๑. มาตุโปสกจริยา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๒. หัตถินาควรรค] ๑. มาตุโปสกจริยา ๒. หัตถินาควรรค หมวดว่าด้วยพญาช้างเป็นต้น ๒. การบำเพ็ญศีลบารมี ๑. มาตุโปสกจริยา ว่าด้วยจริยาของพญาช้างตัวเลี้ยงมารดา
ในกาลที่เราเป็นช้างกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าใหญ่ ครั้งนั้น ในแผ่นดินนี้ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยคุณ(ศีล)ของเรา
พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ‘ข้าแต่มหาราช ช้างมงคลซึ่งสมควรแก่พระองค์อยู่ในป่าใหญ่
อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุง(เสาสำหรับผูกช้าง) และการขุดหลุมพรางก็ไม่ต้อง ในขณะที่จับที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง พระเจ้าข้า’
ฝ่ายพระราชาได้สดับคำของพรานป่านั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้วไป
ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ ในสระบัวหลวง เพื่อเลี้ยงมารดา
ควาญช้างรู้คุณคือศีลของเรา พิจารณาดูลักษณะแล้วกล่าวว่า มานี่แนะลูก แล้วได้จับที่งวงของเรา
ครั้งนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปกติอันใด วันนี้ กำลังของเรานั้นเสมอเหมือนด้วยกำลังของช้างหลายพันเชือก
ถ้าเราโกรธควาญช้างเหล่านั้น ผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเรา เราก็สามารถเหยียบเขาเหล่านั้น(ให้แหลกละเอียด)ได้ แม้จนถึงราชสมบัติของมนุษย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๔๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๒. หัตถินาควรรค] ๒. ภูริทัตตจริยา
อีกอย่างหนึ่ง แม้เขาจะผูกข้าพเจ้าไว้ที่เสาตะลุง เราก็ไม่ทำความเสียใจ เพราะรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์
ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลย เพราะเรากลัวศีลขาด ฉะนี้แล มาตุโปสกจริยาที่ ๑ จบ