๘. สัลเลขสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๘. สัลเลขสูตร ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส
สลฺเลขสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม ของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมหาจุนทะออกจากที่พักผ่อน แล้วเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะนั่งเรียบร้อย แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิเหล่านี้มีประการต่างๆ ประกอบด้วยการกล่าวปรารภอัตตาบ้าง ประกอบด้วยการกล่าวปรารภโลกบ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก เมื่อภิกษุมนสิการธรรมเบื้องต้นเท่านั้นหรือ การละทิฏฐิเหล่านั้น การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมจะ มีได้ด้วยอุบายอย่างนี้หรือ พระเจ้าข้า
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา มหาจุนฺโท สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาจุนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ ยา อิมา ภนฺเต อเนกวิหิตา ทิฏฺฐิโย โลเก อุปฺปชฺชนฺติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา วา โลกวาทปฏิสํยุตฺตา วา อาทิเมว นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุโน มนสิกโรโต เอวเมตาสํ ทิฏฺฐีนํ ปหานํ โหติ เอวเมตาสํ ทิฏฺฐีนํ ปฏินิสฺสคฺโค โหตีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนทะ ทิฏฐิเหล่านี้มีหลายประการ ประกอบด้วย การกล่าวปรารภอัตตาบ้าง ประกอบด้วยการกล่าวปรารภโลกบ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก ก็ทิฏฐิ เหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ใด และท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์ใด เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นอารมณ์นั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่นั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ การละทิฏฐิเหล่านั้น การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมี ได้ด้วยอุบายอย่างนี้. รูปฌาน ๔
ยา อิมา จุนฺท อเนกวิหิตา ทิฏฺฐิโย โลเก อุปฺปชฺชนฺติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา วา โลกวาทปฏิสํยุตฺตา วา ยตฺถ เจตา ทิฏฺฐิโย อุปฺปชฺชนฺติ ยตฺถ จ อนุเสนฺติ ยตฺถ จ สมุทาจรนฺติ ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต เอวเมตาสํ ทิฏฺฐีนํ ปหานํ โหติ เอวเมตาสํ ทิฏฺฐีนํ ปฏินิสฺสคฺโค โหติ ฯ
ดูกรจุนทะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่ วิเวกอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือปฐมฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือทุติยฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงมีอุเบกขา มีสติ- *สัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญ ว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อม อยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือตติยฌานนี้เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรม เครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ ใน วินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็น เหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือจตุตถฌานนี้เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ
ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารา เอเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๒.๑} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารา เอเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๒.๒} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหเรยฺย สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทยฺย ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารา เอเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๒.๓} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารา เอเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ
ดูกรจุนทะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุดเพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับ ปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคืออากาสานัญจายตนฌานนี้ เรา ไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบ ระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากาสานัญจาย- *ตนฌานเสียโดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน อยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่- *ธรรมคือวิญญาณัญจายตนฌานนี้เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงวิญญาณัญจาย- *ตนฌานโดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่ง พึงบรรลุอากิญจัญญายตน ฌานอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคืออากิญจัญญายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แลที่ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากิญจัญญาย- *ตนฌานเสียโดยประการทั้งปวง แล้วพึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้นพึงมีความคิด อย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือเนวสัญญานาสัญญาย- *ตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรม เครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา
ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ อยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ สนฺตา เอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๓.๑} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ สนฺตา เอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๓.๒} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ สนฺตา เอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ {๑๐๓.๓} ฐานํ โข ปเนตํ จุนฺท วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามีติ น โข ปเนเต จุนฺท อริยสฺส วินเย สลฺเลขา วุจฺจนฺติ สนฺตา เอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ
ดูกรจุนทะ เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลากิเลสในข้อเหล่านี้แล คือ เธอ ทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ในข้อนี้เราทั้งหลายจักเป็น ผู้ไม่เบียดเบียนกัน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการฆ่าสัตว์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลักทรัพย์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการลักทรัพย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเสพเมถุนธรรม ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักประพฤติพรหมจรรย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวเท็จ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงด เว้นจากการกล่าวเท็จ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวส่อเสียด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวส่อเสียด. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำหยาบ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวคำหยาบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำเพ้อเจ้อ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวเพ้อเจ้อ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมักเพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่น ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่เพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่น. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีจิตพยาบาท ในข้อนี้ เราทั้งหลายจัก ไม่มีจิตพยาบาท. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความเห็นผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีความเห็นชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความดำริผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีความดำริชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวาจาผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี วาจาชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีการงานผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีการงานชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีอาชีพผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี อาชีพชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความเพียรผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีความเพียรชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีสติผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี สติชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีสมาธิผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี สมาธิชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีญาณผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี ญาณชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวิมุติผิด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี วิมุติชอบ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักถูกถีนมิทธะกลุ้มรุม ในข้อนี้ เราทั้ง- *หลายจักปราศจากถีนมิทธะ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีวิจิกิจฉา ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักข้าม พ้นจากวิจิกิจฉา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความโกรธ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความโกรธ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักผูกโกรธไว้ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจัก ไม่ผูกโกรธไว้. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักลบหลู่คุณท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ลบหลู่คุณท่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักยกตนเทียมท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ยกตนเทียมท่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความริษยา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความริษยา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีความตระหนี่ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความตระหนี่. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักโอ้อวด ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่ โอ้อวด. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีมารยา ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่ มีมารยา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักดื้อด้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่ ดื้อด้าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักดูหมิ่นท่าน ในข้อนี้เราทั้งหลายจักไม่ ดูหมิ่นท่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ว่ายาก ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ว่าง่าย. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักมีมิตรชั่ว ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักมี กัลยาณมิตร. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นคนประมาท ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนไม่ประมาท. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นคนไม่มีศรัทธา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนมีศรัทธา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักไม่มีหิริ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็น ผู้มีหิริในใจ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักไม่มีโอตตัปปะ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีโอตตัปปะ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้มีสุตะน้อย ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีสุตะมาก. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นคนเกียจคร้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ปรารภความเพียร. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้มีสติหลงลืม ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีสติดำรงมั่น. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นคนมีปัญญาทราม ในข้อนี้ เราทั้ง- *หลายจักเป็นคนถึงพร้อมด้วยปัญญา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นคนลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถืออย่าง- *มั่นคง และสละคืนได้โดยยาก ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่เป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือ อย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยง่าย.
อิธ โข ปน โว จุนฺท สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร วิหึสกา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อวิหึสกา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ปาณาติปาตี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อทินฺนาทายี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อพฺรหฺมจารี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ พฺรหฺมจารี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ {๑๐๔.๑} ปเร มุสาวาที ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ มุสาวาทา ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ปิสุณวาจา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ผรุสวาจา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร สมฺผปฺปลาปี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ {๑๐๔.๒} ปเร อภิชฺฌาลู ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อนภิชฺฌาลู ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร พฺยาปนฺนจิตฺตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อพฺยาปนฺนจิตฺตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาทิฏฺฐิกา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาทิฏฺฐิกา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาสงฺกปฺปา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาสงฺกปฺปา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาวาจา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาวาจา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉากมฺมนฺตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมากมฺมนฺตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาอาชีวา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาอาชีวา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาวายามา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาวายามา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ {๑๐๔.๓} ปเร มิจฺฉาสตี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาสตี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาสมาธี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาสมาธี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาญาณี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาญาณี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มิจฺฉาวิมุตฺตี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สมฺมาวิมุตฺตี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ {๑๐๔.๔} ปเร ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ วิคตถีนมิทฺธา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อุทฺธตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อนุทฺธตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร เวจิกิจฺฉี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ติณฺณวิจิกิจฺฉา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร โกธนา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อกฺโกธนา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อุปนาหี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อนุปนาหี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มกฺขี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อมกฺขี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ปฬาสี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อปฬาสี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อิสฺสุกี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อนิสฺสุกี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มจฺฉรี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อมจฺฉรี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร สฐา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อสฐา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มายาวี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อมายาวี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ถทฺธา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อถทฺธา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อติมานี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อนติมานี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ {๑๐๔.๕} ปเร ทุพฺพจา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สุวจา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ปาปมิตฺตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ กลฺยาณมิตฺตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ปมตฺตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อปฺปมตฺตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อสทฺธา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ สทฺธา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อหิริกา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ หิริมนา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อโนตฺตปฺปี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ โอตฺตปฺปี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร อปฺปสุตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ พหุสฺสุตา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร กุสีตา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อารทฺธวิริยา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร มุฏฺฐสฺสตี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อุปฏฺฐิตสตี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร ทุปฺปญฺญา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ปญฺญาสมฺปนฺนา ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ ปเร สนฺทิฏฺฐิปรามาสิอาธานคาหิทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อสนฺทิฏฺฐิปรามาสิอนาธานคาหิสุปฏินิสฺสคฺคี ภวิสฺสามาติ สลฺเลโข กรณีโย ฯ
ดูกรจุนทะ เราย่อมกล่าวแม้จิตตุปบาทว่า มีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็จะต้องกล่าวไปไยในการจัดทำให้สำเร็จ ด้วยกาย ด้วยวาจาเล่า เพราะเหตุนั้นแหละ จุนทะ ในข้อนี้ เธอทั้งหลายพึงให้จิตเกิดขึ้นว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกัน. ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยยาก ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยง่าย ว่าด้วยทางหลีกเลี่ยงคนชั่ว
จิตฺตุปฺปาทมฺปิ โข อหํ จุนฺท กุสเลสุ ธมฺเมสุ พหุการํ วทามิ โก ปน วาโท กาเยน วาจาย อนุวิธิยนาสุ ฯ ตสฺมาติห จุนฺท ปเร วิหึสกา ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อวิหึสกา ภวิสฺสามาติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ ปเร ปาณาติปาตี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา ภวิสฺสามาติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯเปฯ ปเร สนฺทิฏฺฐิปรามาสิอาธานคาหิทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ อสนฺทิฏฺฐิปรามาสิอนาธานคาหิสุปฏินิสฺสคฺคี ภวิสฺสามาติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตพฺพํ ฯ
ดูกรจุนทะ เปรียบเหมือนทางที่ไม่เรียบ ก็พึงมีทางเส้นอื่นที่เรียบ สำหรับ หลีกทางที่ไม่ราบเรียบนั้น อนึ่ง เปรียบเหมือนท่าที่ไม่ราบเรียบ ก็พึงมีท่าอื่นที่ราบเรียบ สำหรับ หลีกท่าที่ไม่ราบเรียบนั้น ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้- *เบียดเบียน การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ฆ่าสัตว์. การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ลักทรัพย์. การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เสพเมถุน. การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูดเท็จ. การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้กล่าวส่อเสียด. การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ. การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ. ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง. ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีจิตพยาบาท. ความเห็นชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความเห็นผิด. ความดำริชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความดำริผิด. การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีวาจาผิด. การงานชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีการงานผิด. การเลี้ยงชีพชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีอาชีพผิด. ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความเพียรผิด. ความระลึกชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความระลึกผิด. ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ตั้งใจมั่นผิด. ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความรู้ผิด. วิมุตติชอบ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีวิมุตติผิด. ความเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลถูกถีนมิทธะครอบงำ. ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน. ความเป็นผู้ข้ามพ้นจากความสงสัย เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความสงสัย. ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักโกรธ. ความไม่เข้าไปผูกโกรธ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เข้าไปผูกโกรธ. ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักลบหลู่คุณท่าน. ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักยกตนเทียมท่าน. ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ริษยา. ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ตระหนี่. ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้โอ้อวด. ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมารยา. ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดื้อด้าน. ความไม่ดูหมิ่นท่าน เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดูหมิ่นท่าน. ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ว่ายาก. ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมิตรชั่ว. ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ประมาท. ความเชื่อ เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา. ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีความละอายต่อบาป. ความสะดุ้งกลัวต่อบาป เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป. ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีการสดับน้อย. การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เกียจคร้าน. ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีสติหลงลืม. ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีปัญญาทราม. ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือมั่นคง และบุคคลอื่นให้สละคืนได้โดยง่าย เป็น ทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถือมั่นคง และบุคคลอื่นให้สละคืนได้โดยยาก.
เสยฺยถาปิ จุนฺท วิสโม มคฺโค ตสฺสาสฺส อญฺโญ สโม มคฺโค ปริกฺกมนาย เสยฺยถาปิ ปน จุนฺท วิสมํ ติตฺถํ ตสฺสาสฺส อญฺญํ สมํ ติตฺถํ ปริกฺกมนาย เอวเมว โข จุนฺท วิหึสกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อวิหึสา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ปาณาติปาติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปาณาติปาตา เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อทินฺนาทายิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อทินฺนาทานา เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อพฺรหฺมจาริสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส พฺรหฺมจริยํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มุสาวาทิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส มุสาวาทา เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ปิสุณวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปิสุณาย วาจาย เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ผรุสวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ผรุสาย วาจาย เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ สมฺผปฺปลาปิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺผปฺปลาปา เวรมณี โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อภิชฺฌาลุสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนภิชฺฌา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อพฺยาปาโท โหติ ปริกฺกมนาย ฯ {๑๐๖.๑} มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวาจา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมากมฺมนฺโต โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาอาชีวสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาอาชีโว โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาวายามสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวายาโม โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาสติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสติ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาสมาธิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสมาธิ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาญาณิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาญาณํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มิจฺฉาวิมุตฺติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวิมุตฺติ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ {๑๐๖.๒} ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส วิคตถีนมิทฺธตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อุทฺธตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนุทฺธจฺจํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ เวจิกิจฺฉิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ติณฺณวิจิกิจฺฉตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ โกธนสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อกฺโกโธ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อุปนาหิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนุปนาโห โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มกฺขิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อมกฺโข โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ปฬาสิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อปฬาโส โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อิสฺสุกิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนิสฺสา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มจฺฉริสฺส ปริสปุคฺคลสฺส อมจฺฉริยํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ สฐสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อสาเฐยฺยํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มายาวิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อมายา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ {๑๐๖.๓} ถทฺธสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อถทฺธิยํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อติมานิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนติมาโน โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ทุพฺพจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส โสวจสฺสตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ปาปมิตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส กลฺยาณมิตฺตตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ปมตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อปฺปมาโท โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อสทฺธสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สทฺธา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อหิริกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หิริ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อโนตฺตาปิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส โอตฺตปฺปํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ อปฺปสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส พาหุสจฺจํ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ กุสีตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส วิริยารมฺโภ โหติ ปริกฺกมนาย ฯ มุฏฺฐสฺสติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อุปฏฺฐิตสติตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ ทุปฺปญฺญสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปญฺญาสมฺปทา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ สนฺทิฏฺฐิปรามาสิอาธานคาหิทุปฺปฏินิสฺสคฺคิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อสนฺทิฏฺฐิปรามาสิอนาธานคาหิสุปฏินิสฺสคฺคิตา โหติ ปริกฺกมนาย ฯ
ดูกรจุนทะ เปรียบเหมือนอกุศลธรรมทั้งมวล เป็นเหตุให้ถึงความเป็นเบื้องล่าง กุศลธรรมทั้งมวล เป็นเหตุให้ถึงความเป็นเบื้องบน ฉันใด ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อม เป็นธรรมสำหรับความเป็นเบื้องบนของบุคคลผู้เบียดเบียน. การงดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมเป็นธรรมสำหรับความเป็นเบื้องบนของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์ การงดเว้นจากอทินนาทาน ย่อมเป็นธรรมสำหรับความเป็นเบื้องบนของบุคคลผู้ ลักทรัพย์ ฯลฯ ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือมั่นคง และสละคืนได้โดยง่ายเป็นทางสำหรับ ความเบื้องบนของบุคคลผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถือมั่นคง และสละคืนได้โดยยาก ว่าด้วยอุบายบรรลุนิพพาน
เสยฺยถาปิ จุนฺท เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโธภาวงฺคมนียา เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อุปริภาวงฺคมนียา เอวเมว โข จุนฺท วิหึสกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อวิหึสา โหติ อุปริภาวาย ฯ ปาณาติปาติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปาณาติปาตา เวรมณี โหติ อุปริภาวาย ฯ อทินฺนาทายิสฺส ฯเปฯ สนฺทิฏฺฐิปรามาสิอาธานคาหิทุปฺปฏินิสฺสคฺคิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อสนฺทิฏฺฐิปรามาสิอนาธานคาหิสุปฏินิสฺสคฺคิตา โหติ อุปริภาวาย ฯ
ดูกรจุนทะ ผู้ที่ตนเองจมอยู่ในเปือกตมอันลึกแล้ว จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จม อยู่ในเปือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้. ผู้ที่ตนเองไม่จมอยู่ในเปือกตมอันลึก จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่นที่จมอยู่ในเปลือกตมอันลึก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ผู้ที่ไม่ฝึกตน ไม่แนะนำตน ไม่ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ ผู้อื่นดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้. ผู้ที่ฝึกตน แนะนำตน ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่น ดับสนิท ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด. ดูกรจุนทะ ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อมเป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้- *เบียดเบียน. การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์. การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ลักทรัพย์. การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้เสพเมถุนธรรม. การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้พูดเท็จ. การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวส่อเสียด. การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ. การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ. ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง. ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตพยาบาท. ความเห็นชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความเห็นผิด. ความดำริชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความดำริผิด. การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีวาจาผิด. การงานชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีการงานผิด. การเลี้ยงชีวิตชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีอาชีพผิด. ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความเพียรผิด. ความระลึกชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความระลึกผิด. ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความตั้งใจมั่นผิด. ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความรู้ผิด. ความพ้นชอบ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความพ้นผิด. ความเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ถูกถีนมิทธะครอบงำ. ความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน. ความเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีความสงสัย. ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มักโกรธ. ความไม่ผูกโกรธ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ผูกโกรธ. ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ลบหลู่คุณท่าน. ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ยกตนเทียมท่าน. ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ริษยา. ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ตระหนี่. ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้โอ้อวด. ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีมารยา. ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ดื้อด้าน. ความไม่ดูหมิ่นท่าน เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ดูหมิ่นท่าน. ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ว่ายาก. ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีมิตรชั่ว. ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ประมาท. ความเชื่อ เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ไม่ศรัทธา. ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ไม่มีความละอายต่อบาป. ความสะดุ้งกลัวต่อบาป เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป. ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีการสดับน้อย. การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้เกียจคร้าน. ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีสติหลงลืม. ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับดับสนิทของบุคคลผู้มีปัญญาทราม. ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือมั่นคง และสละคืนได้โดยง่าย เป็นทาง สำหรับดับสนิทของบุคคลผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถือมั่นคง และสละคืนได้โดยยาก.
โส วต จุนฺท อตฺตนา ปลิปปลิปนฺโน ปรํ ปลิปปลิปนฺนํ อุทฺธริสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ โส วต จุนฺท อตฺตนา อปลิปปลิปนฺโน ปรํ ปลิปปลิปนฺนํ อุทฺธริสฺสตีติ ฐานเมตํ วิชฺชติ ฯ โส วต จุนฺท อตฺตนา อทนฺโต อวินีโต อปรินิพฺพุโต ปรํ ทเมสฺสติ วิเนสฺสติ ปรินิพฺพาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ โส วต จุนฺท อตฺตนา ทนฺโต วินีโต ปรินิพฺพุโต ปรํ ทเมสฺสติ วิเนสฺสติ ปรินิพฺพาเปสฺสตีติ ฐานเมตํ วิชฺชติ ฯ เอวเมว โข จุนฺท วิหึสกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อวิหึสา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ปาณาติปาติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปาณาติปาตา เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อทินฺนาทายิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อทินฺนาทานา เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อพฺรหฺมจาริสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส พฺรหฺมจริยํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มุสาวาทิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส มุสาวาทา เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ปิสุณวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปิสุณาย วาจาย เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ผรุสวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ผรุสาย วาจาย เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ สมฺผปฺปลาปิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺผปฺปลาปา เวรมณี โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อภิชฺฌาลุสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนภิชฺฌา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อพฺยาปาโท โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ {๑๐๘.๑} มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาวาจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวาจา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมากมฺมนฺโต โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาอาชีวสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาอาชีโว โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาวายามสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวายาโม โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ {๑๐๘.๒} มิจฺฉาสติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสติ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาสมาธิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาสมาธิ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาญาณิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาญาณํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มิจฺฉาวิมุตฺติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สมฺมาวิมุตฺติ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส วิคตถีนมิทฺธตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อุทฺธตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนุทฺธจฺจํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ เวจิกิจฺฉิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ติณฺณวิจิกิจฺฉตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ โกธนสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อกฺโกโธ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อุปนาหิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนุปนาโห โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มกฺขิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อมกฺโข โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ปฬาสิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อปฬาโส โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อิสฺสุกิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนิสฺสา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มจฺฉริสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อมจฺฉริยํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ สฐสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อสาเฐยฺยํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มายาวิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อมายา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ถทฺธสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อถทฺธิยํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ {๑๐๘.๓} อติมานิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อนติมาโน โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ทุพฺพจสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส โสวจสฺสตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ปาปมิตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส กลฺยาณมิตฺตตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ปมตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อปฺปมาโท โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อสทฺธสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส สทฺธา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อหิริกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หิริ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อโนตฺตปฺปิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส โอตฺตปฺปํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ อปฺปสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส พาหุสจฺจํ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ กุสีตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส วิริยารมฺโภ โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ มุฏฺฐสฺสติสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อุปฏฺฐิตสติตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ ทุปฺปญฺญสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ปญฺญาสมฺปทา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ สนฺทิฏฺฐิปรามาสิอาธานคาหิทุปฺปฏินิสฺสคฺคิสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส อสนฺทิฏฺฐิปรามาสิอนาธานคาหิสุปฏินิสฺสคฺคิตา โหติ ปรินิพฺพานาย ฯ
ดูกรจุนทะ เหตุแห่งธรรมเครื่องขัดเกลา เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งจิตตุปบาท เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งการหลีกเลี่ยง เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งความเป็นเบื้องบน เราได้ แสดงแล้ว เหตุแห่งความดับสนิท เราได้แสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ดูกรจุนทะ กิจอัน ใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์ เอ็นดูอนุเคราะห์ แก่เหล่าสาวกจะพึงทำ กิจนั้นเราทำแก่เธอ ทั้งหลายแล้ว ดูกรจุนทะ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจเถิด อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย นี้เป็นคำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย ฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะชื่นชมยินดีภาษิตของ- *พระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสบท ๔๔ ทรงแสดงสนธิ ๕ พระสูตรนี้ ชื่อสัลเลขสูตร ลุ่มลึก เปรียบด้วยสาคร ฉะนี้. จบ สัลเลขสูตร ที่ ๘ -----------------------------------------------------
อิติ โข จุนฺท เทสิโต มยา สลฺเลขปริยาโย เทสิโต จิตฺตุปฺปาทปริยาโย เทสิโต ปริกฺกมนปริยาโย เทสิโต อุปริภาวปริยาโย เทสิโต ปรินิพฺพานปริยาโย ฯ ยํ โข จุนฺท สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ฯ เอตานิ จุนฺท รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฌายถ จุนฺท มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ ฯ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา มหาจุนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ จตุตฺตาฬีส ปทา วุตฺตา สนฺธิโย ปญฺจ เทสิตา สลฺเลโข นาม สุตฺตนฺโต คมฺภีโร สาครูปโมติ ฯ สลฺเลขสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐมํ ฯ ---------