คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๔. สกุลาเถริยาปทาน

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๖๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สกุลาเถริยาปทานที่ ๔ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสกุลาเถรี

จตุตฺถํ สกุลาเถริยาปทานํ (๒๔)

๑๖๔

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นบุรุษอาชาไนย ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรง ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขเพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวงใน โลกกับทั้งเทวโลก เป็นผู้ถึงซึ่งยศอันเลิศ ทรงสิริ ทรงมีเกียรติคุณ ฟุ้งเฟื่อง อันชาวโลกทั้งปวงบูชาแล้ว มีพระคุณปรากฏไปทั่วทิศ พระองค์เป็นผู้อุดมกว่านรชน ทรงข้ามพ้นจากความสงสัยแล้ว ทรง ล่วงความเคลือบแคลงไปแล้ว ทรงมีความดำริในพระหฤทัยบริบูรณ์ เต็มที่ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงยังมรรคาที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ตรัสบอกมรรคาที่ยังไม่มีใครบอก ทรงยังธรรมที่ยังไม่ เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม พระองค์เป็นบุคคลผู้องอาจ ทรงรู้จักมรรคา ทรงทราบมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็นพระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคา ประเสริฐสุดกว่านายสารถี เป็นพระโลกนาถผู้ทรงประกอบด้วย พระมหากรุณา เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรม ถอนเหล่าสัตว์ ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในเมืองหงสวดีมี นามว่าขัตติยนันทนา มีรูปสวย รวยทรัพย์เป็นที่พึงใจ มีสิริ เป็น พระธิดาของพระราชาผู้ใหญ่ พระนามว่าอานันทะ งดงามอย่างยิ่ง เป็นพระภคินีต่างพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ห้อมล้อมด้วยราชกัญญาทั้งหลาย ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไป เฝ้าพระวีรเจ้า แล้วได้ฟังธรรมเทศนาครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ แจ้งโลกโลกพระองค์นั้น ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีทิพจักษุใน ตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์ นั้นแล้ว มีความร่าเริง ถวายทานและบูชา พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ปรารถนาทิพจักษุ ทันใดนั้น พระบรมศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า ดูกรขัตติยนันทนา เธอจักได้ตำแหน่งที่ตนปรารถนาตำแหน่งที่เธอ ปรารถนานี้เป็นผลแห่งการถวายประทีปที่ชอบธรรม ในกัปที่หนึ่ง แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาทของ พระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นพระสาวิกา ของพระศาสดามีนามว่าสกุลา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมากประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นดิฉันปริพาชิกา ประพฤติอยู่ผู้เดียวเที่ยว ไปเพื่อภิกษาได้น้ำมันมาน้อยหนึ่ง มีใจผ่องใส เอาน้ำมันนั้นตาม ประทีปบูชาพระเจดีย์ชื่อสัพพสังวร แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ กว่าสัตว์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจต์จำนง ไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันไปเกิดในที่ใดๆ ประทีปเป็นอันมาก ก็สว่างไสวแก่ดิฉันในที่นั้นๆ ดิฉันปรารถนาจะได้สิ่งที่อยู่นอกฝา หรือสิ่งที่อยู่นอกภูเขาศิลา ก็เห็นได้ทะลุปรุโปร่ง นี้เป็นผลแห่ง การถวายประทีป ดิฉันมีนัยน์ตาแจ่มใส รุ่งเรืองด้วยยศ มีศรัทธา มีปัญญา นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายประทีปในภพหลังครั้งนี้ ดิฉัน เกิดในสกุลพราหมณ์อันมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย มหาชน ยินดี พระราชาทรงบูชา ดิฉันสมบูรณ์ไปด้วยองคสมบัติทั้งปวง ประดับด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ได้เห็นพระสุคตเจ้า เสด็จเข้าไปในเมืองทรงรุ่งเรืองด้วยยศอันเทวดาและมนุษย์สักการะ บูชาทรงสมบูรณ์ด้วยพระอนุพยัญชนะประดับด้วยพระลักษณะ ทั้งหลาย มีจิตเลื่อมใสโสมนัส พอใจบรรพชาครั้นได้บรรพชา แล้วไม่นานนัก ก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันมีความชำนาญใน ฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ปฏิบัติตาม สัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุอันหมดจด วิเศษให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินดี ดิฉัน บำรุงพระศาสดาแล้วทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอัน หนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึง ประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว แต่นั้น พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงพระมหากรุณา ผู้อุดมกว่านรชน ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะว่า สกุลาภิกษุณี เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายที่มี ทิพจักษุ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำ เสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระสกุลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบสกุลาเถริยาปทาน.

|๑๖๔.๑๓๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๖๔.๑๓๒| หิตาย สพฺพสตฺตานํ สุขาย วทตํ วโร อตฺถาย ปุริสาชญฺโญ ปฏิปนฺโน สเทวเก ฯ |๑๖๔.๑๓๓| ยสคฺคปฺปตฺโต สิริมา กิตฺติวณฺณภโต ชิโน ปูชิโต สพฺพโลกสฺส ทิสา สพฺพา สุวิสฺสุโต ฯ |๑๖๔.๑๓๔| อุตฺติณฺณวิจิกิจฺโฉ โส วีติวตฺตกถํกโถ สมฺปุณฺณมนสงฺกปฺโป ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ |๑๖๔.๑๓๕| อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา นรุตฺตโม อนกฺขาตญฺจ อกฺขาสิ อสญฺชาตญฺจ สญฺชนี ฯ |๑๖๔.๑๓๖| มคฺคญฺญู จ มคฺควิทู มคฺคกฺขายี นราสโภ มคฺคสฺส กุสโล สตฺถา สารถีนํ วรุตฺตโม ฯ |๑๖๔.๑๓๗| มหาการุณิโก นาโถ ธมฺมํ เทเสติ นายโก นิมุคฺเค กามปงฺกมฺหิ สมุทฺธรติ ปาณิโน ฯ |๑๖๔.๑๓๘| ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา ขตฺติยนนฺทนา สุรูปา สธนา จาปิ ทยิตา จ สิรีมตี ฯ |๑๖๔.๑๓๙| อานนฺทสฺส มหารญฺโญ ธีตา ปรมโสภนา เวมาตา ภคินี จาปิ ปทุมุตฺตรนามิโน ฯ |๑๖๔.๑๔๐| ราชกญฺญาหิ สหิตา สพฺพาภรณภูสิตา อุปคมฺม มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ |๑๖๔.๑๔๑| ตทา หิ โส โลกวิทู ภิกฺขุนึ ทิพฺพจกฺขุกํ จตุปริสาย มชฺเฌ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ ตํ ฯ |๑๖๔.๑๔๒| สุณิตฺวา ตมหํ หฏฺฐา ทานํ ทตฺวาน สตฺถุโน ปูเชตฺวาน จ สมฺพุทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ อปตฺถยึ ฯ |๑๖๔.๑๔๓| ตโต อโวจ มํ สตฺถา นนฺเท ลจฺฉสิ ปตฺถิตํ ปทีปธมฺมทานานํ ผลเมตํ สุนิจฺฉิตํ ฯ |๑๖๔.๑๔๔| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๖๔.๑๔๕| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา สกุลาติ จ นาเมน เหสฺสสิ สตฺถุสาวิกา ฯ |๑๖๔.๑๔๖| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๔.๑๔๗| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๖๔.๑๔๘| ปริพฺพาชิกินี อาสึ ตทาหํ เอกจารินี ภิกฺขาย วิจริตฺวาน อลภึ เตลมตฺตกํ ฯ |๑๖๔.๑๔๙| เตน ทีปํ ปทีเปตฺวา อุปฏฺฐึ สพฺพสํวรํ เจติยํ ทิปทคฺคสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ |๑๖๔.๑๕๐| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๔.๑๕๑| ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา สญฺชลนฺติ มหาทีปา ตตฺถ ตตฺถ คตาย เม ฯ |๑๖๔.๑๕๒| ติโรกุฑฺฑํ ติโรเสลํ สมติคฺคยฺห ปพฺพตํ ปสฺสามหํ ยทิจฺฉามิ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๖๔.๑๕๓| วิสุทฺธนยนา โหมิ ยสสา ปชฺชลามหํ สทฺธา ปญฺญวตี เจว ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๖๔.๑๕๔| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา วิปฺปกุเล อหํ ปหูตธนธญฺญมฺหิ มุทิเต ราชปูชิเต ฯ |๑๖๔.๑๕๕| อหํ สพฺพงฺคสมฺปนฺนา สพฺพาภรณภูสิตา ปุรปฺปเวเส สุคตํ วาตปาเน ฐิตา อหํ ฯ |๑๖๔.๑๕๖| ทิสฺวา ชลนฺตํ ยสสา เทวมนุสฺสสกฺกตํ อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺนํ ลกฺขเณหิ วิภูสิตํ ฯ |๑๖๔.๑๕๗| อุทคฺคจิตฺตา สุมนา ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๖๔.๑๕๘| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ |๑๖๔.๑๕๙| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ |๑๖๔.๑๖๐| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๑๖๔.๑๖๑| ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๑๖๔.๑๖๒| ตโต มหาการุณิโก เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ทิพฺพจกฺขุกานํ อคฺคา สกุลาติ นรุตฺตโม ฯ |๑๖๔.๑๖๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๖๔.๑๖๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๔.๑๖๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ สกุลา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สกุลาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๔. สกุลาเถริยาปทาน