๗. สัตติคุมพชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) ว่าด้วยนกแขกเต้าชื่อว่าสัตติคุมพะ (พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า)
พระมหาราชผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวแคว้นปัญจาละ ทรงเป็นดุจนายพรานเนื้อ เสด็จออกพร้อมกับเสนา ทรงพลัดกับหมู่คณะ เสด็จมายังราวป่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓)
ทอดพระเนตรเห็นกระท่อมที่พวกโจรสร้างไว้ในป่านั้น นกแขกเต้าได้บินออกจากกระท่อมไป กล่าวถ้อยคำที่หยาบช้าว่า
มีกษัตริย์หนุ่มน้อยพร้อมทั้งพาหนะ มีพระกุณฑลงามเกลี้ยงเกลาดี มีกรอบพระพักตร์แดงงาม เหมือนดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างในกลางวัน
พระราชาบรรทมหลับพร้อมกับนายสารถี เอาเถิด พวกเราจะรีบช่วยกัน แย่งชิงอาภรณ์ของท้าวเธอเสียทั้งหมด
แม้เวลานี้ก็เงียบสงัดเหมือนเวลาเที่ยงวัน พระราชาบรรทมหลับอยู่พร้อมกับนายสารถี พวกเราช่วยกันแย่งชิงพระภูษาและพระกุณฑลแก้วมณี ปลงพระชนม์แล้วกลบพระศพด้วยกิ่งไม้ (พ่อครัวปติโกลัมพะได้ฟังคำพูดของลูกนกแขกเต้านั้น จึงออกไปดู รู้ว่าเป็น พระราชา ตกใจกลัว จึงกล่าวว่า)
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร สัตติคุมพะ พูดออกมาได้ ธรรมดาพระราชาทั้งหลายยากที่จะเข้าถึงพระองค์ได้ เหมือนดังไฟที่ลุกโพลง (นกแขกเต้าสัตติคุมพะกล่าวโต้ตอบพ่อครัวว่า)
ปติโกลัมพะ เมื่อท่านเมาคุยคำโตๆ ออกมา เมื่อมารดาของเราเปลือยกาย ท่านจึงรังเกียจโจรกรรมหรือหนอ (พระราชาตื่นบรรทมได้ยินคำพูดของนกแขกเต้าสัตติคุมพะพูดกับพ่อครัวด้วย ภาษามนุษย์ ปลุกนายสารถีให้ลุกขึ้น ตรัสว่า)
ลุกขึ้นเถิด พ่อสารถีเพื่อนยาก เจ้าจงรีบเทียมรถ เราไม่ชอบใจนกนี้เลย เราไปยังอาศรมอื่นกันเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) (นายสารถีลุกขึ้นเทียมรถแล้วกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระมหาราช ราชรถเทียมไว้แล้ว พาหนะอันทรงกำลังก็พร้อมแล้ว เชิญเสด็จขึ้นประทับเถิดพะย่ะค่ะ พวกเราจะพากันไปยังอาศรมอื่น (นกแขกเต้าสัตติคุมพะเห็นราชรถแล่นไปอยู่ถึงความสลดใจ จึงกล่าวว่า)
พวกโจรในค่ายนี้พากันไปไหนหมดหนอ นั่นพระเจ้าปัญจาละกำลังเสด็จหนีไป พ้นสายตาพวกโจรไปแล้ว
พวกท่านจงถือเอาเกาทัณฑ์ หอก และโตมร นั่นพระเจ้าปัญจาละกำลังเสด็จหนีไป พวกท่านอย่าปล่อยให้พระองค์มีชีวิตอยู่ (พระศาสดาทรงประกาศข้อความนี้ว่า)
ครั้งนั้น นกแขกเต้าอีกตัวหนึ่งซึ่งมีจะงอยปากแดง ยินดีต้อนรับด้วยกล่าวว่า พระมหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ สิ่งของที่มีอยู่ในอาศรมนี้ ขอพระองค์เสวยเถิด
คือ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า และผลไม้ทั้งหลายที่มีรสพอสมควร ขอพระองค์เสวยผลไม้ที่ดีๆ เถิดพระเจ้าข้า
นี้น้ำเย็นนำมาจากซอกเขา พระมหาราช ขอพระองค์ทรงดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงประสงค์
ฤๅษีทั้งหลายในอาศรมนี้พากันไปป่าเพื่อแสวงหามูลผลาหาร ขอพระองค์เสด็จลุกขึ้นหยิบเอาเองเถิด ข้าพระองค์ไม่มีมือจะทูลถวาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) ขอพระองค์เสด็จลุกขึ้นหยิบเอาเองเถิด ข้าพระองค์ไม่มีมือจะทูลถวาย (พระราชาทรงเลื่อมใสการปฏิสันถารของนกปุปผกะ จึงทรงชมเชยว่า)
ปักษีตัวนี้ดีจริงหนอ เป็นนกแต่ทรงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ส่วนเจ้านกแขกเต้าตัวหนึ่งนั้นพูดแต่คำหยาบช้าว่า
จงฆ่ามัน จงมัดมัน อย่าปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ เมื่อมันบ่นพร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้แล เราได้ถึงอาศรมนี้โดยความสวัสดี (นกปุปผกะครั้นได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว จึงกราบทูลว่า)
พระมหาราช ข้าพระองค์ทั้ง ๒ เป็นพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน เจริญเติบโตอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่พลัดตกไปอยู่ต่างเขตแดนกัน
นกสัตติคุมพะเจริญเติบโตในแดนโจร ส่วนข้าพระองค์เจริญเติบโตอยู่ในสำนักของฤๅษี ณ ที่นี้ นกสัตติคุมพะนั้นอยู่ใกล้อสัตบุรุษ ข้าพระองค์อยู่ใกล้สัตบุรุษ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จึงแตกต่างกันโดยธรรม (นกปุปผกะจำแนกธรรมนั้นว่า)
ที่ใดมีแต่การฆ่า การจองจำ การหลอกลวงด้วยของปลอม การหลอกลวงซึ่งๆ หน้า การปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ และการข่มขู่กระทำทารุณอย่างแสนสาหัส นกสัตติคุมพะนั้นสำเหนียกแต่การกระทำเหล่านั้นในที่นั้น
ที่นี้มีแต่ความจริง สุจริตธรรม ความไม่เบียดเบียน ความสำรวม และการฝึกฝนอินทรีย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) พระองค์ผู้ทรงเป็นหน่อเนื้อแห่งภารตวงศ์ ข้าพระองค์เจริญเติบโตอยู่บนตักของฤๅษีผู้มีปกติให้อาสนะและน้ำ (บัดนี้เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา จึงกล่าวว่า)
ขอเดชะพระราชา ธรรมดาบุคคลคบหาคนใดๆ เป็นสัตบุรุษก็ตาม อสัตบุรุษก็ตาม มีศีลก็ตาม ไม่มีศีลก็ตาม ย่อมเป็นไปตามอำนาจของคนนั้นนั่นเอง
บุคคลทำคนเช่นไรให้เป็นมิตร และคบหาจนสนิทกับคนเช่นไร ถึงเขาก็เป็นเช่นคนนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น
คนชั่วใครคบเข้าย่อมเปื้อนคนคบ ซึ่งมิได้เปื้อนมาแต่เดิม คนชั่วใครสัมผัสถูกต้อง หรือเมื่อสัมผัสถูกต้องคนอื่น ก็ย่อมเปื้อนคนที่ตนสัมผัสถูกต้อง ซึ่งมิได้เปื้อนมาแต่เดิม ดุจลูกศรที่กำซาบด้วยยาพิษก็พลอยแปดเปื้อนแล่งไปด้วย เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อน นักปราชญ์จึงไม่ควรมีคนชั่วเป็นเพื่อน
คนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาก็พลอยมีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไปด้วย การคบหาคนพาลก็เป็นฉันนั้น
ส่วนคนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ก็พลอยมีกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย การคบหากับนักปราชญ์ก็เป็นฉันนั้น
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้การคบของตน เหมือนกับใบไม้ห่อสิ่งของแล้ว ไม่พึงเข้าไปคบหาอสัตบุรุษ พึงคบหาแต่สัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมช่วยให้ไปถึงสุคติ สัตติคุมพชาดกที่ ๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๐๑}