คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๗

ข้ออื่นในเล่มนี้

จุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเครื่องประดับต่างชนิดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วงเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุถูกงูกัดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุตัดองค์กำเนิดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องบาตรปุ่มไม้จันทน์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องจีวร เรื่องไม้สะดึง เรื่องโรงสะดึงจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องผ้ากรองน้ำ, มุ้งเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องที่จงกรมและเรือนไฟเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการเปลือยกายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องโพธิราชกุมารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องนางวิสาขา มิคารมารดาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องไม้เท้าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องภิกษุเรอเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ทรงห้ามสั่งสมเครื่องโลหะเครื่องสัมฤทธิ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องประคดเอวเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องไม้ชำระฟันจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผากองหญ้าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ทรงอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการให้พรจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องฉันกระเทียมจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องหม้อปัสสาวะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ประพฤติอนาจารต่างๆ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ พุทธานุญาตเครื่องโลหะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตบานประตูเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตด้ายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตไม้สำหรับแขวนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องอนาถบิณฑกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องช่างชุนเข็ญใจเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องความเคารพเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ อนาถบิณฑิกคหบดีถวายพระเชตวนารามเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่งจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ วินัยกถาจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรม เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ ให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ มีเท้าเปื้อนห้ามเหยียบเสนาสนะ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ พุทธานุญาตภัตร เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ สมมติภิกษุเป็นผู้แต่งตั้งเสนาสนะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องมหานามศากยะและอนุรุทธศากยะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องพระเทวทัตเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องอชาตสัตตุกุมารเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรีจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องวัตถุ ๕ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตหาพรรคพวกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตหาพรรคพวกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ สังฆราชีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ ผู้ทำลายสงฆ์ต้องเกิดในอบายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ เรื่องพระอาคันตุกะเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ อาวาสิกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ คมิกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ภัตตานุโมทนาจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ภัตตัคควัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ปิณฑจาริกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ อารัญญกวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ เสนาสนวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ ชันตาฆรวัตรจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุวัจจกุฎีวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอุปัชฌายเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุสัทธิวิหาริกเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอาจริยวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ มูลเหตุอันเตวาสิกวัตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ วัตตขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ วิธีงดปาติโมกข์จุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมและเป็นธรรมจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้แสดงปาติโมกข์จุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้รับอาบัติเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้ทำกรรมจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ ภิกษุแสดงอวัยวะมีกายเป็นต้นอวดภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องงดโอวาทเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ รัดสีข้าง, แต่งกาย, ทาหน้า ใช้จีวรสีครามล้วนเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พินัยกรรมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตเสนาสนะอาศัยชั่วคราวเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ อันตรายิกธรรมของภิกษุณีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ วัดเงาแดดเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องปวารณาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ งดอุโบสถเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องไปด้วยยานจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องหญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสีเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ ภิกษุณีอยู่ป่าเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องภิกษุณีไม่บอกลาสิกขา เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ นั่งขัดสมาธิ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องพระมหากัสสปเถระเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัยเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พระอานนท์วิสัชนาพระธรรมเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ เรื่องไม่บัญญัติและไม่ถอนพระบัญญัติเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ ปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ ปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ พรหมทัณฑกถา เรื่องพระเจ้าอุเทนจุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระยสกากัณฑกบุตรเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ลงอุกเขปนียกรรมจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระเรวตเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ปุจฉาวิสัชนาวัตถุ ๑๐ ประการจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสาฬหเถระปริวิตกจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอุตตรเถระจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ สงฆ์มุ่งวินิจฉัยอธิกรณ์ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีถามจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ สมมติภิกษุเป็นพวกปราจีนและปาฐาเป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระอชิตะ เป็นต้นจุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะ

ศาสนา

จุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น

อรรถกถาแปลไทย

๑๐๔ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ภิกขุนิกขันธกวรรณนา [ว่าด้วยครุธรรม ๘]

วินิจฉัยในภิกขุนิกขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห้ามว่า อย่าเลย โคตมี (บรรพชา ... ของมาตุคาม) อย่าได้ชอบใจแก่ท่านเลย, บริษัทของพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวง ย่อมมี ๔ มิใช่หรือ?

ตอบว่า บริษัทของพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวงมี ๔ ก็จริง, ถึงกระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะยังพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ลำบากแล้ว จึงทรงอนุญาตทำให้เป็นของสำคัญ (อย่างนี้) ว่า สตรีทั้งหลายจักคิดว่า บรรพชานี้ เราได้ยาก ดังนี้ แล้วจักบริบาลไว้โดยชอบ ซึ่งบรรพชาอันเราถูกวิงวอนแล้วมากครั้งจึงอนุญาต ดังนี้ จึงทรงห้ามเสีย.

กถาว่าด้วยครุธรรม ๘ ได้กล่าวไว้แล้ว ในมหาวิภังค์ แล.

บทว่า กุมฺภเถนเกหิ ได้แก่ โจรผู้ตามประทีปในหม้อแล้ว ค้นสิ่งของในเรือนของชนอื่น ด้วยแสงนั้น ลักเอาไป.

ข้อว่า เสตฏฺฐิกา นาม โรคชาติ นั้น ได้แก่ ชื่อสัตว์มีชีวิตชนิดหนึ่ง. รวงข้าวสาลีแม้พลุ่งแล้ว ไม่อาจเลี้ยงน้ำนมไว้ได้ เพราะถูกสัตว์ใดเจาะแล้ว สัตว์นั้นย่อมเจาะไส้ซึ่งยังอยู่ในปล้อง.

ข้อว่า มญฺเชฏฺฐิกา นาม โรคชาติ นั้น ได้แก่ การที่อ้อยเป็นโรคไส้แดง.

ก็แล ด้วยคำว่า มหโต ตฬากสฺส ปฏิกจฺเจว ปาลึ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า เมื่อขอบแห่งสระใหญ่แม้ไม่ได้ก่อแล้ว น้ำน้อยหนึ่งพึงขังอยู่ได้, แต่เมื่อได้ก่อขอบไว้เสียก่อนแล้ว น้ำใดไม่พึงขังอยู่ เพราะเหตุที่มิได้ก่อขอบไว้, น้ำแม้นั้นพึงขังอยู่ได้ เมื่อได้ก่อขอบแล้ว ข้อนี้ฉันใด ;

ครุธรรมเหล่านี้ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรีบบัญญัติเสียก่อน เพื่อกันความละเมิด ในเมื่อยังไม่เกิดเรื่อง, เมื่อครุธรรมเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้มิได้ทรงบัญญัติ พระสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ห้าร้อยปี เพราะเหตุที่มาตุคามบวช, แต่เพราะเหตุที่ทรงบัญญัติครุธรรมเหล่านั้นไว้ก่อน พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้อีกห้าร้อยปี ข้อนี้ก็ฉันนั้นแล จึงรวมความว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดพันปีที่ตรัสทีแรกนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้.

แต่คำว่า พันปี นั้น พระองค์ตรัสด้วยอำนาจพระขีณาสพผู้ถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทาเท่านั้น. แต่เมื่อจะตั้งอยู่ยิ่งกว่าพันปีนั้นบ้าง จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพสุกขวิปัสสกะ, จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระอนาคามี, จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระสกทาคามี, จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจพระโสดาบัน, รวมความว่า พระปฏิเวธสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดห้าพันปี ด้วยประการฉะนี้.

ฝ่ายพระปริยัติธรรม จักตั้งอยู่เช่นนั้นเหมือนกัน. เมื่อปริยัติไม่มี ปฏิเวธจะมีไม่ได้เลย, เมื่อปริยัติมี ปฏิเวธจะไม่มี ก็ไม่ได้. แต่เมื่อปริยัติ แม้เสื่อมสูญไปแล้ว เพศจะเป็นไปตลอดกาลนานฉะนี้แล.

____________________________

มหาวิภงฺค. ทุติย. ๒๗๐. ๒. องฺกุร.

[ว่าด้วยอุปสัมปทาแห่งภิกษุณีเป็นต้น]

ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทนางสากิยานีห้าร้อย ทำให้เป็นสัทธิวิหารรินีของพระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยพระอนุญาตนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทนางภิกษุณี. นางสากิยานีแม้ทั้งปวงเหล่านั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่า อุปสมบทแล้วพร้อมกัน ด้วยประการฉะนี้.

พระนางโคตมีบรรลุพระอรหัตด้วยพระโอวาทนี้ว่า เย โข ตฺวํ โคตมิ (เป็นอาทิ).

ข้อว่า กมฺมํ น กริยติ มีความว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ทำกรรมทั้ง ๗ อย่าง มีตัชชนียกรรมเป็นอาทิ.

บทว่า ขมาเปนฺติ มีความว่า ภิกษุเหล่านี้ ย่อมขอโทษว่า เราทั้งหลายจักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้อีก.

วินิจฉัยในคำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ อาโรเปตฺวา ภิกฺขุนีนํ นิยฺยาเทตุํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

อันภิกษุทั้งหลายพึงยกขึ้นอย่างนี้ว่า บรรดากรรมมีตัชชนียกรรมเป็นต้น กรรมชื่อนี้ พึงทำแก่ภิกษุณีนั่น แล้วพึงมอบหมายว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายนั่นแลจงทำกรรมนั้น.

ก็ถ้าว่า ภิกษุณีทั้งหลายทำกรรมอื่น ในเมื่อกรรมอื่น อันภิกษุยกขึ้นแล้ว เธอทั้งหลาย ย่อมถึงความเป็นผู้อันสงฆ์ควรปรับโทษตามนัยที่กล่าวแล้วในบาลีนี้ว่า ทำนิยสกรรม แก่บุคคลผู้ควรแก่ตัชชนียกรรม ทีเดียว.

[ว่าด้วยอวันทิยกรณ์เป็นต้น]

วินิจฉัยในคำว่า กทฺทโมทเกน นี้ พึงทราบดังนี้ :-

เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้รดด้วยน้ำโคลนอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ เมื่อรดแม้ด้วยน้ำใส น้ำยอมและตมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน.

ข้อว่า อวนฺทิโย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุนิสงฺเฆน กาตพฺโพ มีความว่า ภิกษุณีสงฆ์พึงประชุมกันในสำนักภิกษุณี สวดประกาศ ๓ ครั้งอย่างนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้าชื่อโน้น แสดงอาการไม่น่าเลื่อมใสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย การทำพระผู้เป็นเจ้านั้น ให้เป็นผู้อันภิกษุณีไม่พึงไหว้ ย่อมชอบใจแก่สงฆ์ ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้อันภิกษุณีทั้งหลายกระทำให้เป็นผู้อันตนไม่ควรไหว้ ด้วยสวดประกาศเพียงเท่านี้. จำเดิมแต่นั้น ภิกษุนั้น อันภิกษุณีแม้เห็นแล้วไม่พึงไหว้อย่างที่เห็นสามเณรแล้วไม่ไหว้ฉะนั้น.

อันภิกษุนั้น เมื่อจะประพฤติชอบ ไม่พึงไปสู่สำนักภิกษุณี พึงเข้าไปหาสงฆ์หรือบุคคลผู้หนึ่ง ในสำนักนั่นแล นั่งกระโหน่งประนมมือ ขอขมาโทษว่า ขอภิกษุณีสงฆ์จงอดโทษแก่ข้าพเจ้า. ภิกษุนั้นพึงไปสู่สำนักภิกษุณี กล่าวว่า ภิกษุนั้นขอโทษพวกท่าน. จำเดิมแต่นั้น ภิกษุณีทั้งหลายพึงไหว้ภิกษุนั้น. ความสังเขปในภิกขุนิกขันธกะนี้ เท่านี้ แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวความพิสดาร ในกัมมวิภังค์.

บทว่า โอภาเสนฺติ มีความว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ย่อมชักชวนภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยอสัทธรรม.

หลายบทว่า ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ สมฺปโยเชนฺติ มีความว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ช่วยชักจูงบุรุษกับภิกษุณีด้วยอสัทธรรม. การทำให้เป็นผู้อันภิกษุณีทั้งหลายไม่พึงไหว้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า อาวรณํ ได้แก่ การกีดกัน มีการห้ามมิให้เข้าในสำนักเป็นต้น.

บทว่า น อาทิยนฺติ มีความว่า ภิกษุณีพวกฉัพพัคคีย์ ไม่ยอมรับเองโดยชอบ.

วินิจฉัยในคำว่า โอวาทํ ฐเปตุํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

โอวาทอันภิกษุไม่พึงไปงดที่สำนักภิกษุณี แต่พึงบอกภิกษุณีทั้งหลายผู้มาเพื่อประโยชน์แก่โอวาทว่า ภิกษุณีชื่อโน้น มีอาบัติติดตัว เรางดโอวาทแก่ภิกษุณีนั้น เธอทั้งหลายอย่าทำอุโบสถกับภิกษุณีนั้น. ทัณฑกรรมแม้ในการเปิดกายเป็น มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน.

คำว่า น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา โอวาโท น คนฺตพฺโพ เป็นอาทิข้าพเจ้าได้กล่าวเสร็จแล้วในวรรณนาแห่งภิกขุนีวิภังค์.

[ว่าด้วยการแต่งตัวเป็นต้น]

ข้อว่า ผาสุเก นเมนฺติ มีความว่า ภิกษุณีทั้งหลายใช้ประคดดอก คาดซี่โครง เพื่อประโยชน์ที่จะดัด อย่างหญิงคฤหัสถ์เพิ่งรุ่นสาว คาดด้วยผ้าคาดนมฉะนั้น.

บทว่า เอกปริยายกตํ ได้แก่ ประคดที่คาดได้รอบเดียว.

สองบทว่า วิลิเวน ปฏฺเฏฺน ได้แก่ ผ้าแถบที่ทอด้วยดอกไม้ไผ่อย่างละเอียด.

บทว่า ทุสฺสปฏฺเฏน ได้แก่ ผ้าแถบขาว.

บทว่า ทุสฺสเวณิยา ได้แก่ ช้องที่ทำด้วยผ้า.

บทว่า ทุสฺสวฏฺฏิยา ได้แก่ เกลียวที่ทำด้วยผ้า.

ในผ้าแถบเล็กเป็นต้น ผ้ากาสาวะผืนเล็ก พึงทราบว่า ชื่อว่าผ้าแถบเล็ก.

บทว่า อฏฺฐิลฺเลน ได้แก่ กระดูกแข้งแห่งโค. บั้นสะเอวเรียกตะโพก.

สองบทว่า หตฺถํ โกฏฺฏาเปนฺติ ได้แก่ ให้ทุบปลายแขนแต่งให้งามด้วยขนนกยูงเป็นต้น.

บทว่า หตฺถโกจฺฉํ ได้แก่ หลังมือ.

บทว่า ปาทํ ได้แก่ แข้ง.

บทว่า ปาทโกจฺฉํ ได้แก่ หลังเท้า. การไล้หน้าเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

สองบทว่า อวงฺคํ กโรนฺติ มีความว่า ภิกษุณีพวกฉัพพัคคีย์เขียนลวดลายหันหน้าลงล่างที่หางตา ด้วยไม้ป้ายยาตา.

บทว่า วิเสสกํ มีความว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ทำรูปสัตว์แปลกๆ มีทรวดทรงงดงาม ที่แก้ม.

บทว่า โอโลกนเกน มีความว่า เปิดหน้าต่างแลดูถนน.

สองบทว่า สาโลเก ติฏฺฐนฺติ มีความว่า เปิดประตู ยืนเยี่ยมอยู่ครึ่งตัว.

บทว่า สนจฺจํ มีความว่า ให้ทำการมหรสพด้วยนักระบำ.

สองบทว่า เวสึ วุฏฺฐเปนฺติ มีความว่า ได้ตั้งหญิงนครโสเภณี.

สองบทว่า ปานาคารํ ฐเปนฺติ มีความว่า ย่อมขายสุรา.

สองบทว่า สูนํ ฐเปนฺติ มีความว่า ย่อมขายเนื้อ.

บทว่า อาปณํ มีความว่า ย่อมออกร้านสินค้าต่างๆ หลายอย่าง.

สองบทว่า ทาสํ อุปฏฺฐาเปนฺติ มีความว่า ย่อมรับทาสแล้วยังทาสนั้นให้ทำการรับใช้สองของตน. แม้ในทาสีเป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกัน.

สองบทว่า หริตกปตฺติกํ ปกีณนฺติ มีความว่า ย่อมขายของสดและของแห้ง. มีคำอธิบายว่า ย่อมออกร้านขายของเบ็ดเตล็ด.

กถาว่าด้วยจีวรเขียวทั้งปวงเป็นต้น ได้กล่าวแล้วแล.

[ว่าด้วยการปลงบริขาร]

ในข้อว่า ภิกฺขุนี เจ ภิกฺขเว กาลํ กโรนฺติ เป็นอาทิ มีวินิจฉัยนอกพระบาลี ดังต่อไปนี้ :-

ก็ถ้าว่า ในสหธรรมิกทั้ง ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะทำกาลกิริยาจึงสั่งว่า โดยสมัยที่ขาพเจ้าล่วงไป บริขารของข้าพเจ้าจงเป็นของพระอุปัชฌายํ หรือว่า จงเป็นของพระอาจารย์ หรือว่า จงเป็นของสัทธิวิหาริก หรือว่า จงเป็นของอันเตวาสิก หรือว่า จงเป็นของมารดา หรือว่า จงเป็นของบิดา หรือว่า จงเป็นของใครๆ อื่น บริขารของผู้นั้น ไม่เป็นของชนเหล่านั้นคงเป็นของสงฆ์เท่านั้น เพราะว่าการให้โดยกาลที่ล่วงไป (แห่งตน) ของสหธรรมิกทั้ง ๕ ย่อมใช้ไม่ได้ ของพวกคฤหัสถ์ ใช้ได้.

ภิกษุทำลายกิริยาในสำนักของภิกษุณี บริขารของเธอ ย่อมเป็นของภิกษุทั้งหลายเท่านั้น. ภิกษุณีทำกาลกิริยาในสำนักของภิกษุบริขารของเธอ ย่อมเป็นของภิกษุณีทั้งหลายเท่านั้น.

บทว่า ปุราณมลฺลี มีความว่า เป็นภริยาของนักมวย ในกาลก่อน คือในครั้งเป็นคฤหัสถ์.

บทว่า ปุริสพฺญฺชนํ มีความว่า นิมิตของบุรุษ จะเป็นอวัยวะที่ปกปิดก็ตาม มิได้ปกปิดก็ตาม คือจะเป็นของที่สิ่งไรๆ กำบังก็ตาม มิได้กำบังก็ตาม. ถ้าภิกษุณีเพ่งดูความคิดให้เกิดขึ้นว่า นิมิตของบุรุษอยู่ที่นี่ ต้องทุกกฏ.

[ว่าด้วยอามิสที่เขาถวายเฉพาะตน]

อามิสใดที่เขาบอกถวายว่า ท่านจงบริโภคเอง อามิสนั้นชื่อว่าของที่เขาถวาย เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคเฉพาะตน เมื่อภิกษุให้อามิสนั้นแก่ผู้อื่น เป็นทุกกฏ. แต่ถือเอาส่วนดีเสียก่อนแล้วจึงให้ควรอยู่.

ถ้าว่า อามิสนั้นไม่เป็นที่สบาย จะสละเสียทั้งหมด ก็ควร. จะบริโภคจีวรเสียวันหนึ่ง หรือ ๒ วันแล้วจึงให้ ก็ควร. แม้ในบาตรเป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกัน.

[ว่าด้วยฐานะแห่งของที่รับประเคน]

ข้อว่า ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ ปฏิคฺคหาเปตฺวา มีความว่า อามิสที่ภิกษุรับประเคนเก็บไว้เมื่อวันวาน เมื่ออนุปสัมบันอื่นไม่มีในวันนี้ภิกษุณีทั้งหลาย พึงให้ภิกษุรับประเคนแล้วฉัน. เพราะว่า อามิสที่ภิกษุรับประเคนแล้ว ย่อมตั้งอยู่ ในฐานะแห่งอามิสที่ยังมิได้รับประเคน สำหรับภิกษุณี. แม้สำหรับภิกษุ ก็มีนัยเหมือนในภิกษุณีนั่นแล.

[ว่าด้วยการนั่ง]

สองบทว่า อาสนํ สงฺคายนฺติโย มีความว่า ภิกษุณีทั้งหลายเมื่อยังกันและกันให้ถือเอาที่นั่ง.

สองบทว่า กาลํ วีตินาเมสุํ ความว่า มัวให้รูปหนึ่งลุกขึ้น ให้อีกรูปหนึ่งนั่งอยู่ ได้ยังเวลาฉันให้ล่วงเลยไปเสีย.

วินิจฉัยในคำว่า อฏฺฐนฺนํ ภิกฺขุนีนํ ยถาวุฑฺฒํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

หากว่า ภิกษุณี ๘ รูปนั่งในที่ใกล้ ภิกษุณีอื่นที่เป็นไปภายในแห่งภิกษุณีเหล่านั้นมา. เธอย่อมได้เพื่อยังภิกษุณีผู้อ่อนกว่าตนให้ลุกขึ้นแล้วนั่งแทน.

ฝ่ายภิกษุณีใด เป็นผู้อ่อนกว่าภิกษุณีทั้ง ๘ รูป ภิกษุณีนั้นแม้หากจะมีพรรษา ๖๐ ย่อมได้เพื่อนั่งตามลำดับแห่งผู้มาเท่านั้น.

ข้อว่า อญฺญตฺถ ยถาวุฑฺฒํ น ปฏิพาหิตพฺพํ มีความว่า ในที่แจกปัจจัย ๔ แห่งอื่น นอกจากโรงเลี้ยง ใครจะห้ามภิกษุแก่ว่า เรามาก่อนแล้วถือเอาสิ่งไรๆ ไม่ได้. การถือเอาตามลำดับผู้แก่นั่นแลจึงควร.

กถาว่าด้วยปวารณา ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วแล.

ยานทุกชนิด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ด้วยคำว่า อิตฺถียุตฺตํ เป็นอาทิ.

บทว่า ปาฏงฺกึ ได้แก่ เปลผ้า.

[ว่าด้วยการอุปสมบทด้วยทูต]

การอุปสมบทด้วยทูต ย่อมควร เพราะอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอันตราย ๑๐ อย่าง. ในเวลาจบกรรมวาจา ภิกษุณีนั้นจะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม ตื่นอยู่หรือหลับอยู่ก็ตาม ในสำนักภิกษุณี, เธอย่อมเป็นผู้อุปสมบทแล้ว แท้. ในทันทีนั้น ภิกษุสงฆ์พึงบอกส่วนแห่งวันมีคำว่า เงา เป็นต้น แก่ภิกษุณีทูตผู้มาแล้ว.

[ว่าด้วยโรงเก็บของเป็นต้น]

บทว่า อุทฺโทสิโต ได้แก่ โรงเก็บของ.

บทว่า น สมฺมติ ได้แก่ ไม่พอ.

บทว่า อุปสฺสยํ ได้แก่ เรือน.

บทว่า นวกมฺมํ มีความว่า เราอนุญาตให้ภิกษุณีทำการสร้างใหม่ เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์.

สองบทว่า ตสฺสา ปพฺพชิตาย ได้แก่ ในเวลาที่หญิงนั้นบวชแล้ว.

หลายบทว่า ยาว โส ทารโก วิญญุตํ ปาปุณาติ มีความว่า (เราอนุญาตให้เลี้ยงดู) จนกว่าทารกนั้นจะสามารถขบเคี้ยวบริโภคและอาบได้ ตามธรรมดาของตน.

สองบทว่า ฐเปตฺวา สาคารํ ได้แก่ เว้นเพียงห้องเรือนที่เป็นสหไสย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ภิกษุณีผู้เป็นเพื่อน พึงปฏิบัติในทารกนั้น เหมือนที่ปฏิบัติในบุรุษอื่น. ภิกษุณีเป็นผู้เป็นมารดา ย่อมได้เพื่อยังทารกนั้นให้อาบ ให้ดื่ม และให้บริโภค เพื่อแต่งตัวทารกและให้เพื่อนอนกกทารกนั้นไว้ที่อก.

[ว่าด้วยลาสิกขาเป็นต้น]

ด้วยคำว่า ยเทว สา วิพฺภนฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เพราะภิกษุณีนั้น สึกแล้วนุ่งผ้าขาว ด้วยความยินดีพอใจของตน ฉะนั้นแล เธอจึงมิใช่ภิกษุณี. เธอมิใช่ภิกษุณี เพราะการลาสิกขาหามิได้. เธอย่อมไม่ได้อุปสมบทอีก.

ข้อว่า สา อาคตา น อุปสมฺปาเทตพฺพา มีความว่า ก็ภิกษุณีนั้น อันสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบทอย่างเดียวเท่านั้น หามิได้, เธอย่อมไม่ได้แม้ซึ่งบรรพชา. ฝ่ายนางผู้นุ่งขาวสึกไป ย่อมได้เพียงบรรพชา.

[ว่าด้วยยินดีการอภิวาทเป็นต้น]

ในบทว่า อภิวาทนํ เป็นอาทิ มีความว่า บุรุษทั้งหลาย เมื่อจะนวดเท้า ย่อมไหว้ ย่อมปลงผม, ย่อมตัดเล็บ, ย่อมทำการรักษาแผล, ภิกษุณีทั้งหลายรังเกียจการนั้นทั้งหมด จึงไม่ยินดี.

ในคำว่า อภิวาทนํ เป็นต้นนั้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ถ้าว่า เป็นผู้อันราคะครอบงำแล้ว เป็นผู้มีความกำหนัดกล้า ข้างภิกษุณีฝ่ายเดียวหรือ ทั้ง ๒ ข้าง, เป็นอาบัติตามวัตถุแท้.

พระอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในการไหว้เป็นต้นนี้ ไม่มีอาบัติ. พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายแสดงอาจริยวาทอย่างนี้ กล่าวไว้ในอรรถกถาว่า การไหว้เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจำเพาะแก่ภิกษุณีทั้งหลาย จึงสมควร. คำแห่งอรรถกถานั้น เป็นประมาณ. เพราะว่าการที่บุรุษทั้งหลายไหว้เป็นต้น เป็นกิจสมควร โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณียินดี ดังนี้แล.

สองบทว่า ปลฺลงฺเกน นิสีทนฺติ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิ.

บทว่า อฑฺฒปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิทบเท้าข้างเดียว.

วินิจฉัยในคำว่า เหฏฺฐาวิวเฏ อุปริปฏิจฺฉนฺเน นี้ พึงทราบดังนี้ :-

ถ้าว่า เป็นหลุมที่เขาขุด และเพียงแต่ไม่เรียบข้างบนเท่านั้น ปรากฏในทิศทั้งปวง, จะถ่ายอุจจาระในหลุมแม้เห็นปานนั้น ก็ควร.

สองบทว่า กุกฺกุสํ มตฺติกํ ได้แก่ รำและดินเหนียว.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.

ภิกขุนิกขันธกวรรณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร