๗. ทสรถชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๗. ทสรถชาดก (๔๖๑) ว่าด้วยพระเจ้าทศรถ (พระรามบัณฑิตกล่าวว่า)
มานี่ พ่อลักษณ์และแม่สีดา เจ้าทั้ง ๒ จงลงน้ำ น้องภรตนี้กล่าวอย่างนี้ว่า พระเจ้าทศรถสวรรคตแล้ว (ภรตกุมารถามรามบัณฑิตว่า)
เจ้าพี่ราม เพราะอานุภาพอะไร เจ้าพี่จึงไม่ทรงเศร้าโศกถึงเหตุที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์จึงไม่ครอบงำเจ้าพี่ เพราะทรงสดับว่า ทูลกระหม่อมพ่อสวรรคตแล้ว (พระรามบัณฑิตประกาศความไม่เที่ยงว่า)
บรรดาคนทั้งหลายผู้พร่ำเพ้อถึงอยู่เป็นอันมาก ไม่มีสักคนหนึ่งที่สามารถจะรักษาชีวิตไว้ได้ วิญญูชนคนมีปัญญาจะพึงยังตนให้เดือดร้อนเพื่ออะไรเล่า
เพราะว่าคนหนุ่ม คนแก่ คนโง่ คนฉลาด คนมั่งคั่งร่ำรวย คนจนก็ตาม ล้วนจะต้องตายทั้งนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต] ๗. ทสรถชาดก (๔๖๑)
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมามีภัยต้องตายแน่นอน เหมือนผลไม้สุกมีอันตรายต้องหล่นแน่นอน
ชนเป็นจำนวนมาก บางพวกเห็นกันเมื่อตอนเช้า ในตอนเย็นกลับไม่ปรากฏ บางพวกเห็นกันในตอนเย็น พอรุ่งเช้ากลับไม่ปรากฏ
หากผู้ที่หลงคร่ำครวญเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงนำประโยชน์อะไรมาได้บ้าง บัณฑิตผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ก็จะพึงกระทำเช่นนั้นบ้าง
ผู้ที่เบียดเบียนตนเองย่อมจะซูบผอม ไม่ผ่องใสเพราะการคร่ำครวญนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปสู่ปรโลกก็คุ้มครองตนไม่ได้ การคร่ำครวญเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
ที่พำนักอาศัยที่ร้อน บุคคลพึงใช้น้ำดับได้ฉันใด ข้ออุปไมยก็ฉันนั้น ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นแล้ว นรชนคนผู้เป็นปราชญ์มีการสดับฟัง มีปัญญา เป็นบัณฑิต พึงกำจัดเสียโดยพลันเหมือนลมพัดนุ่น
สัตว์ย่อมตายคนเดียว เกิดก็คนเดียวในสกุล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์มีความเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเหตุนั้นแหละ นักปราชญ์ผู้เป็นพหูสูต พิจารณาโลกนี้และโลกหน้า เพราะรู้ทั่วถึงธรรม แม้ความเศร้าโศกใหญ่หลวงก็แผดเผาจิตใจไม่ได้
เรานั้นจักให้ จักบริโภค จักเลี้ยงดูญาติทั้งหลาย และจักคุ้มครองมหาชนที่เหลือ นั่นเป็นหน้าที่ของท่านผู้รู้
พระรามบัณฑิตผู้มีพระศองามดุจทองคำ มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ๑๖,๐๐๐ ปี ทสรถชาดกที่ ๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๖๙}