๑. ปุสสเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๑. ปุสสเถรคาถา ๑๗. ติงสนิบาต ๑. ปุสสเถรคาถา ภาษิตของพระปุสสเถระ (พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตเบื้องต้นไว้ว่า)
ฤๅษีปัณฑรสโคตรได้พบเห็นภิกษุมากรูป ผู้น่าเลื่อมใส อบรมตน สำรวมดีแล้ว ได้สอบถามพระปุสสเถระว่า
ในกาลภายหน้า ภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ จะมีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร มีอากัปกิริยาอย่างไร ข้าพเจ้าเรียนถามท่านแล้ว นิมนต์บอกความข้อนั้นด้วยเถิด (พระปุสสเถระไดักล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ท่านปัณฑรสฤๅษี เชิญท่านฟังคำของอาตมา ขอเชิญตั้งใจจดจำให้ดี อาตมาจะบอกข้อความที่ท่านถามถึงอนาคตแก่ท่าน
ในกาลภายหน้า ภิกษุทั้งหลายส่วนมาก จักเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ โอ้อวด ริษยา และมีวาทะขัดแย้งกัน
มีความสำคัญในสัทธรรมที่ยังไม่รู้ ไม่เห็นว่ารู้ ว่าเห็น มีความคิดในธรรมที่ลึกซึ้งว่าตื้น เป็นคนเบา ไม่หนักแน่นในธรรม ไม่เคารพกันและกัน
ในกาลภายหน้า โทษเป็นอันมาก จะเกิดขึ้นในสัตว์โลก ภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ความคิด จะทำธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้วนี้ ให้มัวหมอง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๑. ปุสสเถรคาถา
ทั้งจะเสื่อมจากคุณธรรม กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ มีพวกมาก ปากจัด ไม่ยอมรับฟัง(ความคิดเห็นของผู้อื่น)
ฝ่ายพวกที่มีคุณธรรม พูดในท่ามกลางสงฆ์ตามความเป็นจริง ละอายใจ ไม่ต้องการผลประโยชน์จักมีพวกน้อย
ในกาลภายหน้า ภิกษุทั้งหลายจะมีปัญญาทราม พากันยินดี เงิน ทอง ไร่นา สวน แพะ แกะ และคนใช้ชายหญิง
จะเป็นคนอันธพาล ชอบมุ่งแต่จะตำหนิติเตียน ไม่ตั้งมั่นในศีล ถือตัวจัด โหดร้าย เที่ยวไป ชอบก่อการทะเลาะวิวาท
ทั้งจะมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรสีเขียว เที่ยวทำตัวดังพระอริยะ
จะใช้น้ำมันแต่งผมให้งดงาม เป็นคนเหลาะแหละเหลวไหล ใช้ยาหยอดแต่งตา นุ่งห่มจีวรสีงาช้าง เที่ยวไปตามถนนหนทาง
จะรังเกียจผ้ากาสาวะซึ่งย้อมดีแล้ว ที่พระอริยะทั้งหลายไม่รังเกียจ เป็นธงชัยของพระอรหันต์ ชอบใช้แต่ผ้าขาว
จะมุ่งแต่ลาภ เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน รังเกียจเสนาสนะป่า ชอบอยู่แต่เสนาสนะใกล้บ้าน
จะไม่สำรวม เที่ยวประพฤติตามพวกภิกษุ ที่ยินดีในมิจฉาชีพ ได้ลาภอยู่เสมอๆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๑. ปุสสเถรคาถา
ในกาลภายหน้า ภิกษุทั้งหลายจะไม่บูชายกย่องเหล่าภิกษุผู้ไม่ มีลาภ ทั้งจะไม่คบค้าสมาคมกับเหล่าภิกษุผู้รักษาศีลดี ซึ่งเป็นนักปราชญ์
จะห่มจีวรสีแดงที่คนป่าชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้ากาสาวะซึ่งเป็นธงชัยของตน บางพวกก็จะห่มจีวรสีขาว ซึ่งเป็นธงชัยของพวกเดียรถีย์
ในกาลภายหน้า ภิกษุเหล่านั้นจะไม่มีความเคารพในผ้ากาสาวะ ทั้งจะไม่พิจารณาใช้ผ้ากาสาวะ
การไม่คิดพิจารณาให้ดี ได้เป็นความเลวร้ายอย่างใหญ่หลวงของพญาช้าง ที่ถูกลูกศรเสียบแทง ถูกทุกขเวทนาครอบงำทุรนทุรายอยู่
เพราะครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ ได้เห็นผ้ากาสาวะ ซึ่งโสณุตตรพรานคลุมร่างไว้ ที่ย้อมดีแล้วเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ได้กล่าวภาษิตที่ประกอบด้วยประโยชน์ในขณะนั้นแหละว่า
ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะ และสัจจะ จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ผู้นั้นไม่ควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะเลย
ส่วนผู้ใดพึงคลายกิเลสดุจน้ำฝาด ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแหละควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะได้ @เชิงอรรถ : @ ความฝึกอินทรีย์ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๖๙/๔๐๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๑. ปุสสเถรคาถา
ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบทำตามความพอใจ มีจิตฟุ้งซ่าน ทั้งไม่บริสุทธิ์ ผู้นั้นไม่ควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะเลย
ส่วนผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ มีจิตตั้งมั่นดี มีความดำริในใจใสสะอาด ผู้นั้นแหละ ควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะได้
ผู้ที่ไม่มีศีล ฟุ้งซ่าน มีมานะจัด เป็นคนพาล ควรที่จะนุ่งห่มผ้าขาวเท่านั้น ผ้ากาสาวะจะช่วยอะไรได้
ในกาลภายหน้า ทั้งพวกภิกษุและภิกษุณี ผู้มีใจชั่ว ไม่เอื้อเฟื้อ จะข่มขี่ฝ่ายที่คงที่มีจิตเมตตา
พวกที่เป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบทำตามความพอใจ ถึงพระเถระทั้งหลาย จะสอนให้ครองจีวร ก็จักไม่เชื่อฟัง
พวกเธอซึ่งเป็นคนโง่เขลา พระอุปัชฌาย์อาจารย์สอนอย่างนั้น ก็จะไม่เคารพกันและกัน ไม่เอื้อเฟื้อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เหมือนม้าพยศไม่ยอมให้สารถีฝึก
ครั้นกาลภายหลัง(ตติยสังคายนา)ผ่านไปแล้ว พวกภิกษุและภิกษุณีในกาลภายหน้า จักปฏิบัติกันอย่างนี้ (ครั้นพระปุสสเถระแสดงภัยอย่างใหญ่หลวงที่ยังมาไม่ถึงนั้นจะมาถึงในกาล ภายหน้าอย่างนั้น เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นอีก จึง ได้กล่าว ๓ ภาษิตเหล่านี้ว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
ภัยอย่างใหญ่หลวงซึ่งยังมาไม่ถึงนี้ จะมาถึงข้างหน้า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ว่าง่าย พูดจาอ่อนหวาน มีความเคารพกันและกัน
มีจิตเมตตากรุณา สำรวมในศีล ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว บากบั่นมั่นคงเป็นประจำเถิด
ขอชนทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเห็นความไม่ประมาทโดยเป็นสิ่งที่เกษม แล้วบำเพ็ญอัฏฐังคิกมรรคที่จะบรรลุอมตบท ได้ ๒. สารีปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระสารีบุตรเถระ (พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)
ผู้ใดมีสติประพฤติเหมือนผู้สำรวมกาย เหมือนสัตบุรุษ ไม่ประมาท เหมือนผู้สำรวมความคิด ยินดีในการเจริญกรรมฐานไว้ภายใน มีจิตตั้งมั่นดีอยู่ผู้เดียว สันโดษ นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ
ภิกษุ เมื่อฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม ไม่พึงฉันให้อิ่มเกินไป ไม่พึงฉันให้น้อยเกินไป พึงฉันแต่พอประมาณ พึงมีสติอยู่
พึงเลิกฉันก่อนอิ่ม ๔-๕ คำ แล้วดื่มน้ำ เท่านี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน @เชิงอรรถ : @ นิพพาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘๐/๔๐๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๐}