๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสปริวารฉัตตทายกเถระ (พระสปริวารฉัตตทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงโปรยฝนคือธรรมให้ตกอยู่ เหมือนน้ำฝนในอากาศ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๓. อุมาปุปผิยวรรค] ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นทรงแสดงอมตบทอยู่ จึงทำจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วได้กลับไปยังเรือนของตน
ข้าพเจ้าถือฉัตรที่ประดับแล้ว เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นนรชนผู้สูงสุด ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริงเบิกบาน ได้โยนฉัตรขึ้นไปในอากาศ
สาวกผู้ล้ำเลิศ ฝึกตนดุจยานที่ควบคุมดีแล้ว เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กั้นฉัตรไว้เหนือเศียรเกล้า
พระพุทธเจ้าผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดถวายฉัตรที่ประดับแล้วเป็นที่รื่นรมย์ใจนี้ ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปเกิดยังทุคติเลย
จักได้ครองเทวสมบัติในหมู่เทวดาตลอด ๗ ชาติ และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ ชาติ
ต่อจากนี้ไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร จักทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นั้นจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
ข้าพเจ้าทราบพระพุทธดำรัสที่ทรงเปล่งออกมา เป็นอาสภิวาจาแล้วก็มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี จึงเกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๓. อุมาปุปผิยวรรค] ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
ข้าพเจ้าละกำเนิดมนุษย์แล้วได้ไปเกิดในกำเนิดเทวดา วิมานของข้าพเจ้าสวยงาม สูงตระหง่าน เป็นที่รื่นรมย์ใจ
เมื่อข้าพเจ้าออกจากวิมาน เทวดาทั้งหลายย่อมกั้นฉัตรขาวให้ ข้าพเจ้ากลับได้ความทรงจำในครั้งนั้น นี้เป็นผลแห่งบุพกรรม
ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ในกัปที่ ๑๐๗ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๖ ชาติ
จุติจากกายนั้นแล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไปโดยลำดับแล้ว ได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก
ชนทั้งหลายได้กั้นฉัตรขาวให้ข้าพเจ้า ผู้ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา ข้าพเจ้ามีอายุ ๗ ขวบ ก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต
พราหมณ์มีนามว่าสุนันทะ จบมนตร์ เขาได้ถือฉัตรมีสีดังแก้วผลึกมาถวายพระอัครสาวก
พระสารีบุตรผู้มีความเพียรมาก ผู้มีวาจาน่าบูชา อนุโมทนาแล้ว ข้าพเจ้าฟังอนุโมทนาของท่านแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมได้
จึงประนมมือ ทำจิตของตนให้เลื่อมใส ระลึกถึงกรรมเก่าแล้วได้บรรลุอรหัตตผล
ลุกจากอาสนะนั้นแล้วประนมมือไว้เหนือเศียรเกล้า ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เปล่งวาจานี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๓. อุมาปุปผิยวรรค] ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลกพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
ข้าพเจ้าถวายไตรจีวรที่สวยงามตกแต่งดีแล้วแด่พระองค์ พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ ทรงรับด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒
ช่างน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้า ช่างน่าอัศจรรย์ พระธรรม ช่างน่าอัศจรรย์ การที่ข้าพเจ้าได้มาประจวบกับพระศาสดา ด้วยผลแห่งการถวายฉัตรคันหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงไม่เข้าถึงทุคติเลย
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้ากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงได้แล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสปริวารฉัตตทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ สปริวารฉัตตทายกเถราปทานที่ ๑๐ จบ อุมาปุปผิยวรรคที่ ๓๓ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๓. อุมาปุปผิยวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุมาปุปผิยเถราปทาน ๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน ๓. หาสชนกเถราปทาน ๔. ยัญญสามิกเถราปทาน ๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน ๖. อันนสังสาวกเถราปทาน ๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน ๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน ๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน มีคาถา ๑๐๗ คาถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙๙}