๔. เรวตีเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๔. เรวตีเปตวัตถุ ๔. เรวตีเปตวัตถุ เรื่องนางเรวดีเปรต (ยักษ์บริวารของท้าวเวสวัณปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก จึงกล่าวว่า)
จงลุกขึ้น นางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า มีปกติไม่ให้ทาน ประตู(นรก)เปิดแล้ว พวกเราจะนำเจ้าไปโยนลงนรก อันเป็นสถานที่ทอดถอนใจของเหล่าสัตว์นรก ผู้มีความทุกข์ทรมานทนทุกข์อยู่ (พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า)
ยักษ์ใหญ่ตาแดงสองตนดุจทูตพญายมนั้น ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็จับแขนนางเรวดีคนละข้าง พาไปใกล้หมู่เทวดา (นางเรวดีถามยักษ์สองตนว่า)
นั่นวิมานของใคร มีรัศมีแสงอาทิตย์ น่าพอใจ เรืองรอง งดงาม น่าอยู่อาศัย ปกคลุมด้วยตาข่ายทอง เนืองแน่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งโรจน์ดังแสงอาทิตย์
หมู่เทพนารีลูบไล้กายด้วยแก่นจันทน์หอม ช่วยทำวิมานทั้งภายในและภายนอกให้งดงาม วิมานนั้นมีรัศมีปรากฏเสมอด้วยแสงอาทิตย์ คนที่ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานเป็นใครกัน (ยักษ์สองตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า)
ที่กรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ วิมานที่เนืองแน่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งโรจน์ดังแสงอาทิตย์นั้นเป็นของนันทิยอุบาสก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๔. เรวตีเปตวัตถุ
หมู่เทพนารีลูบไล้กายด้วยแก่นจันทน์หอม ช่วยทำวิมานทั้งภายในและภายนอกให้งดงาม วิมานนั้นมีรัศมีปรากฏเสมอด้วยแสงอาทิตย์ คนที่ขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน คือ นันทิยอุบาสก (นางเรวดีกล่าวว่า)
ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก เป็นใหญ่ในเรือน เป็นใหญ่ในทรัพย์สินทั้งหมดของสามี บัดนี้ ฉันจะรื่นรมย์ในวิมานของสามี ไม่ปรารถนาจะเห็นนรก (ยักษ์สองตนนั้นไม่ยอมเชื่อจึงพาตัวนางลงไปใกล้อุสสทนรกแล้วกล่าวว่า)
นางผู้แสนจะชั่วช้า นี่แหละนรกสำหรับเจ้า บุญเจ้าไม่ได้ทำไว้ในมนุษยโลก เพราะคนตระหนี่มักโกรธมีบาปธรรม ย่อมไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้เกิดในสวรรค์ (นางเรวดีเห็นนายนิรยบาลสองตนพากันมาฉุดคร่าตนเพื่อจะโยนลงไปในคูถนรก ชื่อว่าสังสวกะ จึงถามถึงนรกนั้นว่า)
ทำไมหนอจึงปรากฏแต่อุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งสกปรก เหตุไฉน อุจจาระนี้จึงมีกลิ่นเหม็นร้ายกาจ คละคลุ้งไปเล่า (นายนิรยบาลตอบว่า)
นางเรวดี นรกที่เจ้าจะหมกไหม้อยู่หลายพันปีนี้ มีชื่อว่าสังสวกนรก ลึก ๑๐๐ ชั่วคน (นางเรวดีจึงถามว่า)
ฉันทำกรรมชั่วทางกายวาจาใจอะไรหรือหนอ จึงตกสังสวกนรกที่ลึก ๑๐๐ ชั่วคน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๔. เรวตีเปตวัตถุ (นายนิรยบาลตอบว่า)
เจ้าลวงสมณพราหมณ์และวณิพกพวกอื่น ด้วยการกล่าวเท็จ นั่นแหละบาปที่เจ้าทำไว้
เพราะบาปนั้นเจ้าจึงตกสังสวกนรกที่ลึกถึง ๑๐๐ ชั่วคน นางเรวดี เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นหลายพันปี
นายนิรยบาลทั้งหลาย จะตัดมือ เท้า หู แม้กระทั่งจมูก อนึ่งแม้ฝูงนกกาก็จะพากันมารุมจิกกินเจ้าที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่ (นางเรวดีกล่าวว่า)
โปรดเถิดพ่อคุณ ขอท่านทั้งหลายช่วยนำดิฉันกลับไปเถิด ดิฉันจักสร้างกุศลกรรมที่คนทำแล้วได้รับความสุข และไม่เดือดร้อนในภายหลังนั้นให้มาก ด้วยการให้ทาน ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ การสำรวม และการฝึกอินทรีย์ (นายนิรยบาลกล่าวว่า)
เมื่อก่อน เจ้าประมาทมัวเมา บัดนี้จะมาร่ำไห้ทำไมเล่า เจ้าจักต้องเสวยผลกรรมทั้งหลายที่เจ้าทำไว้เอง (นางเรวดีกล่าวว่า)
ใครจากเทวโลกไปยังมนุษยโลก เมื่อถูกถาม พึงกล่าวถ้อยคำของดิฉันอย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงถวายทาน คือ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ปล่อยวางอาชญา เพราะว่า คนตระหนี่ มักโกรธ มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้เกิดร่วมกับผู้ไปสวรรค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๔. เรวตีเปตวัตถุ
ถ้าดิฉันนั้นจากที่นี้ไป ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล จักสร้างกุศลให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ การสำรวม และการฝึกอินทรีย์
ดิฉันจักปลูกสวนไม้ดอกไม้ผล จักตัดทางเข้าไปในสถานที่ที่เดินลำบาก ขุดบ่อน้ำ และตั้งน้ำดื่มไว้ด้วยใจที่ผ่องแผ้ว
จักเข้าจำอุโบสถศีลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ทุกวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ตลอดวันปาฏิหาริยปักษ์
ดิฉันผู้สำรวมระวังในศีลตลอดเวลา และจักไม่ละเลยในการให้ทาน เพราะผลกรรมนี้ ดิฉันได้เห็นเองแล้ว (พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า)
นายนิรยบาลทั้งหลายช่วยกันจับนางเรวดี ที่กำลังพร่ำเพ้อ ดิ้นรนไปมาอยู่อย่างนี้ ให้เท้าชี้หัวดิ่งลงไปในนรกอันน่ากลัว (นางเรวดีได้กล่าวคาถาสุดท้ายอีกว่า)
ชาติก่อน ฉันเป็นคนตระหนี่ ด่าว่าสมณพราหมณ์ และลวงสามีด้วยเรื่องไม่จริง จึงหมกไหม้ในนรกที่น่ากลัว เรวตีเปตวัตถุที่ ๔ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๗}