คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระวินัยปิฎก

สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอนุรุทธเถระ [ว่าด้วย นอนร่วมกับมาตุคาม]

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๒๙๔–๒๙๗พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒๔ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอนุรุทธเถระ

ฉฏฺฐสิกฺขาปทํ

๒๙๔

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเดินทางไปพระนครสาวัตถี ในโกศลชนบท ได้ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ เวลาเย็น ก็แลสมัยนั้น ในหมู่บ้านนั้นมีสตรีผู้หนึ่ง จัดเรือนพักสำหรับอาคันตุกะไว้. จึงท่านพระอนุรุทธะเข้าไปหาสตรีนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กะสตรี นั้นว่า ดูกรน้องหญิง ถ้าเธอไม่หนักใจ อาตมาขอพักแรมในเรือนพักสักคืนหนึ่ง. สตรีนั้นเรียนว่า นิมนต์พักแรมเถิด เจ้าข้า. พวกคนเดินทางแม้เหล่าอื่นก็เข้าไปหาสตรีนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กะสตรีนั้นว่า คุณนาย ขอรับ ถ้าคุณนายไม่หนักใจ พวกข้าพเจ้าขอพักแรมในเรือนพักสักคืนหนึ่ง. นางกล่าวว่า พระคุณเจ้าสมณะนั่นเข้าไปพักแรมอยู่ก่อนแล้ว ถ้าท่านอนุญาตก็เชิญ พักแรมได้. จึงคนเดินทางพวกนั้น พากันเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระ- *อนุรุทธะว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านไม่หนักใจ พวกกระผมขอพักแรมคืนในเรือนพักสักคืนหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า เชิญพักเถิดจ้ะ. อันที่จริง สตรีนั้นได้มีจิตปฏิพัทธ์ในท่านพระอนุรุทธะพร้อมกับขณะที่ได้เห็น ดังนั้น. นางจึงเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะ แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าปะปนกับคนพวกนี้ จักพักผ่อนไม่สบาย ทางที่ดีดิฉันควรจัดเตียงที่มีอยู่ข้างในถวายพระคุณเจ้า. ท่านพระอนุรุทธะรับด้วยดุษณีภาพ. ครั้งนั้น นางได้จัดเตียงที่มีอยู่ข้างในด้วยตนเองถวายท่านพระอนุรุทธะ แล้วประดับ ตกแต่งร่างกายมีกลิ่นแห่งเครื่องหอม เข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะ แล้วได้กล่าวคำนี้กะท่าน พระอนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้ามีรูปงามนัก น่าดูน่าชม ส่วนดิฉันก็มีรูปงามยิ่ง น่าดู น่าชม, ทางที่ดีดิฉันควรจะเป็นภรรยาของพระคุณเจ้า. เมื่อนางพูดอย่างนี้ ท่านพระอนุรุทธะได้นิ่งเสีย. แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ นางก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้ามี รูปงามนัก น่าดู น่าชม, ส่วนดิฉันก็มีรูปงามยิ่ง น่าดู น่าชม, ทางที่เหมาะ ขอพระคุณเจ้า จงรับปกครองดิฉันและทรัพย์สมบัติทั้งหมด. แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอนุรุทธะก็ได้นิ่งเสีย. ลำดับนั้น นางได้เปลื้องผ้าออกแล้ว เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เบื้องหน้า ท่านพระอนุรุทธะ. ฝ่ายท่านพระอนุรุทธะ สำรวมอินทรีย์ ไม่แลดู ไม่ปราศรัยกะนาง. ดังนั้น นางจึงอุทานว่า น่าอัศจรรย์นัก พ่อเอ๋ย ไม่น่าจะมีเลยหนอพ่อผู้จำเริญ คนเป็นอันมากยอมส่ง ทรัพย์มาให้เรา ๑๐๐ กษาปณ์บ้าง ๑๐๐๐ กษาปณ์บ้าง. ส่วนพระสมณะรูปนี้ เราวิงวอนด้วยตนเอง ยังไม่ปรารถนาจะรับปกครองเราและสมบัติทั้งหมด ดังนี้แล้วจึงนุ่งผ้าซบศีรษะลงที่เท้าของท่าน พระอนุรุทธะ แล้วได้กล่าวคำขอขมาต่อท่านดังนี้ว่า ท่านเจ้าข้า โทษล่วงเกินได้เป็นไปล่วงดิฉัน ตามคนโง่ ตามคนหลง ตามคนไม่ฉลาด ดิฉันผู้ใดได้ทำความผิดเห็นปานนั้นไปแล้ว ขอ พระคุณเจ้าโปรดรับโทษที่เป็นไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงของดิฉันผู้นั้น เพื่อจะสำรวม ต่อไปเถิดเจ้าข้า. ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า เชิญเถิดน้องหญิง โทษล่วงเกิน ได้เป็นไปล่วงเธอ ตามคนโง่ ตามคนเขลา ตามคนไม่ฉลาด เธอได้ทำอย่างนี้แล้ว เพราะเล็งเห็นโทษที่เป็นไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงจริง แล้วทำคืนตามธรรม เราขอรับโทษที่ล่วงเกินนั้นของเธอไว้ ดูกรน้องหญิง ข้อที่บุคคลเล็งเห็นโทษที่เป็นไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงจริง แล้วยอมทำ คืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี่แหละเป็นความเจริญในอริยวินัย. ครั้นราตรีนั้นผ่านพ้นไป นางได้อังคาสท่านพระอนุรุทธะด้วยขาทนียโภชียาหารอันประณีต ด้วยมือของตนจนให้ห้ามภัตแล้ว กราบไหว้ท่านพระอนุรุทธะผู้ฉันเสร็จนำมือออกจากบาตรแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระอนุรุทธะได้ชี้แจงให้สตรีผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งนั้น เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้ว นางได้กล่าวคำนี้กะท่านพระ- *อนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ภาษิตของท่านไพเราะนัก พระคุณเจ้าข้า อนุรุทธะได้ประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของ @ หมายความว่านางได้กล่าวและท่านพระอนุรุทธะได้นิ่งเหมือนครั้งที่ ๑ ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้, ดิฉันนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทั้งพระธรรม และภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระคุณเจ้าจงจำดิฉันว่าเป็นอุบาสิกาผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป. ต่อ จากนั้น ท่านพระอนุรุทธะเดินทางไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้แจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอนุรุทธะจึงได้สำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคามเล่า ครั้นแล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านพระอนุรุทธะว่า ดูกรอนุรุทธะ ข่าวว่า เธอสำเร็จการ นอนร่วมกับมาตุคาม จริงหรือ? ท่านพระอนุรุทธะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรอนุรุทธะ ไฉนเธอจึงได้สำเร็จการนอนร่วม กับมาตุคามเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๕๕. ๖. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคาม เป็นปาจิตตีย์. เรื่องพระอนุรุทธะเถระ จบ. สิกขาบทวิภังค์

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อนุรุทฺโธ โกสเลสุ ชนปเทสุ สาวตฺถึ คจฺฉนฺโต สายํ อญฺญตรํ คามํ อุปคจฺฉิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ตสฺมึ คาเม อญฺญตริสฺสา อิตฺถิยา อาวสถาคารํ ปญฺญตฺตํ โหติ ฯ อถโข อายสฺมา อนุรุทฺโธ เยน สา อิตฺถี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ สเจ เต ภคินิ อครุ วเสยฺยามิ เอกรตฺตึ อาวสถาคาเรติ ฯ วเสยฺยาถ ภนฺเตติ ฯ อญฺเญปิ อทฺธิกา เยน สา อิตฺถี เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อิตฺถึ เอตทโวจุํ สเจ เต อยฺเย อครุ วเสยฺยาม เอกรตฺตึ อาวสถาคาเรติ ฯ เอโส โข อยฺโย สมโณ ปฐมํ อุปคโต สเจ โส อนุชานาติ วเสยฺยาถาติ ฯ {๒๙๔.๑} อถโข เต อทฺธิกา เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจุํ สเจ เต ภนฺเต อครุ วเสยฺยาม เอกรตฺตึ อาวสถาคาเรติ ฯ วเสยฺยาถ อาวุโสติ ฯ อถโข สา อิตฺถี อายสฺมนฺเต อนุรุทฺเธ สห ทสฺสเนน ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ อถโข สา อิตฺถี เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อยฺโย ภนฺเต อิเมหิ มนุสฺเสหิ อากิณฺโณ น ผาสุ วิหริสฺสติ สาธาหํ ภนฺเต อยฺยสฺส มญฺจกํ อพฺภนฺตรํ ปญฺญาเปยฺยนฺติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ ตุณฺหีภาเวน ฯ อถโข สา อิตฺถี อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส สามํ มญฺจกํ อพฺภนฺตรํ ปญฺญาเปตฺวา อลงฺกตปฏิยตฺตา คนฺธคนฺธินี เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อยฺโย ภนฺเต อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก อหญฺจมฺหิ อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา สาธาหํ ภนฺเต อยฺยสฺส ปชาปตี ภเวยฺยนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข สา อตฺถี อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อยฺโย ภนฺเต อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก อหญฺจมฺหิ อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา สาธุ ภนฺเต อยฺโย มญฺเจว สมฺปฏิจฺฉตุ สพฺพญฺจ สาปเตยฺยนฺติ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ ตุณฺหี อโหสิ ฯ {๒๙๔.๒} อถโข สา อิตฺถี สาฏกํ นิกฺขิปิตฺวา อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปุรโต จงฺกมติปิ ติฏฺฐติปิ นิสีทติปิ เสยฺยํปิ กปฺเปติ ฯ อถโข อายสฺมา อนุรุทฺโธ อินฺทฺริยานิ โอกฺขิปิตฺวา ตํ อิตฺถึ เนว โอโลเกสิ นปิ อาลปิ ฯ อถโข สา อิตฺถี อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ พหู เม มนุสฺสา สเตนปิ สหสฺเสนปิ ปหีณนฺติ อยํ ปน สมโณ มยา สามํ ยาจิยมาโน น อิจฺฉติ มญฺเจว สมฺปฏิจฺฉิตุํ สพฺพญฺจ สาปเตยฺยนฺติ สาฏกํ นิวาเสตฺวา อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อจฺจโย มํ ภนฺเต อจฺจคมา ยถาพาลํ ยถามูฬฺหํ ยถาอกุสลํ ยาหํ เอวรูปมกาสึ ตสฺสา เม ภนฺเต อยฺโย อจฺจยํ อจฺจยโต ปฏิคฺคณฺหาตุ อายตึ สํวรายาติ ฯ อิงฺฆ ตํ ภคินิ อจฺจโย อจฺจคมา ยถาพาลํ ยถามูฬฺหํ ยถาอกุสลํ ยา ตฺวํ เอวมกาสิ ยโต จ โข ตฺวํ ภคินิ อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ ตนฺเต มยํ ปฏิคฺคณฺหาม วุฑฺฒิ เหสา ภคินิ อริยสฺส วินเย โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ อายตึ สํวรํ อาปชฺชตีติ ฯ {๒๙๔.๓} อถโข สา อิตฺถี ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปตฺวา สมฺปวาเรตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ตํ อิตฺถึ อายสฺมา อนุรุทฺโธ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถโข สา อิตฺถี อายสฺมตา อนุรุทฺเธน ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิตา สมาทปิตา สมุตฺเตชิตา สมฺปหํสิตา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ อยฺเยน อนุรุทฺเธน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสิกํ มํ อยฺโย ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ {๒๙๔.๔} อถโข อายสฺมา อนุรุทฺโธ สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อนุรุทฺโธ มาตุคาเมน สห เสยฺยํ กปฺเปสฺสตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อนุรุทฺธ มาตุคาเมน สห เสยฺยํ กปฺเปสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ อนุรุทฺธ มาตุคาเมน สห เสยฺยํ กปฺเปสฺสสิ เนตํ อนุรุทฺธ อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๒๙๔.๕} โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สห เสยฺยํ กปฺเปยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ

๒๙๕

บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่ สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย โดยที่สุดแม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงสตรีผู้ใหญ่. บทว่า ร่วม คือ ด้วยกัน ที่ชื่อว่า การนอน ได้แก่ ภูมิสถานเป็นที่นอน อันเขามุงทั้งหมด บังทั้งหมด มุงโดยมาก บังโดยมาก. คำว่า สำเร็จการนอน ความว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว มาตุคามนอนแล้ว ภิกษุนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ภิกษุนอนแล้ว มาตุคามนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์. หรือนอนทั้งสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ลุกขึ้นแล้ว กลับนอนอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทภาชนีย์ ติกปาจิตตีย์

โย ปนาติ โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ภิกฺขูติ ฯ มาตุคาโม นาม มนุสฺสิตฺถี น ยกฺขี น เปตี น ติรจฺฉานคตา อนฺตมโส ตทหุชาตาปิ ทาริกา ปเคว มหนฺตตรี ฯ สหาติ เอกโต ฯ เสยฺยา นาม สพฺพจฺฉนฺนา สพฺพปริจฺฉนฺนา เยภุยฺเยนจฺฉนฺนา เยภุยฺเยน ปริจฺฉนฺนา ฯ เสยฺยํ กปฺเปยฺยาติ อตฺถงฺคเต สุริเย มาตุคาเม นิปนฺเน ภิกฺขุ นิปชฺชติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ ภิกฺขุ นิปนฺเน มาตุคาเม นิปชฺชติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อุโภ วา นิปชฺชนฺติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อุฏฺฐหิตฺวา ปุนปฺปุนํ นิปชฺชนฺติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ

๒๙๖

มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติปาจิตตีย์. มาตุคาม ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติปาจิตตีย์. มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามิใช่มาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติปาจิตตีย์. จตุกกทุกกฏ ในสถานที่มุงกึ่ง บังกึ่ง ภิกษุสำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุสำเร็จการนอนร่วม กับหญิงยักษ์ก็ดี หญิงเปรตก็ดี บัณเฑาะก์ก็ดี สัตว์ดิรัจฉาน ตัวเมียก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ. มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติทุกกฏ. มิใช่มาตุคาม ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ต้องอาบัติ มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามิใช่มาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ไม่ต้องอาบัติ. อนาปัตติวาร

มาตุคาเม มาตุคามสญฺญี สห เสยฺยํ กปฺเปติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ มาตุคาเม เวมติโก สห เสยฺยํ กปฺเปติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ มาตุคาเม อมาตุคามสญฺญี สห เสยฺยํ กปฺเปติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ {๒๙๖.๑} อุปฑฺฒจฺฉนฺเน อุปฑฺฒปริจฺฉนฺเน อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ยกฺขิยา วา เปติยา วา ปณฺฑเกน วา ติรจฺฉานคติตฺถิยา วา สห เสยฺยํ กปฺเปติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อมาตุคาเม มาตุคามสญฺญี อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อมาตุคาเม เวมติโก อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อมาตุคาเม อมาตุคามสญฺญี อนาปตฺติ ฯ

๒๙๗

ในสถานที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด ๑ ในสถานที่บังทั้งหมด ไม่มุง ทั้งหมด ๑ ในสถานที่ไม่มุงโดยมาก ไม่บังโดยมาก ๑ มาตุคามนอน ภิกษุนั่ง ๑ ภิกษุนอน มาตุคามนั่ง ๑ นั่งทั้งสอง ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ. -----------------------------------------------------

อนาปตฺติ สพฺพจฺฉนฺเน สพฺพอปริจฺฉนฺเน สพฺพปริจฺฉนฺเน สพฺพอจฺฉนฺเน เยภุยฺเยน อจฺฉนฺเน เยภุยฺเยน อปริจฺฉนฺเน มาตุคาเม นิปนฺเน ภิกฺขุ นิสีทติ ภิกฺขุ นิปนฺเน มาตุคาโม นิสีทติ อุโภ วา นิสีทนฺติ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ฉฏฺฐสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ -------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย