คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระอภิธรรมปิฎก

อุปาทาปัญญัตตานุโยค

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๙๒–๑๒๑พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์๓๐ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อุปาทาปัญญัตตานุโยค

๙๒

ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปร ไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเยทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๒.๑} เวทนํ อุปาทาย ฯเปฯ สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๓

ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยรูปเขียว จึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปแดง ฯลฯ เพราะอาศัย รูปขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่ กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นีลํ รูปํ อุปาทาย นีลกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปีตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โลหิตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โอทาตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย อปฺปฏิฆสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๔

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำลัง มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อิฏฺฐผลา กนฺตผลา มนุญฺญผลา อเสจนกผลา สุขุทฺรยา สุขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๕

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี ผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อนิฏฺฐผลา อกนฺตผลา อมนุญฺญผลา เสจนกผลา ทุกฺขุทฺรยา ทุกฺขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๖

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับ ไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลแสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตา เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา วิปริณามธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๖.๑} สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๗

ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๘

ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไป เป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดาหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๙๙

ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขุํ อุปาทาย จกฺขุมา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุมฺหิ นิรุทฺเธ จกฺขุมา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตํ อุปาทาย ฯเปฯ ฆานํ อุปาทาย ฯเปฯ ชิวฺหํ อุปาทาย ฯเปฯ กายํ อุปาทาย ฯเปฯ มนํ อุปาทาย มนวา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มนมฺหิ นิรุทฺเธ มนวา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๐

ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

มิจฺฉาทิฏฺฐึ อุปาทาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๑

ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย มิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯลฯ เพราะอาศัย มิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯลฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

มิจฺฉาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสมาธึ อุปาทาย มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๒

ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย สัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวายมะ ฯลฯ เพราะอาศัย สัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิดับไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สมฺมาทิฏฺฐึ อุปาทาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสมาธึ อุปาทาย สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๓

ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขาร เพราะวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย สญฺญํ อุปาทาย สงฺขาเร อุปาทาย วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๔

ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๕

ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯลฯ เพราะอาศัย ธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทสนฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวาทสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๖

ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๗

ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมธาตุ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อฏฺฐารสนฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย อฏฺฐารสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๘

ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๐๙

ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯลฯ เพราะอาศัยอัญญา- ตาวินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ พาวีสตีนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย พาวีสตีนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๐

ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์หนึ่ง) จึงบัญญัติบุคคล หนึ่งขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยจตุโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔) จึงบัญญัติบุคคล ๔ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภวํ อุปาทาย จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๑

ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคลหนึ่งขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕) จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภวํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๒

ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในจตุโวการภพ มีบุคคลเพียง ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภเว จตฺตาโรว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๓

ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในปัญจโวการภพ มีบุคคลเพียง ๕ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภเว ปญฺเจว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๔

ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะ อาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็ ไม่เที่ยง ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลขึ้น แม้รูปก็ไม่เที่ยง แม้บุคคล ก็ไม่เที่ยง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ต้นไม้เป็นอื่น เงาไม้ก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะ อาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น บ้านเป็นอื่น ชาวบ้านก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น รัฐเป็นอื่น ราชาก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูก จำตรวน ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป หรือ? ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูก จำตรวน ตรวนเป็นอื่น ผู้ถูกจำตรวนก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป รูปเป็นอื่น ผู้มีรูปก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ รุกฺโขปิ อนิจฺโจ ฉายาปิ อนิจฺจา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ รูปมฺปิ อนิจฺจํ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๑} ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ อญฺโญ คาโม อญฺโญ คามิโย เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๒} ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ อญฺญํ รฏฺฐํ อญฺโญ ราชา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๓} ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวาติ ฯ ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก อญฺโญ นิคโฬ อญฺโญ เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวา อญฺญํ รูปํ อญฺโญ รูปวาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๑๑๕

ส. บัญญัติบุคคลขึ้นในเพราะจิตแต่ละดวง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลในเพราะจิตแต่ละดวง ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และ อุปบัติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า เด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง หรือ? ป. พึงกล่าวได้ ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง กล่าวว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง ดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเด็กชายหรือว่าเด็กหญิง ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวว่าเด็กชายหรือเด็กหญิงดังนี้ ผิด

จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคโล ชายติ ชิยฺยติ มิยฺยติ จวติ อุปปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ {๑๑๕.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๕.๒} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา ฯ

๑๑๖

ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าสตรี หรือว่าบุรุษ ... ว่า คฤหัสถ์ หรือว่าบรรพชิต ... ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ หรือ? ป. พึงกล่าวได้ ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง กล่าวว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง กล่าวว่าบุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ดังนี้ ผิด, ก็หรือหาก ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น, ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคล อื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ

ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ อิตฺถีติ วา ปุริโสติ วา คหฏฺโฐติ วา ปพฺพชิโตติ วา เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๖.๑} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา ฯเปฯ

๑๑๗

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้น เห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้น ด้วยเห็นนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

๑๑๘

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลใดฟัง ฯลฯ บุคคลใดดม ฯลฯ บุคคลใดลิ้ม ฯลฯ บุคคลใดถูก ต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์ รู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์นั้น ด้วยมโนนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย สุณาติ ฯเปฯ โย ฆายติ ฯเปฯ โย สายติ ฯเปฯ โย ผุสติ ฯเปฯ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

๑๑๙

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึง กล่าวว่าบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

๑๒๐

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลใดมิได้ฟัง ฯลฯ บุคคลใดมิได้ดม ฯลฯ บุคคลใดมิได้ลิ้ม ฯลฯ บุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่า รู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่าบุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าว ว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น สุณาติ ฯเปฯ โย น ฆายติ ฯเปฯ โย น สายติ ฯเปฯ โย น ผุสติ ฯเปฯ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

๑๒๑

ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลาย จุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติ บ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่ง สัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ ม. ม. ข้อ ๗๕๖ หน้า ๖๘๗ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์น่ะสิ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้ง- *หลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะ ทรามบ้าง เป็นสุคติบ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านจึงหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นรูป ส. รูปคือบุคคล รูปจุติ รูปอุปบัติ รูปเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นบุคคล ส. บุคคล คือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ คือสีเขียว คือสีเหลือง คือ สีแดง คือสีขาว คือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นทั้งสองอย่าง ส. ทั้งสองอย่างคือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ ทั้งสองอย่างคือสีเขียว ทั้งสองอย่างคือสีเหลือง ทั้งสองอย่างคือสีแดง ทั้งสองอย่างคือสีขาว ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่รู้ได้ ด้วยจักษุ ทั้งสองอย่างกระทบที่จักษุ ทั้งสองอย่างมาสู่คลองจักษุ ทั้งสองอย่างจุติ ทั้งสองอย่าง อุปบัติ ทั้งสองอย่างเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ -----------------------------------------------------

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๒๑.๑} วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ กตฺวา เตเนว การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ รูปํ ปสฺสติ ฯ รูปํ ปุคฺคโล รูปํ จวติ รูปํ อุปปชฺชติ รูปํ ยถากมฺมูปคนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๒} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ ปุคฺคลํ ปสฺสติ ฯ ปุคฺคโล รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ นีลํ ปีตกํ โลหิตํ โอทาตํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญติ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๓} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ อุโภ ปสฺสติ ฯ อุโภ รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ อุโภ นีลา อุโภ ปีตกา อุโภ โลหิตกา อุโภ โอทาตา อุโภ จกฺขุวิญฺเญยฺยา อุโภ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญนฺติ อุโภ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ อุโภ จวนฺติ อุโภ อุปปชฺชนฺติ อุโภ ยถากมฺมูปคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อุปาทาปญฺญตฺตานุโยโค ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

อุปาทาปัญญัตตานุโยค