๕. นันทาเถริยาปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก นันทาเถริยาปทานที่ ๕ ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทาเถรี
ปญฺจมํ นนฺทาเถริยาปทานํ (๒๕)
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในวิธีเทศนา ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้ รู้แจ้ง ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามไป ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้ เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ ทั้งปวงทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่มาถึงแล้วทั้งหมดไว้ในเบญจศีล พระ- ศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่างเปล่าจากพวกเดียรถีย์ งดงามไป ด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่พระองค์เป็น พระมหามุนีมีพระกายสูง ๕๘ ศอก มีพระรัศมีงามปานทองคำที่มีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีพระชนมายุแสนปี พระ- องค์ดำรงอยู่โดยกาลเท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมาก ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ใน เมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉัน เข้าไป เฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนา อันประกาศ ปรมัตถธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่งเป็นอมตธรรม ครั้งนั้น ดิฉันมีความ เลื่อมใส ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยพระ- สงฆ์ ได้ถวายมหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน ได้ซบเศียรลง ใกล้พระมหาวีรเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ปรารถนาตำแหน่งที่เลิศกว่า ภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายที่มีฌาน ครั้งนั้นพระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยังไม่ได้ ฝึก เป็นสรณะของโลกสามผู้เป็นใหญ่ ทรงนรชนไว้ให้ดี ทรง- พยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตำแหน่งที่ปรารถนาดีแล้วนั้น ในกัปที่ หนึ่งแสนแต่กัปนี้พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้เป็น ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นสาวิกาของพระองค์ มีนามชื่อว่านันทา ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟัง พระพุทธพจน์นั้นแล้วมีใจยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระ- พิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วย กุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละ ร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากสวรรค์ชั้น นั้นแล้ว ดิฉันไปสู่สวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้น ดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไป สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดใน ภพใดๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดีแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติในเทวดา และมนุษย์เป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถานท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก ในภพหลังที่มาถึงบัดนี้ ดิฉันเป็นพระธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนะใน กรุงกบิลพัสดุ์ เป็นผู้มีรูปสมบัติอันประชาชนสรรเสริญ ราชสกุล นั้น เห็นดิฉันมีรูปงามดังดวงอาทิตย์ จึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงมีนามว่านันทา เป็นผู้มีรูปลักษณะสวยงาม ในพระนคร กบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นธานีที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธรา ปรากฏว่าดิฉันงามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระภาดาพระองค์ใหญ่เป็น พระพุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็นพระอรหันต์ ดิฉันยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว พระมารดาทรงตักเตือนว่า ดูกรพระ- ราชสุดาลูกรักเกิดในศากยสกุล เป็นพระอนุชาแห่งพระพุทธเจ้า เมื่อเว้นจากนันทกุมารแล้วจักได้ประโยชน์อะไรในวังเล่า รูปถึงมี ความเจริญ ก็มีความแก่เป็นอวสาน บัณฑิตรู้กันว่าไม่สะอาด เมื่อยังเจริญมิได้มีโรค แต่ก็มีโรคในตอนปลาย ชีวิตมีมรณะเป็น ที่สุดรูปของเธอนี้ แม้ว่าจะงามจูงใจให้นิยม ดุจดวงจันทร์ที่ใคร่กัน เมื่อตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากอย่าง ก็ยิ่งมีความงามเปล่งปลั่ง เป็นที่กำหนด เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลายคล้ายกะว่าทรัพย์ของ ของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความสรรเสริญเพราะบุญมากที่ บำเพ็ญไว้ เป็นที่ชื่นชมแห่งวงศ์โอกกากราชไม่ช้านานเท่าไร ชรา ก็จักมาย่ำยี ลูกรักจงละพระราชฐานและรูปที่บัณฑิตตำหนิ ประพฤติ พรหมจรรย์เถิด ดิฉันผู้ยังหลงใหลด้วยความเจริญแห่งรูป ได้ฟัง พระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็ออกบวชแต่ร่างกาย แต่มิได้ออก บวชด้วยความเต็มใจ ดิฉันระลึกถึงตัวเองอยู่ด้วยความเพ่งฌานเป็น อันมาก พระมารดาตรัสตักเตือนเพื่อให้ประพฤติธรรม แต่ดิฉันมิได้ ขวนขวายในธรรมจริยานั้น ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงพระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นดิฉันผู้มีผิวหน้าดังดอกบัว ทรงนิรมิตหญิงคนหนึ่ง งามน่าชม น่าชอบใจยิ่งนัก มีรูปงามกว่าดิฉัน ในคลองจักษุของ ดิฉัน ด้วยอานุภาพของพระองค์ เพื่อให้ดิฉันเบื่อหน่ายในรูป ดิฉัน เป็นคนสวย เห็นหญิงมีร่างกายสวยยิ่งกว่า คิดเพ้อไปว่าเราเห็น หญิงมนุษย์ดังนี้มีผลดี เป็นลาภนัยน์ตาของเรา เชิญเถิดแม่คนงาม แม่จงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์แก่ฉัน ฉันจะให้แม่จงบอกสกุล นาม และโคตรของแม่ ซึ่งเป็นที่รักแห่งแม่แก่ฉันเถิด แม่คนงาม เวลานี้ ยังไม่ใช่กาลแห่งปัญหา แม่จงให้ฉันอยู่บนตัก อวัยวะทั้งหลายของ ฉันจะทับอยู่ แม่ให้ฉันหลับสักครู่เถิด แต่นั้นแม่คนสวยงามพึงพิง ศีรษะที่ตักฉันนอนไป แม่คนสวยถูกของแข็งหยาบตกลงที่หน้าผาก ต่อมก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับของแข็งตกลงถูก แตกออกแล้วก็มีเครื่อง โสโครกหนองและเลือดไหลออก หน้าแตกแล้วมีกลิ่นเน่าปฏิกูล ตัวทั่วไปก็บวมเขียว แม่คนสวยมีสรรพางค์สั่น หายใจถี่ เสวยทุกข์ ของตนอยู่ รำพันอย่างหน้าสมเพช เพราะแม่คนสวยประสบทุกข์ ฉันก็มีทุกข์ ต้องทุกขเวทนา จมอยู่ในมหาทุกข์ ขอแม่คนสวยจง เป็นที่พึ่งของฉัน หน้าที่งามของแม่หายไปไหน จมูกที่โด่งงามของ แม่หายไปไหน ริมฝีปากที่สวยเหมือนสีลูกมะพลับสุกของแม่หาย ไปไหน วงหน้างามคล้ายดวงจันทร์และลำคอละม้ายต่อมทองคำของ แม่หายไปไหน ใบหูของแม่เป็นดังว่าพวงดอกไม้ มีสีเสียไปแล้ว ถันทั้งคู่ของแม่ เหมือนดอกบัวตูม แตกแล้ว มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป คล้ายกะว่าศพเน่า แม่มีเอวกลมกล่อม มีตะโพกผึ่งผาย แม่เต็ม ไปด้วยสิ่งชั่วถ่อยโอ รูปไม่เที่ยง อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้งหมด มีกลิ่นปฏิกูลน่ากลัว น่าเกลียด เหมือนซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นที่ยินดีของพวกพาลชน ครั้งนั้น พระภาดาของดิฉันผู้เป็นนายก ของโลก ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นดิฉัน มีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ดูกรนันทาท่านจงดูรูปที่ กระสับกระส่าย เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์ เดียว ด้วยอสุภารมณ์ รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่านก็เป็นฉันนั้น รูปท่าน เป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป พวกคน พาลยินดียิ่งนัก พวกบัณฑิตผู้มิได้เกียจคร้าน ย่อมพิจารณาเห็นรูป เป็นอย่างนั้นทั้งกลางคืนกลางวัน ท่านจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้น ด้วยปัญญาของตน ลำดับนั้น ดิฉันได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิต แล้วมี ความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ได้บรรลุซึ่งอรหัตผลในกาลนั้น ดิฉันนั่งอยู่ในที่ไหนๆ ก็มีฌานเป็นเบื้องหน้าพระพิชิตมารทรงพอ พระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบนันทาเถริยาปทาน.
|๑๖๕.๑๖๖| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๖๕.๑๖๗| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๖๕.๑๖๘| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๖๕.๑๖๙| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๖๕.๑๗๐| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๖๕.๑๗๑| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๖๕.๑๗๒| ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ |๑๖๕.๑๗๓| อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ อมตํ ปรมสฺสาทํ ปรมตฺถํ นิเวทกํ ฯ |๑๖๕.๑๗๔| ตทา นิมนฺตยิตฺวาน สสงฺฆํ โลกนายกํ ทตฺวา ตสฺส มหาทานํ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ ฯ |๑๖๕.๑๗๕| ฌายินีนํ ภิกฺขุนีนํ อคฺคฏฺฐานํ อปตฺถยึ นิปจฺจ สิรสา วีรํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ |๑๖๕.๑๗๖| ตทา อทนฺตทมโก ติโลกสรโณ ปภู พฺยากาสิ นรสุนฺธโร ลจฺฉเสตํ สุปตฺถิตํ ฯ |๑๖๕.๑๗๗| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๖๕.๑๗๘| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา นนฺทาติ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ |๑๖๕.๑๗๙| ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ |๑๖๕.๑๘๐| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๕.๑๘๑| ตโต จุตา ยามมคํ ตโตหํ ตุสิตํ คตา ตโต จ นิมฺมานรตึ วสวตฺติปุรํ คตา ฯ |๑๖๕.๑๘๒| ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ตตฺถ ตตฺเถว ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๖๕.๑๘๓| ตโต จุตา มนุสฺสตฺเต ราชูนํ จกฺกวตฺตินํ มณฺฑลีนญฺจ ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๖๕.๑๘๔| สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มนุเชสุ จ สพฺพตฺถ สุขิตา หุตฺวา เนกกปฺเปสุ สํสรึ ฯ |๑๖๕.๑๘๕| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุรสฺมึ กปิลวฺหเย รญฺโญ สุทฺโธทนสฺสาหํ ธีตา อาสึ อนินฺทิตา ฯ |๑๖๕.๑๘๖| รํสิริว รูปินึ ทิสฺวา นนฺทิตํ อาสิ ตํ กุลํ เตน นนฺทาติ เม นามํ สุนฺทรา ปวรา อหํ ฯ |๑๖๕.๑๘๗| ยุวตีนญฺจ สพฺพาสํ กลฺยาณีติ จ วิสฺสุตา ตสฺมึปิ นคเร รมฺเม ฐเปตฺวา ตํ ยโสธรํ ฯ |๑๖๕.๑๘๘| เชฏฺโฐ ภาตา ติโลกคฺโค ปจฺฉิโม อรหา ตถา เอกกินี คหฏฺฐาหํ มาตุยา ปริโจทิตา ฯ |๑๖๕.๑๘๙| สากิยมฺหิ กุเล ชาตา ปุตฺเต พุทฺธานุชา ตุวํ นนฺเทนปิ วินา ภูตา อคาเร กึ นุ ลจฺฉสิ ฯ |๑๖๕.๑๙๐| ชราวสานํ โยพฺพญฺญํ รูปํ อสุจิสมฺมตํ โรคนฺตมปิจาโรคฺยํ ชีวิตํ มรณนฺติกํ ฯ |๑๖๕.๑๙๑| อิทํปิ เต สุภํ รูปํ สสิกนฺตํ มโนหรํ ภูสนานํ อลงฺการํ สิริสงฺเกตสนฺนิภํ ฯ |๑๖๕.๑๙๒| ปูชิตํ โลกสารํว นยนานํ รสายนํ ปุญฺญานํ กิตฺติชนนํ โอกฺกากกุลนนฺทนํ ฯ |๑๖๕.๑๙๓| น จิเรเนว กาเลน ชรา สมภิโภสฺสติ ปหาย เคหํ คารยฺหํ จร ธมฺมมนินฺทิเต ฯ |๑๖๕.๑๙๔| สุตฺวาหํ มาตุ วจนํ ปพฺพชึ อนคาริยํ เทเหน น ตุ จิตฺเตน รูปโยพฺพนโลลิตา ฯ |๑๖๕.๑๙๕| มหตา จ ปยตฺเตน ฌานชฺเฌน สรํ มมํ กาตุญฺจ วทเต มาตา น จาหํ ตตฺถ อุสฺสุกา ฯ |๑๖๕.๑๙๖| ตโต มหาการุณิโก ทิสฺวา มํ กมลานนํ นิพฺพินฺทนตฺถํ รูปสฺมึ มม จกฺขุปเถ ชิโน ฯ |๑๖๕.๑๙๗| สเกน อานุภาเวน อิตฺถึ มาเปสิ โสภนํ ทสฺสนียํ สุรุจิรํ มมโตปิ สุรูปินึ ฯ |๑๖๕.๑๙๘| ตมหํ วิมฺหิตา ทิสฺวา อติวิมฺหิตเทหินึ จินฺตยึ สผลํ เมติ เนตฺตลาภญฺจ มานุสํ ฯ |๑๖๕.๑๙๙| ตมหํ เอหิ สุภเณ เยนตฺโถ ตํ วเทหิ เม กุลนฺเต นามโคตฺตญฺจ วท เม ยทิ เต ปิยํ ฯ |๑๖๕.๒๐๐| น ปญฺหกาโล สุภเณ อุจฺฉงฺเค มํ นิเวสย สีทนฺติว มมงฺคานิ ปสุปฺปย มุหุตฺตกํ ฯ |๑๖๕.๒๐๑| ตโต สีสํ มมงฺเก สา กตฺวา สยิ สุโสภณา ตสฺสา ลลาเต ปติตา ลุทฺธา ปรมทารุณา ฯ |๑๖๕.๒๐๒| สห ตสฺสา นิปาเตน ปีฬกา อุปปชฺชถ ปคฺฆรึสุ ปภินฺนา จ กุณปา ปุพฺพโลหิตา ฯ |๑๖๕.๒๐๓| สมฺภินฺนํ วทนญฺจาปิ กุณปปูติคนฺธิกํ อุทฺธุมาตํ วินีลญฺจ สพฺพญฺจาปิ สรีรกํ ฯ |๑๖๕.๒๐๔| สา ปเวธิตสพฺพงฺคี นิสฺสสนฺตี มหุํ มหุํ เวทยนฺตี สกํ ทุกฺขํ กรุณํ ปริเทวยิ ฯ |๑๖๕.๒๐๕| ทุกฺเขน ทุกฺขิตา โหมิ ผุสยนฺตี จ เวทนา มหาทุกฺเข นิมุคฺคมฺหิ สรณํ โหหิ เม สขี ฯ |๑๖๕.๒๐๖| กุหึ วทนโสภนฺเต กุหินฺเต ตุงฺคนาสิกา ตมฺพพิมฺพวโรฏฺฐนฺเต วทนนฺเต กุหึ คตํ ฯ |๑๖๕.๒๐๗| กุหึ สสินิภํ วณฺณํ กมฺพุคิวา กุหึ คตา ทามามาลญฺจ เต กณฺณํ เววณฺณํ สมุปาคตํ ฯ |๑๖๕.๒๐๘| มกุลปทุมาการา กลสาว ปโยธรา ปภินฺนา ปูติกุณปา ทุฏฺฐคนฺธชมาคตา ฯ |๑๖๕.๒๐๙| เวทิมชฺฌา ปุถุสฺโสณิ สุณาว นีตกิพฺพิสา ชาตา อมชฺฌภริตา อโห รูปํ อสสฺสตํ ฯ |๑๖๕.๒๑๐| สพฺพํ สรีรสญฺชาตํ ปูติคนฺธํ ภยานกํ สุสานมิว เชคุจฺฉํ รมนฺเต ยตฺถ พาลิยา ฯ |๑๖๕.๒๑๑| ตทา มหาการุณิโก ภาตา เม โลกนายโก ทิสฺวา สํวิคฺคจิตฺตํ มํ อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๑๖๕.๒๑๒| อาตุรํ กุณปํ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ฯ |๑๖๕.๒๑๓| ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ ทุคฺคนฺธํ ปูติกํ วาติ พาลานํ อภินนฺทิตํ ฯ |๑๖๕.๒๑๔| เอวเมตํ อเวกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ตโต สกาย ปญฺญาย อภินิพฺพิชฺช ทกฺขสิ ฯ |๑๖๕.๒๑๕| ตโตหํ อาสิ สํวิคฺคา สุตฺวา คาถา สุภาสิตา ตตฺรฏฺฐิตาวหํ สนฺตี อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๖๕.๒๑๖| ยตฺถ ยตฺถ นิสินฺนาหํ ตทา ฌานปรายนา ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๑๖๕.๒๑๗| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๖๕.๒๑๘| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๕.๒๑๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ นนฺทา ภิกฺขุนี ชนปทกลฺยาณี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ นนฺทาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ