คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๗

ข้ออื่นในเล่มนี้

จุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเครื่องประดับต่างชนิดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วงเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุถูกงูกัดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุตัดองค์กำเนิดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องบาตรปุ่มไม้จันทน์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องจีวร เรื่องไม้สะดึง เรื่องโรงสะดึงจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องผ้ากรองน้ำ, มุ้งเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องที่จงกรมและเรือนไฟเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการเปลือยกายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องโพธิราชกุมารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องนางวิสาขา มิคารมารดาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องไม้เท้าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุเรอเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ทรงห้ามสั่งสมเครื่องโลหะเครื่องสัมฤทธิ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องประคดเอวเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องไม้ชำระฟันจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผากองหญ้าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ทรงอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการให้พรจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องฉันกระเทียมจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องหม้อปัสสาวะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ประพฤติอนาจารต่างๆ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ พุทธานุญาตเครื่องโลหะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตบานประตูเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตด้ายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตไม้สำหรับแขวนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องอนาถบิณฑกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องช่างชุนเข็ญใจเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องความเคารพเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ อนาถบิณฑิกคหบดีถวายพระเชตวนารามเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่งจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ วินัยกถาจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรม เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ ให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ มีเท้าเปื้อนห้ามเหยียบเสนาสนะ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตภัตร เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ สมมติภิกษุเป็นผู้แต่งตั้งเสนาสนะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องมหานามศากยะและอนุรุทธศากยะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องพระเทวทัตเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องอชาตสัตตุกุมารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรีจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องวัตถุ ๕ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตหาพรรคพวกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตหาพรรคพวกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ สังฆราชีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ ผู้ทำลายสงฆ์ต้องเกิดในอบายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ เรื่องพระอาคันตุกะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ อาวาสิกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ คมิกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ภัตตานุโมทนาจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ภัตตัคควัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ปิณฑจาริกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ อารัญญกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ เสนาสนวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ชันตาฆรวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุวัจจกุฎีวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอุปัชฌายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุสัทธิวิหาริกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอาจริยวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอันเตวาสิกวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ วิธีงดปาติโมกข์จุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมและเป็นธรรมจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้แสดงปาติโมกข์จุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้รับอาบัติเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้ทำกรรมจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ ภิกษุแสดงอวัยวะมีกายเป็นต้นอวดภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องงดโอวาทเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ รัดสีข้าง, แต่งกาย, ทาหน้า ใช้จีวรสีครามล้วนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พินัยกรรมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตเสนาสนะอาศัยชั่วคราวเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ อันตรายิกธรรมของภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ วัดเงาแดดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องปวารณาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ งดอุโบสถเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องไปด้วยยานจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องหญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ ภิกษุณีอยู่ป่าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องภิกษุณีไม่บอกลาสิกขา เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ นั่งขัดสมาธิ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องพระมหากัสสปเถระเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัยเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พระอานนท์วิสัชนาพระธรรมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องไม่บัญญัติและไม่ถอนพระบัญญัติเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ ปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ ปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พรหมทัณฑกถา เรื่องพระเจ้าอุเทนจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระยสกากัณฑกบุตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ลงอุกเขปนียกรรมจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระเรวตเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ปุจฉาวิสัชนาวัตถุ ๑๐ ประการจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสาฬหเถระปริวิตกจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอุตตรเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ สงฆ์มุ่งวินิจฉัยอธิกรณ์ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีถามจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ สมมติภิกษุเป็นพวกปราจีนและปาฐาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอชิตะ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะ

ศาสนา

จุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระเป็นต้น

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๖๒ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปาฏิโมกขัฏฐปนักขันธกวรรณนา

วินิจฉัยในปาฏิโมกขัฏฐปนักขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-

สองบทว่า นนฺทิมุขิยา รตฺติยา มีความว่า ราตรีปรากฏเหมือนมีหน้าอันเอิบอิ่ม ในเวลาอรุณขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้น พระอุบาลีเถระจึงกล่าวว่า ราตรีมีหน้าชื่น.

บทว่า อนฺโตปูตึ มีความว่า ผู้เสียข้างใน โดยมีความเสียเพราะกิเลส ในภายในจิตสันดานเป็นสภาพ.

บทว่า อวสฺสุตํ มีความว่า ผู้ชุ่มแล้วด้วยอำนาจแห่งความรั่วแห่งกิเลส.

บทว่า กสมฺพุชาตํ มีความว่า ชื่อว่าผู้เศร้าหมอง เพราะเป็นผู้มีโทษเกลื่อนกลาด.

ด้วยคำว่า ยาว พาหาคหณาปิ นาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระประสงค์ว่า

จริงอยู่ โมฆบุรุษนั้น พอได้ฟังคำว่า อานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์ แล้วพึงหลีกไปเสียก็มี, โมฆบุรุษนั้นไม่หลีกไปด้วยคำอย่างนั้น จักมาเพียงจับแขนเท่านั้น, ความมานี้ น่าอัศจรรย์.

ข้อว่า น อายตเกเนว ปปาโต โหติ มีความว่า มหาสมุทรเป็นของลึกโตรกแต่แรกหามิได้ คือเป็นของลึกโดยลำดับ.

ข้อว่า ฐิตธมฺโม เวลํ นาติวตฺตติ มีความว่า มหาสมุทรไม่ล้นผั่ง คือคันแดนเป็นที่ลงและขึ้นแห่งคลื่นทั้งหลาย.

สองบทว่า ตีรํ วาเหติ มีความว่า คลื่นย่อมพัดขึ้นฝั่ง คือซัดขึ้นบก.

บทว่า อญฺญาปฏิเวโธ ได้แก่ ความตรัสรู้พระอรหัต.

คำว่า ฉนฺนมติวสฺสติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเนื้อความนี้ว่า เมื่อต้องอาบัติแล้วปกปิดไว้ ชื่อว่าต้องอาบัติใหม่อื่น.

คำว่า วิวฏํ นาติวสฺสติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเนื้อความนี้ว่า ต้องอาบัติแล้วเปิดเผยเสีย ชื่อว่า ไม่ต้องอาบัติอื่น.

[ว่าด้วยการงดปากิโมกข์]

วินิจฉัยในข้อว่า ฐปิตํ โหติ ปาฏิโมกฺขํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

ปาฏิโมกข์ที่เป็นอันงดก่อนหรือภายหลังก็มี ที่ไม่เป็นอันงดก่อนหรือภายหลังก็มี, แต่ปาฏิโมกข์ที่งดในเขตเท่านั้น จึงเป็นอันงด, เพราะฉะนั้น ปาฏิโมกข์อันสงฆ์พึงงดเพียงที่สวด เร อักษรในคำนี้ว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อชฺชุโปสโถ ปณฺณรโส ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ อุโปสถํ กเรยฺย นี้แล ชื่อว่าเขต. แต่ครั้นสวด ย อักษรแล้ว จึงงด ชื่อว่างดภายหลัง.

เมื่อคำว่า สุณาตุ เม ยังไม่ทันได้เริ่ม เมื่องดเสีย เป็นอันงดก่อน.

ข้อว่า อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาฏิโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย มีความว่า วิบัตินั้น จะเป็นการที่บุคคลนั้นทำแล้วหรือมิได้ทำก็ตามที, ความสำคัญของภิกษุผู้งดปาฏิโมกข์ ย่อมเป็นของไม่มีมูล ด้วยอำนาจแห่งวิบัติที่ไม่มีมูล.

คำว่า กตากตาย อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรวมทั้ง ๒ อย่าง ทั้งที่ทำ ทั้งที่ไม่ทำ.

ข้อว่า ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปติ มีความว่า เมื่อสังฆกรรมอันสงฆ์กระทำอยู่ ภิกษุไม่มา ไม่มอบฉันทะ และอยู่พร้อมหน้า คัดค้าน เพราะความเป็นผู้ประงค์จะยังกรรมให้กำเริบ, ด้วยเหตุนั้นเธอต้องทุกกฏ. ปาฏิโมกข์ของภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวนั่นแล ย่อมเป็นอันงด ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ปจฺจาทิยติ มีความว่า ย่อมกลับถือว่า กรรมต้องทำใหม่. เพราะการรื้อนั้น เธอย่อมต้องปาจิตตีย์. ปาฏิโมกข์ของภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวแม้นั้นแล ย่อมเป็นอันงด ด้วยประการฉะนี้.

ในคำว่า เยหิ อากาเรหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ นี้พึงทราบ เครื่องหมายรู้มีอาการเป็นต้น ในองค์ทั้งหลายมียังมรรคกับมรรคให้จดกันเป็นต้น.

วัตถุที่ได้เห็นแล้ว และวัตถุที่ได้ฟังแล้ว ในคำว่า เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย นี้ มาแล้วในพระบาลีนั่นเอง.

ก็ถ้าว่า ภิกษุพึงยังความรังเกียจให้เกิดขึ้น เพราะวัตถุที่ได้เห็นและได้ฟังแล้วเหล่านั้นไซร้, คำว่า ด้วยความรังเกียจนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาความรังเกียจนั้น.

[ว่าด้วยองค์แห่งการฉวยอธิกรณ์]

ภิกษุผู้ประสงค์จะชำระพระศาสนาให้หมดจด จึงฉวยอธิกรณ์ใด ด้วยตน, อธิกรณ์นั้น พระอุบาลีเถระเรียกว่า อตฺตาทานํ ในคำว่า อตฺตาทานํ อาทาตุกาเมน.

กาลนี้ คือ ราชภัย โจรภัย ทุพภิกขภัย กาลที่ฝนเปียกชุ่ม เป็นสมัยมิใช่กาล ในคำว่า อกาโล อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุ นี้ กาลพึงเห็นแผกกัน.

ข้อว่า อภูตํ อิทํ อตฺตาทานํ มีความว่า อธิกรณ์นี้ไม่มี. อธิบายว่า ถ้าว่า ภิกษุเมื่อพิจารณาทราบอย่างนี้ว่า อธรรม เราถือว่า เป็นธรรม, หรือว่า ธรรม เราถือว่า มิใช่วินัย, หรือว่าบุคคลทุศีล เราถือว่า วินัย, วินัย เราถือว่า มิใช่วินัย, หรือว่าบุคคลทุศีล เราถือว่า บุคคลมีศีล หรือว่า บุคคลมีศีล เราถือว่า บุคคลทุศีล. อธิกรณ์ที่จริง พึงทราบโดยปริยายอันแผกกัน.

อธิกรณ์ใด เป็นไปเพื่ออันตรายแห่งชีวิต หรือเพื่ออันตรายแก่พรหมจรรย์ อธิกรณ์นี้ชื่อว่าไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในคำว่า อนตฺถสญฺหิตํ อิทํ อตฺตาทานํ นี้. อธิกรณ์ที่แผก (จากนั้น) ชื่อว่าประกอบด้วยประโยชน์.

ข้อว่า น ลภิสฺสามิ สนฺทิฏฺเฐ สมฺภตฺเต ภิกฺขู มีความว่า จริงอยู่ ในกาลบางคราว ภิกษุทั้งหลายผู้สนับสนุนฝ่ายของตนเห็นปานนั้น ย่อมเป็นผู้อันเธอไม่อาจที่จะได้ ในเพราะภัยมีราชภัยเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความไม่ได้นั้น จึงตรัสว่า เราจักไม่ได้. แต่ในกาลบางคราว ภิกษุทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นผู้อันเธออาจที่จะได้ เพราะเป็นความปลอดภัย และมีภิกษาดีเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความได้นั้น จึงตรัสว่า เราจักได้.

ข้อว่า ภวิสฺสติ สงฺฆสฺส ตโตนิทานํ ภณฺฑนํ มีความว่า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท และความแตกแห่งสงฆ์ จักมีแก่สงฆ์ เหมือนมีแก่พวกภิกษุชาวกรุงโกสัมพี.

ข้อว่า ปจฺฉาปิ อวิปฺปฏิสารกรํ ภวิสฺสติ มีความว่า ความหวนระลึกถึงอธิกรณ์นั้น ในภายหลัง ไม่ทำความเดือดร้อนให้เหมือนความหวนระลึกของพระมหากัสสปเถระ ผู้ทำปัญจสติกสังคีติข่มขี่สุภัททภิกษุผู้บวชเมื่อแก่, และเหมือนความหวนระลึกของท่านพระยสะผู้ทำสัตตสติกสังคีติ ข่มขี่ภิกษุหมื่นรูป เพราะอธิกรณ์มีวัตถุ ๑๐, และเหมือนความหวนระลึกของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระผู้ทำสหัสสกสังคีติ ข่มขี่ภิกษุ ๖ หมื่นรูป ไม่ทำความเดือดร้อนให้ในภายหลังฉะนั้น. ทั้งอธิกรร์ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนั้นอันภิกษุโจทแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความที่พระศาสนาเป็นของมีสิริเพียงดังดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันปราศจากโทษเครื่องเศร้าหมอง.

[ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงตรวจดูในตน]

วินิจฉัยในคำว่า อจฺฉิทฺเทน อปฺปฏิมํเสน เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-

บรรดาคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้อันบุคคลใดประหารแล้วก็ดี แพทยกรรมทั้งหลายมีการผ่าฝีเป็นต้น อันบุคคลใดทำแล้วแต่คฤหัสถ์ทั้งหลายก็ดี กายสมาจารของบุคคลนั้น เป็นช่องทะลุ เหมือนใบตาลที่ปลวกกิน และชื่อว่ามีโทษที่ควรสอดส่อง เพราะเป็นของที่จะพึงอาจเพื่อลูบคลำได้ คือเพื่อจับคร่าในที่ใดที่หนึ่งได้. กายสมาจารที่แผกกัน จึงทราบว่า ไม่มีช่องทะลุ ไม่มีโทษที่ควรสอดส่อง.

ส่วนวจีสมาจาร ย่อมเป็นช่องทะลุ และมีโทษควรสอดส่อง เพราะพูดปด พูดเสียดแทง พูดส่อเสียด และโจทอาบัติไม่มีมูลเป็นต้น. วจีสมาจารที่แผกกัน พึงทราบว่า ไม่ม่ช่องทะลุ และไม่มีโทษที่ควรสอดส่อง.

ข้อว่า เมตฺตํ นุ โข เม จิตฺตํ มีความว่า จิตของเรามีเมตตา ตัดกังวล ถึงทับแล้วด้วยความใส่ใจกัมมัฏฐานภาวนา.

บทว่า อนาฆาตํ ได้แก่ เว้นจากอาฆาต. อธิบายว่า ปราศจากอาฆาตด้วยอำนาจแห่งความข่มไว้.

ข้อว่า อิทํ ปน อาวุโส กตฺถ วุตฺตํ ภควตา มีความว่า สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วที่เมืองไหน?

[ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงตั้งในตน]

วินิจฉัยในคำว่า กาเลน วกฺขามิ เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-

ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อยังบุคคลผู้หนึ่งให้ทำโอกาสแล้วจึงโจท ชื่อว่ากล่าวโดยกาล. เมื่อโจทในท่ามกลางสงฆ์ ท่ามกลางคณะ โรงสลากข้าวต้ม โรงวิตก ทางที่เที่ยวภิกษาและโรงฉันเป็นต้นก็ดี ในขณะที่อุปัฏฐากทั้งหลายปวารณาก็ดี ชื่อว่า กล่าวโดยมิใช่กาล.

เมื่อกล่าวด้วยคำจริง ชื่อว่า กล่าวด้วยคำแท้.

เมื่อกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ แน่ะท่านผู้ใหญ่ แน่ะท่านผู้เที่ยวอยู่ในบริษัท แน่ะท่านผู้ถือบังสุกุล แน่ะท่านธรรมกถึก นี้สมควรแก่ท่าน ชื่อว่ากล่าวด้วยคำหยาบ.

แต่เมื่อกล่าวให้เป็นถ้อยคำอิงอาศัยเหตุว่า ผู้เจริญ ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้เที่ยวอยู่ในบริษัท ท่านเป็นผู้ถือบังสุกุล ท่านเป็นธรรมกถึก นี้สมควรแก่พวกท่าน ชื่อว่ากล่าวด้วยถ้อยคำไพเราะ.

เมื่อกล่าวให้เป็นถ้อยคำอิงอาศัยเหตุ ชื่อว่า กล่าวด้วยถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์.

ข้อว่า เมตฺตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโร มีความว่า เราจักเข้าไปตั้งเมตตาจิตกล่าว จักไม่เป็นผู้มีจิตประทุษร้ายกล่าว.

[ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงพิจารณาในตน]

สองบทว่า อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ พึงยังความคิดของตนให้เกิดขึ้น.

บทว่า การุญฺญตา นั้น ได้แก่ ความมีกรุณา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกรุณาและธรรมเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา ด้วยความมีกรุณานี้.

ความใฝ่หาประโยชน์ ชื่อว่า ความเป็นผู้แสวงหาประโยชน์.

ความประกอบพร้อมด้วยประโยชน์เกื้อกูลนั้น ชื่อว่า ความเป็นผู้อนุเคราะห์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเมตตาและธรรมเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา ด้วยความเป็นผู้แสวงหาประโยชน์และความเป็นผู้อนุเคราะห์แม้ทั้ง ๒.

การให้ออกเสียจากอาบัติแล้ว ให้ตั้งอยู่ในส่วนแห่งผู้หมดจด ชื่อว่าความออกจากอาบัติ.

การที่ที่ฟ้องคดีแล้วให้จำเลยให้การ อ้างเอาคำปฏิญญา ทำกรรมตามที่ปฏิญญาอย่างไร ชื่อว่า ความเป็นผู้ทำพระวินัยให้เป็นที่เคารพ.

ข้อว่า อิเม ปญฺจ ธมฺเม มีความว่า ธรรมเหล่านี้ใด ที่เรากล่าวแล้วโดยนัยมีคำว่า การุญฺญตา เป็นต้น, ภิกษุผู้โจทก์พึงพิจารณาธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ภายในตนแล้ว จึงโจทก์ผู้อื่น ฉะนี้แล.

[ว่าด้วยธรรมของจำเลย]

ข้อว่า สจฺเจ จ อกุปฺเป จ มีความว่า จำเลยพึงตั้งอยู่ในคำจริงและในความเป็นผู้ไม่โกรธ. จริงอยู่ จำเลยต้องให้การตามจริง และต้องไม่ทำอาการโกรธเคือง. อธิบายว่า ไม่พึงโกรธด้วยตนเอง ไม่พึงกระทบกระทั่งผู้อื่น.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.

ปาฏิโมกขัฏฐปนักขันธกวรรณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระเป็นต้น · เล่ม ๗