๒. สารีปุตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๒. สารีปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระสารีบุตรเถระ (พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)
ผู้ใดมีสติประพฤติเหมือนผู้สำรวมกาย เหมือนสัตบุรุษ ไม่ประมาท เหมือนผู้สำรวมความคิด ยินดีในการเจริญกรรมฐานไว้ภายใน มีจิตตั้งมั่นดีอยู่ผู้เดียว สันโดษ นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ
ภิกษุ เมื่อฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม ไม่พึงฉันให้อิ่มเกินไป ไม่พึงฉันให้น้อยเกินไป พึงฉันแต่พอประมาณ พึงมีสติอยู่
พึงเลิกฉันก่อนอิ่ม ๔-๕ คำ แล้วดื่มน้ำ เท่านี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน @เชิงอรรถ : @ นิพพาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘๐/๔๐๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
อนึ่ง การนุ่งห่มจีวรที่สมควร ซึ่งเป็นประโยชน์ นี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน
เมื่อภิกษุนั่งขัดสมาธิในกุฎีใด ฝนตกไม่เปียกเข่าทั้งสอง กุฎีเท่านี้ ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน
ภิกษุใดพิจารณาเห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์เป็นเหมือนลูกศรคอยทิ่มแทงได้ ภิกษุนั้น ไม่ได้มีความยึดมั่นในอทุกขมสุขเวทนาทั้ง ๒ นั้น ว่าเป็นของเนื่องในตน เธอจะพึงถูกกิเลสอะไรผูกมัดไว้ในโลกได้อย่างไร
ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน มีการเล่าเรียนน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้มีในสำนักเรา ในกาลไหนๆ เลย (เพราะ)คนเช่นนั้นในสัตวโลก จะพึงสอนแบบไหนอย่างไรได้
ส่วนภิกษุผู้เป็นพหูสูต มีปัญญา ตั้งมั่นดีในศีล ประกอบความสงบใจเนืองๆ อยู่ ขอจงมาสถิตอยู่บนกระหม่อมของเราเถิด
ภิกษุใดประกอบธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า อยู่เนืองๆ มีใจยินดีในธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ภิกษุนั้น ชื่อว่าพลาดจากนิพพาน ซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม @เชิงอรรถ : @ ความยินดีในกามและความติดในรูปเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘๙/๔๔๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
ส่วนภิกษุใดละธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้าได้แล้ว ยินดีแล้วในทางแห่งธรรมซึ่งเป็นเหตุไม่ให้เนิ่นช้า ภิกษุนั้นบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม
พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่สถานที่ใด คือ จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม สถานที่นั้น เป็นรมณียสถาน
ท่านผู้ปราศจากราคะทั้งหลาย จะยินดีป่าทั้งหลาย อันน่ารื่นรมย์ ที่ชนผู้แสวงหากามไม่ยินดี เพราะท่านเหล่านั้น ไม่แสวงหากาม
บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ (และ) พึงคบผู้ที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย
ผู้ใดพึงกล่าวสอนพร่ำสอน และห้ามจากความชั่ว ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย แต่ไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระจักษุ ได้ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ เรามุ่งประโยชน์ ได้ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้น ไม่ไร้ประโยชน์ จึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วหาอาสวะมิได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ เพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธญาณ จุตูปปาตญาณ และทิพพโสตญาณ (ยักษ์กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
พระเถระโล้นชื่ออุปติสสะนั่นแหละ ยอดเยี่ยมด้วยปัญญา ครองผ้าสังฆาฏิอาศัยโคนไม้นั่นเองนั่งเข้าฌานอยู่
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่งอย่างประเสริฐโดยแท้จริง
ภูเขาศิลาล้วน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเพราะสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขา (พระสารีบุตรเถระฟังคำของสามเณรนั้นแล้ว จึงได้กล่าวภาษิตว่า)
คนผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ใฝ่ใจแสวงหาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ ความชั่วเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏดังเท่าก้อนเมฆ (พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่าตนมีจิตเสมอกัน ทั้งตาย ทั้งเป็นอยู่ จึง กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า) @เชิงอรรถ : @ ความรู้ที่เป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ทั้งของตนและของผู้อื่น @ ความรู้คือดวงตาทิพย์ @ ความรู้กำหนดใจผู้อื่นได้ @ ความรู้ที่แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ @ ความรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย @ ความรู้ที่ทำให้ฟังได้ยินหมดตามปรารถนา (หูทิพย์) (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๔๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
เราไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า จักละกายนี้
เราไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่ แต่เราคอยเวลาอันควร เหมือนลูกจ้างทำการงานคอยค่าจ้าง (และเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น จึงได้กล่าวไว้อีก ๒ ภาษิตว่า)
ความตายนี้มีแน่นอนใน ๒ คราว คือ คราวแก่และคราวหนุ่มจะไม่ตาย ไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าพินาศเลย ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย
เมืองชายแดนได้รับการคุ้มครองทั้งภายในและภายนอก ฉันใด ท่านทั้งหลายโปรดคุ้มครองตนให้ได้ ฉันนั้น ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะเหล่าชนที่ปล่อยให้ขณะล่วงเลยไป ย่อมแออัดกันในนรก เศร้าโศกอยู่ (พระสารีบุตรเถระพบท่านพระมหาโกฏฐิตะ เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของท่าน จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ภิกษุผู้สงบ งดเว้นจากการทำชั่ว พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลายได้ เหมือนกับลมพัดใบไม้ให้ร่วงหล่น
ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากการทำความชั่ว มักพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมได้แล้ว เหมือนกับลมพัดใบไม้ให้ลอยไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๒. สารีปุตตเถรคาถา
ภิกษุผู้สงบระงับ ไม่มีความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลอันงาม เป็นปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้ (พระสารีบุตรเถระปรารภพวกภิกษุวัชชีบุตรที่เชื่อพระเทวทัตต์ จึงได้กล่าว ภาษิตทั้งหลายไว้ว่า)
บุคคลไม่พึงไว้ใจในปุถุชนบางพวก ทั้งที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต แม้เบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ภายหลังจะเป็นคนไม่ดี หรือเบื้องต้นเป็นคนไม่ดี ภายหลังจะกลับเป็นคนดีก็ตาม
นิวรณธรรม ๕ เหล่านี้ คือ (๑) กามฉันทะ (๒) พยาบาท (๓) ถีนมิทธะ (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (๕) วิจิกิจฉา เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองใจของภิกษุ
สมาธิของภิกษุใดผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ด้วยมีผู้สักการะ (๒) ด้วยไม่มีผู้สักการะ
ภิกษุผู้เข้าฌาน มีความเพียรต่อเนื่อง พิจารณาเห็นด้วยปัญญาที่สุขุม ยินดีในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน นั้น นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า สัตบุรุษ
มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ ลม ๑ ไม่ควรที่จะเปรียบเทียบกับความหลุดพ้นอย่างประเสริฐ ของพระศาสดา @เชิงอรรถ : @ ความยึดมั่นถือมั่น (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๑๑/๔๓๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๗. ติงสนิบาต] ๓. อานนทเถรคาถา
พระเถระผู้ประพฤติตามพระธรรมจักร ที่พระศาสดาทรงให้เป็นไป มีปัญญามาก มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดิน น้ำ และไฟ ไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้าย
ภิกษุถึงที่สุดสาวกปัญญาบารมี มีความรู้มาก เป็นมหามุนี ไม่โง่เขลา ไม่ใช่เหมือนผู้โง่เขลา เป็นผู้เย็นอยู่เป็นนิตย์
เราปรนนิบัติพระศาสดา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระที่หนักได้ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว
ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นคำพร่ำสอนของเรา เราหลุดพ้นจากกิเลสและภพได้ทั้งหมดแล้ว จะปรินิพพานละ