ศาสนา · ข้ออื่นในเล่มนี้เล่ม ๓๓
๘. ยโสธราเถริยาปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระยโสธราเถรี (พระยโสธราเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
๓๑๔สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้ทรงเป็นผู้นำแห่งนรชน ประทับอยู่ ณ เงื้อมภูเขาที่ประเสริฐแห่งหนึ่ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ที่น่ารื่นรมย์ มั่งคั่ง
๓๑๕ยโสธราภิกษุณี ผู้อยู่ในสำนักของภิกษุณี ในนครที่น่ารื่นรมย์นั้น ได้มีความรำพึงอย่างนี้ว่า
๓๑๖‘พระเจ้าสุทโธทนมหาราช และพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระมหาเถระผู้มีชื่อเสียง และพระเถรีผู้มีฤทธิ์มาก
๓๑๗ท่านเหล่านั้น ล้วนนิพพานไปแล้ว เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อดับไปฉะนั้น เมื่อพระโลกนาถยังทรงพระชนม์อยู่ แม้เราก็จักบรรลุถึงสิวบท(นิพพาน)’
๓๑๘ยโสธราภิกษุณีนั้นครั้นคิดแล้ว จึงพิจารณาดูอายุของตน เห็นอายุสังขาร จะถึงความสิ้นไปในวันนั้นเอง
๓๑๙จึงถือบาตรและจีวรออกจากที่อยู่ของตน มีภิกษุณี ๑๐๐,๐๐๐ รูปห้อมล้อม
๓๒๐มีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาท ที่ลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลคำนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๒๑‘หม่อมฉันมีอายุได้ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายค้อมลงโดยลำดับ ขอกราบทูลลาพระมหามุนี
๓๒๒หม่อมฉันมีวัยแก่หง่อม ชีวิตของหม่อมฉันมีอยู่นิดหน่อย หม่อมฉันจักละพระองค์ไป ที่พึ่งของตนหม่อมฉันทำไว้แล้ว
๓๒๓ในกาลปัจฉิมวัยนี้ ความตายเข้ามาปิดล้อมไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันจักนิพพานในคืนวันนี้
๓๒๔ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่มีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ หม่อมฉันจักเข้าถึงนิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นบุรีที่ไม่มีความแก่ ความตาย และไม่มีภัย
๓๒๕บริษัทที่เข้าเฝ้าพระองค์อยู่ รู้จักความผิด จึงขอประทานโทษ เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา
๓๒๖ข้าแต่พระมหาวีระ เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร หากมีความผิดพลาดในพระองค์ หม่อมฉันกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดยกโทษให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด’
๓๒๗พระจอมมุนีทรงสดับคำของพระยโสธราภิกษุณีแล้ว จึงตรัสดังนี้ว่า ‘เมื่อเธอบอกว่าจะลานิพพาน ตถาคตจะไปว่าอะไรเธอให้มากเล่า
๓๒๘เธอผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา จงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด’
๓๒๙พระยโสธราภิกษุณีนั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีพระองค์นั้นแล้ว จึงไหว้พระราชมุนีนั้นกราบทูลคำนี้ว่า
๓๓๐‘ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันชื่อยโสธรา เมื่อสมัยที่ยังทรงครองฆราวาสวิสัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน เป็นปชาบดีของพระองค์ เกิดในตระกูลศากยะ ตั้งอยู่ในองค์สมบัติของผู้หญิง
๓๓๑ข้าแต่พระมหาวีระ บรรดาหญิงจำนวน ๑๙๖,๐๐๐ นาง หม่อมฉันเป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์
๓๓๒สตรีทั้งหมดประกอบด้วยรูปสมบัติและอาจารสมบัติ แม้ดำรงอยู่ในวัยสาว ก็ยำเกรงหม่อมฉันทุกเมื่อ เหมือนมนุษย์ทั้งหลายยำเกรงเทวดา
๓๓๓หญิงเหล่านั้นมีนางกษัตริย์ ๑,๐๐๐ นาง เป็นประธาน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันอยู่ในพระราชนิเวศน์ของศากยบุตร ปานประหนึ่งเทวดาทั้งหลายในสวนนันทวัน
๓๓๔เว้นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว เหล่าสตรีผู้ฉลาดล่วงเลยกามภูมิ ตั้งอยู่ในรูปภูมิ มีรูปเช่นกับหม่อมฉันไม่มี’
๓๓๕พระยโสธราเถรี ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แสดงฤทธิ์ถวายพระศาสดา แล้วแสดงฤทธิ์มากมายหลายอย่าง
๓๓๖คือ แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล ศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป ทวีปทั้ง ๒ ให้เป็นปีกทั้ง ๒ ข้าง ชมพูทวีปให้เป็นลำตัว
๓๓๗แสดงมหาสมุทรด้านทิศใต้ให้เป็นกำหาง กิ่งไม้ต่างๆ ให้เป็นขนปีก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ให้เป็นนัยน์ตา ภูเขาพระสุเมรุให้เป็นหงอน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๓๘แสดงภูเขาจักรวาลให้เป็นจะงอยปาก นำต้นหว้า พร้อมทั้งรากเข้ามาใกล้แล้วไหว้และพัดวีพระผู้เป็นผู้นำสัตว์โลก
๓๓๙แสดงเป็นช้าง ม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาพระสุเมรุ และเป็นท้าวสักกะจอมเทพ
๓๔๐กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’ แล้วใช้ดอกบัวบานปิด ๑,๐๐๐ โลกธาตุไว้
๓๔๑เนรมิตเป็นพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่ กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระวีระ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’
๓๔๒ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
๓๔๓รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี
๓๔๔ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉัน เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์
๓๔๕ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก พระองค์ทรงแสดงแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
๓๔๖ข้าแต่พระมหาวีระผู้เป็นพระมุนี ขอพระองค์พึงหวนระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๔๗ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่สมควร แม้ชีวิตก็ยอมสละได้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
๓๔๘ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย
๓๔๙ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่ออุดหนุนผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย
๓๕๐ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย
๓๕๑หม่อมฉันยอมสละชีวิตหลายพันโกฏิกัป ด้วยคิดว่าจักกระทำความพ้นภัย จึงยอมสละชีวิตตนเอง
๓๕๒ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่เคยหวงเครื่องประดับ มีผ้านานาชนิดที่ติดตัวอยู่และภัณฑะของหญิง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
๓๕๓ข้าแต่พระมหามุนี ทรัพย์ ข้าวเปลือก ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่ นา บุตร ธิดา หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว
๓๕๔ช้าง ม้า โค ทาสี นางบำเรอ มากมายนับไม่ถ้วน หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๕๕พระองค์ทรงปรึกษาหม่อมฉันว่า ‘เราจะให้ทานแก่พวกยาจก’ เมื่อพระองค์ให้ทานที่ประเสริฐอยู่ หม่อมฉันก็ไม่เคยเสียใจ
๓๕๖ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันยอมรับทุกข์ทรมาน มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนก ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
๓๕๗ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุขก็อนุโมทนา และคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วทุกอย่าง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
๓๕๘ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญธรรม โดยมรรคที่สมควร เสวยสุขและทุกข์แล้ว ได้บรรลุพระโพธิญาณ
๓๕๙การที่พระองค์และหม่อมฉันพบพระสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าพรหมเทพ และพระนามว่าโคดม แล้วพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นที่พึ่งสัตว์โลกเหล่าอื่นอีกก็มาก
๓๖๐ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉันมีมาก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อแสวงหาพุทธธรรมอยู่ ก็ได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์
๓๖๑ใน ๔ อสงไขยและอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระมหาวีระพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
๓๖๒ประชาชนในปัจจันตประเทศ ต่างมีใจยินดีทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว ช่วยกันแผ้วถางทางซึ่งเป็นที่เสด็จพุทธดำเนิน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๖๓ครั้งนั้น พระองค์เกิดเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ กำลังตกแต่งหนทางเพื่อพระสุคต ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงกำลังเสด็จมา
๓๖๔ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นหญิงสาวมีนามว่าสุมิตตา เข้าไปสู่สมาคม
๓๖๕ถือดอกอุบลไป ๘ กำเพื่อบูชาพระศาสดา ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นฤาษีผู้ประเสริฐ ในท่ามกลางหมู่ชน
๓๖๖ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระองค์ผู้น่าพอใจ ผู้มีความเอ็นดูประทับอยู่นาน ดำเนินผ่านไป จึงได้สำคัญว่าชีวิตของเรามีผล
๓๖๗ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามที่มีผล ของพระองค์ผู้เป็นพระฤาษี ด้วยบุพกรรม แม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓๖๘หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระฤๅษี มีพระทัยเบิกบาน ข้าแต่พระฤาษี หม่อมฉันมิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย จึงถวายดอกอุบลแด่พระองค์ พร้อมกับกล่าวว่า
๓๖๙‘ข้าแต่พระฤๅษี ดอกอุบล ๕ กำ จงเป็นของท่าน ดอกอุบล ๓ กำ จงเป็นของหม่อมฉัน ข้าแต่พระฤๅษี ดอกบัว ๓ กำของหม่อมฉัน กับดอกบัว ๕ กำของท่านนั้น จงมีผลเสมอกัน เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณของท่าน’ ภาณวารที่ ๔ จบ
๓๗๐สุเมธมหาฤาษีรับดอกอุบลแล้วบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีบริวารยศมากมาย เสด็จดำเนินมาท่ามกลางชุมชน เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๗๑พระมหามุนีผู้มีความเพียรมากพระนามว่าวีรทีปังกร ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษี ผู้มีใจสูงแล้ว จึงตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางชุมชน
๓๗๒ข้าแต่พระมหามุนี ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์กรรม คือความเป็นผู้ซื่อตรงของหม่อมฉันไว้ว่า
๓๗๓‘ท่านฤาษีผู้เป็นใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน มีการกระทำเสมอกัน มีปกติทำร่วมกัน จักเป็นที่น่ารักเพราะการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ท่าน
๓๗๔จักเป็นหญิงมีรูปร่างน่าดู น่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน มีฤทธิ์ เป็นธรรมทายาทของท่าน
๓๗๕อุบาสิกาผู้นี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลาย เหมือนพวกเจ้าของรักษาเครื่องสมุก
๓๗๖จะอนุเคราะห์ท่าน จักบำเพ็ญบารมีเพื่อท่าน ละกิเลสได้ดังพญาราชสีห์ละกรงแล้ว จักบรรลุพระโพธิญาณ’
๓๗๗ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ดำรัสใดกับหม่อมฉัน หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระดำรัสนั้น เป็นผู้ทำอย่างนี้
๓๗๘หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ได้บังเกิดในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย
๓๗๙ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อถึงภพสุดท้ายได้เกิดในศากยตระกูล
๓๘๐หม่อมฉันมีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีล สมบูรณ์ด้วยองค์สมบัติทั้งปวง แต่นั้นได้รับความยำเกรงจากเจ้านายในตระกูลทั้งหลาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๘๑พรั่งพร้อมด้วยโลกธรรม คือ ลาภ สักการะ สรรเสริญ มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ อยู่อย่างผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ
๓๘๒สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ข้าแต่พระพระองค์ผู้แกล้วกล้า ในครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงอุปการะของนารีทั้งหลาย ไว้ภายในพระราชมณเฑียรและในขัตติยบุรีว่า
๓๘๓นารีผู้มีอุปการะ ๑ นารีผู้เป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ นารีผู้แนะนำประโยชน์ให้ ๑ นารีผู้ทำความอนุเคราะห์ให้ ๑’
๓๘๔พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๕๐๐ โกฏิ และ ๙๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
๓๘๕ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก มีจำนวนถึง ๑,๑๐๐ โกฏิ
๓๘๖หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับ อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย
๓๘๗หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้า ๒,๐๐๐ โกฏิ และแก่พระพุทธเจ้า ๓,๐๐๐ โกฏิ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
๓๘๘ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๔,๐๐๐ โกฏิ และ ๕,๐๐๐ โกฏิ
๓๘๙หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับ อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๙๐พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๖,๐๐๐ โกฏิ และ ๗,๐๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
๓๙๑ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๘,๐๐๐ โกฏิ และ ๙,๐๐๐ โกฏิ
๓๙๒หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย
๓๙๓พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก มีจำนวนถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
๓๙๔ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ ของหม่อมฉันมีมากมาย พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำอื่นๆ มีจำนวนถึง ๙,๐๐๐ โกฏิ
๓๙๕หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย
๓๙๖พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ๘๕ องค์ ๘,๕๐๐ โกฏิ ๓๐ โกฏิ
๓๙๗หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย
๓๙๘หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ปราศจากราคะจำนวน ๘๘ โกฏิ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๘. ยโสธราเถริยาปทาน
๓๙๙หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน ซึ่งเป็นพุทธสาวกมากมายนับไม่ถ้วน ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการหม่อมฉันมีมากมาย
๔๐๐หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สั่งสมไว้ดีแล้วในธรรมทั้งหลาย และแด่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายผู้ประพฤติพระสัทธรรมทุกเมื่อ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
๔๐๑บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่ควรประพฤติธรรมให้ทุจริต เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
๔๐๒ข้าพระองค์เบื่อหน่ายในสังสารวัฏ จึงออกบวชเป็นบรรพชิตพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล
๔๐๓หม่อมฉันละการครองเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต ยังไม่ทันถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุสัจจะ ๔
๔๐๔‘คนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัยเข้ามาถวายมากมายมิใช่น้อย เหมือนคลื่นในมหาสมุทร
๔๐๕กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ @เชิงอรรถ : @ กังวล หมายถึงกังวล ๓ คือ (๑) กังวลคือราคะ (๒) กังวลคือโทสะ (๓) กังวลคือโมหะ @(ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน
๔๐๖การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
๔๐๗คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
๔๐๘หม่อมฉันได้รับทุกข์หลายอย่าง และสุขสมบัติหลายอย่าง ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ ได้สมบัติทุกอย่างด้วยประการฉะนี้
๔๐๙บุคคลผู้ถวายตนของตนแด่พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อต้องการบุญก็ย่อมพรั่งพร้อมด้วยสหาย บรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นอสังขตะ
๔๑๐กรรมทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตสิ้นไปแล้ว กรรมทั้งปวงของหม่อมฉันสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอกราบไหว้พระยุคลบาท ได้ทราบว่า พระยโสธราภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้ ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘ จบ