คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๑๙

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. อวิชชาสูตร๒. อุปัฑฒสูตร๓. สารีปุตตสูตร๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร๕. กิมัตถิยสูตร๖. ปฐมอัญญตรภิกขุสูตร๗. ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร๘. วิภังคสูตร๙. สูกสูตร๑๐. นันทิยสูตร๑. ปฐมวิหารสูตร๒. ทุติยวิหารสูตร๓. เสกขสูตร๔. ปฐมอุปปาทสูตร๕. ทุติยอุปปาทสูตร๖. ปฐมปริสุทธสูตร๗. ทุติยปริสุทธสูตร๘. ปฐมกุกกุฏารามสูตร๙. ทุติยกุกกุฏารามสูตร๑๐. ตติยกุกกุฏารามสูตร๑. มิจฉัตตสูตร๒. อกุสลธัมมสูตร๓. ปฐมปฏิปทาสูตร๔. ทุติยปฏิปทาสูตร๕. ปฐมอสัปปุริสสูตร๖. ทุติยอสัปปุริสสูตร๗. กุมภสูตร๘. สมาธิสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อุตติยสูตร๑. ปฐมปฏิปัตติสูตร๒. ทุติยปฏิปัตติสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ปารังคมสูตร๕. ปฐมสามัญญสูตร๖. ทุติยสามัญญสูตร๗. ปฐมพรหมัญญสูตร๘. ทุติยพรหมัญญสูตร๙. ปฐมพรหมจริยสูตร๑๐. ทุติยพรหมจริยสูตร๑. ราควิราคสูตร ๒-๗. สังโยชนัปปหานาทิสุตตฉักกะ ๘. อนุปาทาปรินิพพานสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๕. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตจตุกกะ ๖. ฉัฏฐปาจีนนินนสูตร ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๖. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑๓. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๑๔-๑๘. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๑๙. ปฐมสมุททนินนสูตร ๒๐-๒๔. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๒๕. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒๖-๓๐. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๓๑. ปฐมสมุททนินนสูตร ๓๒-๓๖. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร ๓-๗. กูฏาทิสุตตปัญจกะ ๘-๑๐. จันทิมาทิสุตตติกะ๑. พลสูตร๒. พีชสูตร๓. นาคสูตร๔. รุกขสูตร๕. กุมภสูตร๖. สูกสูตร๗. อากาสสูตร๘. ปฐมเมฆสูตร๙. ทุติยเมฆสูตร๑๐. นาวาสูตร๑๑. อาคันตุกสูตร๑๒. นทีสูตร๑. เอสนาสูตร๒. วิธาสูตร๓. อาสวสูตร๔. ภวสูตร๕. ทุกขตาสูตร๖. ขีลสูตร๗. มลสูตร๘. นีฆสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. ตัณหาสูตร๑๑. ตสินาสูตร๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร ๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. อุปาทานักขันธสูตร ๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร๑. หิมวันตสูตร๒. กายสูตร๓. สีลสูตร๔. วัตถสูตร๕. ภิกขุสูตร๖. กุณฑลิยสูตร๗. กูฏาคารสูตร๘. อุปวาณสูตร๙. ปฐมอุปปันนสูตร๑๐. ทุติยอุปปันนสูตร๑. ปาณสูตร๒. ปฐมสุริยูปมสูตร๓. ทุติยสุริยูปมสูตร๔. ปฐมคิลานสูตร๕. ทุติยคิลานสูตร๖. ตติยคิลานสูตร๗. ปารังคมสูตร๘. วิรัทธสูตร๙. อริยสูตร๑๐. นิพพิทาสูตร๑. โพธายสูตร๒. โพชฌังคเทสนาสูตร๓. ฐานิยสูตร๔. อโยนิโสมนสิการสูตร๕. อปริหานิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ตัณหานิโรธสูตร๘. นิพเพธภาคิยสูตร๙. เอกธัมมสูตร๑๐. อุทายิสูตร๑. ปฐมกุสลสูตร๒. ทุติยกุสลสูตร๓. อุปักกิเลสสูตร ๔. อนุปักกิเลสสูตร๕. อโยนิโสมนสิการสูตร๖. โยนิโสมนสิการสูตร๗. วุฑฒิสูตร๘. อาวรณนีวรณสูตร๙. รุกขสูตร๑๐. นีวรณสูตร๑. วิธาสูตร๒. จักกวัตติสูตร๓. มารสูตร๔. ทุปปัญญสูตร๕. ปัญญวันตสูตร๖. ทลิททสูตร๗. อทลิททสูตร๘. อาทิจจสูตร๙. อัชฌัตติกังคสูตร๑๐. พาหิรังคสูตร๑. อาหารสูตร๒. ปริยายสูตร๓. อัคคิสูตร๔. เมตตาสหคตสูตร๕. สังคารวสูตร๖. อภยสูตร๗. อานาปานวรรค ๘. นิโรธวรรค๙. คังคาเปยยาลวรรค ๑๐. อัปปมาทวรรค ๑๑. พลกรณียวรรค ๑๒. เอสนาวรรค ๑๓. โอฆวรรค ๑๔. ปุนคังคาเปยยาลวรรค ๑๕. ปุนอัปปมาทวรรค ๑๖. ปุนพลกรณียวรรค ๑๗. ปุนเอสนาวรรค ๑๘. ปุนโอฆวรรค๑. อัมพปาลิสูตร๒. สติสูตร๓. ภิกขุสูตร๔. สาลสูตร๕. อกุสลราสิสูตร๖. สกุณัคฆิสูตร๗. มักกฏสูตร๘. สูทสูตร๙. คิลานสูตร๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร๑. มหาปุริสสูตร๒. นาลันทสูตร๓. จุนทสูตร๔. อุกกเจลสูตร๕. พาหิยสูตร๖. อุตติยสูตร๗. อริยสูตร๘. พรหมสูตร๙. เสทกสูตร๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร๑. สีลสูตร๒. จิรัฏฐิติสูตร๓. ปริหานสูตร๔. สุทธสูตร๕. อัญญตรพราหมณสูตร๖. ปเทสสูตร๗. สมัตตสูตร๘. โลกสูตร๙. สิริวัฑฒสูตร๑๐. มานทินนสูตร๑. อนนุสสุตสูตร๒. วิราคสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ภาวิตสูตร๕. สติสูตร๖. อัญญาสูตร๗. ฉันทสูตร๘. ปริญญาตสูตร๙. ภาวนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. อมตสูตร๒. สมุทยสูตร๓. มัคคสูตร๔. สติสูตร๕. กุสลราสิสูตร๖. ปาติโมกขสังวรสูตร๗. ทุจจริตสูตร๘. มิตตสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อาสวสูตร๖. คังคาเปยยาลวรรค๑. สุทธิกสูตร๒. ปฐมโสตาปันนสูตร๓. ทุติยโสตาปันนสูตร๔. ปฐมอรหันตสูตร๕. ทุติยอรหันตสูตร๖. ปฐมสมณพราหมณสูตร๗. ทุติยสมณพราหมณสูตร๘. ทัฏฐัพพสูตร๙. ปฐมวิภังคสูตร๑๐. ทุติยวิภังคสูตร๑. ปฏิลาภสูตร๒. ปฐมสังขิตตสูตร๓. ทุติยสังขิตตสูตร๔. ตติยสังขิตตสูตร๕. ปฐมวิตถารสูตร๖. ทุติยวิตถารสูตร๗. ตติยวิตถารสูตร๘. ปฏิปันนสูตร๙. สัมปันนสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปุนัพภวสูตร๒. ชีวิตินทริยสูตร๓. อัญญินทริยสูตร๔. เอกพีชีสูตร๕. สุทธสูตร๖. โสตาปันนสูตร๗. อรหันตสูตร๘. สัมมัทธสูตร๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. โสตาปันนสูตร๓. อรหันตสูตร๔. ปฐมสมณพราหมณสูตร๕. ทุติยสมณพราหมณสูตร๖. ปฐมวิภังคสูตร๗. ทุติยวิภังคสูตร๘. ตติยวิภังคสูตร๙. กัฏโฐปมสูตร๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร๑. ชราธัมมสูตร๒. อุณณาภพราหมณสูตร๓. สาเกตสูตร๔. ปุพพโกฏฐกสูตร๕. ปฐมปุพพารามสูตร๖. ทุติยปุพพารามสูตร๗. ตติยปุพพารามสูตร๘. จตุตถปุพพารามสูตร๙. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๑๐. อาปณสูตร๑. สาลสูตร๒. มัลลกสูตร๓. เสขสูตร๔. ปทสูตร๕. สารสูตร๖. ปติฏฐิตสูตร๗. สหัมปติพรหมสูตร๘. สูกรขตสูตร๙. ปฐมอุปปาทสูตร๑๐. ทุติยอุปปาทสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. อนุสยสูตร๓. ปริญญาสูตร๔. อาสวักขยสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมรุกขสูตร๘. ทุติยรุกขสูตร๙. ตติยรุกขสูตร๑๐. จตุตถรุกขสูตร๘. คังคาเปยยาลวรรค๕. สัมมัปปธานสังยุต๖. พลสังยุต๑. อปารสูตร๒. วิรัทธสูตร๓. อริยสูตร๔. นิพพิทาสูตร๕. อิทธิปเทสสูตร๖. สมัตตสูตร๗. ภิกขุสูตร๘. พุทธสูตร๙. ญาณสูตร๑๐. เจติยสูตร๑. ปุพพสูตร๒. มหัปผลสูตร๓. ฉันทสมาธิสูตร๔. โมคคัลลานสูตร๕. อุณณาภพราหมณสูตร๖. ปฐมพราหมณสูตร๗. ทุติยพราหมณสูตร๘. ภิกขุสูตร๙. อิทธาทิเทสนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. มัคคสูตร๒. อโยคุฬสูตร๓. ภิกขุสูตร ๔. สุทธิกสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมอานันทสูตร๘. ทุติยอานันทสูตร๙. ปฐมภิกขุสูตร๑๐. ทุติยภิกขุสูตร๑๑. โมคคัลลานสูตร๑๒. ตถาคตสูตร๔. คังคาเปยยาลวรรค๑. ปฐมรโหคตสูตร๒. ทุติยรโหคตสูตร๓. สุตนุสูตร๔. ปฐมกัณฏกีสูตร๕. ทุติยกัณฏกีสูตร๖. ตติยกัณฏกีสูตร๗. ตัณหากขยสูตร๘. สลฬาคารสูตร๙. อัมพปาลิวนสูตร๑๐. พาฬหคิลานสูตร๑. กัปปสหัสสสูตร ๒. อิทธิวิธสูตร ๓. ทิพพโสตสูตร ๔. เจโตปริยสูตร ๕. ฐานสูตร ๖. กัมมสมาทานสูตร ๗. สัพพัตถคามินีสูตร ๘. นานาธาตุสูตร ๙. นานาธิมุตติสูตร ๑๐. อินทริยปโรปริยัตตสูตร ๑๑. ฌานาทิสูตร ๑๒. ปุพเพนิวาสสูตร ๑๓. ทิพพจักขุสูตร ๑๔. อาสวักขยสูตร๙. ฌานสังยุต๑. เอกธัมมสูตร๒. โพชฌังคสูตร๓. สุทธิกสูตร๔. ปฐมผลสูตร๕. ทุติยผลสูตร๖. อริฏฐสูตร๗. มหากัปปินสูตร๘. ปทีโปปมสูตร๙. เวสาลีสูตร๑๐. กิมิลสูตร๑. อิจฉานังคลสูตร๒. กังเขยยสูตร๓. ปฐมอานันทสูตร๔. ทุติยอานันทสูตร๕. ปฐมภิกขุสูตร๖. ทุติยภิกขุสูตร๗. สัญโญชนัปปหานสูตร๘. อนุสยสมุคฆาตสูตร๙. อัทธานปริญญาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. จักกวัตติราชสูตร๒. พรหมจริโยคธสูตร๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร๔. ปฐมสารีปุตตสูตร๕. ทุติยสารีปุตตสูตร๖. ถปติสูตร๗. เวฬุทวาเรยยสูตร๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร๑. สหัสสภิกขุนีสังฆสูตร๒. พราหมณสูตร๓. อานันทเถรสูตร๔. ทุคคติภยสูตร๕. ทุคคติวินิปาตภยสูตร๖. ปฐมมิตตามัจจสูตร๗. ทุติยมิตตามัจจสูตร๘. ปฐมเทวจาริกสูตร๙. ทุติยเทวจาริกสูตร๑๐. ตติยเทวจาริกสูตร๑. ปฐมมหานามสูตร๒. ทุติยมหานามสูตร๓. โคธสักกสูตร๔. ปฐมสรณานิสักกสูตร๕. ทุติยสรณานิสักกสูตร๖. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร๗. ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร๘. ปฐมภยเวรูปสันตสูตร๙. ทุติยภยเวรูปสันตสูตร๑๐. นันทกลิจฉวิสูตร๑. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร๒. ทุติยปุญญาภิสันทสูตร๓. ตติยปุญญาภิสันทสูตร๔. ปฐมเทวปทสูตร๕. ทุติยเทวปทสูตร๖. เทวสภาคสูตร๗. มหานามสูตร๘. วัสสสูตร๙. กาฬิโคธสูตร๑๐. นันทิยสักกสูตร๑. ปฐมอภิสันทสูตร๒. ทุติยอภิสันทสูตร๓. ตติยอภิสันทสูตร๔. ปฐมมหัทธนสูตร๕. ทุติยมหัทธนสูตร๖. สุทธกสูตร๗. นันทิยสูตร๘. ภัททิยสูตร๙. มหานามสูตร๑๐. อังคสูตร๑. สคาถกสูตร๒. วัสสังวุตถสูตร๓. ธัมมทินนสูตร๔. คิลานสูตร๕. โสตาปัตติผลสูตร๖. สกทาคามิผลสูตร๗. อนาคามิผลสูตร๘. อรหัตตผลสูตร๙. ปัญญาปฏิลาภสูตร๑๐. ปัญญาวุฑฒิสูตร๑๑. ปัญญาเวปุลลสูตร๑. มหาปัญญาสูตร ๒. ปุถุปัญญาสูตร ๓. วิปุลปัญญาสูตร ๔. คัมภีรปัญญาสูตร ๕. อัปปมัตตปัญญาสูตร ๖. ภูริปัญญาสูตร ๗. ปัญญาพาหุลสูตร ๘. สีฆปัญญาสูตร ๙. ลหุปัญญาสูตร ๑๐. หาสปัญญาสูตร ๑๑. ชวนปัญญาสูตร ๑๒. ติกขปัญญาสูตร ๑๓. นิพเพธิกปัญญาสูตร๑. สมาธิสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. ปฐมกุลปุตตสูตร๔. ทุติยกุลปุตตสูตร๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร๗. วิตักกสูตร๘. จินตสูตร๙. วิคคาหิกกถาสูตร๑๐. ติรัจฉานกถาสูตร๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๒. ตถาคตสูตร๓. ขันธสูตร๔. อัชฌัตติกายตนสูตร๕. ปฐมธารณสูตร๖. ทุติยธารณสูตร๗. อวิชชาสูตร๘. วิชชาสูตร๙. สังกาสนสูตร๑๐. ตถสูตร๑. ปฐมโกฏิคามสูตร๒. ทุติยโกฏิคามสูตร๓. สัมมาสัมพุทธสูตร๔. อรหันตสูตร๕. อาสวักขยสูตร๖. มิตตสูตร๗. ตถสูตร๘. โลกสูตร๙. ปริญเญยยสูตร๑๐. ควัมปติสูตร๑. สีสปาวนสูตร๒. ขทิรปัตตสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. เจลสูตร๕. สัตติสตสูตร๖. ปาณสูตร๗. ปฐมสุริยสูตร๘. ทุติยสุริยสูตร๙. อินทขีลสูตร๑๐. วาทัตถิกสูตร๑. โลกจินตาสูตร๒. ปปาตสูตร๓. มหาปริฬาหสูตร๔. กูฏาคารสูตร๕. วาลสูตร๖. อันธการสูตร๗. ปฐมฉิคคฬยุคสูตร๘. ทุติยฉิคคฬยุคสูตร๙. ปฐมสิเนรุปัพพตราชสูตร๑๐. ทุติยสิเนรุปัพพตราชสูตร๑. นขสิขสูตร๒. โปกขรณีสูตร๓. ปฐมสัมเภชชสูตร๔. ทุติยสัมเภชชสูตร๕. ปฐมมหาปฐวีสูตร๖. ทุติยมหาปฐวีสูตร๗. ปฐมมหาสมุททสูตร๘. ทุติยมหาสมุททสูตร๙. ปฐมปัพพตูปมสูตร๑๐. ทุติยปัพพตูปมสูตร๑. อัญญตรสูตร ๒. ปัจจันตสูตร ๓. ปัญญาสูตร ๔. สุราเมรยสูตร ๕. โอทกสูตร ๖. มัตเตยยสูตร ๗. เปตเตยยสูตร ๘. สามัญญสูตร ๙. พรหมัญญสูตร ๑๐. ปจายิกสูตร๑. ปาณาติปาตสูตร ๒. อทินนาทานสูตร ๓. กาเมสุมิจฉาจารสูตร ๔. มุสาวาทสูตร ๕. เปสุญญสูตร ๖. ผรุสวาจาสูตร ๗. สัมผัปปลาปสูตร ๘. พีชคามสูตร ๙. วิกาลโภชนสูตร ๑๐. คันธวิเลปนสูตร๑. นัจจคีตสูตร ๒. อุจจาสยนสูตร ๓. ชาตรูปรชตสูตร ๔. อามกธัญญสูตร ๕. อามกมังสสูตร ๖. กุมาริกสูตร ๗. ทาสีทาสสูตร ๘. อเชฬกสูตร ๙. กุกกุฏสูกรสูตร ๑๐. หัตถิควัสสสูตร๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค

ศาสนา

๔. เมตตาสหคตสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

๑ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. เมตตาสหคตสูตร ว่าด้วยจิตมีเมตตา

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวโกลิยะ ชื่อ หลิททวสนะ แคว้นโกลิยะ ครั้นในเวลาเช้า ภิกษุหลายรูปครองอันตรวาสก ถือ บาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังหลิททวสนนิคม ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “การ เที่ยวไปบิณฑบาตในหลิททวสนนิคมยังเช้านัก ทางที่ดี เราทั้งหลายควรจะเข้าไป ยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก” ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พวก อัญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้ว มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ มีกรุณาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... @เชิงอรรถ : @ เบื้องบน หมายถึงเทวโลก (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ เบื้องล่าง หมายถึงนรกและนาคภพ (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเฉียง หมายถึงทิศย่อยของทิศใหญ่หรือทิศรอบๆ (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๔} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยกรุณาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ มีมุทิตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศ ที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ ทุกสถานด้วยมุทิตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความ เบียดเบียนอยู่ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศ ที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าใน ที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่’ แม้แต่เราทั้งหลายก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้ว มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ฯลฯ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศ ที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่ว ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่’ ผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนาหรืออนุสาสนีนี้ คือ ธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรมเทศนาของพวกเรา หรืออนุสาสนีของ พระสมณโคดมกับอนุสาสนีของพวกเราจะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร” ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของอัญเดียรถีย์ปริพาชก เหล่านั้น ลุกจากอาสนะจากไปด้วยคิดว่า “เราทั้งหลายจักรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิต นี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค” ภิกษุเหล่านั้นครั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในหลิททวสนนิคม กลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเช้านี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในหลิททวสนนิคม ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘การ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๕} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร เที่ยวไปบิณฑบาตในหลิททวสนนิคมยังเช้านัก ทางที่ดี เราทั้งหลายควรจะเข้าไป ยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก’ ครั้งนั้นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกับข้าพระองค์ทั้งหลายดังนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมอง แห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้ว มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ฯลฯ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่ เหล่าในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่’ แม้แต่เราทั้งหลายก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้ว มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ฯลฯ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่’ ผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนาหรืออนุสาสนีนี้ คือ ธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรมเทศนาของพวกเรา หรืออนุสาสนีของพระ สมณโคดมกับอนุสาสนีของพวกเราจะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิต ของอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ลุกจากอาสนะจากไปด้วยคิดว่า ‘เราทั้งหลาย จักรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค” เมตตาเจโตวิมุตติมีอะไรเป็นคติ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมีวาทะ อย่างนี้ เธอทั้งหลายควรถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไร เป็นที่สุด อนึ่ง กรุณาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไร เป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด อนึ่ง มุทิตาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญ แล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด อนึ่ง อุเบกขาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด’ พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามอย่างนี้แล้วจัก ไม่สามารถตอบได้ จักถึงความลำบากอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามในสิ่งอันมิใช่วิสัย ภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เรายังไม่เห็นบุคคลที่จะทำจิตให้ยินดีได้ ด้วยการตอบปัญหาเหล่านี้ เว้นตถาคตหรือสาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากคำสอน ของตถาคตนี้ เมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็น อย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ ๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยเมตตา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร หากเธอหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งทั้ง ๒ นั้น คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้ง ๒ นั้นอยู่ หรือเข้าถึงสุภวิโมกข์อยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุตติว่ามีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่งสำหรับ ภิกษุผู้มีปัญญาอันเป็นโลกิยะยังไม่รู้แจ้งวิมุตติที่ยอดเยี่ยมในธรรมวินัยนี้ กรุณาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็น อย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยกรุณา ฯลฯ ๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยกรุณา อันอาศัยวิเวก อาศัย วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งทั้ง ๒ นั้น คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้ง ๒ นั้นอยู่ หรือบรรลุอากาสานัญจายตนฌานอยู่โดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกรุณาเจโตวิมุตติว่ามีอากาสานัญจายตนฌานเป็นอย่างยิ่ง สำหรับภิกษุผู้มีปัญญาอันเป็นโลกิยะยังไม่รู้แจ้งวิมุตติที่ยอดเยี่ยมในธรรมวินัยนี้ มุทิตาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็น อย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยมุทิตา ฯลฯ ๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยมุทิตา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งทั้ง ๒ นั้น คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้ง ๒ นั้นอยู่ หรือบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานอยู่โดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมุทิตาเจโตวิมุตติว่ามีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอย่างยิ่ง สำหรับภิกษุผู้มีปัญญาอันเป็นโลกิยะยังไม่รู้แจ้งวิมุตติที่ยอดเยี่ยมในธรรมวินัยนี้ อุเบกขาเจโตวิมุตติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็น อย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยอุเบกขา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ ฯลฯ ๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยอุเบกขา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็มีความ หมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ หากเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๕. สังคารวสูตร หากเธอหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งทั้ง ๒ นั้น คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้ง ๒ นั้นอยู่ หรือบรรลุอากิญจัญญายตนฌานอยู่โดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวอุเบกขาเจโตวิมุตติว่ามีอากิญจัญญายตนฌานเป็น อย่างยิ่งสำหรับภิกษุผู้มีปัญญาอันเป็นโลกิยะยังไม่รู้แจ้งวิมุตติที่ยอดเยี่ยมในธรรม- วินัยนี้” เมตตาสหคตสูตรที่ ๔ จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้