คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๒๒

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. สังขิตตสูตร๒. วิตถตสูตร๓. ทุกขสูตร๔. ยถาภตสูตร๕. สิกขาสูตร๖. สมาปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. จวนสูตร๙. ปฐมอคารวสูตร๑๐. ทุติยอคารวสูตร๑. อนนุสสุตสูตร๒. กูฏสูตร๓. สังขิตตสูตร๔. วิตถตสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. ปุนกูฏสูตร๗. ปฐมหิตสูตร๘. ทุติยหิตสูตร๙. ตติยหิตสูตร๑๐. จตุตถหิตสูตร๑. ปฐมอคารวสูตร๒. ทุติยอคารวสูตร๓. อุปกิเลสสูตร๔. ทุสสีลสูตร๕. อนุคคหิตสูตร๖. วิมุตตายตนสูตร๗. สมาธิสูตร๘. ปัญจังคิกสูตร๙. จังกมสูตร๑๐. นาคิตสูตร๑. สุมนสูตร๒. จุนทีสูตร๓. อุคคหสูตร๔. สีหเสนาปติสูตร๕. ทานานิสังสสูตร๖. กาลทานสูตร๗. โภชนทานสูตร๘. สัทธสูตร๙. ปุตตสูตร๑๐. มหาสาลปุตตสูตร๑. อาทิยสูตร๒. สัปปุริสสูตร๓. อิฏฐสูตร๔. มนาปทายีสูตร๕. ปุญญาภิสันทสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. ธนสูตร๘. ฐานสูตร๙. โกสลสูตร๑๐. นารทสูตร๑. อาวรณสูตร๒. อกุสลราสิสูตร๓. ปธานิยังคสูตร๔. สมยสูตร๕. มาตาปุตตสูตร๖. อุปัชฌายสูตร๗. ฐานสูตร๘. ลิจฉวิกุมารกสูตร๙. ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร๑๐. ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร๑. ปฐมสัญญาสูตร๒. ทุติยสัญญาสูตร๓. ปฐมวัฑฒิสูตร๔. ทุติยวัฑฒิสูตร๕. สากัจฉสูตร๖. สาชีวสูตร๗. ปฐมอิทธิปาทสูตร๘. ทุติยอิทธิปาทสูตร๙. นิพพิทาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร๒. ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร๓. ปฐมธัมมวิหารีสูตร๔. ทุติยธัมมวิหารีสูตร๕. ปฐมโยธาชีวสูตร๖. ทุติยโยธาชีวสูตร๗. ปฐมอนาคตภยสูตร๘. ทุติยอนาคตภยสูตร๙. ตติยอนาคตภยสูตร๑๐. จตุตถอนาคตภยสูตร๑. รชนียสูตร๒. วีตราคสูตร๓. กุหกสูตร๔. อัสสัทธสูตร๕. อักขมสูตร๖. ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร๗. สีลวันตสูตร๘. เถรสูตร๙. ปฐมเสขสูตร๑๐. ทุติยเสขสูตร๑. ปฐมสัมปทาสูตร๒. ทุติยสัมปทาสูตร๓. พยากรณสูตร๔. ผาสุวิหารสูตร๕. อกุปปสูตร๖. สุตธรสูตร๗. กถาสูตร๗. กถาสูตร๙. สีหสูตร๑๐. กกุธเถรสูตร๑. สารัชชสูตร๒. อุสสังกิตสูตร๓. มหาโจรสูตร๔. สมณสุขุมาลสูตร๕. ผาสุวิหารสูตร๖. อานันทสูตร๗. สีลสูตร๘. อเสขสูตร๙. จาตุททิสสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. กุลูปกสูตร๒. ปัจฉาสมณสูตร๓. สัมมาสมาธิสูตร๔. อันธกวินทสูตร๕. มัจฉรินีสูตร๖. วัณณนาสูตร๗. อิสสุกินีสูตร๘. มิจฉาทิฏฐิกสูตร๙. มิจฉาวาจาสูตร๑๐. มิจฉาวายามสูตร๑. คิลานสูตร๒. สติสุปัฏฐิตสูตร๓. ปฐมอุปัฏฐากสูตร๔. ทุติยอุปัฏฐากสูตร๕. ปฐมอนายุสสาสูตร๖. ทุติยอนายุสสาสูตร๗. วปกาสสูตร๘. สมณสุขสูตร๙. ปริกุปปสูตร๑๐. พยสนสูตร๑. ปฐมจักกานุวัตตนสูตร๒. ทุติยจักกานุวัตตนสูตร๓. ธัมมราชาสูตร๔. ยัสสังทิสังสูตร๕. ปฐมปัตถนาสูตร๖. ทุติยปัตถนาสูตร๗. อัปปังสุปติสูตร๘. ภัตตาทกสูตร๙. อักขมสูตร๑๐. โสตสูตร๑. อวชานาติสูตร๒. อารภติสูตร๓. สารันททสูตร๔. ติกัณฑกีสูตร๕. นิรยสูตร๖. มิตตสูตร๗. อสัปปุริสทานสูตร๘. สัปปุริสทานสูตร๙. ปฐมสมยวิมุตตสูตร๑๐. ทุติยสมยวิมุตตสูตร๑. ปฐมสัมมัตตนิยามสูตร๒. ทุติยสัมมัตตนิยามสูตร๓. ตติยสัมมัตตนิยามสูตร๔. ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร๕. ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร๖. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร๗. ทุกกถาสูตร๘. สารัชชสูตร๙. อุทายีสูตร๑๐. ทุปปฏิวิโนทยสูตร๑. ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร๓. สากัจฉสูตร๔. อาชีวสูตร๕. ปัญหาปุจฉาสูตร๖. นิโรธสูตร๗. โจทนาสูตร๘. สีลสูตร๙. ขิปปนิสันติสูตร๑๐. ภัททชิสูตร๑. สารัชชสูตร๒. วิสารทสูตร๓. นิรยสูตร๔. เวรสูตร๕. จัณฑาลสูตร๖. ปีติสูตร๗. วณิชชาสูตร๘. ราชสูตร๙. คิหิสูตร๑๐. ภเวสีสูตร๑. อารัญญิกสูตร๒. จีวรสูตร๓. รุกขมูลิกสูตร๔. โสสานิกสูตร๕. อัพโภกาสิกสูตร๖. เนสัชชิกสูตร๗. ยถาสันถติกสูตร๘. เอกาสนิกสูตร๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร๑. โสณสูตร๒. โทณพราหมณสูตร๓. สังคารวสูตร๔. การณปาลีบุตร๕. ปิงคิยานีสูตร๖. มหาสุปินสูตร๗. วัสสสูตร๘. วาจาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. นิสสารณียสูตร๑. กิมพิลสูตร๒. ธัมมัสสวนสูตร๓. อัสสาชานียสูตร๔. พลสูตร๕. เจโตขิลสูตร๖. วินิพันธสูตร๗. ยาคุสูตร๘. ทันตกัฏฐสูตร๙. คีตัสสรสูตร๑๐. มุฏฐัสสติสูตร๑. อักโกสกสูตร๒. ภัณฑนการกสูตร๓. สีลสูตร๔. พหุภาณิสูตร๕. ปฐมอักขันติสูตร๖. ทุติยอักขันติสูตร๗. ปฐมอปาสาทิกสูตร๘. ทุติยอปาสาทิกสูตร๙. อัคคิสูตร๑๐. มธุราสูตร๑. ปฐมทีฆจาริกสูตร๒. ทุติยทีฆจาริกสูตร๓. อตินิวาสสูตร๔. มัจฉรีสูตร๕. ปฐมกุลุปกสูตร๖. ทุติยกุลุปกสูตร๗. โภคสูตร๘. อุสสูรภัตตสูตร๙. ปฐมกัณหสัปปสูตร๑๐. ทุติยกัณหสัปปสูตร๑. อาวาสิกสูตร๒. ปิยสูตร๓. โสภณสูตร๔. พหูปการสูตร๕. อนุกัมปสูตร๖. ปฐมอวัณณารหสูตร๗. ทุติยอวัณณารหสูตร๘. ตติยอวัณณารหสูตร๙. ปฐมมัจฉริยสูตร๑๐. ทุติยมัจฉริยสูตร๑. ปฐมทุจจริตสูตร๒. ปฐมกายทุจจริตสูตร๓. ปฐมวจีทุจจริตสูตร๔. ปฐมมโนทุจจริตสูตร๕. ทุติยทุจจริตสูตร๖. ทุติยกายทุจจริตสูตร๗. ทุติยวจีทุจจริตสูตร๘. ทุติยมโนทุจจริตสูตร๙. สีวถิกสูตร๑๐. ปุคคลัปปสาทสูตร๖. อุปสัมปทาวรรค ๑. อุปสัมปาเทตัพพสูตร ๒. นิสสยสูตร ๓. สามเณรสูตร ๔. ปัญจมัจฉริยสูตร ๕. มัจฉริยปหานสูตร ๖. ปฐมฌานสูตร ๗-๑๓. ทุติยฌานสุตตาทิสัตตกะ ๑๔. อปรปฐมฌานสูตร ๑๕-๒๑. อปรทุติยฌานสุตตาทิ ๑. สัมมุติเปยยาล ๑. ภัตตุทเทสกสูตร ๒-๑๔. เสนาสนปัญญาปกสุตตาทิ ๒. สิกขาปทเปยยาล ๑. ภิกขุสูตร ๒-๗. ภิกขุนีสุตตาทิ ๘. อาชีวกสูตร ๙-๑๗. นิคัณฐสุตตาทิ ๓. ราคเปยยาล๑. ปฐมอาหุเนยยสูตร๒. ทุติยอาหุเนยยสูตร๓. อินทริยสูตร๔. พลสูตร๕. ปฐมอาชานียสูตร๖. ทุติยอาชานียสูตร๗. ตติยอาชานียสูตร๘. อนุตตริยสูตร๙. อนุสสติฏฐานสูตร๑๐. มหานามสูตร๑. ปฐมสารณียสูตร๒. ทุติยสารณียสูตร๓. นิสสารณียสูตร๔. ภัททกสูตร๕. อนุตัปปิยสูตร๖. นกุลปิตุสูตร๗. โสปปสูตร๘. มัจฉพันธสูตร๙. ปฐมมรณัสสติสูตร๑๐. ทุติยมรณัสสติสูตร๑. สามกสูตร๒. อปริหานิยสูตร๓. ภยสูตร๔. หิมวันตสูตร๕. อนุสสติฏฐานสูตร๖. มหากัจจานสูตร๗. ปฐมสมยสูตร๘. ทุติยสมยสูตร๙. อุทายีสูตร๑๐. อนุตตริยสูตร๑. เสขสูตร๒. ปฐมอปริหานสูตร๓. ทุติยอปริหานสูตร๔. มหาโมคคัลลานสูตร๕. วิชชาภาคิยสูตร๖. วิวาทมูลสูตร๗. ทานสูตร๘. อัตตการีสูตร๙. นิทานสูตร๑๐. กิมมิลสูตร๑๑. ทารุกขันธสูตร๑๒. นาคิตสูตร๑. นาคสูตร๒. มิคสาลาสูตร๓. อิณสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. ปฐมสันทิฏฐิกสูตร๖. ทุติยสันทิฏฐิกสูตร๗. เขมสูตร๘. อินทริยสังวรสูตร๙. อานันทสูตร๑๐. ขัตติยสูตร๑๑. อัปปมาทสูตร๑๒. ธัมมิกสูตร๑. โสณสูตร๒. ผัคคุณสูตร๓. ฉฬภิชาติสูตร๔. อาสวสูตร๕. ทารุกัมมิกสูตร๖. หัตถิสารีปุตตสูตร๗. มัชเฌสูตร๘. ปุริสินทริยญาณสูตร๙. นิพเพธิกสูตร๑๐. สีหนาทสูตร๑. อนาคามิผลสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. มิตตสูตร๔. สังคณิการามสูตร๕. เทวตาสูตร๖. สมาธิสูตร๗. สักขิภัพพสูตร๘. พลสูตร๙. ปฐมตัชฌานสูตร๑๐. ทุติยตัชฌานสูตร๑. ทุกขสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. อุตตริมนุสสธัมมสูตร๔. สุขโสมนัสสสูตร๕. อธิคมสูตร๖. มหัตตสูตร๗. ปฐมนิรยสูตร๘. ทุติยนิรยสูตร๙. อัคคธัมมสูตร๑๐. รัตติทิวสสูตร๑. สีติภาวสูตร๒. อาวรณตาสูตร๓. โวโรปิตสูตร๔. สุสสูสติสูตร๕. อัปปหายสูตร๖. ปหีนสูตร๗. อภัพพสูตร๘. ปฐมอภัพพัฏฐานสูตร๙. ทุติยอภัพพัฏฐานสูตร๑๐. ตติยอภัพพัฏฐานสูตร๑๑. จตุตถอภัพพัฏฐานสูตร๑. ปาตุภาวสูตร๒. อานิสังสสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุกขสูตร๕. อนัตตสูตร๖. นิพพานสูตร๗. อนวัฏฐิตสูตร๘. อุกขิตตาสิกสูตร๙. อตัมมยสูตร๑๐ ภวสูตร๑๑. ตัณหาสูตร๑. ราคสูตร๒. ทุจจริตสูตร๓. วิตักกสูตร๔. สัญญาสูตร๕. ธาตุสูตร๖. อัสสาทสูตร๗. อรติสูตร๘. สันตุฏฐิตาสูตร๙. โทวจัสสตาสูตร๑๐. อุทธัจจสูตร๑๒. สามัญญวรรค ๑. กายานุปัสสีสูตร ๒. ธัมมานุปัสสีสูตร ๓. ตปุสสสูตร ๔-๒๓. ภัลลิกาทิสูตร ราคเปยยาล

ศาสนา

๒. โทณพราหมณสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. โทณพราหมณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์

ข้อ ๑๙๒อรรถกถา

ครั้งนั้นแล โทณพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า ‘พระสมณโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับ หรือไม่เชื้อเชิญพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า ผู้เป็นใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้วตาม ลำดับด้วยอาสนะ พระโคดมผู้เจริญ ข้อนี้เห็นจะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านพระโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับ หรือไม่เชื้อเชิญพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมา แล้วตามลำดับด้วยอาสนะ ข้อนี้ไม่ดีเลย’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๑๖} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โทณะ แม้ท่านก็ปฏิญญาว่า เป็นพราหมณ์มิใช่หรือ” โทณพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ผู้ใดเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวว่าเป็นพราหมณ์ ผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนตร์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญโลกายต- ศาสตร์ และลักษณะมหาบุรุษ ผู้นั้นเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงหมายถึงข้าพระองค์ ทีเดียว เพราะข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่าย บิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะ @เชิงอรรถ : @ ดู เชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๑๓๔ (ยัสสังทิสังสูตร) หน้า ๒๑๖ ในเล่มนี้ @ ไตรเพท หมายถึงคัมภีร์ คือ ฤคเวท (อิรุเวท) ยชุรเวท และสามเวท (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓) @ นิฆัณฑุศาสตร์ หมายถึงวิชาว่าด้วยชื่อสิ่งของมีต้นไม้เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓) อีกนัยหนึ่งหมายถึง @คัมภีร์ประเภทศัพทมูลวิทยา (Etymology) คลังศัพท์ (Lexicon) หรืออภิธานศัพท์ (Glossary) ที่รวบรวม @คำศัพท์ในพระเวทซึ่งเป็นคำยาก หรือคำที่เลิกใช้แล้ว นำมาอธิบายความหมายเป็นส่วนหนึ่งของนิรุตติซึ่ง @เป็นหนึ่งในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤต เรียกว่า นิฆัณฏุ @ เกฏุภศาสตร์ หมายถึงตำราว่าด้วยวิชาการกวี การแต่งฉันท์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓) อีกนัยหนึ่ง หมายถึง @คัมภีร์ว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของกัลปะ @ซึ่งเป็น ๑ ในบรรดาเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤต เรียกว่า ไกฏภ @ อักษรศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ว่าด้วยสิกขา (การเปล่งเสียง, การออกเสียง) และนิรุตติ (การอธิบายคำศัพท์ @โดยอาศัยประวัติและกำเนิดของคำ) @ ประวัติศาสตร์ หมายถึงพงศาวดารเล่าเรื่องเก่าๆ มักจะมีคำว่า สิ่งนี้เป็นมาอย่างนี้ (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒ @และดู Dawson, John. A classical Dictionary of Hindu Mythology (London: Routledge and Kegen @Paul. 1957) P.222 @ โลกายตศาสตร์ ในที่นี้หมายถึงวิตัณฑวาทศาสตร์ คือ ศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดยการ @อ้างทฤษฎี และประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่ @อย่างใด (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒) @ ลักษณะมหาบุรุษ หมายถึงศาสตร์ว่าด้วยลักษณะของบุคคลสำคัญมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น อันมีอยู่ใน @คัมภีร์พราหมณ์ซึ่งเรียกว่า มนตร์ เฉพาะส่วนที่ว่าด้วยผู้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธมนตร์มีอยู่ ๑๖,๐๐๐ @คาถา (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๑๗} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร อ้างถึงชาติตระกูล เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนตร์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุ- ศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญโลกายตศาสตร์ และลักษณะมหาบุรุษ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โทณะ บรรดาฤๅษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตตะ ฤๅษียมทัคคิ ฤๅษีอังคีรส ฤๅษีภารทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนตร์ บอกมนตร์ พวกพราหมณ์ในปัจจุบันนี้ขับตาม กล่าวตามซึ่งบทมนตร์ที่เก่าแก่นี้ที่ ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง สาธยายได้ถูกต้อง บอกได้ ถูกต้อง ฤๅษีเหล่านั้นบัญญัติพราหมณ์ ๕ จำพวกนี้ไว้ คือ ๑. พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ๒. พราหมณ์ผู้เสมอด้วยเทวดา ๓. พราหมณ์ผู้ประพฤติดี ๔. พราหมณ์ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว ๕. พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล โทณะ ท่านเป็นพราหมณ์จำพวกไหน ใน ๕ จำพวกนั้น” โทณพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ไม่รู้จักพราหมณ์ ๕ จำพวกนี้ รู้แต่ว่าเป็นพราหมณ์เท่านั้น ขอท่านพระโคดมโปรดแสดงธรรมแก่ ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะพึงรู้จักพราหมณ์ ๕ จำพวกนี้ได้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โทณะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจัก กล่าว” โทณพราหมณ์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม เป็นอย่างไร คือ พราหมณ์ในโลกนี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๑๘} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนตร์อยู่ตลอด ๔๘ ปี แสวงหาทรัพย์สำหรับ บูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยชอบธรรมเท่านั้น ไม่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยกสิกรรม ไม่แสวงหาด้วยพาณิชยกรรม(การค้าขาย) ไม่แสวงหาด้วยโครักขกรรม(การเลี้ยงโค) ไม่แสวงหาด้วยการเป็นนักรบ ไม่แสวงหา ด้วยการรับราชการ ไม่แสวงหาด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยว ขอทานอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์แล้ว โกนผมและ หนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็น มหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศ เบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วย อุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เธอเจริญพรหมวิหาร ๔ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วจึงไปเกิดในสุคติพรหมโลก พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม เป็นอย่างนี้แล (๑) พราหมณ์ผู้เสมอด้วยเทวดา เป็นอย่างไร คือ พราหมณ์ในโลกนี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนตร์อยู่ตลอด ๔๘ ปี แสวงหาทรัพย์สำหรับ บูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยชอบธรรมเท่านั้น ไม่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม @เชิงอรรถ : @ โกมารพรหมจรรย์ หมายถึงพรหมจรรย์ที่ประพฤติสืบต่อมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๙๒/๗๑) @ ทิศเบื้องบน หมายถึงเทวโลก (วิสุทฺธิ. มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเบื้องล่าง หมายถึงสัตว์นรก และนาค (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๑๙} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยกสิกรรม ไม่แสวงหาด้วยพาณิชยกรรม ไม่แสวงหา ด้วยโครักขกรรม ไม่แสวงหาด้วยการเป็นนักรบ ไม่แสวงหาด้วยการรับราชการ และไม่แสวงหาด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์แล้ว แสวงหาภรรยาโดยชอบธรรม ไม่ แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยการซื้อ ไม่แสวงหาด้วยการขาย แต่แสวงหาเฉพาะ พราหมณีที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำ เขาสมสู่เฉพาะพราหมณี ไม่สมสู่กับสตรีชั้น กษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล นายพราน ช่างสาน ช่างรถ คนขนขยะ สตรีมีครรภ์ สตรีมีลูกอ่อน สตรีหมดระดู เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีครรภ์ เพราะถ้าพราหมณ์สมสู่กับสตรีมีครรภ์ มาณพหรือมาณวิกา ชื่อว่าเป็นผู้เกิดแต่กอง อุจจาระ ฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีครรภ์ เพราะเหตุไร พราหมณ์จึง ไม่สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน เพราะถ้าพราหมณ์สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน มาณพหรือ มาณวิกาชื่อว่าเป็นผู้ดื่มของไม่สะอาด ฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์ มิใช่เพราะต้องการความใคร่ มิใช่ เพราะต้องการความสนุก มิใช่เพราะต้องการความยินดี แต่เป็นพราหมณีของ พราหมณ์ เพราะต้องการบุตรเท่านั้น พราหมณ์นั้นมีบุตรหรือธิดาแล้ว จึงปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต เขาบวชแล้วอย่างนี้ ก็สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาอยู่ เธอเจริญฌานทั้ง ๔ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ พราหมณ์ผู้เสมอด้วยเทวดา เป็นอย่างนี้แล (๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๒๐} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร พราหมณ์ผู้มีความประพฤติดี เป็นอย่างไร คือ พราหมณ์ในโลกนี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนตร์อยู่ ๔๘ ปี แสวงหาทรัพย์สำหรับบูชา อาจารย์เพื่ออาจารย์โดยชอบธรรมเท่านั้น ไม่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยกสิกรรม ไม่แสวงหาด้วยพาณิชยกรรม ไม่แสวงหา ด้วยโครักขกรรม ไม่แสวงหาด้วยการเป็นนักรบ ไม่แสวงหาด้วยการรับราชการ และไม่แสวงหาด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์แล้ว แสวงหาภรรยาโดยชอบธรรม เท่านั้น ไม่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยการซื้อ ไม่แสวงหาด้วยการขาย แต่แสวงหาเฉพาะ พราหมณีที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำ เขาสมสู่เฉพาะพราหมณี ไม่สมสู่กับสตรีชั้น กษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล นายพราน ช่างสาน ช่างรถ คนขนขยะ สตรีมีครรภ์ สตรีมีลูกอ่อน สตรีหมดระดู เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีครรภ์ เพราะถ้าพราหมณ์สมสู่กับสตรีมีครรภ์ มาณพหรือมาณวิกาชื่อว่าเป็นผู้เกิดแต่กอง อุจจาระ ฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีครรภ์ เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่ สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน เพราะถ้าพราหมณ์สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน มาณพหรือ มาณวิกาชื่อว่าเป็นผู้ดื่มของไม่สะอาด ฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่กับสตรีมีลูกอ่อน พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์ มิใช่เพราะต้องการความใคร่ มิใช่ เพราะต้องการความสนุก มิใช่เพราะต้องการความยินดี แต่เป็นพราหมณีของ พราหมณ์นั้น เพราะต้องการบุตรเท่านั้น พราหมณ์นั้นมีบุตรหรือธิดาแล้ว ปรารถนา ความยินดีในบุตรหรือธิดานั้นแล ครอบครองทรัพย์สมบัติ ไม่ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ดำรงอยู่ในความประพฤติดีของพราหมณ์แต่ปางก่อน ไม่ล่วงละเมิดความ ประพฤติดีนั้น เพราะเหตุดังนี้แล ชาวโลกจึงเรียกว่า พราหมณ์ผู้มีความประพฤติดี พราหมณ์ผู้มีความประพฤติดี เป็นอย่างนี้แล (๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๒๑} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร พราหมณ์ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว เป็นอย่างไร คือ พราหมณ์ในโลกนี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนตร์อยู่ตลอด ๔๘ ปี แสวงหาทรัพย์สำหรับ บูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยชอบธรรมเท่านั้น ไม่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมในการแสวงหานั้น เป็นอย่างไร คือ เขาไม่แสวงหาด้วยกสิกรรม ไม่แสวงหาด้วยพาณิชยกรรม ไม่แสวงหา ด้วยโครักขกรรม ไม่แสวงหาด้วยการเป็นนักรบ ไม่แสวงหาด้วยการรับราชการ ไม่แสวงหาด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์แล้ว แสวงหาภรรยาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง แสวงหาด้วยการซื้อบ้าง แสวงหาด้วยการขายบ้าง แสวงหา พราหมณีที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำบ้าง สมสู่กับพราหมณีบ้าง สตรีชั้นกษัตริย์บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้าง นายพรานบ้าง ช่างสานบ้าง ช่างรถบ้าง คนขนขยะบ้าง สตรีมีครรภ์บ้าง สตรีมีลูกอ่อนบ้าง สตรีมีระดูบ้าง สตรีหมด ระดูบ้าง พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์เพราะต้องการความใคร่บ้าง เพราะต้องการความสนุกบ้าง เพราะต้องการความยินดีบ้าง เพราะต้องการบุตร บ้าง พราหมณ์ไม่ดำรงอยู่ในความประพฤติดีของพราหมณ์แต่ปางก่อน ล่วงละเมิด ความประพฤตินั้น เพราะเหตุดังนี้แล ชาวโลกจึงเรียกว่า พราหมณ์ผู้มีความประพฤติ ทั้งดีและชั่ว พราหมณ์ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว เป็นอย่างนี้แล (๔) พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล เป็นอย่างไร คือ พราหมณ์ในโลกนี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ บริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนตร์อยู่ ๔๘ ปี แสวงหาทรัพย์สำหรับบูชา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๒๒} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๒. โทณพราหมณสูตร อาจารย์เพื่ออาจารย์โดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง แสวงหาด้วยกสิกรรมบ้าง แสวงหาด้วยพาณิชยกรรมบ้าง แสวงหาด้วยโครักขกรรมบ้าง แสวงหาด้วยการเป็น นักรบบ้าง แสวงหาด้วยการรับราชการบ้าง แสวงหาด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารบ้าง เขามอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์แล้ว แสวงหาภรรยาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง แสวงหาด้วยการซื้อบ้าง แสวงหาด้วยการขายบ้าง แสวงหาพราหมณีที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำบ้าง สมสู่ กับพราหมณีบ้าง สตรีชั้นกษัตริย์บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้าง นายพราน บ้าง ช่างสานบ้าง ช่างรถบ้าง คนขนขยะบ้าง สตรีมีครรภ์บ้าง สตรีมีลูกอ่อนบ้าง สตรีมีระดูบ้าง สตรีหมดระดูบ้าง พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์เพราะ ต้องการความใคร่บ้าง เพราะต้องการความสนุกบ้าง เพราะต้องการความยินดีบ้าง เพราะต้องการบุตรบ้าง เขาเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง พวกพราหมณ์ได้กล่าวกับ เขาอย่างนี้ว่า ‘ท่านปฏิญญาว่าเป็นพราหมณ์ ผู้เจริญ เพราะเหตุไร จึงเลี้ยงชีพด้วย การงานทุกอย่าง’ เขาตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เปรียบเสมือนไฟไหม้ของสะอาด บ้าง ไม่สะอาดบ้าง แต่ไฟไม่ยึดติดกับสิ่งนั้น แม้ฉันใด ถึงแม้พราหมณ์เลี้ยงชีพด้วย การงานทุกอย่างก็จริง แต่พราหมณ์ก็ไม่ยึดติดกับการงานนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน พราหมณ์จึงเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง’ เพราะเหตุดังนี้แล ชาวโลกจึงเรียกว่า พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล เป็นอย่างนี้แล (๕) โทณะ บรรดาฤๅษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษี วามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตตะ ฤๅษียมทัคคิ ฤๅษีอังคีรส ฤๅษีภารทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนตร์ บอกมนตร์ พวกพราหมณ์ใน ปัจุบันนี้ขับตาม กล่าวตามซึ่งบทมนตร์ที่เก่าแก่นี้ ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวม ไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง สาธยายได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ฤๅษีเหล่านั้นบัญญัติ พราหมณ์ ๕ จำพวกนี้ไว้ คือ ๑. พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ๒. พราหมณ์ผู้เสมอด้วยเทวดา ๓. พราหมณ์ผู้ประพฤติดี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๒๓} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๓. สังคารวสูตร ๔. พราหมณ์ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว ๕. พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล โทณะ บรรดาพราหมณ์ ๕ จำพวกนั้น ท่านเป็นพราหมณ์จำพวกไหน” โทณพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้แต่พราหมณ์ ผู้เป็นจัณฑาล ข้าพระองค์ยังให้บริบูรณ์ไม่ได้เลย ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของ ท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิตเถิด” โทณพราหมณสูตรที่ ๒ จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้