อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๐๒

สังสัฏฐวารที่ ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๐๒–๙๑๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 16 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 16 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 14 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร สังสัฏฐวารที่ ๑๖

ข้อ ๙๐๒

อธิกรณนฺติ วา สมถาติ วา อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา อุทาหุ วิสํสฏฺฐา ลพฺภา จ อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุํ ฯ อธิกรณนฺติ วา สมถาติ วา อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา ลพฺภา จ อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย อธิกรณนฺติ วา สมถาติ วา อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อธิกรณานิ สตฺต สมถา อธิกรณา สมเถหิ สมฺมนฺติ สมถา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ เอวํ อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ สํสฏฺฐวารํ นิฏฺฐิตํ โสฬสมํ ฯ

ถามว่า ธรรมเหล่านั้น คือ อธิกรณ์ก็ดี สมถะก็ดี รวมกันหรือแยกกัน และนักปราชญ์พึงได้เพื่อยักย้ายบัญญัติธรรมเหล่านี้ทำให้ต่างกัน. ธรรมเหล่านี้ คือ อธิกรณ์ก็ดีสมถะก็ดี รวมกันไม่แยกกัน และนักปราชญ์พึงได้เพื่อยักย้ายบัญญัติธรรมเหล่านี้ทำให้ต่างกันหรือ? ตอบว่า ข้อนั้นนักปราชญ์ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ธรรมเหล่านี้คือ อธิกรณ์ก็ดีสมถะก็ดี รวมกันไม่แยกกัน และนักปราชญ์ไม่พึงได้เพื่อยักย้ายบัญญัติธรรมเหล่านี้ทำให้ต่างกัน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วมิใช่หรือว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์๔ สมถะ ๗ เหล่านี้ อธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ สมถะระงับด้วยอธิกรณ์อย่างนี้ ธรรมเหล่านี้จึงรวมกันไม่แยกกัน และนักปราชญ์ไม่พึงได้เพื่อยักย้ายบัญญัติธรรมเหล่านี้ทำให้ต่างกัน. สังสัฏฐวารที่ ๑๖ จบ -----------------------------------------------------สัมมันติวารที่ ๑๗

ข้อ ๙๐๓

วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ อนุวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ อาปตฺตาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ วิวาทาธิกรณํ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ อนุวาทาธิกรณํ จตูหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ อาปตฺตาธิกรณํ ตีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ กิจฺจาธิกรณํ เอเกน สมเถน สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ ปญฺจหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ จตูหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ {๙๐๓.๑} วิวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ ฉหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ จตูหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ {๙๐๓.๒} วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ สตฺตหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ {๙๐๓.๓} วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ปญฺจหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ สตฺตหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ สมฺมนฺติวารํ นิฏฺฐิตํ สตฺตรสมํ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร. อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ตัสสปาปิยสิกา ๑. อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ติณวัตถารกะ ๑. กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะอย่างหนึ่ง คือ สัมมุขาวินัย. ถ. วิวาทาธิกรณ์กับอนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับอนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๕ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑เยภุยยสิกา ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑เยภุยยสิกา ๑ ถ. อนุวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๖ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑. ถ. อนุวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. ถ. อาปัตตาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อาปัตตาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๗ อย่าง คือสัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๕ อย่าง คือสัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ๗ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑. สัมมันติวาร ที่ ๑๗ จบ -----------------------------------------------------สัมมันตินสัมมันติวาร ที่ ๑๘

ข้อ ๙๐๔

วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ ฯเปฯ อาปตฺตาธิกรณํ ฯเปฯ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมติ ฯ วิวาทาธิกรณํ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ปญฺจหิ สมเถหิ น สมฺมติ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตูหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ตีหิ สมเถหิ น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ ตีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ จตูหิ สมเถหิ น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ {๙๐๔.๑} กิจฺจาธิกรณํ เอเกน สมเถน สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน ฉหิ สมเถหิ น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ {๙๐๔.๒} วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ ปญฺจหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ทฺวีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ จตูหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ {๙๐๔.๓} วิวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ปญฺจหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ ฉหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ เอเกน สมเถน น สมฺมนฺติ เยภุยฺยสิกาย ฯ {๙๐๔.๔} อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ จตูหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ เยภุยฺยสิกาย จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ จตูหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ {๙๐๔.๕} วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ สตฺตหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ {๙๐๔.๖} วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ปญฺจหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ทฺวีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ {๙๐๔.๗} อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ ฉหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ เอเกน สมเถน น สมฺมนฺติ เยภุยฺยสิกาย ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ กตีหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ กตีหิ สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณญฺจ อนุวาทาธิกรณญฺจ อาปตฺตาธิกรณญฺจ กิจฺจาธิกรณญฺจ สตฺตหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ สมฺมนฺติ-นสมฺมนฺติ-วารํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐารสมํ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ติณวัตถารกะ ๑. อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ตัสสปาปิยสิกา ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ เยภุยยสิกา ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑ไม่ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ เยภุยยสิกา๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์กับอนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับอนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ปฏิญญาตกรณะ ๑ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑เยภุยยสิกา ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สติวินัย ๑อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ถ. วิวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ไม่ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ติณวัตถารกะ ๑. ถ. อนุวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์กับอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ สัมมุขาวินัย ๑สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ เยภุยยสิกา. ถ. อนุวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ เยภุยยสิกา ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ติณวัตถารกะ ๑. ถ. อาปัตตาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อาปัตตาธิกรณ์กับกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาต-*กรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ตัสสปาปิยสิกา ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และอาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๗ คือสัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ติณวัตถารกะ ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๕ คือสัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑. ถ. อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๖ คือสัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑ไม่ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ เยภุยยสิกา. ถ. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๗คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ติณวัตถารกะ ๑. สัมมันตินสัมมันติวาร ที่ ๑๘ จบ ----------------------------------------------------- สมถาธิกรณวาร ที่ ๑๙

ข้อ ๙๐๕

สมถา สมเถหิ สมฺมนฺติ สมถา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ อธิกรณา สมเถหิ สมฺมนฺติ อธิกรณา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ ฯ สิยา สมถา สมเถหิ สมฺมนฺติ สิยา สมถา สมเถหิ น สมฺมนฺติ สิยา สมถา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ สิยา สมถา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ สิยา อธิกรณา สมเถหิ สมฺมนฺติ สิยา อธิกรณา สมเถหิ น สมฺมนฺติ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ ฯ

ถามว่า สมถะระงับด้วยสมถะ สมถะระงับด้วยอธิกรณ์ อธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ อธิกรณ์ระงับด้วยอธิกรณ์ หรือ? ตอบว่า สมถะบางอย่างระงับด้วยสมถะ สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ สมถะบางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์ สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยสมถะอธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์ อธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์.

ข้อ ๙๐๖

กถํ สิยา สมถา สมเถหิ สมฺมนฺติ กถํ สิยา สมถา สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ เยภุยฺยสิกา สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ สติวินเยน น สมฺมติ อมูฬฺหวินเยน น สมฺมติ ปฏิญฺญาตกรเณน น สมฺมติ ตสฺสปาปิยสิกาย น สมฺมติ ติณวตฺถารเกน น สมฺมติ ฯ สติวินโย สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ อมูฬฺหวินเยน น สมฺมติ ปฏิญฺญาตกรเณน น สมฺมติ ตสฺสปาปิยสิกาย น สมฺมติ ติณวตฺถารเกน น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย น สมฺมติ ฯ อมูฬฺหวินโย สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ ปฏิญฺญาตกรเณน น สมฺมติ ตสฺสปาปิยสิกาย น สมฺมติ ติณวตฺถารเกน น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย น สมฺมติ สติวินเยน น สมฺมติ ฯ ปฏิญฺญาตกรณํ สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ ตสฺสปาปิยสิกาย น สมฺมติ ติณวตฺถารเกน น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย น สมฺมติ สติวินเยน น สมฺมติ อมูฬฺหวินเยน น สมฺมติ ฯ ตสฺสปาปิยสิกาย สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ ติณวตฺถารเกน น สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย น สมฺมติ สติวินเยน น สมฺมติ อมูฬฺหวินเยน น สมฺมติ ปฏิญฺญาตกรเณน น สมฺมติ ฯ ติณวตฺถารโก สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย น สมฺมติ สติวินเยน น สมฺมติ อมูฬฺหวินเยน น สมฺมติ ปฏิญฺญาตกรเณน น สมฺมติ ตสฺสปาปิยสิกาย น สมฺมติ ฯ เอวํ สิยา สมถา สมเถหิ สมฺมนฺติ เอวํ สิยา สมถา สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ

ถามว่า อย่างไร สมถะบางอย่างระงับด้วยสมถะ สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ? ตอบว่า เยภุยยสิกา ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยสติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ. สติวินัย ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยอมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ และเยภุยยสิกา. อมูฬหวินัย ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกาติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา และสติวินัย. ปฏิญญาตกรณะ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะเยภุยยสิกา สติวินัย และอมูฬหวินัย. ตัสสปาปิยสิกา ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยติณวัตถารกะ เยภุยยสิกาสติวินัย อมูฬหวินัย และปฏิญญาตกรณะ. ติณวัตถารกะ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ และตัสสปาปิยสิกา. อย่างนี้ สมถะบางอย่างระงับด้วยสมถะ อย่างนี้ สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ.

ข้อ ๙๐๗

กถํ สิยา สมถา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ กถํ สิยา สมถา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ ฯ สมฺมุขาวินโย วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ เยภุยฺยสิกา วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ สติวินโย วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ อมูฬฺหวินโย วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ ปฏิญฺญาตกรณํ วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ ตสฺสปาปิยสิกา วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ ติณวตฺถารโก วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ เอวํ สิยา สมถา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ เอวํ สิยา สมถา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ ฯ

ถามว่า อย่างไร สมถะบางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์ อย่างไร สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์? ตอบว่า สัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. เยภุยยสิกา ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. สติวินัย ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. อมูฬหวินัย ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. ปฏิญญาตกรณะ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. ตัสสปาปิยสิกา ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. อย่างนี้ สมถะบางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์ อย่างนี้ สมถะบางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์.

ข้อ ๙๐๘

กถํ สิยา อธิกรณา สมเถหิ สมฺมนฺติ กถํ สิยา อธิกรณา สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณํ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ สมฺมติ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ น สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ น สมฺมติ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ น สมฺมติ ฯ กิจฺจาธิกรณํ สมฺมุขาวินเยน สมฺมติ เยภุยฺยสิกาย จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ติณวตฺถารเกน จ น สมฺมติ ฯ เอวํ สิยา อธิกรณา สมเถหิ สมฺมนฺติ เอวํ สิยา อธิกรณา สมเถหิ น สมฺมนฺติ ฯ

ถามว่า อย่างไร อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยสมถะ อย่างไร อธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย และเยภุยยสิกา ไม่ระงับด้วยสติวินัยอมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ. อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกาไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา ปฏิญญาตกรณะ และติณวัตถารกะ. อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ปฏิญญาตกรณะ และติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา. กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ. อย่างนี้ อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยสมถะ อย่างนี้ อธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยสมถะ.

ข้อ ๙๐๙

กถํ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ กถํ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ ฯ วิวาทาธิกรณํ วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ กิจฺจาธิกรณํ วิวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อนุวาทาธิกรเณน น สมฺมติ อาปตฺตาธิกรเณน น สมฺมติ กิจฺจาธิกรเณน สมฺมติ ฯ เอวํ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ สมฺมนฺติ เอวํ สิยา อธิกรณา อธิกรเณหิ น สมฺมนฺติ ฯ

ถามว่า อย่างไร อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์ อย่างไร อธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. อนุวาทาธิกรณ์ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. อาปัตตาธิกรณ์ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. กิจจาธิกรณ์ ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์. อย่างนี้ อธิกรณ์บางอย่างระงับด้วยอธิกรณ์. อย่างนี้ อธิกรณ์บางอย่างไม่ระงับด้วยอธิกรณ์.

ข้อ ๙๑๐

ฉปิ สมถา จตฺตาโรปิ อธิกรณา สมฺมุขาวินเยน สมฺมนฺติ สมฺมุขาวินโย น เกนจิ สมฺมติ ฯ สมถาธิกรณวารํ นิฏฺฐิตํ เอกูนวีสติมํ ฯ

สมถะทั้ง ๖ อย่าง อธิกรณ์ทั้ง ๔ อย่าง ระงับด้วยสัมมุขาวินัย แต่สัมมุขาวินัยไม่ระงับด้วยอะไร. สมถาธิกรณวาร ที่ ๑๙ จบ -----------------------------------------------------สมุฏฐาเปติวาร ที่ ๒๐

ข้อ ๙๑๑

วิวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ ฯ วิวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ น กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ อปิจ วิวาทาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ ยถากถํ วิย ฯ อิธ ภิกฺขู วิวทนฺติ ธมฺโมติ วา อธมฺโมติ วา วินโยติ วา อวินโยติ วา ภาสิตํ ลปิตํ ตถาคเตนาติ วา อภาสิตํ อลปิตํ ตถาคเตนาติ วา อาจิณฺณํ ตถาคเตนาติ วา อนาจิณฺณํ ตถาคเตนาติ วา ปญฺญตฺตํ ตถาคเตนาติ วา อปฺปญฺญตฺตํ ตถาคเตนาติ วา อาปตฺตีติ วา อนาปตฺตีติ วา ลหุกา อาปตฺตีติ วา ครุกา อาปตฺตีติ วา สาวเสสา อาปตฺตีติ วา อนวเสสา อาปตฺตีติ วา ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ วา อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ วา ยํ ตตฺถ ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท นานาวาโท อญฺญถาวาโท วิปจฺจตาย โวหาโร เมธกํ อิทํ วุจฺจติ วิวาทาธิกรณํ ฯ วิวาทาธิกรเณ สงฺโฆ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ ฯ วิวทมาโน อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ ฯ อนุวทมาโน อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ ฯ ตาย อาปตฺติยา สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ กิจฺจาธิกรณํ ฯ เอวํ วิวาทาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ไม่ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด แต่เพราะปัจจัย คือวิวาทาธิกรณ์อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดขึ้นได้. มีอุปมาเหมือนอะไร? เหมือนภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมวิวาทกันว่า นี้ เป็นธรรม นี้ ไม่เป็นธรรม นี้ เป็นวินัย นี้ ไม่เป็นวินัย นี้ พระตถาคตเจ้าตรัสภาษิตไว้ นี้ พระตถาคตเจ้าไม่ได้ตรัสภาษิตไว้ นี้ พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้ พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา นี้ พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้ พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ นี้ เป็นอาบัติ นี้ ไม่เป็นอาบัติ นี้ เป็นอาบัติเบา นี้ เป็นอาบัติหนัก นี้ เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ นี้ เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ นี้ เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้ เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความทุ่มเถียง การกล่าวต่างกัน การกล่าวโดยประการอื่น การพูดเพื่อความกลัดกลุ้มใจ ความหมายมั่นในเรื่องนั้น อันใด นี้เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์. สงฆ์วิวาทกันในวิวาทาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์. เมื่อวิวาทกัน ย่อมโจทจัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์. เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์. สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้นจัดเป็นกิจจาธิกรณ์. เพราะปัจจัย คือ วิวาทาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้.

ข้อ ๙๑๒

อนุวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ น กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ อปิจ อนุวาทาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ ยถากถํ วิย ฯ อิธ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อนุวทนฺติ สีลวิปตฺติยา วา อาจารวิปตฺติยา วา ทิฏฺฐิวิปตฺติยา วา อาชีววิปตฺติยา วา โย ตตฺถ อนุวาโท อนุวทนา อนุลฺลปนา อนุภณนา อนุสมฺปวงฺกตา อพฺภุสฺสหนตา อนุพลปฺปทานํ อิทํ วุจฺจติ อนุวาทาธิกรณํ ฯ อนุวาทาธิกรเณ สงฺโฆ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ ฯ วิวทมาโน อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ ฯ อนุวทมาโน อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ ฯ ตาย อาปตฺติยา สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ กิจฺจาธิกรณํ ฯ เอวํ อนุวาทาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ

ถามว่า อนุวาธิกรณ์ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด? ตอบว่า อนุวาทาธิกรณ์ไม่ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด แต่เพราะปัจจัย คืออนุวาทาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้. มีอุปมาเหมือนอะไร? เหมือนภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติหรืออาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การตามเพิ่มกำลังให้ ในเรื่องนั้น อันใด นี้เรียกว่า อนุวาทาธิกรณ์. สงฆ์ย่อมวิวาทกันในอนุวาทาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์. เมื่อวิวาทย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์. เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์. สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้นจัดเป็นกิจจาธิกรณ์. เพราะปัจจัย คือ อนุวาทาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้.

ข้อ ๙๑๓

อาปตฺตาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ น กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ อปิจ อาปตฺตาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ ยถากถํ วิย ฯ ปญฺจปิ อาปตฺติกฺขนฺธา อาปตฺตาธิกรณํ สตฺตปิ อาปตฺติกฺขนฺธา อาปตฺตาธิกรณํ อิทํ วุจฺจติ อาปตฺตาธิกรณํ ฯ อาปตฺตาธิกรเณ สงฺโฆ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ ฯ วิวทมาโน อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ ฯ อนุวทมาโน อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ ฯ ตาย อาปตฺติยา สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ กิจฺจาธิกรณํ ฯ เอวํ อาปตฺตาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ

ถามว่า อาปัตตาธิกรณ์ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด? ตอบว่า อาปัตตาธิกรณ์ไม่ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด แต่เพราะปัจจัย คืออาปัตตาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดขึ้นได้. มีอุปมาเหมือนอะไร? เหมือนกองอาบัติทั้ง ๕ ชื่ออาปัตตาธิกรณ์ กองอาบัติทั้ง ๗ ก็ชื่ออาปัตตาธิกรณ์ นี้เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์. สงฆ์ย่อมวิวาทกันในอาปัตตาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ เมื่อวิวาท ย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์. เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์. สงฆ์ย่อมทำกรรมตามอาบัตินั้นจัดเป็นกิจจาธิกรณ์. เพราะปัจจัย คือ อาปัตตาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้.

ข้อ ๙๑๔

กิจฺจาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ ฯ กิจฺจาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ น กตมํ อธิกรณํ สมุฏฺฐาเปติ อปิจ กิจฺจาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ ยถากถํ วิย ฯ ยา สงฺฆสฺส กิจฺจยตา กรณียตา อปโลกนกมฺมํ ญตฺติกมฺมํ ญตฺติทุติยกมฺมํ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ อิทํ วุจฺจติ กิจฺจาธิกรณํ ฯ กิจฺจาธิกรเณ สงฺโฆ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ ฯ วิวทมาโน อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ ฯ อนุวทมาโน อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ ฯ ตาย อาปตฺติยา สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ กิจฺจาธิกรณํ ฯ เอวํ กิจฺจาธิกรณปจฺจยา จตฺตาโรปิ อธิกรณา ชายนฺติ ฯ สมุฏฺฐาเปติวารํ นิฏฺฐิตํ วีสติมํ ฯ

ถามว่า กิจจาธิกรณ์ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด? ตอบว่า กิจจาธิกรณ์ไม่ยังอธิกรณ์ ๔ ข้อไหนให้เกิด แต่เพราะปัจจัย คือ กิจจาธิกรณ์อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้. มีอุปมาเหมือนอะไร? เหมือนความมีแห่งกรรมที่จะพึงทำ ความมีแห่งกิจที่จะต้องทำ แห่งสงฆ์ อันใด คืออปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์. สงฆ์ย่อมวิวาทกันในกิจจาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์. เมื่อวิวาท ย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์. เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์. สงฆ์ย่อมทำกรรมตามอาบัตินั้น จัดเป็นกิจจาธิกรณ์. เพราะปัจจัย คือ กิจจาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้. สมุฏฐาเปติวาร ที่ ๒๐ จบ -----------------------------------------------------สมถเภท

ข้อ ๙๑๕

วิวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ ภชติ กตมํ อธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ กตมํ อธิกรณํ ปริยาปนฺนํ กตเมน อธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ ภชติ กตมํ อธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ กตมํ อธิกรณํ ปริยาปนฺนํ กตเมน อธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ ภชติ กตมํ อธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ กตมํ อธิกรณํ ปริยาปนฺนํ กตเมน อธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ กิจฺจาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กตมํ อธิกรณํ ภชติ กตมํ อธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ กตมํ อธิกรณํ ปริยาปนฺนํ กตเมน อธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ วิวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ วิวาทาธิกรณํ ภชติ วิวาทาธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ วิวาทาธิกรณํ ปริยาปนฺนํ วิวาทาธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ อนุวาทาธิกรณํ ภชติ อนุวาทาธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ อนุวาทาธิกรณํ ปริยาปนฺนํ อนุวาทาธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ อาปตฺตาธิกรณํ ภชติ อาปตฺตาธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ อาปตฺตาธิกรณํ ปริยาปนฺนํ อาปตฺตาธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ กิจฺจาธิกรณํ จตุนฺนํ อธิกรณานํ กิจฺจาธิกรณํ ภชติ กิจฺจาธิกรณํ อุปนิสฺสิตํ กิจฺจาธิกรณํ ปริยาปนฺนํ กิจฺจาธิกรเณน สงฺคหิตํ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์ จัดเป็นอธิกรณ์ ๔ ข้อไหน? แอบอิงอธิกรณ์ข้อไหน?นับเนื่องถึงอธิกรณ์ข้อไหน? สงเคราะห์ด้วยอธิกรณ์ข้อไหน? อนุวาทาธิกรณ์จัดเป็นอธิกรณ์ ๔ ข้อไหน? แอบอิงอธิกรณ์ข้อไหน? นับเนื่องถึงอธิกรณ์ข้อไหน? สงเคราะห์ด้วยอธิกรณ์ข้อไหน? อาปัตตาธิกรณ์ จัดเป็นอธิกรณ์ ๔ ข้อไหน? แอบอิงอธิกรณ์ข้อไหน? นับเนื่องถึงอธิกรณ์ข้อไหน? สงเคราะห์ด้วยอธิกรณ์ข้อไหน? กิจจาธิกรณ์ จัดเป็นอธิกรณ์ ๔ ข้อไหน? แอบอิงอธิกรณ์ข้อไหน? นับเนื่องถึงอธิกรณ์ข้อไหน? สงเคราะห์ด้วยอธิกรณ์ข้อไหน? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔. แอบอิงวิวาทาธิกรณ์นับเนื่องถึงวิวาทาธิกรณ์ สงเคราะห์ด้วยวิวาทาธิกรณ์. อนุวาทาธิกรณ์ จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔. แอบอิงอนุวาทาธิกรณ์นับเนื่องถึงอนุวาทาธิกรณ์ สงเคราะห์ด้วยอนุวาทาธิกรณ์. อาปัตตาธิกรณ์ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔. แอบอิงอาปัตตาธิกรณ์ นับเนื่องถึงอาปัตตาธิกรณ์ สงเคราะห์ด้วยอาปัตตาธิกรณ์. กิจจาธิกรณ์ จัดเป็นกิจจาธิกรณ์บรรดาอธิกรณ์ ๔. แอบอิงกิจจาธิกรณ์ นับเนื่องถึงกิจจาธิกรณ์ สงเคราะห์ด้วยกิจจาธิกรณ์.

ข้อ ๙๑๖

วิวาทาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ กติ สมเถ ภชติ กติ สมเถ อุปนิสฺสิตํ กติ สมเถ ปริยาปนฺนํ กตีหิ สมเถหิ สงฺคหิตํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ ฯเปฯ อาปตฺตาธิกรณํ ฯเปฯ กิจฺจาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ กติ สมเถ ภชติ กติ สมเถ อุปนิสฺสิตํ กติ สมเถ ปริยาปนฺนํ กตีหิ สมเถหิ สงฺคหิตํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ วิวาทาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ เทฺว สมเถ ภชติ เทฺว สมเถ อุปนิสฺสิตํ เทฺว สมเถ ปริยาปนฺนํ ทฺวีหิ สมเถหิ สงฺคหิตํ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ฯ อนุวาทาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ จตฺตาโร สมเถ ภชติ จตฺตาโร สมเถ อุปนิสฺสิตํ จตฺตาโร สมเถ ปริยาปนฺนํ จตูหิ สมเถหิ สงฺคหิตํ จตูหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ ตโย สมเถ ภชติ ตโย สมเถ อุปนิสฺสิตํ ตโย สมเถ ปริยาปนฺนํ ตีหิ สมเถหิ สงฺคหิตํ ตีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ กิจฺจาธิกรณํ สตฺตนฺนํ สมถานํ เอกํ สมถํ ภชติ เอกํ สมถํ อุปนิสฺสิตํ เอกํ สมถํ ปริยาปนฺนํ เอเกน สมเถน สงฺคหิตํ เอเกน สมเถน สมฺมติ สมฺมุขาวินเยนาติ ฯ สมถเภทํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗? อิงอาศัยสมถะเท่าไร? นับเนื่องในสมถะเท่าไร? สงเคราะห์ด้วยสมถะเท่าไร? ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗? อิงอาศัยสมถะเท่าไร? นับเนื่องในสมถะเท่าไร? สงเคราะห์ด้วยสมถะเท่าไร? ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗? อิงอาศัยสมถะเท่าไร? นับเนื่องในสมถะเท่าไร? สงเคราะห์ด้วยสมถะเท่าไร? ระงับด้วยสมถะเท่าไร? กิจจาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗? อิงอาศัยสมถะเท่าไร? นับเนื่องในสมถะเท่าไร? สงเคราะห์ด้วยสมถะเท่าไร? ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ตอบว่า วิวาทาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะ ๒ บรรดาสมถะ ๗ อิงอาศัยสมถะ ๒ นับเนื่องในสมถะ ๒ สงเคราะห์ด้วยสมถะ ๒ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑. อนุวาทาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะ ๔ บรรดาสมถะ ๗ อิงอาศัยสมถะ ๔ นับเนื่องในสมถะ๔ สงเคราะห์ด้วยสมถะ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ตัสสปาปิยสิกา ๑. อาปัตตาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ อิงอาศัยสมถะ ๓ นับเนื่องในสมถะ๓ สงเคราะห์ด้วยสมถะ ๓ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณ-*วัตถารกะ ๑. กิจจาธิกรณ์ บ่งถึงสมถะ ๑ บรรดาสมถะ ๗ อิงอาศัยสมถะ ๑ นับเนื่องในสมถะ ๑สงเคราะห์ด้วยสมถะ ๑ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย. สมถเภท จบ วีสติวาร จบ -----------------------------------------------------หัวข้อประจำวาร

ข้อ ๙๑๗

อธิกรณํ ปริยาปนฺนํ สาธารณา จ ภาคิยา สมถา สาธารณิกา สมถสฺส ตพฺภาคิยา สมถา สมฺมุขา เจว วินเย กุสเลน จ ยตฺถสมยสํสฏฺฐา สมฺมนฺติ น สมฺมนฺติ จ สมถาธิกรณญฺเจว สมุฏฺฐานํ ภชนฺติ จาติ ฯ ------------

ปริยายวาร ๑ สาธารณวาร ๑ ตัพภาคิยวาร ๑ สมถสาธารณวาร ๑ สมถตัพ-*ภาคิยวาร ๑ สมถสัมมุขาวินัยวาร ๑ วินัยวาร ๑ กุศลวาร ๑ ยัตถวาร ๑ สมยวาร ๑ สังสัฏฐวาร ๑สัมมันติวาร ๑ นสัมมันติวาร ๑ สมถาธิกรณวาร ๑ สมุฏฐาเปติวาร ๑ อธิกรณ์บ่งถึงอธิกรณ์ ๑ฯ หัวข้อประจำวาร จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๖. สังสัฏฐวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์กับสมถะรวมกัน

ข้อ ๓๐๖

ถาม : ธรรมเหล่านี้ คือ อธิกรณ์ก็ดี สมถะก็ดี รวมกันหรือแยกกัน พึงได้เพื่อที่จะบัญญัติแบ่งแยกธรรมเหล่านี้ให้เป็นต่างๆ กันไปได้หรือ ตอบ : ธรรมเหล่านี้ คือ อธิกรณ์ก็ดี สมถะก็ดี แยกกันไม่รวมกัน ก็แล พึงได้เพื่อที่จะบัญญัติแบ่งแยกธรรมเหล่านี้ให้เป็นต่างๆ ผู้วิสัชนานั้นพึงถูกท้วงว่า“อย่ากล่าวอย่างนั้น” ธรรมเหล่านี้ คือ อธิกรณ์ก็ดี สมถะก็ดี รวมกันไม่แยกกันและไม่พึงได้เพื่อที่จะบัญญัติแบ่งแยกธรรมเหล่านี้ให้เป็นต่างๆ ข้อนั้น เพราะเหตุอะไรเพราะพระผู้มีพระภาคตรัสไว้มิใช่หรือว่า ภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์เหล่านี้มี ๔ สมถะมี๗ อธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ สมถะระงับด้วยอธิกรณ์อย่างนี้ ธรรมเหล่านี้ จึงรวมกันไม่แยกกันและไม่พึงได้เพื่อที่จะบัญญัติแบ่งแยกธรรมเหล่านี้ให้เป็นต่างๆ สังสัฏฐวารที่ ๑๖ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๐๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๗. สัมมติวาร ๑๗. สัมมติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับ

ข้อ ๓๐๗

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วย สมถะเท่าไร อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ถาม : วิวาทาธิกรณ์และอนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และอนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ตัสสปาปิยสิกา ถาม : วิวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. ปฏิญญาตกรณะ ๔. ติณวัตถารกะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๐๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๗. สัมมติวาร ถาม : วิวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ถาม : อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. ตัสสปาปิยสิกา ๖. ติณวัตถารกะ ถาม : อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา ถาม : อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ปฏิญญาตกรณะ ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๐๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ตัสสปาปิยสิกา ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. ตัสสปาปิยสิกา ๖. ติณวัตถารกะ ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ปฏิญญาตกรณะ ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ สัมมติวารที่ ๑๗ จบ ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับและไม่ระงับ

ข้อ ๓๐๘

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ ฯลฯ อาปัตตาธิกรณ์ ฯลฯ กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๐๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร ไม่ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สติวินัย ๒. อมูฬหวินัย ๓. ปฏิญญาตกรณะ ๔. ตัสสปาปิยสิกา ๕. ติณวัตถารกะ อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. เยภุยยสิกา ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. เยภุยยสิกา ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ ๑. เยภุยยสิกา ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. ตัสสปาปิยสิกา ๖. ติณวัตถารกะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๐๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร ถาม : วิวาทาธิกรณ์และอนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และอนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ตัสสปาปิยสิกา ไม่ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. ปฏิญญาตกรณะ ๒. ติณวัตถารกะ ถาม : วิวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. ปฏิญญาตกรณะ ๔. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สติวินัย ๒. อมูฬหวินัย ๓. ตัสสปาปิยสิกา ถาม : วิวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ไม่ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สติวินัย ๒. อมูฬหวินัย ๓. ปฏิญญาตกรณะ ๔. ตัสสปาปิยสิกา ๕. ติณวัตถารกะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร ถาม : อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. ตัสสปาปิยสิกา ๖. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ เยภุยยสิกา ถาม : อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา ไม่ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. เยภุยยสิกา ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ ถาม : อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. เยภุยยสิกา ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไรไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และอาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ปฏิญญาตกรณะ ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๕ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ตัสสปาปิยสิกา ไม่ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. ปฏิญญาตกรณะ ๒. ติณวัตถารกะ ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไรไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๖ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. ตัสสปาปิยสิกา ๖. ติณวัตถารกะ ไม่ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ เยภุยยสิกา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๙. สมถาธิกรณวาร ถาม : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ไม่ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา ๓. สติวินัย ๔. อมูฬหวินัย ๕. ปฏิญญาตกรณะ ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ สัมมันตินสัมมันติวารที่ ๑๘ จบ ๑๙. สมถาธิกรณวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ

ข้อ ๓๐๙

ถาม : สมถะระงับด้วยสมถะหรือ สมถะระงับด้วยอธิกรณ์หรืออธิกรณ์ระงับด้วยสมถะหรือ อธิกรณ์ระงับด้วยอธิกรณ์หรือ ตอบ : สมถะระงับด้วยสมถะก็มี สมถะไม่ระงับด้วยสมถะก็มี สมถะระงับด้วยอธิกรณ์ก็มี สมถะไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ระงับด้วยสมถะก็มี อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยสมถะก็มี อธิกรณ์ระงับด้วยอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ก็มี

ข้อ ๓๑๐

ถาม : สมถะระงับด้วยสมถะได้อย่างไร สมถะไม่ระงับด้วยสมถะได้ อย่างไร ตอบ : เยภุยยสิกา ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยสติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ สติวินัย ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยอมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสส-ปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา อมูฬหวินัย ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกาติณวัตถารกะ เยภุยยสิกา สติวินัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๙. สมถาธิกรณวาร ปฏิญญาตกรณะ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย ตัสสปาปิยสิกา ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยติณวัตถารกะ เยภุยยสิกาสติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ติณวัตถารกะ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา สมถะระงับด้วยสมถะได้อย่างนี้ สมถะไม่ระงับด้วยสมถะได้อย่างนี้

ข้อ ๓๑๑

ถาม : สมถะระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างไร สมถะไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ ได้อย่างไร ตอบ : สัมมุขาวินัยไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ เยภุยยสิกาไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ สติวินัยไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ อมูฬหวินัยไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ ปฏิญญาตกรณะไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ ตัสสปาปิยสิกาไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ ติณวัตถารกะไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ สมถะระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างนี้ สมถะไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๑๙. สมถาธิกรณวาร

ข้อ ๓๑๒

ถาม : อธิกรณ์ระงับด้วยสมถะได้อย่างไร อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยสมถะได้อย่างไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย และเยภุยยสิกา ไม่ระงับด้วยสติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกาไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา ปฏิญญาตกรณะและติณวัตถารกะ อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ปฏิญญาตกรณะ และติณวัตถารกะไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ไม่ระงับด้วยเยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัยปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ อธิกรณ์ระงับด้วยสมถะได้อย่างนี้ อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยสมถะได้อย่างนี้

ข้อ ๓๑๓

ถาม : อธิกรณ์ระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างไร อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ ได้อย่างไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ไม่ระงับด้วยวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ แต่ระงับด้วยกิจจาธิกรณ์ อธิกรณ์ระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างนี้ อธิกรณ์ไม่ระงับด้วยอธิกรณ์ได้อย่างนี้สมถะทั้ง ๖ สมุฏฐาน อธิกรณ์ทั้ง ๔ อย่าง ระงับด้วยสัมมุขาวินัย แต่สัมมุขาวินัยไม่ระงับด้วยอะไร สมถาธิกรณวารที่ ๑๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๒๐. สมุฏฐาเปติวาร ๒๐. สมุฏฐาเปติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ยังอธิกรณ์ให้เกิดขึ้น

ข้อ ๓๑๔

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิดขึ้น บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง วิวาทาธิกรณ์ไม่ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิด ตอบ : อีกอย่าง เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้มีอุปมาเหมือนอะไร เหมือนภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมวิวาทกันว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นอธรรม นี้เป็นวินัย นี้มิใช่วินัย นี้พระตถาคตได้ภาษิตไว้ได้ตรัสไว้ นี้พระตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้ตรัสไว้ จริยาวัตรนี้พระตถาคตทรงประพฤติมา จริยาวัตรนี้พระตถาคตมิได้ทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้ นี้อาบัติ นี้เป็นอนาบัติ นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนักนี้เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง การทุ่มเถียง การกล่าวต่างกันการกล่าวโดยประการอื่น การพูดเพื่อความกลัดกลุ้ม ความหมายมั่นในเรื่องนั้น นี้เรียกว่า วิวาทาธิกรณ์ สงฆ์วิวาทกันในวิวาทาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ เมื่อวิวาทกันย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้น จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้

ข้อ ๓๑๕

ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ยังอธิกรณ์อย่างไหน ให้เกิด อนุวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ไม่ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิด ตอบ : อีกอย่าง เพราะอนุวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้มีอุปมาเหมือนอะไร เหมือนภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมโจทภิกษุด้วยสีลวิบัติบ้าง อาจารวิบัติบ้าง ทิฏฐิวิบัติบ้าง อาชีววิบัติบ้าง การโจท การกล่าวหา การ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๒๐. สมุฏฐาเปติวาร ฟ้องร้อง การประท้วง ความคล้อยตาม การพยายามโจท การสนับสนุนในเรื่องนั้นนี้เรียกว่า อนุวาทาธิกรณ์ สงฆ์ย่อมวิวาทกันในอนุวาทาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์เมื่อวิวาทกัน ย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้น จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ เพราะอนุวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้

ข้อ ๓๑๖

ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิด อาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ไม่ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิด ตอบ : อีกอย่าง เพราะอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้มีอุปมาเหมือนอะไร เหมือนกองอาบัติทั้ง ๕ ชื่ออาปัตตาธิกรณ์ กองอาบัติทั้ง ๗ก็ชื่ออาปัตตาธิกรณ์ นี้เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์ สงฆ์ย่อมวิวาทกันในอาปัตตาธิกรณ์จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ เมื่อวิวาทกัน ย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้น จัดเป็นกิจจาธิกรณ์เพราะอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้

ข้อ ๓๑๗

ถาม : กิจจาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ยังอธิกรณ์อย่างไหน ให้เกิด กิจจาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง ไม่ยังอธิกรณ์อย่างไหนให้เกิด ตอบ : อีกอย่าง เพราะกิจจาธิกรณ์ อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้ มีอุปมาเหมือนอะไร เหมือนความที่สงฆ์มีกรรมที่จะพึงทำ ความที่สงฆ์มีกิจที่จะต้องทำ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์ สงฆ์ย่อมวิวาทกันในกิจจาธิกรณ์ จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ เมื่อวิวาทกัน ย่อมโจท จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เมื่อโจท ย่อมต้องอาบัติ จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ สงฆ์ทำกรรมตามอาบัตินั้น จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ เพราะกิจจาธิกรณ์เป็นปัจจัย อธิกรณ์ทั้ง ๔ ย่อมเกิดได้อย่างนี้ สมุฏฐาเปติวารที่ ๒๐ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๒๑. ภชติวาร ๒๑. ภชติวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ไหน

ข้อ ๓๑๘

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์อย่างไหน อาศัยอธิกรณ์อย่างไหน นับเนื่องในอธิกรณ์อย่างไหน จัดเข้าอธิกรณ์อย่างไหน อนุวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์อย่างไหน อาศัยอธิกรณ์อย่างไหน นับเนื่องในอธิกรณ์อย่างไหน จัดเข้าอธิกรณ์อย่างไหน อาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์อย่างไหน อาศัยอธิกรณ์อย่างไหน นับเนื่องในอธิกรณ์อย่างไหน จัดเข้าอธิกรณ์อย่างไหน กิจจาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์อย่างไหน อาศัยอธิกรณ์อย่างไหน นับเนื่องในอธิกรณ์อย่างไหน จัดเข้าอธิกรณ์อย่างไหน ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ อาศัยวิวาทาธิกรณ์ นับเนื่องในวิวาทาธิกรณ์ จัดเข้าวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ อาศัยอนุวาทาธิกรณ์ นับเนื่องในอนุวาทาธิกรณ์ จัดเข้าอนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ อาศัยอาปัตตาธิกรณ์ นับเนื่องในอาปัตตาธิกรณ์ จัดเข้าอาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นกิจจาธิกรณ์ อาศัยกิจจาธิกรณ์ นับเนื่องในกิจจาธิกรณ์ จัดเข้ากิจจาธิกรณ์

ข้อ ๓๑๙

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง บ่งถึงสมถะเท่าไร อาศัยสมถะเท่าไร นับเนื่องในสมถะเท่าไร จัดเข้าสมถะเท่าไร ระงับด้วยสมถะเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ ฯลฯ อาปัตตาธิกรณ์ ฯลฯ กิจจาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ บ่งถึงสมถะเท่าไร อาศัยสมถะเท่าไร นับเนื่องในสมถะเท่าไร จัดเข้าสมถะเท่าไรระงับด้วยสมถะเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] รวมวาระที่มีในสมถเภท ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ บ่งถึงสมถะ ๒ อาศัยสมถะ ๒ นับเนื่องในสมถะ ๒ จัดเข้าสมถะ ๒ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา อนุวาทาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ บ่งถึงสมถะ ๔ อาศัยสมถะ ๔ นับเนื่องในสมถะ ๔ จัดเข้าสมถะ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ตัสสปาปิยสิกา อาปัตตาธิกรณ์บรรดาสมถะ ๗ บ่งถึงสมถะ ๓ อาศัยสมถะ ๓ นับเนื่องในสมถะ ๓ จัดเข้าสมถะ ๓ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. ปฏิญญาตกรณะ ๓. ติณวัตถารกะ กิจจาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ บ่งถึงสมถะ ๑ อาศัยสมถะ ๑ นับเนื่องในสมถะ๑ จัดเข้าสมถะ ๑ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ภชติวารที่ ๒๑ จบ สมถเภท จบ รวมวาระที่มีในสมถเภท อธิกรณปริยายวาร สาธารณวาร ตัพภาคิยวาร สมถสาธารณวาร สมถตัพภาคิยวาร สมถสัมมุขาวินยวาร วินยวาร กุสลวาร ยัตถวารปุจฉาวาร สมถวิสัชชนาวาร สังสัฏฐวาร สัมมติวาร สัมมันตินสัมมันติวาร สมถาธิกรณวาร สมุฏฐาปนวาร ภชติวาร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๑๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๘๔๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กติปุจฉาวารวัณณนา [วินิจฉัยในคำว่า กติ อาปตฺติโย เป็นต้น]

บัดนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายตั้งบทมาติกาโดยนัย มีคำว่า กติ อาปตฺติโย เป็นอาทิแล้ว กล่าววิภังค์ด้วยอำนาจนิทเทสและปฏินิทเทส เพื่อให้เกิดความฉลาด ในส่วนทั้งหลายมีอาบัติเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กติ อาปตฺติโย เป็นคำถามถึงอาบัติซึ่งมาในมาติกาและในวิภังค์. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยเหมือนกัน. จริงอยู่ ในบทที่ ๒ นี้ อาบัติสิ้นเชิงทีเดียว ท่านกล่าวว่า กอง ด้วยอำนาจแห่งหมวด.

คำที่ว่า วินีตวตฺถูนิ เป็นคำถามถึงความระงับอาบัติเหล่านั้น.

จริงอยู่ ๓ บทว่า วินีตํ วินโย วูปสโม นี้ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน.

เนื้อความแห่งบทในคำว่า วินีตวตฺถูนิ นี้ พึงทราบดังนี้ว่า วัตถุเป็นเครื่องกำจัดอาบัตินั่นเอง ชื่อว่าวินีตวัตถุ.

บัดนี้ เมื่ออคารวะเหล่าใดมีอยู่ อาบัติจึงมี, เมื่ออคารวะเหล่าใดไม่มีอาบัติย่อมไม่มี, เพื่อแสดงอคารวะเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวคำถาม ๒ ข้อว่า กติ อคารวา เป็นต้น. ส่วนคำว่า วินีตวตฺถูนิ นี้ เป็นคำถามถึงการกำจัดอคารวะเหล่านั้น.

ก็เพราะอาบัติเหล่านั้น ที่จัดว่าไม่ถึงความวิบัติย่อมไม่มี ฉะนั้น คำที่ว่า กติ วิปตฺติโย นี้ จึงเป็นคำถามถึงความมีวิบัติแห่งอาบัติทั้งหลาย.

คำที่ว่า กติ อาปตฺติสมุฏฺฐานา นี้ เป็นคำถามถึงสมุฏฐานแห่งอาบัติเหล่านั้นเอง.

คำที่ว่า วิวาทมูลานิ อนุวาทมูลานิ เหล่านี้ เป็นคำถามถึงมูลแห่งวิวาทและอนุวาทที่มาว่า วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์.

คำที่ว่า สาราณียา ธมฺมา นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่ทำความไม่มีแห่งมูลของวิวาทและอนุวาท.

คำที่ว่า เภทกรวตฺถูนิ นี้ เป็นคำถามถึงวัตถุที่ก่อความแตก ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคำว่า อธิกรณ์เป็นไปเพื่อแตกกันก็ดี เป็นอาทิ.

คำที่ว่า อธิกรณานิ นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่เกิดขึ้น ในเมื่อมีเภทกรวัตถุ.

คำที่ว่า สมถา นี้ เป็นคำถามถึงธรรมที่สำหรับระงับอธิกรณ์เหล่านั้นแล.

คำที่ว่าปญฺจ อาปตฺติโย ตรัสด้วยอำนาจอาบัติซึ่งมาในมาติกา.

คำที่ว่า สตฺต ตรัสด้วยอำนาจอาบัติซึ่งมาในวิภังค์.

[ว่าด้วยวิเคราะห์แห่งอารติศัพท์เป็นต้น]

ที่ชื่อว่า อารติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นไกลจากกองอาบัติเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่เว้นอย่างกวดขันจากกองอาบัติเหล่านั้น ชื่ออารติ.

ที่ชื่อว่า วิรติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นเสียต่างหากจากกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า ปฏิวิรติ เพราะวิเคราะห์ว่า เว้นเฉพาะหนึ่งๆ จากกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า เวรมณี เพราะวิเคราะห์ว่า ขับเวรเสีย คือยังเวรให้สาบสูญ.

ที่ชื่อว่า อกิริยา เพราะวิเคราะห์ว่า วิรัตินั่น เป็นเหตุอันภิกษุไม่ทำกองอาบัติเหล่านั้น.

ที่ชื่อว่า อกรณํ เพราะเป็นข้าศึกต่อความกระทำกองอาบัติที่จะพึงเกิดขึ้น ในเมื่อวิรัตินั้นไม่มี.

ที่ชื่อว่า อนชฺฌาปตฺติ เพราะเป็นข้าศึกต่อความต้องกองอาบัติ.

ที่ชื่อว่า เวลา เพราะเป็นเหตุผลาญ. อธิบายว่า เพราะเป็นเหตุคลอน คือเพราะเป็นเหตุพินาศ.

ที่ชื่อว่า เสตุ เพราะวิเคราะห์ว่า ผูกไว้ คือตรึงไว้ ได้แก่ คุมไว้ซึ่งทางเป็นที่ออกไป. คำว่า เสตุ นี้ เป็นชื่อแห่งกองอาบัติทั้งหลาย. เสตุนั้นอันภิกษุย่อมสังหารด้วยวิรัตินั่น เพราะฉะนั้น วิรัตินั่น จึงชื่อ เสตุฆาโต.

แม้ในนิทเทสแห่งวินีตวัตถุที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้แล.

[ว่าด้วยอคาวะ ๖]

วินิจฉัยในคำว่า พุทฺเธ อคารโว เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-

ผู้ใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงอยู่ไม่ไปสู่ที่บำรุง เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ไม่ไปสู่เจติยสถาน โพธิสถาน ไม่ไหว้เจดีย์หรือต้นโพธิ กางร่มและสวมรองเท้าเที่ยวไปบนลานเจดีย์ พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า.

ฝ่ายผู้ใดอาจอยู่แท้ แต่ไม่ไปสู่ที่ฟังธรรม ไม่สวดสรภัญญะไม่กล่าวธรรมกถา ทำลายโรงธรรมสวนะเสียแล้วไป มีจิตฟุ้งซ่านหรือไม่เอื้อเฟื้อนั่งอยู่ พึงทราบว่า ผู้นั้นไม่มีความเคารพในพระธรรม.

ผู้ใด ไม่ประจงตั้งไว้ซึ่งความยำเกรง ในพระเถระ ภิกษุใหม่และภิกษุผู้ปูนกลาง แสดงความคะนองกายในที่ทั้งหลายมีโรงอุโบสถและโรงวิตกเป็นต้น ไม่ไหว้ตามลำดับผู้แก่ พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์.

ฝ่ายผู้ใด ไม่สมาทานศึกษาไตรสิกขาเสียเลย พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในสิกขา.

ฝ่ายผู้ใด ตั้งอยู่ในความประมาท คือในความอยู่ปราศจากสติเท่านั้น ไม่พอกพูนลักษณะความไม่ประมาท พึงทราบว่า ผู้นั้นไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท.

อนึ่ง ผู้ใด ไม่กระทำเสียเลย ซึ่งปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้ คือ อามิสปฏิสันถาร ธรรมปฏิสันถาร พึงทราบว่า ผู้นั้น ไม่มีความเคารพในปฏิสันถาร.

เนื้อความในคาวรนิทเทส พึงทราบโดยบรรยายอันแผกจากที่กล่าวแล้ว.

[วิวาทมูลนิทเทส]

วินิจฉัยในวิวาทมูลนิทเทส พึงทราบดังนี้ :-

เนื้อความแห่งข้อว่า สตฺถริปิ อคารโว เป็นอาทิ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว ในความไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแล.

บทว่า อปฺปฏิสฺโส ได้แก่ ไม่ประพฤติถ่อมตน คือ ไม่ยกพระศาสดาให้เป็นใหญ่อยู่.

บทว่า อชฺฌตฺตํ วา ความว่า (ถ้าว่า ท่านทั้งหลายพึงเล็งเห็นมูลแห่งวิวาทเห็นปานนั้น) ในสันดานของตนก็ดี ในพวกของตนก็ดี ในบริษัทของตนก็ดี.

บทว่า พหิทฺธา วา ความว่า ในสันดานของผู้อื่นก็ดี ในพวกของผู้อื่นก็ดี.

สองบทว่า ตตฺถ ตุมฺเห ความว่า ทั้งในสันดานของตนและผู้อื่น หรือทั้งในบริษัทของตนและผู้อื่น อันต่างกันด้วยมีในภายในและมีในภายนอกนั้น.

สองบทว่า ปหานาย วายเมยฺยาถ มีความว่า ท่านทั้งหลายพึงพยายามเพื่อละมูลแห่งวิวาทอันลามกนั่นแล ด้วยนัยทั้งหลาย มีเมตตาภาวนาเป็นอาทิ.

จริงอยู่ วิวาทมูลนั้น ทั้งที่มีในภายใน ทั้งที่มีในภายนอกย่อมละเสียได้ ด้วยนัยมีเมตตาภาวนาเป็นต้น.

บทว่า อนวสฺสวาย ได้แก่ เพื่อความไม่เป็นไป.

บทว่าสนฺทิฎฺฐิปรามาสี มีความว่า ย่อมยึดถือความเห็นของตนเท่านั้น คือ ข้อใด อันตนได้เห็นแล้ว ย่อมยึดข้อนั้นว่า ข้อนี้เท่านั้น เป็นจริง.

บทว่า อาธานคาหี ได้แก่ มักยึดไว้อย่างมั่นคง.

[อนุวาทมูลนิทเทส]

อนุวาทมูลนิทเทส เสมอด้วยวิวาทมูลนิทเทสนั่นเอง ก็จริง ถึงกระนั้น ในวิวาทมูลนิทเทสและอนุวาทมูลนิทเทสนี้ ย่อมมีความแปลกกันดังนี้ว่าโทษทั้งหลาย มีความโกรธและความผูกโกรธกันเป็นต้น ของภิกษุทั้งหลาย ผู้วิวาทกันอาศัยเภทกรวัตถุ ๑๘ จัดเป็นมูลแห่งวิวาท ก็แลเมื่อวิวาทกันอย่างนั้นย่อมถึงวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิบัติเป็นต้นแล้ว โจทกันและกันว่า ภิกษุชื่อโน้น ต้องวิบัติชื่อโน้นบ้าง ว่า ท่านเป็นผู้ต้องปาราชิกบ้าง ว่า ท่านเป็นผู้ต้องสังฆาทิเสสบ้าง. โทษทั้งหลาย มีความโกรธและความผูกโกรธกันเป็นต้น ของภิกษุทั้งหลายผู้โจทกันและกันอย่างนั้น จัดเป็นมูลแห่งอนุวาท.

[สาราณียธัมมนิสเทส]

วินิจฉัยในสาราณียธัมมนิทเทส ดังนี้ :-

กายกรรมที่กระทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา ชื่อเมตตากายกรรม.

สองบทว่า อาวิ เจว รโห จ ได้แก่ ทั้งต่อหน้า ทั้งลับหลัง. ในกายกรรม ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งต่อหน้าและลับหลังนั้น การถึงความเป็นสหาย ในการงานทั้งหลายมีจีวรกรรมเป็นอาทิ ของภิกษุใหม่ทั้งหลาย ชื่อเมตตากายกรรมต่อหน้า. ส่วนสามีจิกรรมทั้งปวง แม้ต่างโดยกิจมีล้างเท้าและพัดลมเป็นต้นให้พระเถระทั้งหลาย ชื่อเมตตากายกรรม ต่อหน้า.

การเก็บงำ ภัณฑะทั้งหลายมีภัณฑะไม้เป็นต้น ที่ภิกษุใหม่และพระเถระทั้ง ๒ พวกเก็บงำไว้ไม่ดี ไม่ทำความดูหมิ่นในภิกษุใหม่และพระเถระเหล่านั้น ประหนึ่งเก็บงำสิ่งของที่ตนเก็บไว้ไม่ดีฉะนั้นชื่อเมตตากายกรรมลับหลัง.

ข้อว่า อยมฺปิ ธมฺโม สาราณีโย มีความว่า ธรรมกล่าว คือเมตตากายกรรมนี้ อันเพื่อพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงระลึกถึง. อธิบายว่า บุคคลใด ยังสติให้เกิด กระทำธรรมกล่าวคือเมตตากายกรรมนั้น ธรรมคือเมตตากายกรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นทำแล้วแก่ชนเหล่าใดชนเหล่านั้นมีจิตเลื่อมใสแล้ว ย่อมระลึกถึงบุคคลนั้นว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษจริง.

บทว่า ปิยกรโณ มีความว่า ธรรมคือเมตตากายกรรมนั้นย่อมทำบุคคลนั้น ให้เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

บทว่า ครุกรโณ มีความว่า ธรรมนั้น ย่อมทำบุคคลนั้น ให้เป็นที่เคารพของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

วินิจฉัยในคำว่า สงฺคหาย เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-

ธรรมนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความเป็นผู้พร้อมเพรียง เพื่อความเป็นพวกเดียวกัน กับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้น.

วินิจฉัยในคำว่า เมตฺตํ วจีกมฺมํ เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-

การกล่าวยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านเทวเถระ ท่านติสสเถระ ชื่อเมตตาวจีกรรม ต่อหน้า. ส่วนการกล่าวถ้อยคำที่ส่อความรัก ของบุคคลผู้สอบถาม ถึงท่าน ในเมื่อท่านไม่อยู่ในสำนัก อย่างนี้ว่า ท่านเทวเถระของพวกเราไปไหน? ท่านติสสเถระของพวกเรา ไปไหน? เมื่อไรหนอ ท่านจักมา? ดังนี้ ชื่อเมตตาวจีกรรม ลับหลัง.

ก็แลการลืมตาอันสนิทสนมด้วยความรัก กล่าวคือเมตตาแลดูด้วยหน้าอันชื่นบาน ชื่อเมตตามโนกรรม ต่อหน้า. การคำนึงถึงเสมอว่า ท่านเทวเถระ ท่านติสสเถระ จงเป็นผู้ไม่มีโรค มีอาพาธน้อย ชื่อเมตตามโนกรรม ลับหลัง.

บทว่า อปฺปฏิวิภตฺตโภคี มีความว่า ย่อมแบ่งอามิสไว้สำหรับตัวแล้ว บริโภคหามิได้ แบ่งไว้เฉพาะบุคคลแล้ว บริโภคหามิได้.

ก็ภิกษุใด ย่อมแบ่งไว้บริโภคว่า เราจักให้แก่ภิกษุเหล่าอื่นเท่านั้น จักบริโภคด้วยตนเองเท่านี้ หรือว่า เราจักให้แก่ภิกษุโน้นและภิกษุโน้นเท่านี้ จักบริโภคด้วยตนเองเท่านี้ ภิกษุนี้ ชื่อว่าผู้แบ่งบริโภคโดยเฉพาะ.

ฝ่ายภิกษุผู้ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมนี้ ไม่ทำอย่างนั้น ถวายบิณฑบาตอันตนนำมาตั้งแต่ที่พระเถระ แล้วฉันส่วนที่ยังเหลือจากที่พระเถระรับเอาไว้.

พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า แม้จะไม่ให้แก่บุคคลผู้ทุศีล ก็ควร เพราะพระบาลีว่า สีลวนฺเตหิ, แต่อันภิกษุผู้บำเพ็ญสาราณียธรรม พึงให้แก่ผู้มีศีลและผู้ทุศีลทั้งปวงทีเดียว.

แม้เลือกให้แก่ภิกษุผู้อาพาธและพยาบาลไข้ ผู้อาคันตุกะ ผู้เตรียมจะไปและผู้ขวนขวายในการงานมีจีวรกรรมเป็นต้น ก็ควร. เพราะว่า ภิกษุเลือกบุคคลเหล่านั้นแล้วให้อยู่ จะชื่อว่าเป็นอันทำการจำแนกบุคคลหามิได้. จริงอยู่ เพราะภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนี้ เป็นผู้มีลาภฝืดเคือง จึงควรทำให้เป็นส่วนพิเศษแท้ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้บำเพ็ญสาราณียธรรมนี้ จึงทำการเลือกให้.

วินิจฉัยในบทว่า อขณฺฑานิ เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-

บรรดาอาบัติ ๗ กอง สิกขาบทของภิกษุใดเป็นคุณสลายเสียข้างต้นหรือข้างปลาย ศีลของภิกษุนั้น ชื่อว่าด้วน เปรียบเหมือนผ้าขาดที่ชายโดยรอบฉะนั้น.

ฝ่ายสิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสียตรงท่ามกลาง ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นช่องทะลุ เปรียบเหมือนผ้าที่เป็นช่องทะลุตรงกลางฉะนั้น.

สิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสีย ๒-๓ สิกขาบทโดยลำดับ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าด่าง เปรียบเหมือนแม่โคซึ่งมีสีตัวดำและแดงเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง สลับกับสีซึ่งไม่เหมือนกันที่ผุดขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง ฉะนั้น.

สิกขาบทของภิกษุใด ทำลายเสียในระหว่างๆ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าพร้อย เปรียบเหมือนแม่โคที่พราวเป็นดวงด้วยสีไม่เหมือนกันในระหว่างๆ ฉะนั้น.

ส่วนศีลของภิกษุใด ไม่ทำลายโดยประการทั้งปวง ศีลเหล่านั้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่ด้วน ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย.

ก็ศีลเหล่านี้นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นไท เพราะทำความเป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ เพราะเป็นศีลที่ท่านผู้รู้ยกย่อง อันกิเลสไม่จับต้อง เพราะเป็นศีลที่ตัณหาและทิฏฐิจับต้องไม่ได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ เพราะยังอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิให้เป็นไปพร้อม.

สองบทว่า สีลสามญฺญคโต วิหรติ มีความว่า ผู้มีศีลเข้าถึงความเป็นผู้เสมอกัน กับภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลงาม ซึ่งอยู่ในทิศาภาคเหล่านั้นๆ.

สองบทว่า ยายํทิฏฺฐิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค.

บทว่า อริยา ได้แก่ หาโทษมิได้.

บทว่า นิยฺยาติ ได้แก่ พาออกไป.

บทว่า ตกฺกรสฺส ได้แก่ ผู้มีปกติทำอย่างนั้น.

บทว่า ทุกฺขกฺขยาย ได้แก่ เพื่อสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง.

คำที่เหลือ จนถึงประเภทสมถะเป็นที่สุด มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

กติปุจฉาวารวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา