๖. กามภูสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค กามภูสูตร
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์และท่านพระกามภูอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระกามภูออกจากที่พักผ่อน แล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่าน การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรท่านพระอานนท์ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ฯลฯ ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหรือ ฯ ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรท่านพระกามภู จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจเป็น เครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะ เกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ดูกรท่านพระกามภู โคดำกับโคขาว เขาผูกติดกัน ด้วยสายทามหรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า โคดำเกี่ยว เนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวชอบหรือ ฯ กา. ดูกรท่านพระอานนท์ ไม่ใช่เช่นนั้น โคดำไม่เกี่ยวเนื่องกับโคขาว ทั้งโคขาวก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับโคดำ โคดำกับโคขาวนั้น เขาผูกติดกันด้วยสายทาม หรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน สายทามหรือเชือกเส้นเดียวกันนั้น เป็นเครื่องเกี่ยว เนื่องในโคทั้งสองนั้น ฉันใด ฯ อา. ดูกรท่านกามภู ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ของรูป รูปก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจเป็น เครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะ เกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ จบสูตรที่ ๖
เอกํ สมยํ อายสฺมา จ อานนฺโท อายสฺมา จ กามภู โกสมฺพิยํ วิหรนฺติ โฆสิตาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา กามภู สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา กามภู อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ กึ นุ โข อาวุโส อานนฺท จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ฯเปฯ ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ฯเปฯ มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนนฺติ ฯ {๒๙๙.๑} น โข อาวุโส กามภุ จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯเปฯ น ชิวฺหา รสานํ สญฺโญชนํ น รสา ชิวฺหาย สญฺโญชนํ ฯเปฯ น มโน ธมฺมานํ สญฺโญชนํ น ธมฺมา มนสฺส สญฺโญชนํ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ {๒๙๙.๒} เสยฺยถาปิ อาวุโส กาโฬ จ พลิพทฺโท โอทาโต จ พลิพทฺโท เอเกน ทาเมน วา โยตฺเตน วา สํยุตฺตา อสฺสุ โย นุ โข เอวํ วเทยฺย กาโฬ พลิพทฺโท โอทาตสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ โอทาโต พลิพทฺโท กาฬสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนนฺติ ฯ สมฺมา นุ โข โส วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ อาวุโส น โข อาวุโส กาโฬ พลิพทฺโท โอทาตสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ นปิ โอทาโต พลิพทฺโท กาฬสฺส พลิพทฺทสฺส สญฺโญชนํ เยน จ โข เต เอเกน ทาเมน วา โยตฺเตน วา สํยุตฺตา ตํ ตตฺถ สญฺโญชนนฺติ ฯ เอวเมว โข อาวุโส น จกฺขุ รูปานํ สญฺโญชนํ น รูปา จกฺขุสฺส สญฺโญชนํ ฯเปฯ น ชิวฺหา ฯเปฯ น มโน ฯเปฯ ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนนฺติ ฯ