คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๓๓

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. ภัททาลิเถราปทาน๒. เอกฉัตติยเถราปทาน๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน๔. มธุมังสทายกเถราปทาน๕. นาคปัลลวกเถราปทาน๖. เอกทีปิยเถราปทาน๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน๘. ยาคุทายกเถราปทาน๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน๑๐. มัญจทายกเถราปทาน๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน๓. เอกาสนทายกเถราปทาน๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน๗. เอกธัมมัสสวนิยเถราปทาน๘. สุจินติตเถราปทาน๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทาน๑. เอกวิหาริยเถราปทาน๒. เอกสังขิยเถราปทาน๓. ปาฏิหีรสัญญกเถราปทาน๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน๖. กลัมพทายกเถราปทาน๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน๘. หรีตกทายกเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน๒. โกลทายกเถราปทาน๓. เวลุวผลิยเถราปทาน๔. ภัลลาตกทายกเถราปทาน๕. อุมาปุปผิยเถราปทาน๖. อัมพาฏกิยเถราปทาน๗. สีหาสนิกเถราปทาน๘. ปาทปีฐิยเถราปทาน๙. เวทิการกเถราปทาน๑๐. โพธิฆรการกเถราปทาน๑. ชคติทายกเถราปทาน๒. โมรหัตถิยเถราปทาน๓. สีหาสนพีชิยเถราปทาน๔. ติณุกกธาริยเถราปทาน๕. อักกมนทายกเถราปทาน๖. วนโกรัณฑิยเถราปทาน๗. เอกฉัตติยเถราปทาน๘. ชาติปุปผิยเถราปทาน๙. สัตติปัณณิยเถราปทาน๑๐. คันธปูชกเถราปทาน๑. สาลกุสุมิยเถราปทาน๒. จิตกปูชกเถราปทาน๓. จิตกนิพพาปกเถราปทาน๔. เสตุทายกเถราปทาน๕. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๖. อวฏผลิยเถราปทาน๗. ลพุชผลทายกเถราปทาน๘. มิลักขุผลทายกเถราปทาน๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน๑๐. นิมิตตพยากรณิยเถราปทาน๑. นฬมาลิยเถราปทาน๒. มณิปูชกเถราปทาน๓. อุกกาสติกเถราปทาน๔. สุมนวีชนิยเถราปทาน๕. กุมมาสทายกเถราปทาน๖. กุสัฏฐกทายกเถราปทาน๗. คิริปุนนาคิยเถราปทาน๘. วัลลิการผลทายกเถราปทาน๙. ปานธิทายกเถราปทาน๑๐. ปุฬินจังกมิยเถราปทาน๑. ปังสุกูลสัญญกเถราปทาน๒. พุทธสัญญกเถราปทาน๓. ภิสทายกเถราปทาน๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน๕. จันทนมาลิยเถราปทาน๖. ธาตุปูชกเถราปทาน๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน๘. ตรณิยเถราปทาน๙. ธัมมรุจิเถราปทาน๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน๑. ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน๒. ปังสุกูลปูชกเถราปทาน๓. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๔. กิงสุกปุปผิยเถราปทาน๕. อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน๗. อุทกทายกเถราปทาน๘. ปุฬินถูปิยเถราปทาน๙. นฬกุฏิกทายกเถราปทาน๑๐. ปิยาลผลทายกเถราปทาน๑. ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทาน๒. เอกปัตตทายกเถราปทาน๓. กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน๔. อวฏผลิยเถราปทาน๕. จารผลิยเถราปทาน๖. มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน๗. อัชเชลผลทายกเถราปทาน๘. อโมรผลิยเถราปทาน๙. ตาลผลิยเถราปทาน๑๐. นาฬิเกรผลทายกเถราปทาน๑. กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน๒. กปิฏฐผลทายกเถราปทาน๓. โกสุมพผลิยเถราปทาน๔. เกตกปุปผิยเถราปทาน๕. นาคปุปผิยเถราปทาน๖. อัชชุนปุปผิยเถราปทาน๗. กุฏชปุปผิยเถราปทาน๘. โฆสสัญญกเถราปทาน๙. สัพพผลทายกเถราปทาน๑๐. ปทุมธาริยเถราปทาน๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๒. เวจจกทายกเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. สุปฏทายกเถราปทาน๖. ทัณฑทายกเถราปทาน๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน๑๐. สุคันธเถราปทาน๑. มหากัจจายนเถราปทาน๒. วักกลิเถราปทาน๓. มหากัปปินเถราปทาน๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน๕. กุมารกัสสปเถราปทาน๖. พาหิยเถราปทาน๗. มหาโกฏฐิกเถราปทาน๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน๙. ราธเถราปทาน๑๐. โมฆราชเถราปทาน๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน๒. กังขาเรวตเถราปทาน๓. สีวลีเถราปทาน๔. วังคีสเถราปทาน๕. นันทกเถราปทาน๖. กาฬุทายีเถราปทาน๗. อภยเถราปทาน๘. โลมสติยเถราปทาน๙. วนวัจฉเถราปทาน๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน๑. ยสเถราปทาน๒. นทีกัสสปเถราปทาน๓. คยากัสสปเถราปทาน๔. กิมิลเถราปทาน๕. วัชชีปุตตเถราปทาน๖. อุตตรเถราปทาน๗. อปรอุตตรเถราปทาน๘. ภัททชิเถราปทาน๙. สิวกเถราปทาน๑๐. อุปวานเถราปทาน๑๑. รัฏฐปาลเถราปทาน๑. สุเมธาเถริยาปทาน๒. เมขลทายิกาเถริยาปทาน๓. มัณฑปทายิกาเถริยาปทาน๔. สังกมนทาเถริยาปทาน๕. นฬมาลิกาเถริยาปทาน๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทาน๗. กฏัจฉุภิกขทายิกาเถริยาปทาน๘. สัตตอุปปลมาลิกาเถริยาปทาน๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน๑. เอกูโปสถิกาเถริยาปทาน๒. สลฬปุปผิกาเถริยาปทาน๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทาน๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน๘. เขมาเถริยาปทาน๙. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน๒. กีสาโคตมีเถริยาปทาน๓. ธัมมทินนาเถริยาปทาน๔. สกุลาเถริยาปทาน๕. นันทาเถริยาปทาน๖. โสณาเถริยาปทาน๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน๘. ยโสธราเถริยาปทาน๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน๑๐. อัฏฐารสเถรีสหัสสานมปทาน๑. อัฏฐารสสหัสสขัตติยกัญญาเถรีนมปทาน๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถรีนมปทาน๓. อุปปลทายิกาเถริยาปทาน๔. สิงคาลมาตุเถริยาปทาน๕. สุกกาเถริยาปทาน๖. อภิรูปนันทาเถริยาปทาน๗. อัฑฒกาสีเถริยาปทาน๘. ปุณณิกาเถริยาปทาน๙. อัมพปาลีเถริยาปทาน๑๐. เสลาเถริยาปทาน๑. รตนจังกมนกัณฑ์๒. สุเมธกถา - ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์๒. โกณฑัญญพุทธวงศ์๓. มังคลพุทธวงศ์๔. สุมนพุทธวงศ์๕. เรวตพุทธวงศ์๖. โสภิตพุทธวงศ์๗. อโนมทัสสีพุทธวงศ์๘. ปทุมพุทธวงศ์๙. นารทพุทธวงศ์๑๐. ปทุมุตตรพุทธวงศ์๑๑. สุเมธพุทธวงศ์๑๒. สุชาตพุทธวงศ์๑๓. ปิยทัสสีพุทธวงศ์๑๔. อัตถทัสสีพุทธวงศ์๑๕. ธัมมทัสสีพุทธวงศ์๑๖. สิทธัตถพุทธวงศ์๑๗. ติสสพุทธวงศ์๑๘. ปุสสพุทธวงศ์๑๙. วิปัสสีพุทธวงศ์๒๐. สิขีพุทธวงศ์๒๑. เวสสภูพุทธวงศ์๒๒. กกุสันธพุทธวงศ์๒๓. โกนาคมนพุทธวงศ์๒๔. กัสสปพุทธวงศ์๒๕. โคตมพุทธวงศ์๒๖. พุทธปกิณณกกัณฑ์๒๗. ธาตุภาชนียกถา๑. อกิตติจริยา๒. สังขพราหมณจริยา๓. กุรุธรรมจริยา๔. มหาสุทัสสนจริยา๕. มหาโควินทจริยา๖. เนมิราชจริยา๗. จันทกุมารจริยา๘. สิวิราชจริยา๙. เวสสันตรจริยา๑๐. สสปัณฑิตจริยา๑. มาตุโปสกจริยา๒. ภูริทัตตจริยา๓. จัมเปยยจริยา๔. จูฬโพธิจริยา๕. มหิสราชจริยา๖. รุรุราชจริยา๗. มาตังคจริยา๘. ธัมมเทวปุตตจริยา๙. ชยทิสจริยา๑๐. สังขปาลจริยา๑. ยุธัญชยจริยา๒. โสมนัสสจริยา๓. อโยฆรจริยา๔. ภิงสจริยา๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา๖. มูคปักขจริยา๗. กปิลราชจริยา๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา๙. วัฏฏกโปตกจริยา๑๐. มัจฉราชจริยา๑๑. กัณหทีปายนจริยา๑๒. สุตโสมจริยา๑๓. สุวัณณสามจริยา๑๔. เอกราชจริยา๑๕. มหาโลมหังสจริยาสโมธานกถา

ศาสนา

๘. ยโสธราเถริยาปทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๙๗ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระยโสธราเถรี (พระยโสธราเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๓๑๔

สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้ทรงเป็นผู้นำแห่งนรชน ประทับอยู่ ณ เงื้อมภูเขาที่ประเสริฐแห่งหนึ่ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ที่น่ารื่นรมย์ มั่งคั่ง

ข้อ ๓๑๕

ยโสธราภิกษุณี ผู้อยู่ในสำนักของภิกษุณี ในนครที่น่ารื่นรมย์นั้น ได้มีความรำพึงอย่างนี้ว่า

ข้อ ๓๑๖

‘พระเจ้าสุทโธทนมหาราช และพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระมหาเถระผู้มีชื่อเสียง และพระเถรีผู้มีฤทธิ์มาก

ข้อ ๓๑๗

ท่านเหล่านั้น ล้วนนิพพานไปแล้ว เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อดับไปฉะนั้น เมื่อพระโลกนาถยังทรงพระชนม์อยู่ แม้เราก็จักบรรลุถึงสิวบท(นิพพาน)’

ข้อ ๓๑๘

ยโสธราภิกษุณีนั้นครั้นคิดแล้ว จึงพิจารณาดูอายุของตน เห็นอายุสังขาร จะถึงความสิ้นไปในวันนั้นเอง

ข้อ ๓๑๙

จึงถือบาตรและจีวรออกจากที่อยู่ของตน มีภิกษุณี ๑๐๐,๐๐๐ รูปห้อมล้อม

ข้อ ๓๒๐

มีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาท ที่ลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลคำนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๒๑

‘หม่อมฉันมีอายุได้ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายค้อมลงโดยลำดับ ขอกราบทูลลาพระมหามุนี

ข้อ ๓๒๒

หม่อมฉันมีวัยแก่หง่อม ชีวิตของหม่อมฉันมีอยู่นิดหน่อย หม่อมฉันจักละพระองค์ไป ที่พึ่งของตนหม่อมฉันทำไว้แล้ว

ข้อ ๓๒๓

ในกาลปัจฉิมวัยนี้ ความตายเข้ามาปิดล้อมไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันจักนิพพานในคืนวันนี้

ข้อ ๓๒๔

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่มีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ หม่อมฉันจักเข้าถึงนิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นบุรีที่ไม่มีความแก่ ความตาย และไม่มีภัย

ข้อ ๓๒๕

บริษัทที่เข้าเฝ้าพระองค์อยู่ รู้จักความผิด จึงขอประทานโทษ เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา

ข้อ ๓๒๖

ข้าแต่พระมหาวีระ เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร หากมีความผิดพลาดในพระองค์ หม่อมฉันกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดยกโทษให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด’

ข้อ ๓๒๗

พระจอมมุนีทรงสดับคำของพระยโสธราภิกษุณีแล้ว จึงตรัสดังนี้ว่า ‘เมื่อเธอบอกว่าจะลานิพพาน ตถาคตจะไปว่าอะไรเธอให้มากเล่า

ข้อ ๓๒๘

เธอผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา จงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด’

ข้อ ๓๒๙

พระยโสธราภิกษุณีนั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีพระองค์นั้นแล้ว จึงไหว้พระราชมุนีนั้นกราบทูลคำนี้ว่า

ข้อ ๓๓๐

‘ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันชื่อยโสธรา เมื่อสมัยที่ยังทรงครองฆราวาสวิสัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน เป็นปชาบดีของพระองค์ เกิดในตระกูลศากยะ ตั้งอยู่ในองค์สมบัติของผู้หญิง

ข้อ ๓๓๑

ข้าแต่พระมหาวีระ บรรดาหญิงจำนวน ๑๙๖,๐๐๐ นาง หม่อมฉันเป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

ข้อ ๓๓๒

สตรีทั้งหมดประกอบด้วยรูปสมบัติและอาจารสมบัติ แม้ดำรงอยู่ในวัยสาว ก็ยำเกรงหม่อมฉันทุกเมื่อ เหมือนมนุษย์ทั้งหลายยำเกรงเทวดา

ข้อ ๓๓๓

หญิงเหล่านั้นมีนางกษัตริย์ ๑,๐๐๐ นาง เป็นประธาน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันอยู่ในพระราชนิเวศน์ของศากยบุตร ปานประหนึ่งเทวดาทั้งหลายในสวนนันทวัน

ข้อ ๓๓๔

เว้นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว เหล่าสตรีผู้ฉลาดล่วงเลยกามภูมิ ตั้งอยู่ในรูปภูมิ มีรูปเช่นกับหม่อมฉันไม่มี’

ข้อ ๓๓๕

พระยโสธราเถรี ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แสดงฤทธิ์ถวายพระศาสดา แล้วแสดงฤทธิ์มากมายหลายอย่าง

ข้อ ๓๓๖

คือ แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล ศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป ทวีปทั้ง ๒ ให้เป็นปีกทั้ง ๒ ข้าง ชมพูทวีปให้เป็นลำตัว

ข้อ ๓๓๗

แสดงมหาสมุทรด้านทิศใต้ให้เป็นกำหาง กิ่งไม้ต่างๆ ให้เป็นขนปีก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ให้เป็นนัยน์ตา ภูเขาพระสุเมรุให้เป็นหงอน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๓๘

แสดงภูเขาจักรวาลให้เป็นจะงอยปาก นำต้นหว้า พร้อมทั้งรากเข้ามาใกล้แล้วไหว้และพัดวีพระผู้เป็นผู้นำสัตว์โลก

ข้อ ๓๓๙

แสดงเป็นช้าง ม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาพระสุเมรุ และเป็นท้าวสักกะจอมเทพ

ข้อ ๓๔๐

กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’ แล้วใช้ดอกบัวบานปิด ๑,๐๐๐ โลกธาตุไว้

ข้อ ๓๔๑

เนรมิตเป็นพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่ กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระวีระ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’

ข้อ ๓๔๒

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ

ข้อ ๓๔๓

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี

ข้อ ๓๔๔

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉัน เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

ข้อ ๓๔๕

ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก พระองค์ทรงแสดงแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้อ ๓๔๖

ข้าแต่พระมหาวีระผู้เป็นพระมุนี ขอพระองค์พึงหวนระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๔๗

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่สมควร แม้ชีวิตก็ยอมสละได้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้อ ๓๔๘

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

ข้อ ๓๔๙

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่ออุดหนุนผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

ข้อ ๓๕๐

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

ข้อ ๓๕๑

หม่อมฉันยอมสละชีวิตหลายพันโกฏิกัป ด้วยคิดว่าจักกระทำความพ้นภัย จึงยอมสละชีวิตตนเอง

ข้อ ๓๕๒

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่เคยหวงเครื่องประดับ มีผ้านานาชนิดที่ติดตัวอยู่และภัณฑะของหญิง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้อ ๓๕๓

ข้าแต่พระมหามุนี ทรัพย์ ข้าวเปลือก ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่ นา บุตร ธิดา หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว

ข้อ ๓๕๔

ช้าง ม้า โค ทาสี นางบำเรอ มากมายนับไม่ถ้วน หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๕๕

พระองค์ทรงปรึกษาหม่อมฉันว่า ‘เราจะให้ทานแก่พวกยาจก’ เมื่อพระองค์ให้ทานที่ประเสริฐอยู่ หม่อมฉันก็ไม่เคยเสียใจ

ข้อ ๓๕๖

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันยอมรับทุกข์ทรมาน มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนก ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้อ ๓๕๗

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุขก็อนุโมทนา และคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วทุกอย่าง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้อ ๓๕๘

ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญธรรม โดยมรรคที่สมควร เสวยสุขและทุกข์แล้ว ได้บรรลุพระโพธิญาณ

ข้อ ๓๕๙

การที่พระองค์และหม่อมฉันพบพระสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าพรหมเทพ และพระนามว่าโคดม แล้วพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นที่พึ่งสัตว์โลกเหล่าอื่นอีกก็มาก

ข้อ ๓๖๐

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉันมีมาก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อแสวงหาพุทธธรรมอยู่ ก็ได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์

ข้อ ๓๖๑

ใน ๔ อสงไขยและอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระมหาวีระพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

ข้อ ๓๖๒

ประชาชนในปัจจันตประเทศ ต่างมีใจยินดีทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว ช่วยกันแผ้วถางทางซึ่งเป็นที่เสด็จพุทธดำเนิน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๖๓

ครั้งนั้น พระองค์เกิดเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ กำลังตกแต่งหนทางเพื่อพระสุคต ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงกำลังเสด็จมา

ข้อ ๓๖๔

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นหญิงสาวมีนามว่าสุมิตตา เข้าไปสู่สมาคม

ข้อ ๓๖๕

ถือดอกอุบลไป ๘ กำเพื่อบูชาพระศาสดา ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นฤาษีผู้ประเสริฐ ในท่ามกลางหมู่ชน

ข้อ ๓๖๖

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระองค์ผู้น่าพอใจ ผู้มีความเอ็นดูประทับอยู่นาน ดำเนินผ่านไป จึงได้สำคัญว่าชีวิตของเรามีผล

ข้อ ๓๖๗

ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามที่มีผล ของพระองค์ผู้เป็นพระฤาษี ด้วยบุพกรรม แม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๓๖๘

หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระฤๅษี มีพระทัยเบิกบาน ข้าแต่พระฤาษี หม่อมฉันมิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย จึงถวายดอกอุบลแด่พระองค์ พร้อมกับกล่าวว่า

ข้อ ๓๖๙

‘ข้าแต่พระฤๅษี ดอกอุบล ๕ กำ จงเป็นของท่าน ดอกอุบล ๓ กำ จงเป็นของหม่อมฉัน ข้าแต่พระฤๅษี ดอกบัว ๓ กำของหม่อมฉัน กับดอกบัว ๕ กำของท่านนั้น จงมีผลเสมอกัน เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณของท่าน’ ภาณวารที่ ๔ จบ

ข้อ ๓๗๐

สุเมธมหาฤาษีรับดอกอุบลแล้วบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีบริวารยศมากมาย เสด็จดำเนินมาท่ามกลางชุมชน เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๗๑

พระมหามุนีผู้มีความเพียรมากพระนามว่าวีรทีปังกร ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษี ผู้มีใจสูงแล้ว จึงตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางชุมชน

ข้อ ๓๗๒

ข้าแต่พระมหามุนี ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์กรรม คือความเป็นผู้ซื่อตรงของหม่อมฉันไว้ว่า

ข้อ ๓๗๓

‘ท่านฤาษีผู้เป็นใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน มีการกระทำเสมอกัน มีปกติทำร่วมกัน จักเป็นที่น่ารักเพราะการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ท่าน

ข้อ ๓๗๔

จักเป็นหญิงมีรูปร่างน่าดู น่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน มีฤทธิ์ เป็นธรรมทายาทของท่าน

ข้อ ๓๗๕

อุบาสิกาผู้นี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลาย เหมือนพวกเจ้าของรักษาเครื่องสมุก

ข้อ ๓๗๖

จะอนุเคราะห์ท่าน จักบำเพ็ญบารมีเพื่อท่าน ละกิเลสได้ดังพญาราชสีห์ละกรงแล้ว จักบรรลุพระโพธิญาณ’

ข้อ ๓๗๗

ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ดำรัสใดกับหม่อมฉัน หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระดำรัสนั้น เป็นผู้ทำอย่างนี้

ข้อ ๓๗๘

หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ได้บังเกิดในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย

ข้อ ๓๗๙

ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อถึงภพสุดท้ายได้เกิดในศากยตระกูล

ข้อ ๓๘๐

หม่อมฉันมีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีล สมบูรณ์ด้วยองค์สมบัติทั้งปวง แต่นั้นได้รับความยำเกรงจากเจ้านายในตระกูลทั้งหลาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๘๑

พรั่งพร้อมด้วยโลกธรรม คือ ลาภ สักการะ สรรเสริญ มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ อยู่อย่างผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

ข้อ ๓๘๒

สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ข้าแต่พระพระองค์ผู้แกล้วกล้า ในครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงอุปการะของนารีทั้งหลาย ไว้ภายในพระราชมณเฑียรและในขัตติยบุรีว่า

ข้อ ๓๘๓

นารีผู้มีอุปการะ ๑ นารีผู้เป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ นารีผู้แนะนำประโยชน์ให้ ๑ นารีผู้ทำความอนุเคราะห์ให้ ๑’

ข้อ ๓๘๔

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๕๐๐ โกฏิ และ ๙๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ข้อ ๓๘๕

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก มีจำนวนถึง ๑,๑๐๐ โกฏิ

ข้อ ๓๘๖

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับ อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

ข้อ ๓๘๗

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้า ๒,๐๐๐ โกฏิ และแก่พระพุทธเจ้า ๓,๐๐๐ โกฏิ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

ข้อ ๓๘๘

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๔,๐๐๐ โกฏิ และ ๕,๐๐๐ โกฏิ

ข้อ ๓๘๙

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับ อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๙๐

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๖,๐๐๐ โกฏิ และ ๗,๐๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

ข้อ ๓๙๑

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๘,๐๐๐ โกฏิ และ ๙,๐๐๐ โกฏิ

ข้อ ๓๙๒

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

ข้อ ๓๙๓

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก มีจำนวนถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

ข้อ ๓๙๔

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำอื่นๆ มีจำนวนถึง ๙,๐๐๐ โกฏิ

ข้อ ๓๙๕

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

ข้อ ๓๙๖

พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ๘๕ องค์ ๘,๕๐๐ โกฏิ ๓๐ โกฏิ

ข้อ ๓๙๗

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

ข้อ ๓๙๘

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ปราศจากราคะจำนวน ๘๘ โกฏิ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ข้อ ๓๙๙

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน ซึ่งเป็นพุทธสาวกมากมายนับไม่ถ้วน ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการหม่อมฉันมีมากมาย

ข้อ ๔๐๐

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สั่งสมไว้ดีแล้วในธรรมทั้งหลาย และแด่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายผู้ประพฤติพระสัทธรรมทุกเมื่อ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ข้อ ๔๐๑

บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่ควรประพฤติธรรมให้ทุจริต เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ข้อ ๔๐๒

ข้าพระองค์เบื่อหน่ายในสังสารวัฏ จึงออกบวชเป็นบรรพชิตพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล

ข้อ ๔๐๓

หม่อมฉันละการครองเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต ยังไม่ทันถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุสัจจะ ๔

ข้อ ๔๐๔

‘คนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัยเข้ามาถวายมากมายมิใช่น้อย เหมือนคลื่นในมหาสมุทร

ข้อ ๔๐๕

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ @เชิงอรรถ : @ กังวล หมายถึงกังวล ๓ คือ (๑) กังวลคือราคะ (๒) กังวลคือโทสะ (๓) กังวลคือโมหะ @(ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน

ข้อ ๔๐๖

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ข้อ ๔๐๗

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ข้อ ๔๐๘

หม่อมฉันได้รับทุกข์หลายอย่าง และสุขสมบัติหลายอย่าง ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ ได้สมบัติทุกอย่างด้วยประการฉะนี้

ข้อ ๔๐๙

บุคคลผู้ถวายตนของตนแด่พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อต้องการบุญก็ย่อมพรั่งพร้อมด้วยสหาย บรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นอสังขตะ

ข้อ ๔๑๐

กรรมทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตสิ้นไปแล้ว กรรมทั้งปวงของหม่อมฉันสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอกราบไหว้พระยุคลบาท ได้ทราบว่า พระยโสธราภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้ ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘ จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้