สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระกัปปิตกะเถระ
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระกัปปิตกะเถระ
อารามวคฺคสฺส ทุติยสิกฺขาปทํ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี. ครั้งนั้น ท่านพระกัปปิตกะอุปัชฌายะของท่านพระอุบาลียับยั้งอยู่ในสุสาน- *ประเทศ ครั้งนั้น มีภิกษุณีรูปหนึ่งผู้แก่กว่าพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถึงมรณภาพลง. ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ช่วยกันนำศพออกไปเผาแล้วก่อสถูปไว้ใกล้ๆ ที่อยู่ของท่านพระกัปปิตกะ แล้วพากันไปร้องไห้ ณ สถูปนั้น. จึงท่านพระกัปปิตกะรำคาญเสียงร้องไห้นั้น แล้วได้ทำลายสถูปนั้นพังกระจาย. ภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ปรึกษากันเป็นความลับว่า พระกัปปิตกะนี้ทำลายสถูปแม่เจ้าของพวกเรา มาพวกเรามา ช่วยกันฆ่าท่านเสียเถิด. ภิกษุณีรูปหนึ่งได้แจ้งข้อปรึกษากันนั้นแก่ท่านพระอุบาลี พระอุบาลี ได้ กราบเรียนเรื่องนั้นให้ท่านพระกัปปิตกะทราบ ท่านพระกัปปิตกะได้ออกจากวิหารไปหลบซ่อนอยู่. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ได้เดินผ่านเข้าไปทางวิหารของท่านพระกัปปิตกะแล้วช่วยกันขน ก้อนหินและก้อนดินทับถมวิหารของท่าน แล้วหลีกไปด้วยเข้าใจว่า ท่านถึงมรณภาพแล้ว ครั้น ราตรีนั้นผ่านไป ท่านครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีแต่เช้า. ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ได้เห็นท่านยังเดินเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกันอย่างนี้ว่า พระกัปปิตกะนี้ ยังมีชีวิตอยู่ ใครหนอนำเอาความลับของเราไปบอก ครั้นได้ทราบข่าวว่าพระคุณเจ้าอุบาลีนำไป จึง พากันด่าท่านพระอุบาลีว่า ท่านนี้เป็นคนสำหรับคอยรับใช้เมื่อเวลาอาบน้ำ เป็นคนคอยชำระของ เปรอะเปื้อน เป็นคนมีสกุลต่ำ ไฉนจึงได้ลอบนำความลับของเราไปเที่ยวบอกเขาเล่า. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ฉัพพัคคีย์จึงได้ด่าพระคุณเจ้าอุบาลีเล่า ... ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์พากันด่าภิกษุอุบาลี จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์จึงได้ ด่าภิกษุอุบาลีเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๐๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ซึ่งภิกษุ เป็นปาจิตตีย์. เรื่องพระกัปปิตกะเถระ จบ. สิกขาบทวิภังค์
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต อุปาลิสฺส อุปชฺฌาโย อายสฺมา กปฺปิตโก สุสาเน วิหรติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยานํ ภิกฺขุนีนํ มหตฺตรา ภิกฺขุนี กาลกตา โหติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย ตํ ภิกฺขุนึ นีหริตฺวา อายสฺมโต กปฺปิตกสฺส วิหารสฺส อวิทูเร ตํ ฌาเปตฺวา ถูปํ กตฺวา คนฺตฺวา ตสฺมึ ถูเป โรทนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา กปฺปิตโก เตน สทฺเทน อุพฺพาโฬฺห ตํ ถูปํ ภินฺทิตฺวา วิปฺปกิเรสิ ฯ {๓๓๔.๑} ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อิมินา กปฺปิตเกน อมฺหากํ อยฺยาย ถูโป ภินฺโน หนฺท นํ ฆาเตมาติ มนฺเตสุํ ฯ อญฺญตรา ภิกฺขุนี อายสฺมโต อุปาลิสฺส เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อายสฺมา อุปาลิ อายสฺมโต กปฺปิตกสฺส เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถโข อายสฺมา กปฺปิตโก วิหารา นิกฺขมิตฺวา นิลีโน อจฺฉิ ฯ อถโข ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย เยนายสฺมโต กปฺปิตกสฺส วิหาโร เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมโต กปฺปิตกสฺส วิหารํ ปาสาเณหิ จ เลฑฺฑูหิ จ โอตฺถราเปตฺวา มโต กปฺปิตโกติ ปกฺกมึสุ ฯ {๓๓๔.๒} อถโข อายสฺมา กปฺปิตโก ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เวสาลึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสํสุ โข ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อายสฺมนฺตํ กปฺปิตกํ ปิณฺฑาย จรนฺตํ ทิสฺวาน เอวมาหํสุ อยํ กปฺปิตโก ชีวติ โก นุ โข อมฺหากํ มนฺตํ สํหรตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อยฺเยน กิร อุปาลินา อมฺหากํ มนฺโต สํหโฏติ ฯ ตา อายสฺมนฺตํ อุปาลึ อกฺโกสึสุ กถํ หิ นาม อยํ กสาวโฏ มลมชฺชโน นิหีนชจฺโจ อมฺหากํ มนฺตํ สํหริสฺสตีติ ฯ ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อยฺยํ อุปาลึ อกฺโกสิสฺสนฺตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อุปาลึ อกฺโกสนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๓๓๔.๓} วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อุปาลึ อกฺโกสิสฺสนฺติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ {๓๓๔.๔} ยา ปน ภิกฺขุนี ภิกฺขุํ อกฺโกเสยฺย วา ปริภาเสยฺย วา ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. บทว่า ภิกษุ ได้แก่อุปสัมบัน. บทว่า ด่าก็ดี คือ ด่าด้วยวัตถุสำหรับด่าทั้ง ๑๐ อย่าง หรือด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งในทั้ง ๑๐ นั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทว่า กล่าวขู่ก็ดี คือ แสดงเรื่องหรืออาการที่น่ากลัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทภาชนีย์ ติกะปาจิตตีย์
ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ ภิกฺขุนีติ อุปสมฺปนฺนํ ฯ อกฺโกเสยฺย วาติ ทสหิ วา อกฺโกสวตฺถูหิ อกฺโกสติ เอเตสํ วา อญฺญตเรน อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ ปริภาเสยฺย วาติ ภยํ อุปทํเสติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ
อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอุปสัมบัน ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์. อุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์. อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์. จตุกกะทุกกฏ ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ซึ่งอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ. อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร
อุปสมฺปนฺเน อุปสมฺปนฺนสญฺญา อกฺโกสติ วา ปริภาสติ วา อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อุปสมฺปนฺเน เวมติกา อกฺโกสติ วา ปริภาสติ วา อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อุปสมฺปนฺเน อนุปสมฺปนฺน- สญฺญา อกฺโกสติ วา ปริภาสติ วา อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อนุปสมฺปนฺนํ อกฺโกสติ วา ปริภาสติ วา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุปสมฺปนฺเน อุปสมฺปนฺนสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุปสมฺปนฺเน เวมติกา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุปสมฺปนฺเน อนุปสมฺปนฺนสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
มุ่งอรรถ ๑ มุ่งธรรม ๑ มุ่งสั่งสอน ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้อง อาบัติแล. อารามวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.
อนาปตฺติ อตฺถปุเรกฺขาราย ธมฺมปุเรกฺขาราย อนุสาสนีปุเรกฺขาราย อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ --------