระทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา ชื่อเมตตากายกรรม.

สองบทว่า อาวิ เจว รโห จ ได้แก่ ทั้งต่อหน้า ทั้งลับหลัง. ในกายกรรม ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งต่อหน้าและลับหลังนั้น การถึงความเป็นสหาย ในการงานทั้งหลายมีจีวรกรรมเป็นอาทิ ของภิกษุใหม่ทั้งหลาย ชื่อเมตตากายกรรมต่อหน้า. ส่วนสามีจิกรรมทั้งปวง แม้ต่างโดยกิจมีล้างเท้าและพัดลมเป็นต้นให้พระเถระทั้งหลาย ชื่อเมตตากายกรรม ต่อหน้า.

การเก็บงำ ภัณฑะทั้งหลายมีภัณฑะไม้เป็นต้น ที่ภิกษุใหม่และพระเถระทั้ง ๒ พวกเก็บงำไว้ไม่ดี ไม่ทำความดูหมิ่นในภิกษุใหม่และพระเถระเหล่านั้น ประหนึ่งเก็บงำสิ่งของที่ตนเก็บไว้ไม่ดีฉะนั้นชื่อเมตตากายกรรมลับหลัง.

ข้อว่า อยมฺปิ ธมฺโม สาราณีโย มีความว่า ธรรมกล่าว คือเมตตากายกรรมนี้ อันเพื่อพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงระลึกถึง. อธิบายว่า บุคคลใด ยังสติให้เกิด กระทำธรรมกล่าวคือเมตตากายกรรมนั้น ธรรมคือเมตตากายกรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นทำแล้วแก่ชนเหล่าใดชนเหล่านั้นมีจิตเลื่อมใสแล้ว ย่อมระลึกถึงบุคคลนั้นว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษจริง.

บทว่า ปิยกรโณ มีความว่า ธรรมคือเมตตากายกรรมนั้นย่อมทำบุคคลนั้น ให้เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

บทว่า ครุกรโณ มีความว่า ธรรมนั้น ย่อมทำบุคคลนั้น ให้เป็นที่เคารพของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

วินิจฉัยในคำว่า สงฺคหาย เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-

ธรรมนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความเป็นผู้พร้อมเพรียง เพื่อความเป็นพวกเดียวกัน กับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้น.

วินิจฉัยในคำว่า เมตฺตํ วจีกมฺมํ เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-

การกล่าวยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านเทวเถระ ท่านติสสเถระ ชื่อเมตตาวจีกรรม ต่อหน้า. ส่วนการกล่าวถ้อยคำที่ส่อความรัก ของบุคคลผู้สอบถาม ถึงท่าน ในเมื่อท่านไม่อยู่ในสำนัก อย่างนี้ว่า ท่านเทวเถระของพวกเราไปไหน? ท่านติสสเถระของพวกเรา ไปไหน? เมื่อไรหนอ ท่านจักมา? ดังนี้ ชื่อเมตตาวจีกรรม ลับหลัง.

ก็แลการลืมตาอันสนิทสนมด้วยความรัก กล่าวคือเมตตาแลดูด้วยหน้าอันชื่นบาน ชื่อเมตตามโนกรรม ต่อหน้า. การคำนึงถึงเสมอว่า ท่านเทวเถระ ท่านติสสเถระ จงเป็นผู้ไม่มีโรค มีอาพาธน้อย ชื่อเมตตามโนกรรม ลับหลัง.

บทว่า อปฺปฏิวิภตฺตโภคี มีความว่า ย่อมแบ่งอามิสไว้สำหรับตัวแล้ว บริโภคหามิได้ แบ่งไว้เฉพาะบุคคลแล้ว บริโภคหามิได้.

ก็ภิกษุใด ย่อมแบ่งไว้บริโภคว่า เราจักให้แก่ภิกษุเหล่าอื่นเท่านั้น จักบริโภคด้วยตนเองเท่านี้ หรือว่า เราจักให้แก่ภิกษุโน้นและภิกษุโน้นเท่านี้ จักบริโภคด้วยตนเองเท่านี้ ภิกษุนี้ ชื่อว่าผู้แบ่งบริโภคโดยเฉพาะ.

ฝ่ายภิกษุผู้ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมนี้ ไม่ทำอย่างนั้น ถวายบิณฑบาตอันตนนำมาตั้งแต่ที่พระเถระ แล้วฉันส่วนที่ยังเหลือจากที่พระเถระรับเอาไว้.

พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า แม้จะไม่ให้แก่บุคคลผู้ทุศีล ก็ควร เพราะพระบาลีว่า สีลวนฺเตหิ, แต่อันภิกษุผู้บำเพ็ญสาราณียธรรม พึงให้แก่ผู้มีศีลและผู้ทุศีลทั้งปวงทีเดียว.

แม้เลือกให้แก่ภิกษุผู้อาพาธและพยาบาลไข้ ผู้อาคันตุกะ ผู้เตรียมจะไปและผู้ขวนขวายในการงานมีจีวรกรรมเป็นต้น ก็ควร. เพราะว่า ภิกษุเลือกบุคคลเหล่านั้นแล้วให้อยู่ จะชื่อว่าเป็นอันทำการจำแนกบุคคลหามิได้. จริงอยู่ เพราะภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนี้ เป็นผู้มีลาภฝืดเคือง จึงควรทำให้เป็นส่วนพิเศษแท้ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้บำเพ็ญสาราณียธรรมนี้ จึงทำการเลือกให้.

วินิจฉัยในบทว่า อขณฺฑานิ เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-

บรรดาอาบัติ ๗ กอง สิกขาบทของภิกษุใดเป็นคุณสลายเสียข้างต้นหรือข้างปลาย ศีลของภิกษุนั้น ชื่อว่าด้วน เปรียบเหมือนผ้าขาดที่ชายโดยรอบฉะนั้น.

ฝ่ายสิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสียตรงท่ามกลาง ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นช่องทะลุ เปรียบเหมือนผ้าที่เป็นช่องทะลุตรงกลางฉะนั้น.

สิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสีย ๒-๓ สิกขาบทโดยลำดับ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าด่าง เปรียบเหมือนแม่โคซึ่งมีสีตัวดำและแดงเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง สลับกับสีซึ่งไม่เหมือนกันที่ผุดขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง ฉะนั้น.

สิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสียในระหว่างๆ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าพร้อย เปรียบเหมือนแม่โคที่พราวเป็นดวงด้วยสีไม่เหมือนกันในระหว่างๆ ฉะนั้น.

ส่วนศีลของภิกษุใด ไม่ทำลายโดยประการทั้งปวง ศีลเหล่านั้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่ด้วน ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย.

ก็ศีลเหล่านี้นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นไท เพราะทำความเป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ เพราะเป็นศีลที่ท่านผู้รู้ยกย่อง อันกิเลสไม่จับต้อง เพราะเป็นศีลที่ตัณหาและทิฏฐิจับต้องไม่ได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ เพราะยังอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิให้เป็นไปพร้อม.

สองบทว่า สีลสามญฺญคโต วิหรติ มีความว่า ผู้มีศีลเข้าถึงความเป็นผู้เสมอกัน กับภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลงาม ซึ่งอยู่ในทิศาภาคเหล่านั้นๆ.

สองบทว่า ยายํทิฏฺฐิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค.

บทว่า อริยา ได้แก่ หาโทษมิได้.

บทว่า นิยฺยาติ ได้แก่ พาออกไป.

บทว่า ตกฺกรสฺส ได้แก่ ผู้มีปกติทำอย่างนั้น.

บทว่า ทุกฺขกฺขยาย ได้แก่ เพื่อสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง.

คำที่เหลือ จนถึงประเภทสมถะเป็นที่สุด มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

กติปุจฉาวารวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา