คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๒๐

ข้ออื่นในเล่มนี้

อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี รูปาทิวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี นีวรณปหานวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อกัมมนิยวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อทันตวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วิริยารัมภาทิวรรคที่ ๗อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี ปมาทาทิวรรคที่ ๙อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อธรรมวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อนาปัตติวรรคที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกบุคคลบาลีสารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๑สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๒สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๓สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๔สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๕สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๖สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๗อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๔สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลีอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ กัมมกรณวรรคที่ ๑สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อธิกรณวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๓สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สมจิตตวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปริสวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สุขวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สนิมิตตวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ธรรมวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาสาวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อายาจนวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สันถารวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สมาปัตติวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๑. ภยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๒. ลักขณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๓. จินตาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๔. อัจจยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๕. อโยนิโสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๖. อกุสลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๗. สาวัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๘. สัพยาปัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๙. ขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๑๐. มลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๑. ญาตกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๒. สรณียสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๓. ภิกขุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๔. จักกวัตติสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๕. ปเจตนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๖. อปัณณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๗. อัตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๘. เทวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๙. ปาปณิกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๑๐. ปาปณิกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๑. สวิฏฐสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๒. คิลานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๓. สังขารสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๔. พหุการสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๕. วชิรสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๖. เสวิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๗. ชิคุจฉสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๘. คูถภาณีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๙. อันธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๑๐. อวกุชชิตาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๑. พรหมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๒. อานันทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๓. สาริปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๔. นิทานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๕. หัตถกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๖. ทูตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๗. ราชสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๘. ราชสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๙. สุขุมาลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๑๐. อธิปไตยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑. สัมมุขีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๒. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๓. ปัจจยวัตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๔. ปเรสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๕. ปัณฑิตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๖. ศีลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๗. สังขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๘. อสังขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๙. ปัพพตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑๐. อาตัปปสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑๑. มหาโจรสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๑. ชนสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๒. ชนสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๓. พราหมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๔. ปริพาชกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๕. นิพพุตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๖. ปโลภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๗. ชัปปสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๘. ติกรรณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๙. ชานุสโสณีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๑๐. สังคารวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑. ติตถสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๒. ภยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๓. เวนาคสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๔. สรภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๕. เกสปุตตสูตร [กาลามสูตร]อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๖. สาฬหสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๗. กถาวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๘. ติตถิยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๙. มูลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑๐. อุโปสถสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๑. ฉันนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๒. อาชีวกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๓. สักกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๔. นิคัณฐสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๕. สมาทปกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๖. นวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๗. ภวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๘. สีลัพพตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๙. คันธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๑๐. จูฬนีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑. สมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๒. คัทรภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๓. เขตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๔. วัชชีปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๕. เสขสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๖. เสขสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๗. เสขสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๘. เสขสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๙. สิกขาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑๐. สิกขาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑๑. ปังกธาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑. ปัจจายิกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๒. วิวิตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๓. สรทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๔. ปริสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๕. อาชานิยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๖. อาชานิยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๗. อาชานิยสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๘. นวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๙. โลณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑๐. สังฆสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑๑. สมุคคตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๑. ปุพพสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๒. มนุสสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๓. อัสสาทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๔. สมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๕. โรณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๖. อติตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๗. กูฏสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๘. กูฏสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๙. นิทานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๑๐. นิทานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๑. อาปายิกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๒. ทุลลภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๓. อัปปเมยยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๔. อเนญชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๕. อยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๖. อปัณณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๗. กัมมันตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๘. โสเจยยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๙. โสเจยยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๑๐. โมเนยยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๑. กุสินารสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๒. ภัณฑนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๓. โคตมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๔. ภรัณฑุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๕. หัตถกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๖. กฏุวิยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๗. อนุรุทธสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๘. อนุรุทธสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๙. ปฏิจฉันนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๑๐. เลขสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑. โยธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๒. ปริสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๓. มิตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๔. อุปปาทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๕. เกสกัมพลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๖. สัมปทาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๗. วุฑฒิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๘. อัสสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๙. อัสสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๐. อัสสสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๑. โมรนิวาปสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๒. โมรนิวาปสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๓. โมรนิวาปสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๑. อกุศลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๒. สาวัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๓. วิสมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๔. อสุจิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๕. ขตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๖. ขตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๗. ขตสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๘. ขตสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๙. วันทนาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๑๐. สุปุพพัณหสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์

ศาสนา

อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๔. สรภสูตร

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑๒๒ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสรภสูตรที่ ๔

พึงทราบวินิจฉัยในสรภสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ราชคเห ได้แก่ ในพระนครอันมีชื่ออย่างนี้.

บทว่า คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ความว่า ภูเขานั้นมียอดเหมือนนกแร้ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าคิชฌกูฏ เพราะนกแร้งอยู่บนยอดของภูเขานั้น. ณ ภูเขาคิชฌกูฏนั้น.

ด้วยบทว่า คิชฺฌกูเฏ นี้ ท่านแสดงถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ โดยเอากรุงราชคฤห์เป็นโคจรคาม. อธิบายว่า เขาสร้างวิหารถวายพระตถาคตเจ้าบนภูเขาคิชฌกูฏ. ฉะนั้น คำว่า คิชฺฌกูฏวิหาโร จึงเป็นชื่อของวิหารนั้น. ในสมัยนั้น ปริพาชกชื่อว่าสรภะ นี้อยู่ ณ ที่นั้นฉะนี้แล.

บทว่า สรโภ นาม ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต โหติ ความว่า ปริพาชกผู้มีชื่ออย่างนี้ว่าสรภะ บวชแล้วในศาสนานี้ ไม่นานก็เลี่ยงออกไป. อธิบายว่า ไม่นานก็สึก.

แท้จริง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เหล่าเดียรถีย์พากันเสื่อมลาภสักการะ. ลาภสักการะมากมายเกิดขึ้นแก่พระรัตนตรัย ดังเช่นที่พระธรรมสังคาหกาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันชนทั้งหลายสักการะ เคารพนบนอบ บูชายำเกรงแล้ว เป็นผู้ได้รับบริขาร คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจยเภสัช ส่วนอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย (และ) ปริพาชกทั้งหลายไม่มีผู้สักการะ เคารพ นับถือบูชาและยำเกรง ไม่ได้รับบริขาร คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจยเภสัช ดังนี้.

อัญญเดียรถีย์ประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้น ผู้เสื่อมลาภและสักการะอย่างนี้ นัดประชุมในอารามของปริพาชกแห่งหนึ่ง หารือกันว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จำเดิมแต่เวลาที่พระสมณโคดมอุบัติขึ้นแล้ว พวกเรากลายเป็นผู้เสื่อมจากลาภสักการะ ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญหาโทษของพระสมณโคดมและสาวกของพระสมณโคดมสักข้อหนึ่ง กระจายโทษออกไป ติเตียนคำสอนของพระสมณโคดมนั้น แล้วจักยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแก่พวกเราทั้งหลาย.

อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นเมื่อตรวจดูโทษ ได้พูดกันว่า พวกเราไม่สามารถจะมองเห็นโทษของพระสมณโคดม ในที่ ๔ สถาน คือในทวาร ๓ และอาชีวะ ๑ ได้ ท่านทั้งหลายจงละฐานะทั้ง ๔ ไว้ก่อน แล้วตรวจดูในฐานะอื่น.

ลำดับนั้น ในระหว่างพวกเดียรถีย์เหล่านั้น เดียรถีย์คนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นอุบายอย่างอื่น ก็แต่ว่า สมณะเหล่านี้ลงประชุมกันทุกกึ่งเดือน ปิดประตูหน้าต่าง ไม่ให้แม้แต่สามเณรเข้าไป ถึงอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดก็ไม่ได้เห็นสมณะเหล่านี้ ร่ายมายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหล แล้วทำให้คนกลับใจเข้าเป็นพวก. ถ้าเราทั้งหลายจักสามารถนำเอามายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหลนั้นมาได้ด้วยอุบายนี้ ลาภสักการะอันโอฬารจักมีแก่พวกเรา.

เดียรถีย์แม้อีกคนหนึ่งได้ลุกขึ้นกล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน. เดียรถีย์ทั้งหมดได้มีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน. ต่อแต่นั้น เดียรถีย์ทั้งหมดพูดว่า ผู้ใดจักสามารถนำมายามนต์นั้นมาได้ พวกเราจักแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าในลัทธิของพวกเราทั้งหลาย.

ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์ถามกันตั้งแต่คนสุดท้ายขึ้นไปว่า ท่านสามารถไหม? ท่านสามารถไหม? เมื่อส่วนมากตอบว่า ผมไม่สามารถ ผมไม่สามารถ จึงพากันถามสรภปริพาชกว่า อาจารย์ครับ ท่านอาจารย์จักสามารถไหม?

เขาตอบว่า การนำมายามนต์นี้มาไม่ใช่เรื่องหนักหนา ถ้าพวกท่านจักยืนยันตามถ้อยคำของตน แต่งตั้งเราเป็นหัวหน้า. พวกเดียรถีย์กล่าวว่า อย่าหนักใจเลยท่านอาจารย์ ท่านจงนำมายามนต์มาเถิด ท่านทำสำเร็จแล้วพวกผมแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแน่.

เขาพูดว่า ผู้จะนำมายามนต์นั้นมาได้ ไม่ใช่จะสามารถนำมาได้โดยการขโมย หรือปล้นเอา แต่ต้องทำเป็นพวกเดียวกับสาวกของพระสมณโคดม. คือต้องไหว้สาวกของพระสมณโคดม ทำวัตรปฏิบัติ ฉันอาหารในบาตรของสาวกแห่งพระสมณโคดมเหล่านั้น จึงจะสามารถนำมาได้ กิริยาของคนเช่นนี้นั้น พวกท่านพอใจหรือ?

เดียรถีย์ทั้งหลายตอบว่า ท่านจงทำอย่างใดอย่างหนึ่งนำมามอบให้พวกเรา.

สรภปริพาชกได้ให้สัญญาแก่ปริพาชกทั้งหลายว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายเห็นผมแล้วต้องทำเป็นเหมือนไม่เห็น แล้วในวันที่สองจึงลุกขึ้นแต่เช้า เข้าไปยังมหาวิหาร ชื่อว่าคิชฌกูฏ กราบเท้าภิกษุทั้งหลายที่ตนเห็นแล้วๆ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์

ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า เดียรถีย์อย่างอื่นกระด้าง หยาบคาย แต่ชะรอยเดียรถีย์คนนี้จักเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใสแล้ว. เขากล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ท่านทั้งหลายบวชแล้วในสำนักที่เหมาะสมทีเดียว เพราะรู้ (ดี) แล้ว ส่วนผมไม่ได้ใคร่ครวญ เมื่อแล่นไปผิดท่าจึงเที่ยวไปผิดในทิศทาง ที่ไม่ได้นำสัตว์ออกจากทุกข์.

ก็ครั้นเขากล่าวอย่างนี้แล้วไหว้ภิกษุทุกรูปที่ตนเห็นแล้วๆ เตรียมน้ำสำหรับอาบเป็นต้นไว้ ทำไม้ชำระฟันให้เป็นกัปปิยะ ล้างเท้า ทาน้ำมันให้ได้ภัตรที่เหลือแล้วบริโภค.

พระมหาเถระรูปหนึ่งเห็นเขาอยู่โดยทำนองนี้ จึงพูดว่า ท่านมีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว จะไม่บวชหรือ? เขาตอบว่า ท่านผู้เจริญใครจักให้ผมบวช เพราะพวกผมประพฤติตนเป็นข้าศึกต่อพระคุณท่านทั้งหลายมาตลอดกาลนาน. พระเถระกล่าวว่า ถ้าท่านประสงค์จะบวช เราก็จะบวชให้ แล้วให้เขาบรรพชา. นับแต่วาระที่บวชแล้ว เขาได้ทำวัตรปฏิบัติเป็นนิตย์ พระเถระพอใจในวัตรปฏิบัติของเขา ไม่นานก็ให้เขาอุปสมบท.

ในวันอุปสมบท ท่านเข้าไปในโรงอุโบสถพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย เห็นภิกษุทั้งหลายยกย่องพระปาฏิโมกข์ด้วยอุตสาหะมาก จึงคิดว่า ภิกษุเหล่านี้ร่ายมายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหล แล้วทำให้กลับใจเข้าเป็นพวก. อีก ๒-๓ วันเท่านั้น เราก็จักสวดได้

เธอไปสู่บริเวณไหว้พระอุปัชฌาย์แล้วเรียนถามว่า ท่านขอรับ ธรรมนี้ชื่ออะไร? พระอุปัชฌาย์ตอบว่า ชื่อว่าปาฏิโมกข์. ท่านขอรับ ปาฏิโมกข์นี้เป็นธรรมอันสูงสุดหรือ? ถูกแล้วคุณ สิกขานี้จะทรงไว้ได้ซี่งสาสนธรรมทั้งหมด.

ท่านขอรับ ถ้าสิกขาธรรมนี้เป็นธรรมสูงสุดแล้วไซร้ ผมจะเรียนเอาสิกขาธรรมนี่แหละเสียก่อน. พระเถระรับคำว่า เรียนเถิดคุณ เธอกำลังเรียนอยู่ พบปริพาชกทั้งหลายถูกเขาถามว่าเป็นอย่างไรอาจารย์ จึงบอกว่า พวกท่านอย่าคิดอะไรเลย อีก ๒-๓ วัน ผมจักนำไปให้.

ไม่ช้าก็เรียนจนจบแล้วพูดกับอุปัชฌาย์ว่า มีเพียงเท่านี้หรือขอรับ หรือแม้อย่างอื่นก็ยังมี. พระเถระตอบว่า มีเท่านี้เท่านั้นแหละคุณ.

ในวันรุ่งขึ้น เธอนุ่งห่มตามปกติถือบาตรตามทำนองที่เคยถือ แล้วออกจากอารามชื่อว่าคิชฌกูฏ ไปยังอารามของปริพาชก. ปริพาชกทั้งหลายเห็นเธอแล้วพากันห้อมล้อมเธอ ถามว่าเป็นอย่างไรท่านอาจารย์ ชะรอยจะไม่สามารถนำเอามายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหลมาได้กระมัง?

เธอตอบว่า อย่าหนักใจเลยอาวุโสทั้งหลาย มายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหลเรานำมาได้แล้ว ตั้งแต่นี้ไป เราทั้งหลายจักมีลาภสักการะมาก ท่านทั้งหลายจงสมัครสมานสามัคคีกัน อย่าทะเลาะวิวาทกัน. ปริพาชกทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าท่านเรียนได้มาแล้วก็จงบอกมายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหลแก่พวกผมบ้าง. เธอสวดปาฏิโมกข์เริ่มแต่ต้น (จนจบ).

ลำดับนั้น ปริพาชกทั้งหมดเหล่านั้นพูดกันว่า มาเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราจะเข้าไปในพระนคร กล่าวโทษของพระสมณโคดม. เมื่อประตูเมืองยังไม่ทันเปิด พากันไปใกล้ประตู เข้าไปก่อนใครๆ ทั้งหมดทางประตูที่เปิดแล้ว.

คำว่า สรโภ นาม ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนโต โหติ (ปริพาชกชื่อว่าสรภะ หลีกไปแล้วไม่นาน) ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงปริพาชกนั้นผู้หลบหลีกไปด้วยทั้งเพศของตน อย่างนี้.

ก็ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาย่ำรุ่ง ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า วันนี้ สรภปริพาชกจักเที่ยวไปในพระนคร แล้วทำประกาศนียกรรม (ประกาศป่าวร้อง) เมื่อเธอกล่าวคำตำหนิพระรัตนตรัย ชื่อว่าโปรยยาพิษลงแล้วไปสู่อารามแห่งปริพาชก ถึงเราตถาคตก็จักไป ณ ที่นั้นเหมือนกัน บริษัทแม้ทั้ง ๔ จักประชุมกันในอารามของปริพาชกนั้นแล ในสมาคมนั้นจักมีคน ๘๔,๐๐๐ ได้ดื่มน้ำอมฤต.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า สรภปริพาชกจงมีโอกาส จงประกาศโทษตามชอบใจ แล้วตรัสเรียกพระอานันทเถระมารับสั่งว่า อานนท์ เธอจงไปบอกภิกษุสงฆ์ในมหาวิหาร ๑๘ แห่งให้ไปบิณฑบาตพร้อมกับเราตถาคต. พระเถระได้ปฏิบัติดังนั้นแล้ว. ภิกษุทั้งหลายต่างถือบาตรจีวรห้อมล้อมพระตถาคตแล้วเทียว.

พระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์ไปบิณฑบาตที่บ้านใกล้ประตูพระนคร.

ฝ่ายสรภปริพาชกก็เข้าไปสู่พระนครพร้อมด้วยปริพาชกทั้งหลาย ครั้นถึงท่ามกลางหมู่บริษัท ประตูพระราชวัง ประตูบ้านอำมาตย์และที่ถนน ๔ แยกเป็นต้น ได้ประกาศว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั้งหลาย เรารู้หมดแล้ว ดังนี้เป็นต้น ในที่นั้นๆ.

คำมีอาทิว่า โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ (สรภปริพาชกนั้นกล่าวคำอย่างนี้ ในบริษัท ในกรุงราชคฤห์) นี้ ท่านกล่าวหมายถึง การกล่าวติโทษนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อญฺญาโต สรภปริพาชกแสดงว่า (ธรรมของพวกสมณศากยบุตร) เรารู้แล้ว คือเข้าใจแล้ว ได้แก่เรียนให้แจ่มแจ้งแล้ว.

บทว่า อญฺญาย แปลว่า รู้แล้ว.

บทว่า อปกฺกนฺโต ได้แก่ หลีกไปทั้งๆ ที่ยังทรงเพศนั่นแหละ.

สรภปริพาชกนั้นเมื่อจะแสดงความนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ก็ถ้าหากศาสนาของพระสมณโคดมจักมีสาระอะไรอยู่บ้างแล้วไซร้ เราก็จะไม่หลีกออกไป แต่ศาสนาของพระสมณโคดมนั้นไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร สมณะทั้งหลายร่ายมายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหล จึงลวงชาวโลกอยู่ได้.

____________________________

ปาฐะว่า ลาภํ ขาทนฺติ ฉบับพม่าเป็น โลกํ ขาทนฺติ.

บทว่า อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู ความว่า ครั้งนั้นเมื่อปริพาชกนั้นกล่าวอยู่อย่างนี้ ภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ๕๐๐ รูปไม่รู้ว่าพระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาต ณ ที่ชื่อโน้น จึงเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ในเวลาภิกษาจาร.

คำว่า อถโข สพฺพหุลา ภิกขู นี้ ท่านกล่าวหมายถึงภิกษุเหล่านั้น.

บทว่า อสฺโสสุํ แปลว่า ได้ยินแล้ว.

บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า เข้าไปด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักกราบทูลเรื่องนี้แด่พระทศพล.

บทว่า สิปฺปินิยา ตีรํ ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำที่มีชื่ออย่างนี้ว่าสิปปินิกา.

บทว่า อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน มีอรรถาธิบายว่า ทรงไว้ซึ่งขันติในภายใน ทรงรับรู้ไว้ด้วยจิตอย่างเดียว โดยไม่ทรงไหวองค์คือกายและองค์วาจา. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงรับทราบ (โดยดุษณีภาพ) อย่างนี้แล้ว ทรงพระดำริต่อไปว่า วันนี้ เราตถาคตเมื่อจะไปหักล้างวาทะของสรภปริพาชก ควรจะไปเพียงผู้เดียวหรือมีภิกษุสงฆ์แวดล้อมไป.

ลำดับนั้น พระองค์ทรงตกลงพระทัยดังนี้ว่า ถ้าเราจักมีภิกษุสงฆ์แวดล้อมไป มหาชนจักคิดอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเมื่อจะเข้าไปสู่ที่โต้วาทะก็ต้องยกพวกไป ใช้พลังของบริษัทหักล้างวาทะที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามโงหัวขึ้นได้เลย.

ก็เมื่อวาทะเกิดขึ้นแก่เราแล้ว กิจคือการโต้วาทะ โดยพาผู้อื่นไปด้วย จะไม่มีแก่เราเลย เราผู้เดียวนี่แหละจะไปหักล้างวาทะนั้น.

และการที่เราเป็นพระพุทธเจ้าหักล้างวาทะที่เกิดขึ้นแก่ตนในปัจจุบัน ไม่เป็นของอัศจรรย์ เพราะในเวลาที่เราบำเพ็ญพุทธจริยา ผู้อื่นที่จะสามารถนำพาธุระแทนเรา แม้เมื่อเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ ไม่เคยมีแล้ว.

ก็เพื่อจะยังความข้อนี้ให้ชัดเจน ควรนำกัณหชาดก (มาแสดงประกอบ) ด้วยดังนี้

เมื่อใด มีงานหนัก เมื่อใด การเดินทางลำบาก

เมื่อนั้น เจ้าของก็จะเทียมโคชื่อกัณหะ โคกัณหะนั้น

จะต้องนำธุระนั้นไปโดยแท้.

เรื่องโคกาฬกะ

เล่ากันมาว่า ในอดีตสมัย พ่อค้าเกวียนผู้หนึ่งพำนักอยู่ในเรือนของหญิงแก่คนหนึ่ง. ครั้งนั้น แม่โคนมตัวหนึ่งของเขาได้ตกลูกในเวลากลางคืน. มันตกลูกเป็นโคผู้ตัวหนึ่ง. จำเดิมแต่หญิงแก่เห็นลูกโคแล้ว เกิดความสิเนหาอย่างลูก.

ในวันรุ่งขึ้น บุตรของพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า ท่านจงรับค่าเช่าบ้านของท่าน. หญิงแก่พูดว่า เราไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างอื่น ท่านจงให้ลูกวัวตัวนี้แก่เราเถิด. บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า ท่านจงรับมันไว้เถิด แม่.

หญิงแก่รับลูกโคนั้นไว้แล้ว ให้ดื่มนม ให้ข้าวยาคู ภัตรและหญ้าเป็นต้น เลี้ยงดูแล้ว. มันเจริญเติบโตขึ้น มีรูปร่างอ้วนพี สมบูรณ์ด้วยกำลังและความเพียร ถึงพร้อมด้วยอาจาระ มีชื่อว่ากาฬกะ.

ครั้นต่อมาเมื่อพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งเดินทางมาพร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ล้อเกวียนติดหล่มอยู่ในที่น้ำเซาะ เขาพยายามเทียมวัว ๑๐ ตัวบ้าง ๒๐ ตัวบ้างก็ไม่สามารถจะฉุดเกวียนขึ้น (จากหล่ม) ได้ จึงเข้าไปหาโคกาฬกะ กล่าวว่า พ่อมหาจำเริญ เราจักให้รางวัลแก่เจ้า ขอให้เจ้าช่วยยกเกวียนของเราขึ้นด้วยเถิด.

ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็พาโคกาฬกะนั้นไป คิดว่า โคอื่นจะสามารถลากแอกไปพร้อมกับเกวียนนี้ไม่มี ตึงผูกเชือกเข้าที่แอกเกวียน แล้วเทียมโคกาฬกะนั้นแต่เพียงตัวเดียว โคกาฬกะลากเกวียนนั้นขึ้นไปจอดไว้บนบก นำเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มขึ้นไปได้โดยทำนองนี้แหละ. มันนำเกวียนเล่มสุดท้ายขึ้นได้แล้ว (พอเขาปลดออกจากแอก) ก็ยกศีรษะขึ้นแสดงอาการเมื่อยล้า.

พ่อค้าเกวียนคิดว่า โคกาฬกะนี้ เมื่อฉุดเกวียนมีประมาณเท่านี้ขึ้นได้ไม่เคยทำอย่างนี้ ชะรอยมันจะทวงค่าจ้างดังนี้แล้ว จึงหยิบกหาปณะเท่าจำนวนเกวียน ผูกห่อเงิน ๕๐๐ กหาปณะไว้ที่คอของมัน.

มันไม่ยอมให้ผู้อื่นเข้าใกล้ตัวมัน เดินตรงไปยังบ้านทีเดียว.

หญิงแก่เห็นแล้วก็แก้ออก รู้ว่าเป็นกหาปณะ จึงพูดว่า ลูกเอ๋ย เหตุไฉนเจ้าจึงทำอย่างนี้ เจ้าอย่าเข้าใจว่า แม่นี้จักดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยทรัพย์ที่เราทำงานแล้วนำมามอบให้ ดังนี้แล้วให้โคอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น ชโลมตัวด้วยน้ำมันแล้วกล่าวสอนว่า ต่อนี้ไป เจ้าอย่าได้ทำอย่างนี้อีก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า เพราะว่า ในเวลาที่เราบำเพ็ญพุทธจริยา ผู้อื่นชื่อว่าสามารถนำธุระแทนเราแม้ผู้บังเกิดแล้วในอเหตุกปฏิสนธิ ไม่เคยมีแล้วดังนี้ ทรงหมายถึงเรื่องที่เล่ามานี้แหละ จึงเสด็จไปตามลำพังพระองค์เดียว.

เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต (ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกออกจากที่เร้น ในเวลาเย็นแล้ว) ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิสลฺลานา ความว่า ทรงสำรวมจิตจากอารมณ์หยาบทั้งหลาย. อธิบายว่า ออกจากผลสมาบัติ.

บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า เมื่อปริพาชกทั้งหลายทำประกาศนียกรรมทั่วพระนคร แล้วออกจากพระนครไปประชุมกันที่อารามของปริพาชก นั่งสนทนากันถึงสีหนาทกถาอย่างนี้ว่า ปริพาชกทั้งหลายถามว่า ท่านสรภะ ถ้าพระสมณโคดมจักเสด็จมาแล้วไซร้ ท่านจักทำอย่างไร.

สรภปริพาชกตอบว่า (ข้าพเจ้าจะทำอย่างนี้คือ) เมื่อพระสมณโคดมบันลือสีหนาทอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๒ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๒ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๔ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๔ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๕ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๕ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๑๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๑๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๒๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๒๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๓๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๓๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๔๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๔๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๕๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๕๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๑๐๐ อย่าง เมื่อพระสมณโคดมบันลือ ๑๐๐ อย่าง ข้าพเจ้าจักบันลือ ๑,๐๐๐ อย่างดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จเข้าไป ทรงนุ่งผ้าสองชั้นที่เขาย้อมดีแล้ว ทรงห่มสุคตมหาจีวร ได้เสด็จเข้าไปลำพังพระองค์เดียวโดยท่ามกลางพระนคร เหมือนพระราชาผู้ปราศจากพลนิกร เพราะทางไปอารามของปริพาชกอยู่กลางพระนคร.

มิจฉาทิฏฐิบุคคลทั้งหลายเห็นแล้ว พากันตามไปด้วยคิดว่า ปริพาชกทั้งหลายกระทำประกาศนียกรรม ระบุโทษของพระสมณโคดม ชะรอยพระองค์จะเสด็จไป เพื่อให้ปริพาชกเหล่านั้นยินยอมคล้อยตาม.

ฝ่ายพวกสัมมาทิฏฐิกบุคคลก็พากันติดตามไปด้วยคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถือเอาบาตรและจีวรเสด็จไปลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น (ชะรอย) วันนี้จักมีมหาธรรมสงครามกับสรภปริพาชก แม้พวกเราทั้งหลายก็จักร่วมกันเป็นพยานในสมาคมนั้น.

เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่นั่นแหละ พระบรมศาสดาเสด็จเข้าไปสู่อารามของปริพาชกแล้ว.

ปริพาชกทั้งหลายเห็นพระฉัพพรรณรังสีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นช่อ พวยพุ่งผ่านลำต้น คาคบและกิ่งของต้นไม้ทั้งหลาย จึงพากันแหงนดูด้วยคิดว่า ในวันอื่นๆ ไม่เคยมีโอภาสเช่นนี้เลย นี่อะไรกันหนอ.

____________________________

ปาฐะว่า อญฺโญ ฉบับพม่าเป็น อญฺญทา

สรภปริพาชกฟังดังนั้นแล้ว ก็นั่งก้มหน้าซบหัวลงระหว่างเข่า.

ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเสด็จเข้าไปยังอารามนั้นอย่างนี้แล้ว เสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูแล้ว. แท้จริง พระตถาคตทรงเป็นผู้ควรแก่อาสนะ เพราะเสด็จอุบัติในตระกูลอันเลิศบนพื้นชมพูทวีป. ในที่ทั่วๆ ไป เขาจะจัดอาสนะไว้สำหรับพระองค์โดยเฉพาะ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนพุทธอาสน์มีค่ามากที่เขาปูลาดแล้ว อย่างนี้.

____________________________

ปาฐะว่า ปญฺญตฺเต อาสเน ฉบับพม่าเป็น ปญฺญตฺเต มหารเห พุทฺธาสเน.

บทว่า เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจุํ ความว่า

ได้ยินว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำเพียงเท่านี้ กับสรภปริพาชกอยู่นั่นแหละ ภิกษุสงฆ์ผู้ตามพระยุคลบาทของพระศาสดาก็มาถึงอารามของปริพาชก บริษัทแม้ทั้ง ๔ ประชุมกันแล้วในปริพาชการามนั่นแล.

ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นคิดว่า น่าอัศจรรย์ที่พระสมณโคดมได้เสด็จมายังสำนักของพวกเราผู้เที่ยวไปแพร่โทษ ทำประกาศนียกรรมตลอดทั่วทั้งพระนครมาแล้ว ผู้เป็นคู่เวร เป็นศัตรู เป็นข้าศึก ไม่ตรัสคำที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทแม้น้อยหนึ่ง แต่กลับตรัสมธุรกถา ประหนึ่งว่า ชโลมด้วยน้ำมันที่หุงสุกแล้วตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ประหนึ่งให้ดื่มน้ำอมฤต จำเดิมแต่เวลาที่ได้เสด็จมาแล้วดังนี้แล้ว ทุกคนจึงได้ทูลคำนี้ คล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า ยาเจยฺยาสิ ความว่า ท่านพึงขอ คือพึงปรารถนา ได้แก่ต้องการ.

บทว่า ตุณฺหีภูโต ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ดุษณีภาพ.

บทว่า มงฺกุภูโต ได้แก่ ถึงความสิ้นเดช.

บทว่า ปตฺตกฺขนฺโธ ได้แก่ มีคอโน้มลง.

บทว่า อโธมุโข ได้แก่ (นั่ง) ก้มหน้า.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต ความว่า ท่านปฏิญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมทั้งปวง เราตถาคตตรัสรู้แล้ว.

บทว่า อนภิสมฺพุทฺธา ความว่า ชื่อว่าธรรมเหล่านี้อันท่านไม่ได้ตรัสรู้แล้ว.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้เหล่านั้นอย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว.

บทว่า อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ ความว่า หรือจักกลบเกลื่อนถ้อยคำอย่างหนึ่ง ด้วยถ้อยคำอีกอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า ถูกถามอย่างหนึ่ง จักตอบอีกอย่างหนึ่ง.

บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ ความว่า นำถ้อยคำนอกประเด็นอย่างอื่น มากลบเกลื่อนถ้อยคำเดิม.

บทว่า อปฺปจฺจยํ ได้แก่ ความไม่ยินดียิ่ง คืออาการไม่พอใจ.

บทว่า ปาตุกริสฺสติ ได้แก่ จักกระทำให้ปรากฏ.

ก็ในบรรดาฐานะ ๓ อย่างนั้น ตรัสโทมนัสด้วยอปัจจยศัพท์ ตรัสความโกรธนั่นแหละแยกประเภทเป็นความโกรธอย่างอ่อน และความโกรธอย่างแรง ด้วยบททั้งสองข้างต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงบันลือสีหนาทด้วยเวสารัชชกรณธรรมข้อแรกอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงบันลือสีหนาทด้วยเวลารัชกรณธรรมข้อ ๒ เป็นต้นต่อไปอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า โย โข มํ ปริพฺพาชก ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต ความว่า จตุราริยสัจธรรมอันพระองค์ทรงแสดงแล้ว เพื่อประโยชน์แก่มรรคหรือผลใด.

บทว่า โส น นิยฺยาติ ความว่า ธรรมนั้นไม่นำไป คือไม่เข้าถึง (ความสุข). ท่านกล่าวอธิบายว่า ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ.

บทว่า ตกฺกรสฺส มีอธิบายว่า แห่งบุคคลผู้ทำตาม คือผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติ.

บทว่า สมฺมา ทุกฺขกฺขยาย ความว่า เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้น โดยเหตุ โดยนัย โดยการณะ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต ความว่า ธรรมอันพระองค์ทรงแสดงเพื่อประโยชน์ใด คือ

อสุภกัมมัฏฐาน เพื่อประโยชน์แก่การบำบัดราคะ

เมตตาภาวนา เพื่อประโยชน์แก่การกำจัดโทสะ

สัจธรรมคือมรณะ เพื่อประโยชน์แก่การกำจัดโมหะ

อานาปานสติ เพื่อประโยชน์แก่การกำจัดวิตก.

ในบทว่า โส น นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมา ทุกฺขกฺขยาย มีอธิบายดังนี้ ธรรมนั้นไม่นำไป คือไม่เข้าถึง ได้แก่ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏฏทุกข์ โดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย โดยการณะแก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นตามที่ทรงแสดงไว้.

บทว่า เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก ความว่า เขาจักนั่งเหมือนสรภปริพาชก ผู้นั่งซบเซา หมดปฏิภาณฉะนั้น.

เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงบันลือสีหนาทด้วยบททั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว ทรงวกกลับแสดงธรรม บริษัทประมาณ ๘๔,๐๐๐ ที่ประชุมกัน ณ สถานที่นั้นได้ดื่มน้ำอมฤต. พระศาสดาทรงทราบว่า บริษัทดื่มน้ำอมฤตแล้วจึงเหาะขึ้นสู่เวหาส เสด็จหลีกไป. เพื่อแสดงเนื้อความนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถโข ภควา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหนาท ได้แก่ การบันลืออย่างประเสริฐ คือการบันลืออย่างไม่เกรงขาม ได้แก่การบันลืออย่างหาผู้เปรียบมิได้.

บทว่า เวหาสํ ปกฺกามิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าจตุตถฌานมีอภิญญาเป็นบาท ออกจากฌานแล้วทรงอธิษฐานแล้วทะยานขึ้นสู่อากาศ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ก็แลครั้นเสด็จไปอย่างนี้แล้ว ทันใดนั้นก็ได้เสด็จประทับอยู่ที่คิชฌกูฎมหาวิหาร.

บทว่า วาจาย สนฺนิโตทเกน ได้แก่ทิ่มแทงด้วยวาจา.

บทว่า สญฺชมฺภรึ อกํสฺ ความว่า ปริพาชกทั้งหลายได้ทำการถากถาง คือพูดกระทบไม่หยุดหย่อน. อธิบายว่า (พูด) ทิ่มแทงหนักขึ้น.

บทว่า พฺรหารญฺเญ แปลว่า ในป่าใหญ่.

บทว่า สีหนาทํ นทิสฺสามิ ความว่า สุนัขจิ้งจอกแก่เห็นอาการของราชสีห์บันลือสีหนาท ก็คิดว่า ราชสีห์นี้ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน แม้เราก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ราชสีห์มี ๔ เท้า ถึงเราก็มี ๔ เท้า แม้เราก็จักบันลือสีหนาทได้เหมือนกัน. มันไม่อาจบันลือสีหนาทต่อหน้าราชสีห์ได้ พอราชสีห์หลีกออกไปหาอาหาร มันตัวเดียวก็เริ่มบันลือสีหนาท. คราวนั้น มันก็เปล่งเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นเองออกไป. ด้วยเหตุนั้น ปริพาชกจึงกล่าวว่า ก็ร้องออกมาเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ.

บทว่า เภรณฺฑกํ เป็นไวพจน์ของบทว่า สิงคาลกะ นั่นเอง

อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ร้องเสียงแตก ได้แก่ร้องออกมาเป็นเสียงไม่น่าพอใจ. ด้วยข้ออุปมานี้ว่า เอวเมว โข ตฺวํ ปริพาชกทั้งหลายเปรียบพระตถาคตเจ้าเหมือนราชสีห์ เปรียบสรภปริพาชกเหมือนสุนัขจิ้งจอก.

บทว่า อมฺพกมทฺทรี ได้แก่ ลูกไก่ตัวเมียๆ.

บทว่า ปุริสกรวิกํ รวิสฺสามิ ความว่า มันเห็นไก่ใหญ่ขันก็คิดว่า แม้ไก่ตัวนี้ก็มีสองขา สองปีก ถึงเราก็มีเหมือนกัน แม้เราก็จักขันอย่างนั้นบ้าง ดังนี้ (แต่) มันไม่กล้าขันต่อหน้าไก่ใหญ่ เมื่อไก่ใหญ่นั้นหลีกไปแล้ว จึงขัน (แต่) ก็ขันเป็นเสียงไก่ตัวเมียนั่นเอง.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อมฺพกมทฺทริรวิกํเยว รวติ ดังนี้.

บทว่า อุสโภ ได้แก่ โคผู้.

บทว่า สุญฺญาย ความว่า ว่าง คือเว้นจากโคผู้ตัวเจริญที่สุด.

บทว่า คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญติ ความว่า ย่อมสำคัญเสียงร้องของตัวว่าลึก เหมือนเสียงร้องของโคผู้ตัวประเสริฐที่สุด.

บทที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้นฉะนี้แล.

จบอรรถกถาสรภสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร