๖. จูฬหังสชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒) ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดีต่อพญาหงส์จูฬหังสะ (พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาหงส์ทองเมื่อจะทดลองใจหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)
ฝูงหงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคาม มีความกลัวจนต้องบินหนีไป ท่านสุมุขะผู้มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดังทองคำ ท่านจงบินหนีไปตามความประสงค์เถิด
เราผู้เดียวติดบ่วงอยู่ หมู่ญาติทั้งหลายไม่เหลียวแล พากันละทิ้งบินหนีไป ไยเล่ายังเหลือเจ้าอยู่แต่ตัวเดียว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒)
ท่านสุมุขะผู้ประเสริฐโผบินไปเถอะ เพราะความเป็นสหายไม่มีในผู้ติดบ่วงหรอก ท่านอย่าทำความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ให้เสื่อมเสียไปเลย จงบินหนีไปตามความประสงค์เถิด (หงส์สุมุขะเสนาบดีจับที่หลังเปือกตมกล่าวว่า)
ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์จะไม่ละทิ้งพระองค์ไป เพราะเหตุเพียงเท่านี้ว่า พระองค์ต้องประสบทุกข์ ข้าพระองค์จะอยู่จะตายกับพระองค์ (พญาหงส์ธตรัฏฐะกล่าวว่า)
ท่านสุมุขะ คำใดที่ท่านกล่าวออกมา คำนั้นเป็นคำอันดีงามของอริยชน แต่เราเมื่อจะทดลองท่าน จึงได้กล่าวคำนั้นออกไปว่า จงบินหนีไปเสียเถิด (ฝ่ายบุตรนายพรานเข้าไปหาพญาหงส์แล้วกล่าวว่า)
ท่านผู้ประเสริฐอุดมกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษาทิชาชาติตัวผงาดสัญจรไปในอากาศ ย่อมทำอากาศที่ไม่ใช่ทางให้เป็นทางบินไปได้ ท่านไม่ทราบว่ามีบ่วงแต่ที่ไกลหรือ (พญาหงส์โพธิสัตว์กล่าวว่า)
เมื่อใดสัตว์มีความเสื่อมในขณะจะสิ้นชีวิต เมื่อนั้นถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้ (นายพรานชื่นชมถ้อยคำของพญาหงส์ จึงสนทนากับพญาหงส์สุมุขะว่า)
ฝูงหงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคาม มีความกลัวจนต้องบินหนีไป ท่านผู้มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดังทองคำ ท่านเท่านั้นยังเหลืออยู่
นกทั้งหลายเหล่านั้นกินดื่มแล้วก็บินไป ไม่เหลียวแล ท่านผู้เดียวเท่านั้นยังอยู่ใกล้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒)
นกตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้าหนอ พ้นไปแล้วยังเข้าไปใกล้นกตัวติดบ่วง นกทั้งหลายพากันทอดทิ้งบินหนีไป ไยเล่ายังเหลือเจ้าอยู่แต่ตัวเดียว (หงส์สุมุขะเสนาบดีกล่าวว่า)
นกตัวนั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า เป็นทั้งมิตรเป็นทั้งเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักไม่ละทิ้งท่านไปตราบจนวันตาย (นายพรานฟังดังนั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส คิดจะปล่อยพญาหงส์ที่ติดบ่วง จึงกล่าวว่า)
ก็เจ้าประสงค์จะสละชีวิตเพราะเหตุแห่งเพื่อน เรายอมปล่อยสหายของเจ้า ขอพญาหงส์จงตามเจ้าไปเถิด (หงส์สุมุขะเสนาบดีมองดูพระโพธิสัตว์มีจิตยินดี จึงอนุโมทนาแก่นายพรานว่า)
นายพราน วันนี้ข้าพเจ้าเห็นพญาหงส์ผู้เป็นใหญ่กว่านก พ้นจากอันตรายแล้วย่อมร่าเริงฉันใด ขอท่านพร้อมกับญาติทั้งหมดจงร่าเริงฉันนั้นเถิด (พญาหงส์ทูลถามพระราชาว่า)
พระองค์ทรงพระเกษมสำราญแลหรือ มีพระอนามัยสมบูรณ์แลหรือ รัฐสีมารุ่งเรืองแลหรือ พระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอนพสกนิกรโดยธรรมแลหรือ (พระราชาตรัสว่า)
พญาหงส์ เราสุขเกษมสำราญดี อนามัยก็สมบูรณ์ดี อนึ่ง รัฐสีมาก็รุ่งเรือง และเราก็อนุศาสน์พร่ำสอนพสกนิกรโดยธรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒) (พญาหงส์ทูลถามว่า)
โทษบางประการในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีแลหรือ อนึ่ง พระองค์มีศัตรูหมู่อมิตรอยู่ห่างไกล ดุจพระฉายาด้านทิศทักษิณแลหรือ (พระราชาตอบว่า)
แม้โทษบางประการในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี อนึ่ง เรามีศัตรูหมู่อมิตรอยู่ห่างไกลดุจเงาด้านทิศทักษิณ (พญาหงส์ทูลถามว่า)
พระองค์ทรงมีพระมเหสีที่เหมาะสมอยู่ในพระโอวาท มีพระเสาวนีย์ที่น่ารัก ถึงพร้อมด้วยพระโอรส พระรูป และพระยศ อยู่ในพระอำนาจตามความพอพระทัย ของพระองค์แลหรือ (พระราชาตอบว่า)
ถูกแล้ว เรามีมเหสีที่เหมาะสมอยู่ในโอวาท มีดำรัสที่น่ารัก ถึงพร้อมด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ อยู่ในอำนาจตามความพอใจของเรา (พญาหงส์ทูลถามว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญ พระราชบุตรจำนวนมากของพระองค์ ทรงสมภพมาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยพระปรีชาเฉลียวฉลาด ยังทรงพากันรื่นเริงบันเทิงพระทัยอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ แลหรือ (พระราชาตอบว่า)
ท้าวธตรัฏฐะ บุตรของเรา ๑๐๑ พระองค์ปรากฏแล้วเพราะเรา ขอท่านโปรดชี้แจงกิจที่พึงกระทำแก่พวกเขาด้วยเถิด พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนคำของท่าน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) (พญาหงส์พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสแล้วได้ถวายโอวาทแก่พระราชบุตร เหล่านั้นว่า)
แม้ถ้าว่ากุลบุตรผู้เข้าถึงโดยชาติกำเนิดหรือโดยวินัย แต่ประกอบความเพียรในภายหลัง เขาย่อมตกอยู่ในห้วงแห่งอันตรายที่แก้ไขได้ยาก
ช่องโหว่อันใหญ่หลวงย่อมเกิดแก่เขาผู้มีปัญญาง่อนแง่น เหมือนคนผู้ตกอยู่ในความมืดแห่งราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบๆ เท่านั้น
ส่วนกุลบุตรผู้รู้แต่การประกอบความเพียร ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เขาจะไม่ประสบความรู้เลย ย่อมตกอยู่ในห้วงอันตรายอย่างเดียวเหมือนกวางที่ตกอยู่ที่ซอกเขา
แม้หากว่าคนผู้มีชาติสกุลต่ำ แต่เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา สมบูรณ์ด้วยอาจาระและศีล ก็ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟในราตรี
ขอพระองค์ทรงทำข้อที่ข้าพระองค์กล่าวแล้วนั้น ให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วทรงให้พระราชบุตรดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มีปัญญาย่อมงอกงามเหมือนพืชในนางอกงามเพราะน้ำฝน จูฬหังสชาดกที่ ๖ จบ