ศาสนา · ข้ออื่นในเล่มนี้เล่ม ๓๓
๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
๙๗คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าผู้ทรงส่องโลกให้สว่าง ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี
๙๘ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีพระมาตุจฉา(น้าสาว) ของพระชินเจ้า อยู่ในสำนักของภิกษุณี ในกรุงที่น่ารื่นรมย์นั้น
๙๙พร้อมด้วยภิกษุณีอีก ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนแต่พ้นจากกิเลสแล้ว เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีนั้น อยู่ในที่สงัดได้ตรึก(คิด)อย่างนี้ว่า
๑๐๐“การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอัครสาวกทั้งคู่ก็ดี ของพระราหุลก็ดี ของพระอานนท์ และของพระนันทะก็ดี เราจะไม่ได้เห็น
๑๐๑ก่อนแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ของพระอัครสาวกทั้งคู่ ของพระมหากัสสปะ ของพระนันทะ ของพระอานนท์ และของพระราหุล เราก็จะไม่ได้เห็นเหมือนกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๐๒เราผู้ที่พระโลกนาถ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงอนุญาตแล้ว พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน”
๑๐๓ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ได้ตรึกอย่างนั้น แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้นก็ได้ตรึกเช่นนี้เหมือนกัน
๑๐๔ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์บันลือลั่น เทพที่สถิตอยู่ในสำนักภิกษุณี ถูกความเศร้าโศกบีบคั้น
๑๐๕บ่นเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร หลั่งน้ำตาในที่นั้น ภิกษุณีทุกรูปพร้อมด้วยเทพเหล่านั้น ได้เข้าไปหาพระโคตมีภิกษุณี
๑๐๖ซบศีรษะลงแทบเท้าแล้วกล่าวคำนี้ว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า เพราะหม่อมฉันมีปกติอยู่ด้วยการเทียบเคียงในธรรมเหล่านั้น หม่อมฉันจึงได้อยู่ในที่สงัด
๑๐๗แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น กลองทิพย์บันลือลั่น และหม่อมฉันได้ยินเสียงคร่ำครวญ ข้าแต่พระโคตมี จะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแน่”
๑๐๘ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีนั้น ได้บอกถึงเหตุทุกอย่างตามที่ตนได้ตรึกแล้ว ลำดับนั้น ภิกษุณีทุกรูปก็ได้บอกถึงเหตุที่ตนตรึกแล้วกล่าวว่า
๑๐๙“ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจการนิพพาน ที่เกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงหม่อมฉันทั้งหลายก็จักนิพพานทั้งหมด ในกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตก่อน
๑๑๐แม้หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ออกจากเรือน และจากภพพร้อมกับพระแม่เจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน หม่อมฉันทั้งหลายก็จักไปสู่เมืองอันยอดเยี่ยมคือพระนิพพาน พร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน”
๑๑๑พระมหาปชาบดีโคตมีกล่าวว่า “เมื่อท่านทั้งหลายจะไปนิพพาน ฉันจักว่าอะไรได้เล่า” แล้วได้ออกจากสำนักภิกษุณีไป พร้อมกับภิกษุณีทั้งหมดในครั้งนั้น
๑๑๒พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณี ได้กล่าวกับทวยเทพทั้งหลายว่า “ขอเทพทั้งหลายที่สถิตอยู่ ณ สำนักภิกษุณี จงยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด การเห็นสำนักภิกษุณีของข้าพเจ้านี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย
๑๑๓ในที่ใดไม่มีความแก่และความตาย ไม่มีการสมาคมกับสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รัก ไม่มีการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารซึ่งเป็นที่รัก ที่นั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นอสังขตสถาน (สถานที่ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)”
๑๑๔พระโอรสของพระสุคตทั้งหลายที่ยังไม่ปราศจากราคะ ได้สดับคำนั้น เป็นผู้อัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศกคร่ำครวญว่า “น่าสังเวชหนอ เราทั้งหลายช่างมีบุญน้อย
๑๑๕สำนักภิกษุณีนี้จักว่างเปล่า เพราะเว้นจากภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีผู้เป็นชิโนรสจะไม่ปรากฏ เหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏในเวลาสว่าง
๑๑๖พระมหาปชาบดีโคตมีจะนิพพาน พร้อมด้วยภิกษุณีอีก ๕๐๐ รูป เหมือนกับแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาคร พร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐ สาย” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๑๗อุบาสิกาทั้งหลายผู้มีศรัทธา เห็นภิกษุณีทั้งหลายกำลังเดินไปตามถนน ได้พากันออกจากเรือนไปหมอบลงแทบเท้า แล้วกล่าวคำนี้กับพระโคตมีนั้นว่า
๑๑๘“การที่พระแม่เจ้าละทิ้งหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้จมอยู่ในโภคะเป็นอันมาก ไม่มีที่พึ่งแล้วนิพพานไม่สมควร” อุบาสิกาเหล่านั้นมีความต้องการบีบคั้นจึงพร่ำเพ้อ
๑๑๙เพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละความเศร้าโศก พระนางจึงได้ตรัสอย่างไพเราะว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย ลูกทั้งหลาย วันนี้เป็นเวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย
๑๒๐ทุกข์ฉันกำหนดรู้แล้ว เหตุแห่งทุกข์(สมุทัย)ฉันเว้นขาดแล้ว นิโรธฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว และมรรคฉันก็ได้อบรมดีแล้ว ภาณวารที่ ๑ จบ
๑๒๑พระศาสดาฉันก็ได้บำรุงแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ภาระหนัก ฉันก็ปลงลงได้แล้ว ตัณหาที่เป็นเหตุนำไปสู่ภพฉันก็ถอนได้แล้ว
๑๒๒กุลบุตรกุลธิดาออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ @เชิงอรรถ : @ ภาระหนัก หมายถึงขันธภาระ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ @(ขุ.เถร.อ. ๒/๖๐๔/๒๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๒๓พระพุทธเจ้าและพระสัทธรรมของพระองค์ มิได้ย่อหย่อนยังดำรงอยู่ตราบใด ตราบนั้นเป็นเวลาสมควรแล้ว ที่ฉันจะนิพพาน ลูกเอ๋ย อย่าได้เศร้าโศกถึงแม่เลย
๑๒๔พระชินเจ้า พระราหุล พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ และพระนันทะเป็นต้น ก็ยังดำรงอยู่ ขอพระสงฆ์จงมีประโยชน์สุขร่วมกัน ขอให้เดียรถีย์จงเป็นผู้มีความโง่เขลาถูกกำจัดเสียเถิด
๑๒๕ยศคือการย่ำยีมารแห่งวงศ์พระเจ้าโอกกากราช ฉันก็ให้รุ่งเรืองแล้ว ลูกๆ ถึงเวลาที่แม่จะนิพพานแล้วมิใช่หรือ
๑๒๖ความปรารถนาที่แม่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นมาช้านาน จะสำเร็จแก่แม่ในวันนี้ เวลานี้เป็นเวลาที่กลองอานันทเภรีบันลือเสียง ลูกเอ๋ย น้ำตาจะมีประโยชน์อะไรแก่พวกลูก
๑๒๗ถ้าลูกทั้งหลายจะมีความเอ็นดู หรือมีความกตัญญูในมารดา ก็ขอให้ลูกทุกคนจงทำความเพียรให้มั่น เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมเถิด
๑๒๘พระสัมมาพุทธเจ้า ซึ่งแม่ทูลอ้อนวอน จึงได้ทรงประทานการบรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แม่ยินดี ฉันใด ลูกทั้งหลายก็จงเจริญรอยตามความยินดีนั้น ฉันนั้นเถิด”
๑๒๙ครั้นพระนางพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว มีภิกษุณีทั้งหลายห้อมล้อมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไหว้แล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๓๐“ข้าแต่พระสุคต หม่อมฉันเคยเป็นมารดาเลี้ยงของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า ส่วนพระองค์เป็นบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานความสุข ที่เกิดจากพระสัทธรรม ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้ที่พระองค์ทรงให้เกิดแล้ว
๑๓๑ข้าแต่พระสุคต พระรูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันเคยฟูมฟักให้เจริญเติบใหญ่แล้ว ส่วนพระธรรมกายที่น่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทรงฟูมฟักให้เจริญแล้ว
๑๓๒พระองค์หม่อมฉันให้ดื่มน้ำนม อันระงับความหิวได้เพียงชั่วครู่ ส่วนหม่อมฉันพระองค์ทรงให้ดื่มแม้น้ำนม คือพระธรรมซึ่งสงบระงับได้แท้จริง
๑๓๓ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน ในเพราะการเลี้ยงดูด้วยความผูกพัน หม่อมฉันได้ฟังมาว่า สตรีทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตรขออยู่ ก็ย่อมได้บุตรเช่นนั้น
๑๓๔มารดาใดของจอมนรชน มีพระเจ้ามันธาตุเป็นต้น มารดานั้นชื่อว่ายังบุตรให้จมอยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ ข้าแต่พระปิโยรส ส่วนหม่อมฉันผู้จมอยู่แล้ว พระองค์ทรงช่วยให้ข้ามพ้นจากสาครคือภพได้
๑๓๕พระนามว่า พระพันปีหลวง สตรีทั้งหลายได้มาโดยง่าย (แต่)พระนามว่า พุทธมารดา นี้ สตรีทั้งหลายได้มาโดยยากอย่างยิ่ง
๑๓๖ข้าแต่พระมหาวีระ ก็พระนามว่า พุทธมารดานั้นอันหม่อมฉันได้แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน ปณิธานน้อยใหญ่ของหม่อมฉันพระองค์ก็ทรงให้สำเร็จแล้ว ทั้งหมดนั้นพระองค์ทรงให้บริบูรณ์แล้ว
๑๓๗หม่อมฉันปรารถนาที่จะละร่างนี้ปรินิพพาน ข้าแต่พระวีรเจ้า ผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ ทรงเป็นผู้นำ ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันเถิด
๑๓๘ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดพระยุคลบาท ที่วิจิตรด้วยลายจักร (ลายจักรก้นหอย) และธงอันละเอียดอ่อนเหมือนดอกบัวออกเถิด หม่อมฉันจะนอบน้อมพระยุคลบาทนั้น จักขอทำความรักในบุตร
๑๓๙ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ หม่อมฉันจะทำสรีระคือร่างกายของพระองค์ เหมือนกองทอง อันปรากฏเหมือนทับทิม ให้เป็นอันหม่อมฉันเห็นดีแล้วจึงจะนิพพาน”
๑๔๐พระชินเจ้าทรงแสดงให้พระมาตุจฉาเห็นพระวรกาย ที่ประกอบด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการ ประดับด้วยพระรัศมีอย่างงดงาม ซึ่งเป็นเหมือนดึงดูดดวงตาของคนพาล
๑๔๑ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น ได้ซบพระเศียรลงแทบพื้นพระยุคลบาท ซึ่งเป็นลายจักรคล้ายดอกบัวบาน มีพระรัศมีดังดวงอาทิตย์แรกทอแสง แล้วได้กราบทูลว่า
๑๔๒“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นดุจดวงอาทิตย์ของนรชน หม่อมฉันนอบน้อมพระองค์ ผู้เป็นธงแห่งวงศ์พระอาทิตย์ ขอพระองค์ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันในกาลสุดท้ายด้วยเถิด หม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์อีก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๔๓ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศในโลก ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระกรุณา ธรรมดาสตรีทั้งหลายรู้กันว่ามีแต่จะก่อโทษทุกประการ ถ้าโทษอย่างใดอย่างหนึ่งของหม่อมฉันมีอยู่ ก็ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด
๑๔๔อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลขอบ่อยๆ ให้สตรีทั้งหลายได้บวช ข้าแต่พระองค์ผู้องอาจกว่านรชน ถ้าโทษในข้อนั้นจะมีแก่หม่อมฉัน ขอได้โปรดยกโทษนั้นด้วยเถิด
๑๔๕ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งการยกโทษ ภิกษุณีทั้งหลาย อันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว ตามที่พระองค์ทรงอนุญาต ถ้าข้อนั้นจะมีการแนะนำผิด ขอได้โปรดยกโทษในข้อนั้นด้วยเถิด”
๑๔๖(พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า) “โคตมีผู้ประดับไปด้วยคุณ ชื่อว่านิพพานก็สมควรแก่เธอ จะมีโทษอะไร เมื่อเธอบอกว่าจะลานิพพาน ตถาคตจักไปว่าอะไรเธอให้มากเล่า
๑๔๗เมื่อภิกษุสงฆ์ของตถาคตบริสุทธิ์ ไม่บกพร่อง เธอจะออกไปเสียจากโลกนี้ก็ควร เพราะในเวลาสว่าง เมื่อดวงดาวหมดแสง จันทเลขาก็เห็นเลือนไป”
๑๔๘ภิกษุณีทั้งหลายนอกจากพระมหาปชาบดีโคตมี พากันทำประทักษิณพระชินเจ้าผู้เลิศ เหมือนกลุ่มดาวที่ติดตามดวงจันทร์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน ทำประทักษิณภูเขาพระสุเมรุ หมอบลงแทบพระยุคลบาทแล้ว ยืนเพ่งดูพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า
๑๔๙“จักษุของหม่อมฉัน ไม่เคยอิ่มด้วยการเห็นพระองค์ โสตของหม่อมฉันก็ไม่เคยอิ่มด้วยภาษิตของพระองค์ จิตของหม่อมฉันดวงเดียวเท่านั้น บรรลุธรรมจึงอิ่มด้วยรสแห่งธรรม
๑๕๐ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนระผู้ประเสริฐ เมื่อพระองค์บันลืออยู่ในท่ามกลางบริษัท กำจัดทิฏฐิมานะ ชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
๑๕๑ข้าแต่พระองค์ผู้ถึงที่สุดแห่งสงคราม ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์ ซึ่งมีพระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้นพระยุคลบาทยาว แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
๑๕๒ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนระผู้สูงสุด ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัสของพระองค์ ซึ่งไพเราะน่าปลื้มใจ เผาเสียซึ่งโทษ เป็นประโยชน์เกื้อกูล แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
๑๕๓ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉัน อิ่มไปด้วยการบูชาพระยุคลบาทของพระองค์ ข้ามพ้นทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระสุนทรกถาของพระองค์ผู้มีพระสิริ ฉะนั้น หม่อมฉันจึงชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๕๔ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีผู้มีวัตรงาม ประกาศในหมู่ภิกษุสงฆ์แล้วไหว้พระราหุล พระอานนท์ และพระนันทะแล้วได้ตรัสดังนี้ว่า
๑๕๕“ดิฉันเบื่อหน่ายร่างกายซึ่งเสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษ เป็นรังแห่งโรค เป็นสถานที่เกิดทุกข์ มีชราและมรณะเป็นโคจร
๑๕๖เกลื่อนกล่นไปด้วยมลทินคือซากศพต่างๆ ต้องพึ่งพาผู้อื่น ปราศจากความน่าใฝ่ใจ ฉะนั้น ดิฉันจึงปรารถนาจะนิพพานเสีย ขอลูกๆ ทั้งหลายจงเข้าใจตามสมควรเถิด”
๑๕๗พระนันทเถระและพระภัททราหุล เป็นผู้ปราศจากความเศร้าโศก หมดอาสวะ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีปัญญา มีความเพียร ได้คิดตามธรรมดาว่า
๑๕๘“น่าติเตียน ร่างกายที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีภาวะหวั่นไหว ปราศจากแก่นสาร เปรียบได้กับต้นกล้วย เช่นเดียวกับพยับแดดซึ่งเป็นมายา ต่ำช้าไม่มั่นคง
๑๕๙พระโคตมีเถรีพระมาตุจฉาของพระชินเจ้านี้ ซึ่งได้เคยเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ยังต้องเสด็จนิพพาน สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่เที่ยง”
๑๖๐ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากของพระชินเจ้า ยังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตา คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาในที่นั้นว่า
๑๖๑“พระโคตมีเถรีตรัสอยู่หลัดๆ ก็จะเสด็จนิพพานเสียแล้ว คงอีกไม่นานเลย แม้พระพุทธเจ้าก็จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เหมือนไฟที่หมดเชื้อแล้ว” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๖๒พระโคตมีเถรีได้ตรัสกับพระอานนท์ ผู้เชี่ยวชาญพระปริยัติธรรมที่ลึกล้ำปานสาคร ฝักใฝ่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าซึ่งพร่ำรำพันอยู่ดังกล่าวมาว่า
๑๖๓“ลูกเอ๋ย เมื่อกาลเป็นที่ร่าเริงปรากฏแล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของแม่ การนิพพานของแม่นั้นใกล้เข้ามาแล้ว
๑๖๔ลูกเอ๋ย พระศาสดาลูกได้ทูลให้ทรงยินยอม จึงได้ทรงอนุญาตให้แม่บวช ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเสียใจไปเลย ความพยายามของพ่อต้องมีผล
๑๖๕ก็บทใด ที่เจ้าลัทธิทั้งหลายผู้เก่าก่อนไม่เห็น บทนั้นอันเด็กหญิงซึ่งมีอายุ ๗ ขวบรู้แจ้งประจักษ์แล้ว
๑๖๖พ่อจงรักษาพุทธศาสนาไว้ การเห็นลูกเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย ลูกเอ๋ย แม่จะไปสถานที่ที่บุคคลไปแล้วไม่ปรากฏ
๑๖๗ในกาลบางคราว พระผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก ทรงเปล่งวาจาแสดงธรรม ครั้งนั้น แม่ผู้มีความอนุเคราะห์จึงกล่าววาจาที่มีความหวังว่า
๑๖๘“ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงทรงพระชนม์อยู่นานๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวงเถิด ขอพระองค์ทรงอย่าชราและปรินิพพานเลย”
๑๖๙พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสกับแม่ผู้กราบทูลอยู่ เช่นนั้นว่า “พระนางโคตมี พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้อันใครๆ ไม่ควรวิงวอน เหมือนอย่างที่เธอวิงวอนอยู่เลย” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๗๐“ก็อย่างไร พระตถาคตผู้สัพพัญญู จึงชื่อว่าอันบุคคลพึงวิงวอน และอย่างไรพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงวิงวอน พระองค์อันหม่อมฉันทูลถามถึงเหตุนั้นแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่หม่อมฉันด้วยเถิด”
๑๗๑“ท่านจงดูสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน นี้เป็นการวิงวอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”
๑๗๒ต่อแต่นั้น ดิฉันไปสู่สำนักของภิกษุณี อยู่คนเดียวคิดได้อย่างแจ้งชัดว่า “พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่ง ผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพ ทรงพอพระทัยบริษัทที่สามัคคีกัน
๑๗๓เอาเถิด เราจะนิพพาน อย่าได้พบเห็นความวิบัตินั้นเลย” ครั้นดิฉันคิดดังนี้แล้ว ได้เข้าเฝ้าพระฤาษีผู้ประเสริฐ (พระพุทธเจ้า)
๑๗๔แล้วได้กราบทูลกาลเป็นที่ปรินิพพาน กับพระผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า “จงรู้กาลเองเถิด พระนางโคตมี”
๑๗๕กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว @เชิงอรรถ : @ ไตรภพ หมายถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๕) @ สตฺตโม=ประเสริฐ (อภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๖๙๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
๑๗๖การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
๑๗๗คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
๑๗๘(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) “โคตมี คนพาลเหล่าใดมีความสงสัย ในการตรัสรู้ธรรมของสตรีทั้งหลาย ท่านจงแสดงฤทธิ์เพื่อการละทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น”
๑๗๙ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีหมอบกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า แสดงฤทธิ์เป็นอเนกประการ ตามพุทธานุญาต
๑๘๐คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขาก็ได้
๑๘๑ไปได้ไม่ติดขัด ดำลงไปในแผ่นดินเหมือนดำลงไปในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำโดยที่น้ำไม่แตกกระจายเหมือนเดินไปบนแผ่นดินก็ได้
๑๘๒นั่งขัดสมาธิลอยไปในอากาศเหมือนนางนกก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
๑๘๓ทำสิเนรุบรรพตให้เป็นคันร่ม ทำแผ่นดินใหญ่ให้เป็นตัวร่ม พลิกเอาเบื้องล่างขึ้น เดินกั้นร่มไปมาในอากาศ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๘๔ได้ทำโลกให้สวยงามประหนึ่งเวลาอาทิตย์ ๖ ดวง อุทัยเหนือภูเขายุคันธร และได้ทำโลกให้เป็นเหมือนกลุ่มตาข่ายดอกไม้ที่ยอดภูเขายุคันธร
๑๘๕ใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งกำภูเขามุจลินท์ ภูเขาสิเนรุ ภูเขามันทาระ และภูเขาทัททระไว้ได้ทั้งหมด เหมือนกำเมล็ดพันธุ์ผักกาด
๑๘๖ใช้ปลายนิ้วพระหัตถ์บังดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไว้ ทัดทรงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไว้เป็นพันๆ ดวง เหมือนทัดทรงพวงมาลัย
๑๘๗ใช้ฝ่าพระหัตถ์ข้างหนึ่งธารน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไว้ได้ ทำฝนห่าใหญ่ให้ตกมีอาการดังสายน้ำที่ตกจากภูเขายุคันธร
๑๘๘พระนางนั้นได้เนรมิตองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมด้วยบริวารในท้องฟ้า แสดงเป็นครุฑ คชสาร ราชสีห์ ต่างบันลือร้องอยู่
๑๘๙พระองค์เดียวทรงเนรมิตเป็นคณะภิกษุณีนับไม่ถ้วน แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียวกราบทูลพระมุนีว่า
๑๙๐“ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระองค์ เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว ขอกราบพระยุคลบาท”
๑๙๑พระนาง ครั้นแสดงฤทธิ์อย่างต่างๆ แล้วลงจากท้องฟ้า ทรงไหว้พระพุทธองค์ผู้ทรงส่องโลกให้สว่างแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง (กราบทูลว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๙๒“ข้าแต่พระมหามุนีวีรเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำ หม่อมฉันนั้นมีอายุได้ ๑๒๐ ปี เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว หม่อมฉันจักนิพพาน”
๑๙๓ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้น ถึงความพิศวงยิ่งนักจึงได้พากันประนมมือถามว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า ผู้มีความบากบั่น พระแม่เจ้าได้ทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์หาที่เปรียบมิได้”
๑๙๔(พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้กล่าวบุพจริยาของท่านดังต่อไปนี้ว่า) พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป
๑๙๕ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลอำมาตย์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง เจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย มีทรัพย์มาก ในกรุงหงสวดี
๑๙๖ในกาลบางคราว ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบิดา มีหมู่ทาสีห้อมล้อมเข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้องอาจกว่านรชน พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก
๑๙๗พระชินเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทำฝนคือธรรมให้ตกลงอยู่ เหมือนท้าววาสวะ มีกลุ่มแห่งพระรัศมีโชติช่วง เช่นกับดวงอาทิตย์ในสารทกาล
๑๙๘ข้าพเจ้าเห็นแล้วทำจิตให้เลื่อมใส และได้สดับสุภาษิตของพระองค์ ได้สดับพระผู้ทรงเป็นผู้นำของนรชน ทรงตั้งภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจฉาไว้ในตำแหน่งที่เลิศ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๑๙๙จึงได้ถวายมหาทานและปัจจัยจำนวนมาก แด่พระผู้เลิศกว่านรชน ผู้คงที่พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระสงฆ์ตลอด ๗ วัน
๒๐๐แล้วจึงหมอบลงแทบพระยุคลบาทได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น ลำดับนั้น พระฤาษีผู้ประเสริฐ(พระพุทธเจ้า) ได้ตรัสในที่ประชุมใหญ่นั้นว่า
๒๐๑“เราจักพยากรณ์สตรีผู้ที่นิมนต์พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
๒๐๒ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
๒๐๓สตรีผู้นี้จักมีนามปรากฏว่าโคตมี เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น
๒๐๔จักเป็นพระมาตุจฉาบำรุงเลี้ยงชีวิต ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายรู้ราตรีนาน”
๒๐๕ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีใจปราโมทย์ บำรุงพระชินเจ้า ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ตายไป
๒๐๖ข้าพเจ้าบังเกิดในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งให้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทุกประการ ครอบงำพวกเทพเหล่าอื่นด้วยองค์ ๑๐ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๐๗คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ(ธรรมารมณ์) อายุ วรรณะ สุข และยศ
๒๐๘อนึ่ง รุ่งเรืองครอบงำเทพเหล่าอื่นด้วยความเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าได้เป็นพระมเหสีผู้เป็นที่รัก ของท้าวอัมรินทราธิราชชั้นดาวดึงส์นั้น
๒๐๙เมื่อข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร เป็นผู้หวั่นไหวเพราะพายุคือกรรม จึงเกิดในหมู่บ้านทาสในอาณาเขตของพระเจ้ากาสี
๒๑๐ครั้งนั้น ทาส ๕๐๐ คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น ข้าพเจ้าได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาสทั้งหมดในหมู่บ้านนั้น
๒๑๑พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ข้าพเจ้ากับญาติทุกคนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงมีความยินดี
๒๑๒ข้าพเจ้าทั้งหลายพร้อมด้วยสามี เลื่อมใสแล้ว จึงช่วยกันสร้างกุฎี ๕๐๐ หลังถวาย อุปัฏฐากตลอด ๔ เดือนแล้วถวายไตรจีวร
๒๑๓จากนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายพร้อมด้วยสามีตายไป ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เกิดในกรุงเทวทหะ
๒๑๔พระชนกของข้าพเจ้าทรงพระนามว่าอัญชนศากยะ พระชนนีของข้าพเจ้าทรงพระนามว่าสุลักขณา ต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปสู่พระราชวังของพระเจ้าสุทโธทนะ ในกรุงกบิลพัสดุ์
๒๑๕สตรีทุกคนเกิดในตระกูลศากยะแล้ว ได้ไปสู่พระราชวังของเจ้าศากยะทั้งหลาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน ข้าพเจ้าประเสริฐกว่าสตรีทุกคน ได้เป็นผู้บำรุงเลี้ยงพระชินเจ้า
๒๑๖พระโอรสของข้าพเจ้าพระองค์นั้น เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำวิเศษ ภายหลังข้าพเจ้าพร้อมด้วยนางศากิยานี ๕๐๐ นางจึงได้บวช
๒๑๗แล้วได้ประสบสันติสุขพร้อมด้วยนางศากิยานีผู้มีความเพียร ในครั้งนั้น ชนเหล่าใดผู้เคยเป็นสามีของพวกข้าพเจ้าในชาติก่อน
๒๑๘ชนเหล่านั้น เคยทำบุญร่วมกันมา ประพฤติตามคำสอนที่ควรบูชา พระสุคตทรงอนุเคราะห์แล้ว ได้บรรลุอรหัตตผล
๒๑๙ภิกษุณีทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก นอกจากพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีนั้น ได้พากันเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า รุ่งโรจน์ เหมือนดวงดาวทั้งหลายที่โคจรเกาะกลุ่มกันไป
๒๒๐ภิกษุณีเหล่านั้น เป็นผู้ศึกษาแล้วในบุญกรรม จึงแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ เหมือนนายช่างทองที่ได้รับการศึกษาแล้ว แสดงเครื่องประดับทองคำชนิดต่างๆ
๒๒๑ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น ครั้นแสดงปาฏิหาริย์มากมายหลายอย่างแล้ว ทำพระมุนีผู้ประเสริฐกว่าดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งบริษัทให้ทรงพอพระทัยยินดีแล้ว
๒๒๒ได้พากันลงจากท้องฟ้า ไหว้พระฤๅษีผู้ประเสริฐ(พระพุทธเจ้า) ผู้อันพระศาสดาผู้เป็นนระผู้เลิศ ทรงอนุญาตแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๒๓(ได้กราบทูลว่า) “ข้าแต่พระวีรเจ้า น่าชมเชย พระโคตมีเถรี เป็นผู้อนุเคราะห์หม่อมฉันทั้งปวง หม่อมฉันทั้งหลายถูกพระนางอบรมด้วยบุญ จึงได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ
๒๒๔กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันทั้งหลายก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันทั้งหลายก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันทั้งหลายตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
๒๒๕การที่หม่อมฉันทั้งหลายมาในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันทั้งหลายได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
๒๒๖คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
๒๒๗ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ
๒๒๘รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุหม่อมฉันทั้งหลายก็ชำระให้หมดจดแล้ว @เชิงอรรถ : @ หมายถึงหูทิพย์, ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา (ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๐-๒๔๑/๘๐) @ หมายถึงญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้, อ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เป็นต้น @(ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๒-๒๔๓/๘๐-๘๑) @ หมายถึงความรู้เป็นเครื่องระลึกได้ถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน,ระลึกชาติได้ (ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๔-๒๔๕/๘๑-๘๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
๒๒๙ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉันทั้งหลายที่มีอยู่ ล้วนเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์
๒๓๐ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นมหามุนี พระองค์ทรงเป็นผู้ที่หม่อมฉันทั้งหลายมีจิตเมตตา ปฏิบัติ ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหมดนิพพานเถิด”
๒๓๑พระชินเจ้าได้ตรัสว่า “เมื่อเธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า ‘จักนิพพาน’ เราตถาคตจะไปกล่าวอะไรได้ ก็บัดนี้เธอทั้งหลายจงสำคัญกาลอันสมควรเถิด
๒๓๒ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นมีพระโคตมีเถรีเป็นอาทิ ไหว้พระชินเจ้าแล้ว ได้พากันลุกจากที่นั่งนั้นไป
๒๓๓พระธีรเจ้า ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก พร้อมด้วยหมู่ชนจำนวนมาก ได้เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจนถึงซุ้มประตู
๒๓๔ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณีทุกรูปนอกนี้ ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกแล้วกราบทูลว่า “นี้เป็นการกราบพระยุคลบาทครั้งสุดท้าย
๒๓๕นี้เป็นการเห็นพระโลกนาถครั้งสุดท้ายของหม่อมฉัน หม่อมฉันจักไม่ได้เห็นพระพักตร์ ซึ่งมีอาการดังน้ำอมฤตของพระองค์อีก
๒๓๖ข้าแต่พระวีระผู้เลิศในโลก การกราบไหว้ของหม่อมฉัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน จักไม่สัมผัสพระยุคลบาทอันละเอียดอ่อนของพระองค์(อีก) วันนี้ หม่อมฉันจะนิพพาน”
๒๓๗พระศาสดาตรัสว่า “จะมีประโยชน์อะไรแก่เธอด้วยรูปนี้ เมื่อธรรมที่เธอเห็นแล้วตามความเป็นจริง สังขตธรรมทั้งปวงนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ายินดี และเป็นของเลวทราม”
๒๓๘พระมหาปชาบดีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณีเหล่านั้น กลับไปยังสำนักของตนแล้ว นั่งขัดสมาธิชั้นเดียวบนอาสนะที่ประเสริฐ
๒๓๙ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในที่นั้น ผู้มีความเคารพรักในพุทธศาสนา ได้สดับความเป็นไปของพระนาง ต่างก็เข้าไปนมัสการพระยุคลบาท
๒๔๐ใช้มือตบอก ร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร อัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศก ล้มลงที่ภาคพื้น ดุจเถาวัลย์ที่มีรากขาดแล้วกองลง รำพันด้วยวาจาว่า
๒๔๑“ข้าแต่พระแม่เจ้าผู้ประทานที่พึ่งแก่หม่อมฉันทั้งหลาย พระแม่เจ้า อย่าได้ละทิ้งหม่อมฉันทั้งหลายนิพพานเลย หม่อมฉันทุกคนขอซบเศียรอ้อนวอน”
๒๔๒พระมหาปชาบดีเถรีลูบศีรษะของอุบาสิกาผู้มีศรัทธา มีปัญญา ซึ่งเป็นหัวหน้าของอุบาสิกาเหล่านั้น ได้กล่าวคำนี้ว่า
๒๔๓“ลูกทั้งหลายเอ๋ย อย่าเลย การพร่ำเพ้อซึ่งเป็นไปในบ่วงแห่งมาร สังขตธรรมทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง มีแต่จะหวั่นไหวพลัดพรากจากกันไป” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๔๔ต่อจากนั้น พระนางก็ละอุบาสิกาเหล่านั้นแล้ว เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันยอดเยี่ยม
๒๔๕แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามลำดับ
๒๔๖แล้วพระโคตมีเถรี ก็เข้าฌานทั้งหลายโดยปฏิโลม จนถึงปฐมฌาน เข้าฌานทั้ง ๓ จนถึงจตุตถฌาน
๒๔๗ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้วไม่มีอาสวะนิพพาน เหมือนดวงประทีปหมดเชื้อดับไป ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ผ่าลงมาจากนภากาศ
๒๔๘กลองทิพย์ก็บันลือลั่นขึ้นเอง เทพทั้งหลายพากันคร่ำครวญ และฝนดอกไม้ก็โปรยปรายจากอากาศลงสู่พื้นดิน
๒๔๙แม้ภูเขาเมรุราชก็กัมปนาทหวั่นไหว เหมือนคนเต้นรำท่ามกลางโรงเต้นรำ ทะเลก็ปั่นป่วนครวญครางเพราะความเศร้าโศก
๒๕๐เทพ นาค อสูร และพรหมต่างก็พากันสลดใจ กล่าวขึ้นในขณะนั้นเองว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหมือนอย่างพระมหาปชาบดีเถรีนี้ ถึงความย่อยยับไปแล้ว”
๒๕๑และพระเถรีทั้งหลายผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ซึ่งห้อมล้อมพระมหาปชาบดีเถรีนี้ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น พากันนิพพานไปแล้ว เหมือนดวงประทีปหมดเชื้อดับไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๕๒โอ! ความประจวบกันมีความพลัดพรากเป็นที่สุด โอ! สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่เที่ยง โอ! ชีวิตมีความพินาศเป็นที่สุด การคร่ำครวญได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้
๒๕๓ลำดับนั้น เทวดาและพรหมต่างก็เข้าไปเฝ้าพระฤาษีผู้ประเสริฐ จึงทำความประพฤติตามโลกธรรมสมควรแก่กาล
๒๕๔ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอานนท์ ผู้เป็นพหูสูต มีปัญญาดุจห้วงน้ำมาสั่งว่า “อานนท์ เธอจงไปประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบ ถึงการปรินิพพานของพระมารดา”
๒๕๕ในกาลนั้น ท่านพระอานนท์หมดความแช่มชื่น มีน้ำตานองนัยนา ประกาศด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ขอภิกษุทั้งหลายจงมาประชุมกัน
๒๕๖คือภิกษุทั้งหลายที่เป็นโอรสของพระสุคตทั้งที่อยู่ในทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ภิกษุณีนั้นเป็นมารดาของเรา
๒๕๗ผู้ประคบประหงมสรีระสุดท้ายของพระมุนีให้เจริญ ด้วยน้ำนมของตน ภิกษุณีนั้น คือพระโคตมีเถรี ดับสนิทแล้วเหมือนดวงดาวดับแสงในเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น
๒๕๘พระนางทรงประกาศให้รู้ว่า ‘เป็นพุทธมารดา’ แล้วนิพพาน ซึ่งเป็นที่ที่คนแม้มีดวงตา ๕ ดวงก็มองไม่เห็น แต่พระผู้มีพระภาคผู้เป็นผู้นำทรงเห็นได้
๒๕๙ขอพระโอรสของพระสุคต ผู้มีศรัทธาในพระสุคต หรือเป็นศิษย์ของพระมหามุนี จงทำสักการะพุทธมารดาเถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๖๐ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ในที่ไกลแสนไกล ได้สดับคำประกาศนั้นแล้ว ก็รีบมา บางพวกมาด้วยพุทธานุภาพ บางพวกที่ชำนาญในฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ของตน
๒๖๑ต่างช่วยกันยกเตียงที่พระโคตมีเถรีนอนสงบนิ่ง ขึ้นตั้งบนเรือนยอดที่ประเสริฐ สำเร็จด้วยทองคำล้วน งดงามน่ายินดี
๒๖๒ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ต่างก็ใช้บ่ารองรับเรือนยอดไว้ เทวดาที่เหลือมีท้าวสักกเทวราชเป็นต้น ก็เข้าช่วยรับเรือนยอดด้วย
๒๖๓ก็เรือนยอดทั้งหมดมี ๕๐๐ หลัง วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตขึ้น มีสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาล
๒๖๔ภิกษุณีทั้งหมด ผู้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ในที่นั้น ก็ถูกเทพทั้งหลายแบกนำออกไปตามลำดับ
๒๖๕พื้นนภากาศถูกเพดานบังไว้ทั่ว ที่เพดานนั้นมีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งดวงดาวที่ทำด้วยทองคำประดับติดไว้
๒๖๖ธงปฏาก (ธงผ้า) ได้ถูกยกขึ้นประดับไว้เป็นอันมาก เครื่องคลุมดอกไม้ที่สวยงาม ดอกบัวในอากาศมีปลายห้อยลง ส่วนดอกไม้ที่พื้นดินมีปลายชี้ขึ้น @เชิงอรรถ : @ ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ คือ (๑) ท้าวธตรฐ (๒) ท้าววิรุฬหก (๓) ท้าววิรูปักษ์ (๔) ท้าวกุเวร @(ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๓๖/๒๖๔-๒๖๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๖๗ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ และดวงดาวทั้งหลายก็ส่องแสง อนึ่ง ดวงอาทิตย์แม้อยู่ในเวลาเที่ยงวัน ก็เหมือนดวงจันทร์ไม่ส่องแสงให้เร่าร้อน
๒๖๘เทพทั้งหลายพากันบูชาด้วยของหอม และดอกไม้มีกลิ่นหอม ด้วยการประโคมดนตรี ฟ้อนรำ และขับร้องอันเป็นทิพย์
๒๖๙นาค อสูร และพรหม ต่างก็พากันบูชาพุทธมารดาผู้นิพพานซึ่งถูกเขานำออกไปแล้ว ตามความสามารถตามกำลัง
๒๗๐ภิกษุณีผู้เป็นโอรสของพระสุคต ซึ่งนิพพานแล้วทั้งหมดถูกอัญเชิญไปข้างหน้า พระโคตมีเถรีผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้า ผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะแล้วถูกอัญเชิญไปข้างหลัง
๒๗๑เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วยนาค อสูร และพรหมไปข้างหน้า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกเสด็จไปข้างหลัง เพื่อบูชาพุทธมารดา
๒๗๒การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หาได้เป็นเช่นการปรินิพพานของพระโคตมีเถรีไม่ การปรินิพพานของพระโคตมีเถรีอัศจรรย์ยิ่งนัก
๒๗๓ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น เหมือนในเวลาที่พระโคตมีเถรีนิพพาน ซึ่งมีทั้งพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๗๔ชนทั้งหลายช่วยกันทำจิตกาธาน ซึ่งสำเร็จด้วยไม้มีกลิ่นหอมล้วนและโปรยจุรณเครื่องหอม แล้วฌาปนกิจภิกษุณีเหล่านั้นบนจิตกาธานนั้นๆ
๒๗๕ส่วนที่เหลือถูกไฟไหม้ไปสิ้นเหลือไว้เพียงอัฐิ ก็เวลานั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าววาจา ให้เกิดความสังเวชว่า
๒๗๖“พระโคตมีเถรีนิพพานแล้ว พระสรีระของพระนางก็ถูกเผาแล้ว กำหนดได้ว่า การปรินิพพานของพระพุทธเจ้านี้ คงจักมีโดยกาลไม่นาน
๒๗๗จากนั้น ท่านพระอานนท์ถูกพระพุทธเจ้าทรงตักเตือน จึงได้น้อมนำอัฐิธาตุของพระโคตมีเถรี ซึ่งอยู่ในบาตรของพระนางเข้ามาถวายพระโลกนาถ
๒๗๘พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นฤๅษีผู้ประเสริฐ ทรงใช้พระหัตถ์ประคองอัฐิเหล่านั้น ได้ตรัสว่า “ต้นไม้ใหญ่มีแก่นยืนต้น
๒๗๙ถึงจะมีลำต้นใหญ่โต ก็พึงหักทำลายไปได้ เพราะความไม่เที่ยง พระโคตมีเถรีก็เหมือนกัน ถึงจะเป็นใหญ่กว่าภิกษุณีสงฆ์ก็ปรินิพพานไปแล้ว
๒๘๐ดูเถิดอานนท์ พุทธมารดาแม้ปรินิพพานแล้ว เหลือเพียงสรีรธาตุ เธอไม่ควรเศร้าโศกคร่ำครวญถึง
๒๘๑คนอื่นๆ ก็ไม่ควรเศร้าโศกถึง พระนางผู้ข้ามห้วงน้ำคือสังสารวัฏไปแล้ว ละเว้นเหตุที่ทำให้เดือดร้อนได้แล้ว เป็นผู้เย็นดับสนิทแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน
๒๘๒พระนางเป็นบัณฑิต มีปัญญามากและมีปัญญากว้างขวาง ทั้งเป็นรัตตัญญูกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทราบอย่างนี้เถิด
๒๘๓พระโคตมีเถรีเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ
๒๘๔รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุพระโคตมีเถรีก็ชำระให้หมดจดแล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
๒๘๕อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณก็บริสุทธิ์แล้ว เพราะฉะนั้น พระโคตมีเถรีนั้นอันใครๆ ไม่ควรเศร้าโศกถึง
๒๘๖ความเป็นไปของไฟที่ลุกโพลงขึ้น ที่ถูกแผ่นเหล็กหนาทับไว้แล้ว ดับสนิทไปตามลำดับ ใครๆ ก็รู้ไม่ได้ ฉันใด
๒๘๗คติของผู้หลุดพ้นโดยชอบแล้ว ซึ่งข้ามเครื่องผูกพันคือกามและโอฆะได้ บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มี เพื่อจะให้ใครๆ รู้ได้ ก็ฉันนั้น
๒๘๘เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีสติปัฏฐานเป็นโคจร เธอทั้งหลายเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” ได้ทราบว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทานที่ ๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๕}