๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุรุเวลกัสสปเถระ (พระอุรุเวลกัสสปเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นพระมุนี มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป
พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงธรรมให้สัตว์รู้ชัดได้ ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น ทรงฉลาดในเทศนา เป็นพระพุทธเจ้า ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์ ทรงทำเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้งหมดให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้วสี ผู้คงที่
พระมหามุนีพระองค์นั้น ทรงมีพระวรกายสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณคล้ายทองคำที่ล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ขณะนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระชินสีห์พระองค์นั้น ก็ดำรงพระชนมายุอยู่ประมาณเท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชาวกรุงหงสวดี ประชาชนสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลกให้สว่างไสว แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังพระผู้มีพระภาค ทรงแต่งตั้งสาวกของพระองค์ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในที่ประชุมใหญ่ จึงพลอยยินดี
ได้ทูลนิมนต์พระมหาชินเจ้าพร้อมกับสาวกจำนวนมาก แล้วได้ถวายทานพร้อมด้วยพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน
ครั้นถวายมหาทานแล้ว ข้าพเจ้าได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เป็นผู้เบิกบาน ได้กราบทูลดังนี้ว่า
‘ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ด้วยความเชื่อในพระองค์และด้วยอธิการคุณ ขอให้ข้าพระองค์ผู้เกิดในภพนั้นๆ จงมีบริวารมากเถิด’ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงก้อง เหมือนเสียงคชสารคำราม มีพระสำเนียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก ได้ตรัสกับบริษัทว่า ‘จงดูพราหมณ์นี้
ผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ แขนใหญ่ ปากและดวงตาเหมือนดอกปทุม มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น ร่าเริงมีศรัทธาในคุณของเรา
เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุผู้มีเสียงเหมือนราชสีห์ ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมความปรารถนา
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
พราหมณ์นี้จักมีนามว่ากัสสปะ ตามโคตร เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น
ในกัปที่ ๙๒ นับจากกัปนี้ไป ได้มีพระผู้เป็นผู้นำชั้นเลิศของโลกพระนามว่าผุสสะ ทรงเป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน
พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้นแล ทรงกำจัดความมืด ทั้งปวง ถางรกชัฏใหญ่ ทรงบันดาลฝนคืออมตธรรมให้ตกลง ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ @เชิงอรรถ : @ ความมืด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๒/๒๖๘/๒๙๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพเจ้า ๓ คนพี่น้อง ได้เป็นราชอำมาตย์ในกรุงพาราณสี ล้วนแต่เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระราชา
รูปร่างองอาจแกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยพละกำลัง ไม่พ่ายแพ้ในสงคราม ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้ถูกเจ้าเมืองชายแดนก่อกำเริบ จึงมีรับสั่งกับพวกข้าพเจ้าว่า
‘ท่านทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน ปราบปรามขบถของแผ่นดินให้ราบคาบแล้วกลับมา’ และทรงพร่ำสอนว่า ‘พวกท่านบำรุงแว่นแคว้นของเรา ให้เกษมแล้วจงมอบคืน’
ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้กราบทูลว่า ‘ถ้าพระองค์จะพึงประทานพระผู้ทรงเป็นผู้นำ เพื่อให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอุปัฏฐากบ้าง พระองค์ทั้งหลายก็จักทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ’
ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานพรแล้ว ถูกพระภูมิบาลส่งไปปราบปรามชายแดนที่กำเริบให้วางอาวุธแล้ว จึงกลับมายังนครนั้นอีก
ข้าพเจ้าทูลขอการรับอุปัฏฐากพระศาสดาจากพระราชา ได้พระศาสดาทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เป็นพระมุนีผู้ประเสริฐแล้ว ได้บูชาพระองค์จนตลอดชีวิต
ผ้ามีค่ามาก อาหารมีรสเลิศ เสนาสนะเป็นที่รื่นรมย์และเภสัชที่มีประโยชน์
พวกข้าพเจ้ามีศีล มีกรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนา จึงถวายปัจจัยที่พวกข้าพเจ้าให้เกิดขึ้นโดยธรรม แด่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
อุปัฏฐากพระผู้ทรงเป็นผู้นำด้วยจิตเมตตาตลอดเวลา เมื่อพระผู้ทรงเป็นผู้นำ ผู้เลิศในโลกนั้นปรินิพพานแล้ว ก็ทำการบูชาตามกำลัง
ทุกคนจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยสุขอย่างมากในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเมื่อเกิดอยู่ในภพ เป็นเหมือนนายช่างดอกไม้ ได้ดอกไม้ตามแต่จะหามาได้แล้ว จัดแสดงให้เป็นแบบต่างๆ มากมาย ได้เป็นพระเจ้าวิเทหราช
ข้าพเจ้ามีอัธยาศัยเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะถ้อยคำของอเจลกคุณ ตกนรกเพราะไม่เชื่อคำตักเตือนของธิดาของข้าพเจ้านามว่ารุจา
ถูกนารทพรหมพร่ำสอนมากมาย จึงละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้
แล้วบำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดยพิเศษ ละกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ ดุจไปยังที่อยู่ของตน
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล ในกรุงพาราณสีที่มั่งคั่ง
ข้าพเจ้ากลัวต่อความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาบทคือพระนิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
ครั้งนั้น น้องชายทั้ง ๒ ของข้าพเจ้า ก็ได้บวชพร้อมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา
ข้าพเจ้ามีชื่อว่ากัสสปะ ตามโคตร แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา จึงได้นามบัญญัติว่าอุรุเวลกัสสปะ
เพราะน้องชายของข้าพเจ้าอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ เขาจึงได้นามว่านทีกัสสปะ เพราะน้องชายอีกคนหนึ่งของข้าพเจ้า อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงประกาศนามว่าคยากัสสปะ
น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชายคนกลางมีศิษย์ ๓๐๐ คน ส่วนข้าพเจ้ามีไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน ศิษย์ทุกคนล้วนประพฤติตามข้าพเจ้า
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศในโลก เป็นสารถีฝึกนรชน ได้เสด็จมาหาข้าพเจ้า ทรงทำปาฏิหาริย์ต่างๆ แก่ข้าพเจ้า และทรงแนะนำ
ข้าพเจ้ากับบริวาร ๑,๐๐๐ ได้อุปสมบท ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุกรูป
ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุเหล่าอื่นจำนวนมาก แวดล้อมข้าพเจ้าเป็นบริวารยศ และข้าพเจ้าก็สามารถสั่งสอนได้ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เป็นฤๅษี ผู้ประเสริฐก็สั่งสอนข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๗๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๙. ราธเถราปทาน
พระองค์ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ คือความเป็นผู้มีบริษัทมาก โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้า ได้ก่อให้เกิดผลแก่ข้าพเจ้าแล้ว
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ อุรุเวลกัสสปเถราปทานที่ ๘ จบ