๙. สัมมาทิฏฐิสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๙. สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยความเห็นชอบ
สมฺมาทิฏฺฐิสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก- *เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้น รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ พวกภิกษุกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ในสำนักของท่าน พระสารีบุตร ดังพวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อท่านพระสารีบุตรแล้ว จักทรงจำไว้ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ถ้าอย่างนั้น จงฟังเถิด ท่านผู้มีอายุ จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฺฐีติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๐.๑} ทูรโตปิ โข มยํ อาวุโส อาคจฺเฉยฺยาม อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส สนฺติเก เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ สาธุ วตายสฺมนฺตํเยว สารีปุตฺตํ ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ อาวุโส สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่ง อกุศลและรากเหง้าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่ พระสัทธรรมนี้ ก็อกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของผู้อื่น ปองร้ายเขา เห็นผิด อันนี้เรียกว่า อกุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของอกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อันนี้เรียกว่ารากเหง้า ของอกุศลแต่ละอย่างๆ กุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ความเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด ในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ไม่ปองร้ายเขา เห็นชอบ อันนี้เรียกว่า กุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อันนี้เรียกว่า รากเหง้าของกุศลแต่ละอย่างๆ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัด ซึ่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศลอย่างนี้ๆ รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศลอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละ ราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่า เรามีอยู่โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน แน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก อกุสลญฺจ ปชานาติ อกุสลมูลญฺจ ปชานาติ กุสลญฺจ ปชานาติ กุสลมูลญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๑.๑} กตมํ ปนาวุโส อกุสลํ ฯ ปาณาติปาโต โข อาวุโส อกุสลํ อทินฺนาทานํ อกุสลํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร อกุสลํ มุสาวาโท อกุสลํ ปิสุณา วาจา อกุสลํ ผรุสา วาจา อกุสลํ สมฺผปฺปลาโป อกุสลํ อภิชฺฌา อกุสลํ พฺยาปาโท อกุสลํ มิจฺฉาทิฏฺฐิ อกุสลํ อิทํ วุจฺจตาวุโส อกุสลํ ฯ กตมญฺจาวุโส อกุสลมูลํ ฯ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ อิทํ วุจฺจตาวุโส อกุสลมูลํ ฯ {๑๑๑.๒} กตมญฺจาวุโส กุสลํ ฯ ปาณาติปาตา เวรมณี กุสลํ อทินฺนาทานา เวรมณี กุสลํ กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี กุสลํ มุสาวาทา เวรมณี กุสลํ ปิสุณาย วาจาย เวรมณี กุสลํ ผรุสาย วาจาย เวรมณี กุสลํ สมฺผปฺปลาปา เวรมณี กุสลํ อนภิชฺฌา กุสลํ อพฺยาปาโท กุสลํ สมฺมาทิฏฺฐิ กุสลํ อิทํ วุจฺจตาวุโส กุสลํ ฯ {๑๑๑.๓} กตมญฺจาวุโส กุสลมูลํ ฯ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ อิทํ วุจฺจตาวุโส กุสลมูลํ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ อกุสลํ ปชานาติ เอวํ อกุสลมูลํ ปชานาติ เอวํ กุสลํ ปชานาติ เอวํ กุสลมูลํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือปริยายแม้อย่างอื่น ที่อริยสาวกซึ่งชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. อาหารวาร
สาธาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉึสุ สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย ยถา อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมีอยู่ ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร และทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร ทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร เป็นไฉน? ได้แก่อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่ สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่างเป็นไฉน? คือ ๑ อาหาร คือ คำข้าว หยาบหรือละเอียด ๒ อาหาร คือ ผัสสะ ๓ อาหาร คือ ความคิดอ่าน [จงใจ] ๔ อาหาร คือ วิญญาณ [ความรู้แจ้งทางทวาร ๖] เหตุเกิดแห่งอาหารย่อมมีเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ความดับอาหารย่อมมีเพราะตัณหา ดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร ดูกรท่าน ผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร ทางที่จะให้ถึง ความดับอาหารอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และ มานานุสัย ว่าเรามีอยู่ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก อาหารญฺจ ปชานาติ อาหารสมุทยญฺจ ปชานาติ อาหารนิโรธญฺจ ปชานาติ อาหารนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตโม ปนาวุโส อาหาโร กตโม อาหารสมุทโย กตโม อาหารนิโรโธ กตมา อาหารนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ {๑๑๓.๑} จตฺตาโรเม อาวุโส อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ กวฬิงฺกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา ผสฺโส ทุติโย มโนสญฺเจตนา ตติยา วิญฺญาณํ จตุตฺถํ ฯ ตณฺหาสมุทยา อาหารสมุทโย ตณฺหานิโรธา อาหารนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อาหารนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ อาหารํ ปชานาติ เอวํ อาหารสมุทยํ ปชานาติ เอวํ อาหารนิโรธํ ปชานาติ เอวํ อาหารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น อริยสาวก ... มาสู่พระสัทธรรมนี้. สัจจวาร
สาธาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉึสุ สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมีอยู่ ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็ทุกข์เป็นไฉน? ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความ แห้งใจ ความพิไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความประจวบกับ สิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวัง แต่ละอย่างๆ ล้วน เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ อันนี้เรียกว่า ความทุกข์ ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน? ได้แก่ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยสามารถแห่งความเพลิน เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อันนี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธเป็นไฉน? ได้แก่ความดับด้วยสามารถแห่งความสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความ วาง ความปล่อย ความไม่พัวพัน แห่งตัณหานั้นแหละ อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธ- *คามินีปฏิปทาเป็นไฉน? ได้แก่ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูกรผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ชรามรณวาร
สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ทุกฺขญฺจ ปชานาติ ทุกฺขสมุทยญฺจ ปชานาติ ทุกฺขนิโรธญฺจ ปชานาติ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๕.๑} กตมมฺปนาวุโส ทุกฺขํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา อิทํ วุจฺจตาวุโส ทุกฺขํ ฯ {๑๑๕.๒} กตโม จาวุโส ทุกฺขสมุทโย ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา อยํ วุจฺจตาวุโส ทุกฺขสมุทโย ฯ {๑๑๕.๓} กตโม จาวุโส ทุกฺขนิโรโธ โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย อยํ วุจฺจตาวุโส ทุกฺขนิโรโธ ฯ {๑๑๕.๔} กตมา จาวุโส ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ อยํ วุจฺจตาวุโส ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา ฯ {๑๑๕.๕} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ทุกฺขํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น อริยสาวก ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สาธาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉึสุ สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย ยถา อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมีอยู่ ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชรา และมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ และทางที่จะให้ถึงความดับชรา และมรณะ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็ชรา และมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ทางที่จะให้ถึงความดับชราและ มรณะ เป็นไฉน? ได้แก่ความแก่ ความคร่ำคร่า ฟันหลุด ผมหงอก หนังย่น ความเสื่อมแห่ง อายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชรา ความจุติ ความเคลื่อนไป ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตก แห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชรา และมรณะ ย่อมมีเพราะชาติเป็นเหตุให้เกิด ความดับชราและมรณะ ย่อมมีเพราะชาติดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ ถึงความดับชราและมรณะ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิด แห่งชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ฯลฯ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ชาติวาร
สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ชรามรณญฺจ ปชานาติ ชรามรณสมุทยญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๗.๑} กตมํ ปนาวุโส ชรามรณํ กตโม ชรามรณสมุทโย กตโม ชรามรณนิโรโธ กตมา ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ {๑๑๗.๒} อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจตาวุโส ชรามรณํ ฯ ชาติสมุทยา ชรามรณสมุทโย ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ชรามรณํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับชาติ และ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับชาติ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่ พระสัทธรรมนี้ ก็ชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับชาติ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับชาติ เป็นไฉน? ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะ ครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า ชาติ เหตุเกิดแห่งชาติย่อมมีเพราะภพ เป็นเหตุให้เกิด ความดับชาติย่อมมี เพราะภพดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับชาติ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับชาติและปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับชาติอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระ- *สัทธรรมนี้ ภวาทิวาร
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ชาติญฺจ ปชานาติ ชาติสมุทยญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๘.๑} กตมา ปนาวุโส ชาติ กตโม ชาติสมุทโย กตโม ชาตินิโรโธ กตมา ชาตินิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ อยํ วุจฺจตาวุโส ชาติ ฯ ภวสมุทยา ชาติสมุทโย ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชาตินิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๑๘.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ชาตึ ปชานาติ เอวํ ชาติสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ชาตินิโรธํ ปชานาติ เอวํ ชาตินิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับภพ และปฏิปทา ที่จะให้ถึงความดับภพ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็ภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับภพ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับภพ เป็นไฉน? ได้แก่ ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เหตุเกิดแห่งภพ ย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นเหตุให้เกิด ความดับภพ ย่อมมีเพราะอุปาทานดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับภพ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัด ซึ่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับภพ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับภพอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละ ราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ภวญฺจ ปชานาติ ภวสมุทยญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๑๙.๑} กตโม ปนาวุโส ภโว กตโม ภวสมุทโย กตโม ภวนิโรโธ กตมา ภวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ตโยเม อาวุโส ภวา กามภโว รูปภโว อรูปภโว ฯ อุปาทานสมุทยา ภวสมุทโย อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภวนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๑๙.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ภวํ ปชานาติ เอวํ ภวสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ภวนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ภวนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับอุปาทาน และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอุปาทาน แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับอุปาทาน และปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับอุปาทาน เป็นไฉน? ได้แก่ อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ย่อมมีเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ความดับอุปาทาน ย่อมมีเพราะตัณหาดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอุปาทาน ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับอุปาทาน และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอุปาทานอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้. ตัณหาทิวาร
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก อุปาทานญฺจ ปชานาติ อุปาทานสมุทยญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตมํ ปนาวุโส อุปาทานํ กตโม อุปาทานสมุทโย กตโม อุปาทานนิโรโธ กตมา อุปาทานนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ จตฺตารีมานิ อาวุโส อุปาทานานิ กามุปาทานํ ทิฏฺฐุปาทานํ สีลพฺพตฺตุปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ฯ {๑๒๐.๑} ตณฺหาสมุทยา อุปาทานสมุทโย ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อุปาทานนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ อุปาทานํ ปชานาติ เอวํ อุปาทานสมุทยํ ปชานาติ เอวํ อุปาทานนิโรธํ ปชานาติ เอวํ อุปาทานนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับตัณหา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็ตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับตัณหา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับ ตัณหาเป็นไฉน? ได้แก่ ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้ คือ ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่น ตัณหาในรส ตัณหาในโผฏฐัพพะ ตัณหาในธรรม เหตุเกิดแห่งตัณหา ย่อมมีเพราะเวทนาเป็น เหตุให้เกิด ความดับตัณหา ย่อมมีเพราะเวทนาดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับตัณหา ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับตัณหา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับตัณหา อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ตณฺหญฺจ ปชานาติ ตณฺหาสมุทยญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตมา ปนาวุโส ตณฺหา กตโม ตณฺหาสมุทโย กตโม ตณฺหานิโรโธ กตมา ตณฺหานิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ฉยิเม อาวุโส ตณฺหากายา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ เวทนาสมุทยา ตณฺหาสมุทโย เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ตณฺหานิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ตณฺหํ ปชานาติ เอวํ ตณฺหาสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ตณฺหานิโรธํ ปชานาติ เอวํ ตณฺหานิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับเวทนา และ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับเวทนา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่ พระสัทธรรมนี้ ก็เวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับเวทนา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับ เวทนา เป็นไฉน? ได้แก่เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้ คือ เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่ โสตสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหตุเกิดเวทนา ย่อมมีเพราะผัสสะเป็นเหตุให้เกิด ความดับเวทนา ย่อมมีเพราะผัสสะดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับเวทนา ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งเวทนา เหตุ- *เกิดแห่งเวทนา ความดับเวทนา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับเวทนาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่าน ละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เวทนญฺจ ปชานาติ เวทนาสมุทยญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตมา ปนาวุโส เวทนา กตโม เวทนาสมุทโย กตโม เวทนานิโรโธ กตมา เวทนานิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ฉยิเม อาวุโส เวทนากายา จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โสตสมฺผสฺสชา เวทนา ฆานสมฺผสฺสชา เวทนา ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เวทนา กายสมฺผสฺสชา เวทนา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา ฯ ผสฺสสมุทยา เวทนาสมุทโย ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เวทนานิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ เวทนํ ปชานาติ เอวํ เวทนาสมุทยํ ปชานาติ เอวํ เวทนานิโรธํ ปชานาติ เอวํ เวทนานิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับผัสสะ และ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับผัสสะ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่ พระสัทธรรมนี้. ก็ผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับผัสสะ และทางที่จะให้ถึงความดับผัสสะ เป็นไฉน? ได้แก่ ผัสสะ ๖ หมวด คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เหตุเกิดแห่งผัสสะ ย่อมมีเพราะอายตนะ ๖ เป็นเหตุให้เกิด ความดับผัสสะ ย่อมมีเพราะอายตนะ ๖ ดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับผัสสะ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับผัสสะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับผัสสะอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่าน ละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก ผสฺสญฺจ ปชานาติ ผสฺสสมุทยญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตโม ปนาวุโส ผสฺโส กตโม ผสฺสสมุทโย กตโม ผสฺสนิโรโธ กตมา ผสฺสนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ฉยิเม อาวุโส ผสฺสกายา จกฺขุสมฺผสฺโส โสตสมฺผสฺโส ฆานสมฺผสฺโส ชิวฺหาสมฺผสฺโส กายสมฺผสฺโส มโนสมฺผสฺโส ฯ สฬายตนสมุทยา ผสฺสสมุทโย สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ผสฺสนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ ผสฺสํ ปชานาติ เอวํ ผสฺสสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ผสฺสนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ผสฺสนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอายตนะ ๖ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ความดับ แห่งอายตนะ ๖ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ ๖ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อายตนะ ๖ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ความดับอายตนะ ๖ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ ๖ เป็นไฉน? ได้แก่ อายตนะ ๖ เหล่านี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ย่อมมีเพราะนามรูปเป็นเหตุให้เกิด ความดับอายตนะ ๖ ย่อมมี เพราะนามรูปดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ ๖ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอายตนะ ๖ เหตุเกิดอายตนะ ๖ ความดับอายตนะ ๖ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ ๖ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระ- *สัทธรรมนี้. นามรูปาทิวาร
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก สฬายตนญฺจ ปชานาติ สฬายตนสมุทยญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ กตมํ ปนาวุโส สฬายตนํ กตโม สฬายตนสมุทโย กตโม สฬายตนนิโรโธ กตมา สฬายตนนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ฉยิมานิ อาวุโส อายตนานิ จกฺขฺวายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ ฯ นามรูปสมุทยา สฬายตนสมุทโย นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สฬายตนนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ สฬายตนํ ปชานาติ เอวํ สฬายตนสมุทยํ ปชานาติ เอวํ สฬายตนนิโรธํ ปชานาติ เอวํ สฬายตนนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับนามรูป และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับนามรูป แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็นามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับนามรูป และปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับนามรูป เป็นไฉน? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อันนี้เรียกว่า นาม มหาภูต- *รูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ อันนี้เรียกว่ารูป นามและรูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า นามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด ความดับนามรูป ย่อมมีเพราะวิญญาณ ดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทา ที่จะให้ถึงความดับนามรูป ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดแห่ง นามรูป ความดับนามรูป และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับนามรูปอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคา- *นุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก นามรูปญฺจ ปชานาติ นามรูปสมุทยญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๒๕.๑} กตมํ ปนาวุโส นามรูปํ กตโม นามรูปสมุทโย กตโม นามรูปนิโรโธ กตมา นามรูปนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ เวทนา สญฺญา เจตนา ผสฺโส มนสิกาโร อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ จตฺตาริ จ มหาภูตานิ จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจตาวุโส นามรูปํ ฯ วิญฺญาณสมุทยา นามรูปสมุทโย วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค นามรูปนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ นามรูปํ ปชานาติ เอวํ นามรูปสมุทยํ ปชานาติ เอวํ นามรูปนิโรธํ ปชานาติ เอวํ นามรูปนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับวิญญาณ และทางที่จะให้ถึงความดับวิญญาณ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่ พระสัทธรรมนี้ ก็วิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับวิญญาณ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับวิญญาณ เป็นไฉน? ได้แก่ วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะสังขารเป็นเหตุ ให้เกิด ความดับวิญญาณ ย่อมมีเพราะสังขารดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับวิญญาณ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด แล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับวิญญาณ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับวิญญาณ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้. สังขารวาร
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก วิญฺญาณญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณสมุทยญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๒๖.๑} กตมํ ปนาวุโส วิญฺญาณํ กตโม วิญฺญาณสมุทโย กตโม วิญฺญาณนิโรโธ กตมา วิญฺญาณนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ฉยิเม อาวุโส วิญฺญาณกายา จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ ฯ สงฺขารสมุทยา วิญฺญาณสมุทโย สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค วิญฺญาณนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๒๖.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ วิญฺญาณํ ปชานาติ เอวํ วิญฺญาณสมุทยํ ปชานาติ เอวํ วิญฺญาณนิโรธํ ปชานาติ เอวํ วิญฺญาณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ฯเปฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งสังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับสังขาร และ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับสังขาร แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่ พระสัทธรรมนี้ ก็สังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับสังขาร ทางที่จะให้ถึงความดับสังขาร เป็นไฉน? ได้แก่ สังขาร ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ความดับสังขาร ย่อมมีเพราะอวิชชาดับ อริยมรรคประกอบ ด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าทางที่จะให้ถึงความดับสังขาร ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งสังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับสังขาร ปฏิปทา ที่จะให้ถึงความดับสังขารอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้. อวิชชาวาร
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก สงฺขารญฺจ ปชานาติ สงฺขารสมุทยญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๒๗.๑} กตโม ปนาวุโส สงฺขาโร กตโม สงฺขารสมุทโย กตโม สงฺขารนิโรโธ กตมา สงฺขารนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ตโยเม อาวุโส สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร ฯ อวิชฺชาสมุทยา สงฺขารสมุทโย อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สงฺขารนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๒๗.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ สงฺขารํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารสมุทยํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือ ปริยายแม้อย่างอื่น ... ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับอวิชชา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอวิชชา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับอวิชชา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับอวิชชา เป็นไฉน? ความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับทุกข์ อันนี้เรียกว่าอวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ย่อมมีเพราะอาสวะเป็นเหตุให้เกิด ความดับอวิชชา ย่อมมีเพราะอาสวะดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอวิชชา ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวก รู้ชัดซึ่งอวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับอวิชชา ทางที่จะให้ถึงความดับอวิชชาอย่างนี้ๆ เมื่อ นั้น ท่านละราคานุสัย ... แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนิน ไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.
สิยา ปนาวุโส ฯเปฯ สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก อวิชฺชญฺจ ปชานาติ อวิชฺชาสมุทยญฺจ ปชานาติ อวิชฺชานิโรธญฺจ ปชานาติ อวิชฺชานิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๒๘.๑} กตมา ปนาวุโส อวิชฺชา กตโม อวิชฺชาสมุทโย กตโม อวิชฺชานิโรโธ กตมา อวิชฺชานิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ยํ โข อาวุโส ทุกฺเข อญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญาณํ อยํ วุจฺจตาวุโส อวิชฺชา ฯ อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย อาสวนิโรธา อวิชฺชานิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อวิชฺชานิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๒๘.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ อวิชฺชํ ปชานาติ เอวํ อวิชฺชาสมุทยํ ปชานาติ เอวํ อวิชฺชานิโรธํ ปชานาติ เอวํ อวิชฺชานิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือปริยายแม้อย่างอื่น ที่อริยสาวกซึ่งชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. อาสววาร
สาธาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉึสุ สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย ยถา อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า พึงมี ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาสวะ อาสวสมุทัย อาสวนิโรธ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับอาสวะ ทางที่จะให้ถึงความดับอาสวะ เป็นไฉน? ได้แก่ อาสวะ ๓ เหล่านี้ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ความดับอาสวะ ย่อมมีเพราะอวิชชาดับ อริยมรรคประกอบ ด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอาสวะ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับอาสวะ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับอาสวะ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้นท่านละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และ มานานุสัย โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม ยินดีภาษิตของท่านพระสารี- *บุตรแล้วแล. จบ สัมมาทิฏฐิสูตร ที่ ๙ ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็ ๖ บทที่กล่าวว่าเป็นไฉน ได้แก่ ทุกข์ ชรามรณะ อุปาทาน อายตนะ ๖ นามรูป วิญญาณ ๔ บทที่กล่าวว่าเป็นไฉน ได้แก่ ชาติ ตัณหา เวทนา และหมวด ๔ แห่งอวิชชา ๕ บทที่กล่าวว่าเป็นไฉน ได้แก่ อาหาร ภพ ผัสสะ สังขาร อาสวะเป็นที่ ๕ หกอย่างเป็นไฉน ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว สี่อย่างเป็นไฉน ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ห้าอย่างเป็นไฉน ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว บทแห่งสังขารทั้งปวง มี ๑๕ บท ฉะนี้แล. -----------------------------------------------------
สิยาวุโสติ อายสฺมา สารีปุตฺโต อโวจ ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก อาสวญฺจ ปชานาติ อาสวสมุทยญฺจ ปชานาติ อาสวนิโรธญฺจ ปชานาติ อาสวนิโรธคามินึ ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ {๑๓๐.๑} กตโม ปนาวุโส อาสโว กตโม อาสวสมุทโย กตโม อาสวนิโรโธ กตมา อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ฯ ตโยเม อาวุโส อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ฯ อวิชฺชาสมุทยา อาสวสมุทโย อวิชฺชานิโรธา อาสวนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ {๑๓๐.๒} ยโต โข อาวุโส อริยสาวโก เอวํ อาสวํ ปชานาติ เอวํ อาสวสมุทยํ ปชานาติ เอวํ อาสวนิโรธํ ปชานาติ เอวํ อาสวนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อุชุคตาสฺส ทิฏฺฐิ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อาคโต อิมํ สทฺธมฺมนฺติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา สารีปุตฺโต อตฺตมนา เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ ทุกฺขํ ชรามรณํ อุปาทานํ สฬายตนํ นามรูปํ วิญฺญาณํ ยํ ฉปเท กตมํ ปนาวุโส วทานเก ชาติ ตณฺหา จ เวทนา อวิชฺชาย จตุกฺกกา ยา จตฺตาริ ปเท กตมา ปนาวุโส วทานเก ฯ อาหาโร จ ภโว ผสฺโส สงฺขาโร อาสวปญฺจโม ยํ ปญฺจปเท กตมํ ปนาวุโส วทานเก ฯ กตมนฺติ ฉพฺพิธา วุตฺตํ กตมานิ จตุพฺพิธา กตโม ปญฺจวิโธ วุตฺโต สพฺพสงฺขารานํ ปญฺจทส ปทานิ จาติ ฯ ----------