คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๕. โกฏฐิกสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๒๙๕–๒๙๘พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๔ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค โกฏฐิกสูตร

๒๙๕

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิกะ อยู่ในป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่าน พระมหาโกฏฐิกะออกจากที่พักผ่านแล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึง นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านพระ- *สารีบุตร จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ หู เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียง เสียงเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของหู จมูกเป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวของกลิ่น กลิ่นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจมูก ลิ้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของรส รสเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของลิ้น กายเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกาย ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหรือ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่าน- *โกฏฐิกะ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ในจักษุและรูปนั้น หูเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียง เสียงเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของหูหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้งสองนั้น เป็น เครื่องเกาะเกี่ยวในหูและเสียงนั้น จมูกเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกลิ่น กลิ่นเป็น เครื่องเกาะเกี่ยวของจมูกหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและ กลิ่นทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจมูกและกลิ่นนั้น ลิ้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของรส รสก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของลิ้นหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยลิ้นกับรสทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในลิ้นและรสนั้น กายเป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกายหามิได้ ความ พอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ในกายและโผฏฐัพพะนั้น ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและ ธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ

เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโก พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ฯเปฯ ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ฯเปฯ มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนนฺติ ฯ น โข อาวุโส โกฏฺฐิก จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ น รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ ฯเปฯ น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ

๒๙๖

ดูกรท่านโกฏฐิกะ โคดำกับโคขาว เขาผูกติดกันด้วยสายทาม หรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวชอบหรือ ฯ ก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ไม่ใช่อย่างนั้น โคดำไม่เกี่ยวเนื่องกับโคขาว ทั้งโคขาวก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับโคดำ โคดำกับโคขาวนั้นเขาผูกติดกันด้วยสายทามหรือ ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน สายทามหรือเชือกนั้นเป็นเครื่องเกี่ยวเนื่องในโคทั้งสองนั้น ฉันใด ฯ สา. ดูกรท่านโกฏฐิกะ ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุเป็นเครื่องเกาะ เกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้น เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหา มิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็น เครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส กาโฬ จ พลิพทฺโท โอทาโต จ พลิพทฺโท เอเกน ทาเมน วา โยตฺเตน วา สํยุตฺตา อสฺสุ โย นุ โข เอวํ วเทยฺย กาโฬ พลิพทฺโท โอทาตสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ โอทาโต พลิพทฺโท กาฬสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนนฺติ สมฺมา นุ โข โส วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ อาวุโส น โข อาวุโส กาโฬ พลิพทฺโท โอทาตสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ นปิ โอทาโต พลิพทฺโท กาฬสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ เยน จ โข เต เอเกน ทาเมน วา โยตฺเตน วา สํยุตฺตา ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ {๒๙๖.๑} เอวเมว โข อาวุโส น จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯเปฯ น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ ฯเปฯ น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ

๒๙๗

ดูกรท่านโกฏฐิกะ จักษุจักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป หรือรูป จักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดย ชอบ ย่อมไม่ปรากฏ แต่เพราะจักษุไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็น เครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสอง นั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น เพราะฉะนั้น การอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงปรากฏ ฯลฯ ใจจักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของธรรมารมณ์ หรือธรรมารมณ์จักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจ การอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ ย่อมไม่ปรากฏ แต่เพราะใจไม่เป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจ ความพอใจ รักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจ และธรรมารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบ จึงปรากฏ ดูกรท่านโกฏฐิกะ ข้อนี้พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ จักษุไม่ เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ความพอใจ รักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและ รูปนั้น ฯลฯ ใจไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวของใจ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสอง นั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ

จกฺขุ วา อาวุโส รูปานํ สญฺโญชนํ อภวิสฺส รูปา วา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ นยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยสฺมา จ โข อาวุโส น จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ตสฺมา พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญายติ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯเปฯ ชิวฺหา วา อาวุโส รสานํ สญฺโญชนํ อภวิสฺส รสา วา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ นยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยสฺมา จ โข อาวุโส น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ น รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ตสฺมา พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญายติ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯเปฯ มโน วา อาวุโส ธมฺมานํ สญฺโญชนํ อภวิสฺส ธมฺมา วา มนสฺส สญฺโญชนํ นยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยสฺมา จ โข อาวุโส น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ตสฺมา พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญายติ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯ {๒๙๗.๑} อิมินาเปตํ อาวุโส ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ฯ ยถา น จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯเปฯ น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ ฯเปฯ น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ฯ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ

๒๙๘

ดูกรท่านโกฏฐิกะ พระเนตรของพระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระ- *องค์ก็ทรงเห็นรูปด้วยพระเนตร แต่พระองค์ไม่มีความพอใจรักใคร่เลย พระองค์ ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พระโสตของพระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ยังทรง ฟังเสียงด้วยพระโสต แต่พระองค์ไม่มีความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิต หลุดพ้นดีแล้ว พระนาสิกของพระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงสูดกลิ่นด้วย พระนาสิก แต่พระองค์ไม่มีความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พระชิวหาของพระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา แต่ พระองค์ไม่มีความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พระกายของ พระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกาย แต่พระองค์ ไม่มีความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พระมนัสของพระผู้มี- *พระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยพระมนัส แต่พระองค์ไม่มี ความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นแล้ว ดูกรท่านโกฏฐิกะ ข้อนี้พึงทราบ โดยปริยายนี้ จักษุไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของ จักษุ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัย ใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ จบสูตรที่ ๕

สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต จกฺขุ ปสฺสติ ภควา จกฺขุนา รูปํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต โสตํ สุณาติ ภควา โสเตน สทฺทํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต ฆานํ ฆายติ ภควา ฆาเนน คนฺธํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต ชิวฺหา สายติ ภควา ชิวฺหาย รสํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต กาโย ผุสติ ภควา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ โข อาวุโส ภควโต มโน วิชานาติ ภควา มนสา ธมฺมํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ {๒๙๘.๑} อิมินา โข เอตํ อาวุโส ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ฯ ยถา น จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ น โสตํ ฯ น ฆานํ ฯ น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ น รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ น กาโย ฯ น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนนฺติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๕. โกฏฐิกสูตร