คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๔

ข้ออื่นในเล่มนี้

เรื่องทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท๒. อชปาลกถา ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ๓. มุจลินทกถา ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงต้นมุจลินท์๔. ราชายตนกถา ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงต้นราชายตนะ๕. พรหมยาจนกถา ว่าด้วยพรหมอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมพรหมนิคมคาถา เรื่องทรงพิจารณาเวไนยสัตว์เปรียบด้วยดอกบัว๖. ปัญจวัคคิยกถา ว่าด้วยภิกษุปัญจวัคคีย์ เรื่องอาฬารดาบสกาลามโคตร เรื่องอุททกดาบสรามบุตรเรื่องอุปกาชีวกเรื่องทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรภิกษุปัญจวัคคีย์ทูลขอการบรรพชาอุปสมบทอนัตตลักขณสูตรเรื่องยสกุลบุตร บิดาตามหายสกุลบุตร ยสกุลบุตรสำเร็จพระอรหัตตผล มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะได้ธรรมจักษุ เรื่องการบรรพชาของสหาย ๔ คนของพระยสะ เรื่องการบรรพชาของสหาย ๕๐ คนของพระยสะ ๘. มารกถา ว่าด้วยมาร เรื่องส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูป ไปประกาศศาสนา๙. ปัพพัชชูปสัมปทากถา ว่าด้วยการบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ เรื่องทรงอนุญาตภิกษุบรรพชาอุปสมบทให้กุลบุตร ไตรสรณคมน์ ว่าด้วยการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ๑๐. ทุติยมารกถา ว่าด้วยมาร เรื่องที่ ๒ เรื่องทรงแนะวิธีให้ได้อนุตตรวิมุตติ ๑๑. ภัททวัคคิยวัตถุ ว่าด้วยภิกษุภัททวัคคีย์ เรื่องทรงแสดงธรรมโปรดภัททวัคคีย์ ๓๐ คนเรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง ปาฏิหาริย์ที่ ๑ เรื่องโรงบูชาไฟ ปาฏิหาริย์ที่ ๒ เรื่องท้าวมหาราชทั้ง ๔ ปาฏิหาริย์ที่ ๓ เรื่องท้าวสักกะ ปาฏิหาริย์ที่ ๔ เรื่องท้าวสหัมบดีพรหม ปาฏิหาริย์ที่ ๕ เรื่องชาวอังคะและมคธ เรื่องผ้าบังสุกุล เรื่องสระโบกขรณี เรื่องขยำผ้าบังสุกุลบนแผ่นศิลา เรื่องพาดผ้าบังสุกุลบนต้นกุ่ม เรื่องผึ่งผ้าบังสุกุลบนแผ่นศิลา ปาฏิหาริย์เก็บผลหว้า ปาฏิหาริย์เก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ดอกปาริฉัตร เรื่องพวกชฎิลผ่าฟืน เรื่องพวกชฎิลก่อไฟ เรื่องพวกชฎิลดับไฟ เรื่องพวกชฎิลดำน้ำ เรื่องภาชนะใส่ไฟ เรื่องฝนตกน้ำท่วม ชฎิล ๓ พี่น้องทูลขอการบรรพชาอุปสมบท อาทิตตปริยายสูตรเรื่องสวนตาลหนุ่ม เรื่องพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ เรื่องความปรารถนา ๕ ประการของพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ คาถาสดุดีพระพุทธเจ้าพระอัสสชิแสดงธรรม สารีบุตรปริพาชกได้ธรรมจักษุ สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำสัญญา โมคคัลลานปริพาชกได้ธรรมจักษุ สองสหายไปอำลาอาจารย์ ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก ทูลขอการบรรพชาอุปสมบท เรื่องกุลบุตรชาวมคธมีชื่อเสียงบรรพชาเรื่องภิกษุนุ่งห่มไม่เรียบร้อย ทรงอนุญาตอุปัชฌาย์ วิธีถืออุปัชฌาย์ อุปัชฌายวัตร๑๖. สัทธิวิหาริกวัตตกถา ว่าด้วยสัทธิวิหาริกวัตร๑๗. ปณามิตกถา ว่าด้วยการประณาม เรื่องทรงอนุญาตให้ประณาม วิธีประณาม สัทธิวิหาริกไม่ขอขมา อุปัชฌาย์ไม่รับการขอขมา ทรงปรับทุกกฏเมื่อประณามไม่ถูกต้อง องค์แห่งการประณามเรื่องพราหมณ์ซูบผอมเพราะไม่ได้บวช อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม วิธีให้อุปสมบทและกรรมวาจาให้อุปสมบท เรื่องภิกษุประพฤติไม่สมควร วิธีขอการอุปสมบท กรรมวาจาให้อุปสมบท เรื่องพราหมณ์บวชเพราะเห็นแก่ปากท้อง นิสสัย ๔๑๘. อาจริยวัตตกถา ว่าด้วยอาจริยวัตร เรื่องการบอกนิสสัยแก่มาณพก่อนบวช เรื่องให้อุปสมบทด้วยคณะ เรื่องอุปัชฌาย์มีพรรษาเดียวให้กุลบุตรบวช พุทธประเพณี ทรงตำหนิเรื่องอุปัชฌาย์โง่เขลา เรื่องอุปัชฌาย์หลีกไป เรื่องถือนิสสัยอยู่ ๑๐ พรรษา วิธีถือนิสสัยอาจริยวัตร๑๙. อันเตวาสิกวัตตกถา ว่าด้วยอันเตวาสิกวัตรเรื่องอันเตวาสิกไม่ประพฤติชอบ เรื่องทรงอนุญาตให้ประณาม วิธีประณาม อันเตวาสิกไม่ขอขมา อาจารย์ไม่รับการขอขมา ทรงปรับทุกกฏเมื่อประณามไม่ถูกต้อง องค์แห่งการประณาม๒๑. พาลอัพยัตตวัตถุ ว่าด้วยภิกษุโง่ไม่ฉลาด เรื่องอาจารย์โง่เขลา ๒๒. นิสสยปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับนิสสัย เรื่องนิสสัยระงับจากอุปัชฌาย์และอาจารย์๒๓. อุปสัมปาเทตัพพปัญจกะ ว่าด้วยองค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ควรให้อุปสมบท ๑๖ หมวด เรื่องภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ๒๔. อุปสัมปาเทตัพพฉักกะ ว่าด้วยองค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ควรให้อุปสมบท ๑๔ หมวด เรื่องภิกษุประกอบด้วยองค์ ๖ติตถิยปริวาส วิธีให้ติตถิยปริวาส ไตรสรณคมน์ ว่าด้วยการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ คำขอติตถิยปริวาสและกรรมวาจาให้ติตถิยปริวาส ข้อปฏิบัติที่มิให้สงฆ์ยินดี ข้อปฏิบัติที่ให้สงฆ์ยินดี เรื่องอัญเดียรถีย์เปลือยไม่โกนผม เรื่องชฎิลบูชาไฟ เรื่องอัญเดียรถีย์ศากยะเรื่องอันตรายิกธรรม ทรงห้ามคนเป็นโรคติดต่อบรรพชา๒๗. ราชภฏวัตถุ ว่าด้วยราชภัฏบรรพชา พระเจ้าพิมพิสารทูลขออนุญาต เรื่องพระเจ้าพิมพิสารทูลขอห้ามให้ราชภัฏบรรพชา๒๘. อังคุลิมาลโจรวัตถุ ว่าด้วยโจรองคุลีมาลบรรพชา เรื่องห้ามโจรมีชื่อเสียงบรรพชา๒๙. การเภทกโจรวัตถุ ว่าด้วยโจรแหกเรือนจำบรรพชา ๓๐. ลิขิตกโจรวัตถุ ว่าด้วยโจรถูกออกหมายจับบรรพชา ๓๒. ลักขณาหตวัตถุ ว่าด้วยบุรุษถูกสักหมายโทษบรรพชา๓๓. อิณายิกวัตถุ ว่าด้วยลูกหนี้บรรพชา๓๔. ทาสวัตถุ ว่าด้วยทาสบรรพชา๓๕. กัมมารภัณฑวัตถุ ว่าด้วยบุตรช่างทองผมจุกห้าแหยมบรรพชา ๓๖. อุปาลิทารกวัตถุ ว่าด้วยเด็กชายอุบาลีบรรพชา เด็กชายอุบาลีออกบวช เรื่องทรงห้ามกุลบุตรอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปีอุปสมบท๓๗. อหิวาตกโรควัตถุ ว่าด้วยอหิวาตกโรค กำหนดอายุผู้บรรพชาเป็นสามเณร เรื่องบรรพชาให้เด็กอายุหย่อนกว่า ๑๕ ปีของตระกูลมีศรัทธา ๓๘. กัณฏกวัตถุ ว่าด้วยสามเณรกัณฏกะ๓๙. อาหุนทริกวัตถุ ว่าด้วยทิศคับแคบ ๔๐. นิสสยมุจจนกกถา ว่าด้วยการถือนิสสัยและการพ้นนิสสัย ทรงอนุญาตให้ถือนิสสัย องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย องค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย องค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย๔๑. ราหุลวัตถุ ว่าด้วยพระราหุลกุมารบรรพชา พระราหุลกุมารทรงผนวชเป็นสามเณร วิธีให้บรรพชา ไตรสรณคมน์ ว่าด้วยการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เรื่องพระเจ้าสุทโธทนะทูลขอพร ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดมีสามเณรหลายรูปไว้อุปัฏฐาก ๔๒. สิกขาปทกถา ว่าด้วยสิกขาบทของสามเณร๔๓. ทัณฑกัมมวัตถุ ว่าด้วยการลงทัณฑกรรมสามเณร เรื่องวิธีลงทัณฑกรรม เรื่องห้ามฉันทางปาก ๔๔. อนาปุจฉาวรณวัตถุ ว่าด้วยการกักกันสามเณรโดยไม่บอกอุปัชฌาย์ ๔๕. อปลาฬนวัตถุ ว่าด้วยการเกลี้ยกล่อมสามเณร ทรงห้ามเกลี้ยกล่อมสามเณร ๔๖. กัณฏกสามเณรวัตถุ ว่าด้วยการนาสนะสามเณรกัณฏกะ องค์ ๑๐ สำหรับนาสนะสามเณร๔๗. ปัณฑกวัตถุ ว่าด้วยบัณเฑาะก์บรรพชา ห้ามบัณเฑาะก์อุปสมบท๔๘. เถยยสังวาสวัตถุ ว่าด้วยคนลักเพศและคนเข้ารีตเดียรถีย์บรรพชา ห้ามคนลักเพศและคนเข้ารีตอุปสมบท๔๙. ติรัจฉานคตวัตถุ ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉานบรรพชา นาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบรรพชา๕๐. มาตุฆาตกวัตถุ ว่าด้วยคนฆ่ามารดาขอบรรพชา ห้ามคนฆ่ามารดาอุปสมบท ๕๑. ปิตุฆาตกวัตถุ ว่าด้วยคนฆ่าบิดาขอบรรพชา ห้ามคนฆ่าบิดาอุปสมบท ๕๒. อรหันตฆาตกวัตถุ ว่าด้วยคนฆ่าพระอรหันต์บรรพชา ห้ามคนฆ่าพระอรหันต์อุปสมบท๕๓. ภิกขุนีทูสกวัตถุ ว่าด้วยคนประทุษร้ายภิกษุณีเป็นต้นบรรพชา ห้ามคนประทุษร้ายภิกษุณีเป็นต้นอุปสมบท เรื่องคนทำลายสงฆ์ เรื่องคนทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต๕๔. อุภโตพยัญชนก ว่าด้วยอุภโตพยัญชนกบรรพชา ห้ามอุภโตพยัญชนกอุปสมบท๕๕. อนุปัชฌายกาทิวัตถุ ว่าด้วยคนไม่มีอุปัชฌาย์อุปสมบทเป็นต้น เรื่องคนมีสงฆ์เป็นอุปัชฌาย์ เรื่องคนมีคณะเป็นอุปัชฌาย์ เรื่องคนมีบัณเฑาะก์เป็นอุปัชฌาย์เป็นต้น ๕๖. อปัตตกาทิวัตถุ ว่าด้วยคนไม่มีบาตรอุปสมบทเป็นต้น ห้ามคนไม่มีบาตรอุปสมบท เรื่องคนไม่มีจีวร เรื่องคนไม่มีทั้งบาตรและจีวร เรื่องคนยืมบาตร เรื่องคนยืมจีวร เรื่องคนยืมบาตรและจีวร ๕๗. ปัพพาเชตัพพทวัตติงสวาร ว่าด้วยบุคคลไม่ควรให้บรรพชา ๓๒ จำพวก เรื่องทรงห้ามให้คนมือด้วนเป็นต้นบรรพชา๕๘. อลัชชีนิสสยวัตถุ ว่าด้วยการให้นิสสัยแก่ภิกษุอลัชชี เรื่องทรงห้ามการให้นิสสัยแก่ภิกษุอลัชชี เรื่องทรงห้ามการถือนิสสัยภิกษุอลัชชี ๕๙. คมิกาทินิสสยวัตถุ ว่าด้วยการถือนิสสัยของภิกษุผู้เดินทางเป็นต้น เรื่องภิกษุผู้เดินทางไกลไม่ต้องถือนิสสัย เรื่องภิกษุไข้ไม่ต้องถือนิสัย เรื่องภิกษุผู้พยาบาลไข้ไม่ต้องถือนิสสัย เรื่องไม่ต้องถือนิสสัยเพราะหาผู้ให้นิสสัยไม่ได้๖๐. โคตเตนอนุสสาวนานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตอุปสมบทกรรมโดยสวดระบุโคตรของอุปัชฌาย์ เรื่องพระมหากัสสปะนิมนต์พระอานนท์มาสวดนาค ๖๑. เทฺวอุปสัมปทาเปกขาทิวัตถุ ว่าด้วยอุปสมบทอุปสัมปทาเปกขะ ๒ คนเป็นต้น เรื่องแย่งกันอุปสมบทก่อน เรื่องอุปสมบทครั้งละ ๓ คน มีอุปัชฌาย์รูปเดียว ๖๒. คัพภวีสูปสัมปทานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตอุปสมบทให้กุลบุตรโดยนับอายุ ๒๐ ปีทั้งอยู่ในครรภ์ เรื่องพระกุมารกัสสปะ ๖๓. อุปสัมปทาวิธิ ว่าด้วยอุปสมบทวิธี เรื่องอุปสัมบันถูกโรคเบียดเบียน เรื่องถามอันตรายิกธรรมกับอุปสัมปทาเปกขะ เรื่องสอนซ้อมก่อนถามอันตรายิกธรรม คำบอกบาตรและจีวร เรื่องภิกษุโง่เขลาสอนซ้อม เรื่องภิกษุยังไม่ได้รับแต่งตั้งสอนซ้อม วิธีแต่งตั้งตนและกรรมวาจา วิธีแต่งตั้งผู้อื่นและกรรมวาจา เรื่องห้ามผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขะเดินมาพร้อมกัน คำขออุปสมบท คำแต่งตั้งตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา๖๔. จัตตารินิสสยะ ว่าด้วยนิสสัย ๔ เรื่องทรงอนุญาตให้บอกนิสสัย ๔ ๖๕. จัตตาริอกรณียะ ว่าด้วยอกรณียกิจ ๔ เรื่องทิ้งภิกษุบวชใหม่ไว้ตามลำพัง ทรงอนุญาตให้บอกอกรณียกิจ ๔ ๖๖. อาปัตติอทัสสนอุกขิตตวัตถุ ว่าด้วยภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ เรื่องภิกษุถูกลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ เรื่องภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป๖๗. รวมเรื่องที่มีในมหาขันธกะ๖๘. สันนิปาตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้สงฆ์ประชุมกัน เรื่องปริพาชกอัญเดียรถีย์ เรื่องพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ ทรงอนุญาตวันประชุม เรื่องภิกษุประชุมนั่งนิ่ง เรื่องทรงอนุญาตให้กล่าวธรรมในวันประชุม ๖๙. ปาติโมกขุทเทสานุชานนา ว่าด้วยการทรงอนุญาตปาติโมกขุทเทส เรื่องพระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด นิทานุทเทสวิภังค์ เรื่องภิกษุยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงทุกวัน เรื่องทรงอนุญาตให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงปักษ์ละครั้ง เรื่องพระฉัพพัคคีย์ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่บริษัทเท่าที่มี เรื่องทรงอนุญาตให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุผู้พร้อมเพรียง เรื่องทรงอนุญาตความพร้อมเพรียงกำหนดอาวาสเดียว ๗๐. มหากัปปินวัตถุ ว่าด้วยพระมหากัปปินเถระ เรื่องมัททกุจฉิมฤคทายวันสมมติสีมาและนิมิตแห่งสีมา วิธีสมมติสีมา กรรมวาจาสมมติสีมา เรื่องสมมติสีมาใหญ่เกินขนาด เรื่องสมมตินทีปารสีมา (สีมาคร่อมแม่น้ำ)๗๒. อุโปสถาคารกถา ว่าด้วยโรงอุโบสถ เรื่องยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงตามบริเวณวิหาร วิธีสมมติโรงอุโบสถและกรรมวาจาสมมติโรงอุโบสถ เรื่องสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่งในอาวาสเดียวกัน วิธีถอนโรงอุโบสถและกรรมวาจาถอนโรงอุโบสถ ๗๓. อุโปสถปมุขานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถ เรื่องสมมติโรงอุโบสถเล็กเกินไป วิธีสมมติและกรรมวาจาสมมติพื้นที่ด้านหน้าในโรงอุโบสถ เรื่องภิกษุนวกะลงประชุมก่อน ทรงอนุญาตให้ภิกษุหลายวัดทำอุโบสถร่วมกัน๗๔. อวิปปวาสสีมานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เรื่องกรุงราชคฤห์ วิธีสมมติและกรรมวาจาสมมติแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เรื่องสมมติแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร วิธีสมมติและกรรมวาจาสมมติติจีวราวิปปวาสสีมาเว้นบ้านและอุปจารบ้าน ๗๕. สีมาสมูหนนา ว่าด้วยการถอนสีมา เรื่องสมมติสมานสังวาสสีมาก่อน วิธีถอนและกรรมวาจาถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เรื่องถอนสมานสังวาสสีมาภายหลัง วิธีถอนและกรรมวาจาถอนสมานสังวาสสีมา ๗๖. คามสีมาทิ ว่าด้วยคามสีมาเป็นต้น อพัทธสีมา เรื่องอุทกุกเขปสีมาในแม่น้ำเป็นต้น เรื่องสีมาคาบเกี่ยว สมมติสีมาทับสีมา๗๗. อุโปสถเภทาทิ ว่าด้วยประเภทแห่งวันอุโบสถเป็นต้น เรื่องประเภทแห่งวันอุโบสถ เรื่องอาการที่ทำอุโบสถ๗๘. สังขิตตปาติโมกขุทเทสาทิ ว่าด้วยการยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อเป็นต้น เรื่องประเภทแห่งปาติโมกขุทเทส ทรงห้ามยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อ เรื่องทรงอนุญาตให้ยกปกติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อ เมื่อชาวป่ามาพลุกพล่าน เรื่องอันตราย ๑๐ ประการ๗๙. วินยปุจฉนกถา ว่าด้วยการถามพระวินัย เรื่องถามพระวินัยท่ามกลางสงฆ์ต้องได้รับแต่งตั้งก่อน วิธีแต่งตั้งเป็นผู้ถาม กรรมวาจาแต่งตั้งตนเอง กรรมวาจาแต่งตั้งผู้อื่น เรื่องคุกคามจะฆ่า ๘๐. วินยวิสัชชนกถา ว่าด้วยการวิสัชนาพระวินัย เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์วิสัชนาพระวินัย วิธีแต่งตั้งเป็นผู้วิสัชนา กรรมวาจาแต่งตั้งตน กรรมวาจาแต่งตั้งผู้อื่น เรื่องคุกคามจะฆ่าเรื่องที่ ๒ ๘๑. โจทนากถา ว่าด้วยการฟ้องร้อง เรื่องโจทด้วยอาบัติ เรื่องขอโอกาสก่อนโจท ก่อนขอโอกาสต้องพิจารณาดูบุคคล ๘๒. อธัมมกัมมปฏิกโกสนาทิ ว่าด้วยการคัดค้านทำกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรมเป็นต้น เรื่องทรงอนุญาตคัดค้านกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม เรื่องภิกษุ ๔-๕ รูปแสดงความเห็น เรื่องจงใจยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงไม่ให้ได้ยิน เรื่องพยายามยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง เรื่องยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่มีคฤหัสถ์ เรื่องยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยไม่ได้รับอาราธนา๘๓. ปาติโมกขุทเทสกอัชเฌสนาทิ ว่าด้วยการอาราธนาผู้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเป็นต้น เรื่องภิกษุชาวเมืองโจทนาวัตถุไม่รู้จักอุโบสถ เรื่องภิกษุมากรูปไม่รู้จักอุโบสถ เรื่องส่งภิกษุไปเรียนปาติโมกข์พอจะกลับมาทันในวันนั้น ๘๔. ปักขคณนาทิอุคคหณานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้เรียนวิธีนับปักษ์เป็นต้น เรื่องวิธีการนับปักษ์ เรื่องทรงอนุญาตให้นับภิกษุในวันอุโบสถ เรื่องไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านไกล เรื่องนึกไม่ได้ ๘๕. ปุพพกรณานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตบุพพกรณ์ เรื่องบุพพกรณ์และบุพพกิจในโรงอุโบสถ เรื่องปูอาสนะและตามประทีปเป็นต้น ๘๖. ทิสังคมิกาทิวัตถุ ว่าด้วยภิกษุไปสู่ทิศเป็นต้น เรื่องภิกษุจะไปไหนต้องบอกลาก่อน เรื่องควรสงเคราะห์ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เรื่องส่งภิกษุไปพอจะกลับมาทันในวันนั้น เรื่องจำพรรษาในอาวาสที่มีผู้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงได้๘๗. ปาริสุทธิทานกถา ว่าด้วยการมอบปาริสุทธิ เรื่องภิกษุไข้มอบปาริสุทธิ ๘๘. ฉันททานกถา ว่าด้วยการมอบฉันทะ เรื่องทำกรรมที่จะต้องทำ วิธีมอบฉันทะ ๘๙. ญาตกาทิคหณกถา ว่าด้วยพวกญาติเป็นต้นจับภิกษุ เรื่องภิกษุถูกพวกญาติเป็นต้นจับไว้ ๙๐. อุมมัตตกสมมติ ว่าด้วยการสมมติภิกษุวิกลจริต วิธีให้อุมมัตตกสมมติและกรรมวาจาให้อุมมัตตกสมมติ๙๑. สังฆุโปสถาทิปเภท ว่าด้วยประเภทแห่งอุโบสถมีอุโบสถเป็นการสงฆ์เป็นต้น เรื่องภิกษุ ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป และ ๑ รูปทำอุโบสถ ๓ อย่าง ตามลำดับ เรื่องภิกษุ ๔ รูป ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง เรื่องภิกษุ ๓ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๓ รูปและกรรมวาจา คำบอกปาริสุทธิสำหรับภิกษุมีพรรษาแก่กว่า คำบอกปาริสุทธิสำหรับภิกษุมีพรรษาอ่อนกว่า วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๒ รูป คำบอกปาริสุทธิสำหรับภิกษุมีพรรษาแก่กว่า คำบอกปาริสุทธิสำหรับภิกษุมีพรรษาอ่อนกว่า เรื่องภิกษุรูปเดียวอธิษฐานอุโบสถ๙๒. อาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขอาบัติ เรื่องภิกษุต้องอาบัติในวันอุโบสถ ไม่แน่ใจในอาบัติ เรื่องแสดงสภาคาบัติ ๙๓. อาปัตติอาวิกรณวิธิ ว่าด้วยวิธีเปิดเผยอาบัติ เรื่องระลึกอาบัติได้เมื่อจะยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง เมื่อกำลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงไม่แน่ใจในอาบัติ ๙๔. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขสภาคาบัติ เรื่องสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ สงฆ์ทั้งหมดไม่แน่ใจในสภาคาบัติ เรื่องไม่รู้จักชื่อและโคตรอาบัติ๙๕. อนาปัตติปัณณรสกะ ว่าด้วยการทำอุโบสถโดยไม่ต้องอาบัติ ๑๕ กรณี ๙๖. วัคคาวัคคสัญญิปัณณรสกะ ว่าด้วยแบ่งพวกกันอยู่และสำคัญว่าแบ่งพวกกัน ๑๕ กรณี ๙๗. เวมติกปัณณรสกะ ว่าด้วยภิกษุไม่แน่ใจทำอุโบสถ ๑๕ กรณี ๙๘. กุกกุจจปกตปัณณรสกะ ว่าด้วยภิกษุกังวลใจทำอุโบสถ ๑๕ กรณี ๙๙. เภทปุเรกขารปัณณรสกะ ว่าด้วยมุ่งทำความแตกร้าวทำอุโบสถ ๑๕ กรณี ๑๐๐. สีโมกกันติกเปยยาล ว่าด้วยการละข้อความเกี่ยวกับภิกษุเข้าสู่สีมา เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ๑๐๑. ลิงคาทิทัสสนะ ว่าด้วยการเห็นลักษณะเป็นต้น ๑๐๒. นานาสังวาสกาทิอุโปสถกรณะ ว่าด้วยภิกษุเป็นนานาสังวาสเป็นต้นทำอุโบสถ ๑๐๓. นคันตัพพวาร ว่าด้วยสถานที่ไม่ควรไปในวันอุโบสถ ๑๐๔. คันตัพพวาร ว่าด้วยสถานที่ควรไปในวันอุโบสถ ๑๐๕. วัชชนียปุคคลสันทัสสนา ว่าด้วยการแสดงบุคคลที่ควรเว้นในอุโบสถกรรม เรื่องปาริวาสิกปาริสุทธิ๑๐๖. รวมเรื่องที่มีในอุโปสถขันธกะ๑๐๗. วัสสูปนายิกานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตการเข้าจำพรรษา เรื่องทรงอนุญาตให้ภิกษุเข้าจำพรรษาในฤดูฝน เรื่องประเภทแห่งวันเข้าพรรษา ๑๐๘. วัสสานจาริกาปฏิกเขปาทิ ว่าด้วยทรงห้ามเที่ยวจาริกระหว่างพรรษาเป็นต้น เรื่องพระฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา เรื่องปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ไม่เข้าพรรษา เรื่องจงใจเดินผ่านอาวาส เรื่องการเลื่อนกาลฝน ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อเขาสร้างวิหารถวายเป็นต้น เรื่องอุบาสกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อเขาสร้างวิหารถวายเป็นต้น เรื่องอุบาสกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ จะไม่ส่งทูตมา เรื่องภิกษุเป็นไข้เป็นต้น สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ ๑๐ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี ๙ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา ๖ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร ๖ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี ๖ กรณี ๑๑๑. สัตตอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อบุคคล ๗ จำพวกจะไม่ส่งทูตมา เรื่องมารดาบิดาเป็นไข้ ๑๑๒. ปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อพี่ชายน้องชายเป็นต้นส่งทูตมา ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเฉพาะกิจของสงฆ์๑๑๓. อันตรายอนาปัตติวัสสเฉทวาร ว่าด้วยการขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติในเมื่อมีอันตราย เรื่องสัตว์ร้ายเบียดเบียน เรื่องงูเบียดเบียน เรื่องพวกโจรเบียดเบียน เรื่องปีศาจรบกวน เรื่องหมู่บ้านถูกไฟไหม้ เรื่องเสนาสนะถูกไฟไหม้ เรื่องหมู่บ้านถูกน้ำท่วม เรื่องเสนาสนะถูกน้ำท่วม เรื่องชาวบ้านอพยพไปเพราะโจรภัย เรื่องทรงอนุญาตให้ตามทายกมีจำนวนมากกว่า เรื่องไม่ได้โภชนะธรรมดาหรือประณีตเป็นต้น เรื่องสตรีนิมนต์ เรื่องหญิงแพศยานิมนต์ เรื่องพบขุมทรัพย์ ๑๑๔. สังฆเภทอนาปัตติวัสสเฉทวาร ว่าด้วยการขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติในเมื่อมีผู้พยายามทำลายสงฆ์ เรื่องทำลายสงฆ์ ๘ กรณี ๑๑๕. วชาทิวัสสูปคมนะ ว่าด้วยการเข้าจำพรรษาในคอกโคเป็นต้น เรื่องเข้าจำพรรษาในคอกโค เรื่องเข้าจำพรรษาในเรือ ๑๑๖. วัสสานุปคันตัพพัฏฐาน ว่าด้วยสถานที่ไม่ควรเข้าจำพรรษา เรื่องเข้าจำพรรษาในโพรงไม้ เรื่องเข้าจำพรรษาบนค่าคบไม้ เรื่องเข้าจำพรรษาในที่แจ้ง เรื่องภิกษุไม่มีเสนาสนะจำพรรษา เรื่องเข้าจำพรรษาในกระท่อมผี เรื่องเข้าจำพรรษาในร่ม เรื่องเข้าจำพรรษาในตุ่ม ๑๑๗. อธัมมิกกติกา ว่าด้วยการตั้งกติกาไม่ชอบธรรม เรื่องตั้งกติกาไม่ชอบธรรม ๑๑๘. ปฏิสสวทุกกฏาปัตติ ว่าด้วยการต้องอาบัติทุกกฏเพราะรับคำ เรื่องพระอุปนันทะเข้าจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่ง เรื่องรับคำที่จะเข้าจำพรรษาหลัง วัสสูปนายิกขันธกะ มี ๕๒ เรื่อง คือ๑๒๐. อผาสุวิหาร ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาไม่ผาสุก เรื่องภิกษุหลายรูปเข้าจำพรรษาในแคว้นโกศลมาเฝ้าพระศาสดา เรื่องเข้าจำพรรษาไม่ผาสุกดังปศุสัตว์อยู่ร่วมกัน ทรงห้ามมูควัตรตามแบบอย่างเดียรถีย์ เรื่องทรงอนุญาตพิธีปวารณาเพื่อว่ากล่าวซึ่งกันและกัน วิธีปวารณา สัพพสังคาหิกาญัตติ เตวาจิกาปวารณา เรื่องพระฉัพพัคคีย์นั่งราบบนอาสนะปวารณา ทรงอนุญาตให้นั่งกระโหย่งปวารณา ๑๒๑. ปวารณาเภท ว่าด้วยประเภทแห่งวันปวารณา เรื่องวันปวารณามี ๒ วัน เรื่องอาการที่ทำปวารณามี ๔ อย่าง๑๒๒. ปวารณาทานานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นไข้มอบปวารณา เรื่องภิกษุเป็นไข้มอบปวารณา ๑๒๓. ญาตกาทิคหณกถา ว่าด้วยหมู่ญาติเป็นต้นจับภิกษุ เรื่องภิกษุถูกพวกญาติเป็นต้นจับไว้ ๑๒๔. สังฆปวารณาทิปเภท ว่าด้วยประเภทปวารณามีปวารณาเป็นการสงฆ์เป็นต้น เรื่องภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ เรื่องภิกษุ ๔ รูปปวารณาเป็นการคณะ วิธีทำปวารณาเป็นการคณะ คำปวารณาสำหรับภิกษุมีพรรษาแก่กว่า คำปวารณาสำหรับภิกษุพรรษาอ่อนกว่า เรื่องภิกษุ ๓ รูป ปวารณาเป็นการคณะ เรื่องภิกษุ ๒ รูป ปวารณาต่อกัน เรื่องภิกษุรูปเดียวทำอธิษฐานปวารณา๑๒๕. อาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขอาบัติ เรื่องภิกษุต้องอาบัติในวันปวารณา เรื่องภิกษุไม่แน่ใจในอาบัติ ๑๒๖. อาปัตติอาวิกรณวิธิ ว่าด้วยวิธีเปิดเผยอาบัติ เรื่องภิกษุระลึกอาบัติได้ กำลังปวารณาไม่แน่ใจในอาบัติ ๑๒๗. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขสภาคาบัติ เรื่องสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ ญัตติกรรมวาจา สงฆ์ทั้งหมดไม่แน่ใจในสภาคาบัติ๑๒๘. อนาปัตติปัณณรสกะ ว่าด้วยการปวารณาโดยไม่ต้องอาบัติ ๑๕ กรณี ๑๒๙. วัคคาวัคคสัญญิปัณณรสกะ ว่าด้วยแบ่งพวกกันอยู่สำคัญว่าพร้อมเพรียง ๑๕ กรณี ๑๓๐. เวมติกปัณณรสกะ ว่าด้วยภิกษุไม่แน่ใจปวารณา ๑๕ กรณี ๑๓๑. กุกกุจจปกตปัณณรสกะ ว่าด้วยภิกษุกังวลใจทำปวารณา ๑๕ กรณี ๑๓๒. เภทปุเรกขารปัณณสรกะ ว่าด้วยมุ่งทำความแตกร้าวทำปวารณา ๑๕ กรณี ๑๓๓. สีโมกกันติกเปยยาล ว่าด้วยการละข้อความเกี่ยวกับภิกษุเข้าสู่สีมา เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ๑๓๔. ทิวสนานัตตะ ว่าด้วยการนับวันปวารณาต่างกัน ๑๓๕. ลิงคาทิทัสสนะ ว่าด้วยการเห็นลักษณะเป็นต้น เรื่องลักษณะของภิกษุที่อยู่ในอาวาส ๑๓๖. นานาสังวาสกาทิปวารณา ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นนานาสังวาสเป็นต้นปวารณา เรื่องภิกษุ ๒ สังวาสปวารณา๑๓๗. นคันตัพพวาร ว่าด้วยไม่ควรไปไหนในวันปวารณา ๑๓๘. คันตัพพวาร ว่าด้วยสถานที่ควรไปในวันปวารณา ๑๓๙. วัชชนียปุคคลสันทัสสนา ว่าด้วยการแสดงบุคคลควรเว้นในปวารณากรรม เรื่องห้ามปวารณาในวันมิใช่วันปวารณา๑๔๐. เทฺววาจิกาทิปวารณา ว่าด้วยสงฆ์ปวารณา ๒ หนเป็นต้น เรื่องชาวป่า เรื่องปวารณาเมื่อราตรีจวนสว่าง เรื่องปวารณาขณะที่ฝนตั้งเค้า เรื่องปวารณาเมื่อมีอันตราย ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง๑๔๑. ปวารณาฐปนะ ว่าด้วยการงดปวารณา เรื่องพระฉัพพัคคีย์มีอาบัติติดตัวปวารณา เรื่องไม่ยอมให้โอกาส วิธีงดปวารณา เรื่องพระฉัพพัคคีย์งดปวารณาของภิกษุบริสุทธิ์ เรื่องลักษณะปวารณาที่ไม่เป็นอันงด เรื่องงดปวารณาของภิกษุ เรื่องเหตุผลในการงดปวารณา ฟังคำปฏิญญาของโจทก์และจำเลย ๑๔๒. ถุลลัจจยวัตถุกาทิ ว่าด้วยการต้องอาบัติถุลลัจจัยเป็นต้น เรื่องต้องอาบัติถุลลัจจัยเป็นต้น ๑๔๓. วัตถุฐปนาทิ ว่าด้วยการงดวัตถุเป็นต้น เรื่องวัตถุและบุคคลปรากฏ ๑๔๔. ภัณฑนการกวัตถุ ว่าด้วยการก่อความบาดหมาง๑๔๕. ปวารณาสังคหะ ว่าด้วยการสงเคราะห์กันด้วยปวารณา ทรงอนุญาตให้สงเคราะห์กันด้วยปวารณา วิธีสงเคราะห์กันด้วยปวารณาและกรรมวาจาสงเคราะห์กันด้วยปวารณา เรื่องไม่มีใครเป็นใหญ่ในปวารณา๑๔๖. รวมเรื่องที่มีในปวารณาขันธกะ

อรรถกถา

ศาสนา

พระอัสสชิแสดงธรรม สารีบุตรปริพาชกได้ธรรมจักษุ สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำสัญญา โมคคัลลานปริพาชกได้ธรรมจักษุ สองสหายไปอำลาอาจารย์ ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก ทูลขอการบรรพชาอุปสมบท เรื่องกุลบุตรชาวมคธมีชื่อเสียงบรรพชา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

๔ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา ว่าด้วยสารีบุตรและโมคคัลลานะบรรพชา

ข้อ ๖๐

สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยบริษัท ปริพาชกหมู่ใหญ่จำนวน ๒๕๐ ท่าน ครั้งนั้น สารีบุตรและโมคคัลลานะประพฤติ พรหมจรรย์อยู่ในสำนักสัญชัยปริพาชก ได้ตั้งกติกากันไว้ว่า “ผู้ใดบรรลุอมตธรรม ก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง” ขณะนั้นเวลาเช้า ท่านพระอัสสชิครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เข้าไป บิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ มีกิริยาที่ก้าวไป ถอยกลับ แลดู เหลียวดู คู้เข้า เหยียดออก น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ สารีบุตรปริพาชกได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ มีกิริยาก้าวไป ถอยกลับ แลดู เหลียวดู คู้เข้า เหยียดออก น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถแล้วคิดว่า “ภิกษุรูปนี้คงเป็นองค์ใดองค์หนึ่ง บรรดาพระ อรหันต์หรือท่านผู้ดำเนินสู่หนทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ในโลกเป็นแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุนี้ถามว่า ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร” แล้วคิดว่า “บัดนี้ ยังเป็นกาลไม่สมควรที่จะถาม ภิกษุนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ถ้ากระไร เราควรติดตาม ภิกษุนี้ไปข้างหลัง เพราะการติดตามไปข้างหลังนี้เป็นหนทางที่ผู้มีความต้องการรู้แล้ว” ต่อมา ท่านพระอัสสชิได้เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ รับบิณฑบาตแล้วกลับ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๒} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา ลำดับนั้น สารีบุตรปริพาชกจึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ แล้วได้สนทนาปราศรัย พอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกกันแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควร เรียนถามว่า “ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวช อุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร” พระอัสสชิกล่าวตอบว่า “ท่าน มีพระมหาสมณะผู้เป็นศากยบุตร เสด็จออก ผนวชจากศากยตระกูล เราบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น เป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้น” “ก็พระศาสดาของท่านตรัสอย่างไร สอนอย่างไร” “ท่าน เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่สามารถแสดง ธรรมโดยพิสดารแก่ท่านได้ แต่จักกล่าวแต่ใจความโดยย่อแก่ท่าน” ทีนั้น สารีบุตรปริพาชกกราบเรียนท่านพระอัสสชิว่า “เอาเถอะ ผู้มีอายุ จะน้อยหรือมากก็ตาม จงกล่าวเถิด จงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น ท่านจักทำพยัญชนะให้มากไปทำไม” พระอัสสชิแสดงธรรม ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชกว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้” @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่เกิดแต่เหตุ คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ตัวทุกข์ @เหตุแห่งธรรม คือ สมุทัย @ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น คือ นิโรธและมรรคมีองค์ ๘ (วิ.อ. ๓/๖๐/๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๓} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา สารีบุตรปริพาชกได้ธรรมจักษุ เพราะได้ฟังธรรมปริยายนี้ ธรรมจักษุ อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชกว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า “ถ้าธรรมนี้ มีเพียงเท่านี้ ท่านก็ได้รู้แจ้งแทงตลอดทางอันหาความโศกมิได้แล้ว อันเป็นทางที่พวกข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป” สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำสัญญา

ข้อ ๖๑

ครั้งนั้น สารีบุตรปริพาชกได้กลับไปหาโมคคัลลานปริพาชกถึงที่พัก โมคคัลลานปริพาชก ได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล ครั้นเห็นแล้วจึงได้ กล่าวกับสารีบุตรปริพาชก ดังนี้ว่า “ท่าน อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วหรือ” สารีบุตรปริพาชกตอบว่า “ใช่แล้วท่าน เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว” “ท่าน ท่านได้บรรลุอมตธรรมได้อย่างไร” “ท่าน เราได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ มีกิริยาก้าวไป ถอยกลับ แลดู เหลียวดู คู้เข้า เหยียดออก น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถแล้วคิดว่า ‘ภิกษุรูปนี้คงเป็นองค์ใดองค์หนึ่ง บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ดำเนินสู่หนทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ในโลกเป็นแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุนี้ถามว่า ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็น ศาสดาของท่าน หรือท่านชอบธรรมของใคร’ แล้วคิดว่า ‘บัดนี้ ยังเป็นกาลไม่ สมควรที่จะถามภิกษุนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ถ้ากระไร เราควรติดตามภิกษุนี้ไปข้างหลัง เพราะการติดตามไปข้างหลังนี้ เป็นหนทางที่ผู้มี ความต้องการรู้แล้ว’ ต่อมา ท่านพระอัสสชิได้เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ รับบิณฑบาตแล้วกลับ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๔} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา ลำดับนั้น เราจึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ แล้วได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่ บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกกันและกันแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควร เรียนถามว่า ‘ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวช อุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร’ พระอัสสชิกล่าวตอบว่า “ท่าน มีพระมหาสมณะผู้เป็นศากยบุตร เสด็จออก ผนวชจากศากยตระกูล เราบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น” เราจึงถามว่า ‘ก็พระศาสดาของท่านตรัสอย่างไร สอนอย่างไร’ ท่านพระอัสสชิกล่าวว่า ‘ท่าน เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ พระธรรมวินัยนี้ ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารแก่ท่านได้ แต่จักกล่าวแต่ใจ ความโดยย่อแก่ท่าน’ ทีนั้น เราจึงกราบเรียนท่านพระอัสสชิว่า “เอาเถอะ ผู้มีอายุจะน้อยหรือมากก็ตาม จงกล่าวเถิด จงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น ท่านจักทำพยัญชนะให้มากไปทำไม” ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้” โมคคัลลานปริพาชกได้ธรรมจักษุ เพราะได้ฟังธรรมปริยายนี้ ธรรมจักษุ อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่โมคคัลลานปริพาชกว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” โมคคัลลานปริพาชกกล่าวว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๕} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา “ถ้าธรรมนี้ มีเพียงเท่านี้ ท่านก็ได้รู้แจ้งแทงตลอดทางอันหาความโศกมิได้แล้ว อันเป็นทางที่พวกเรายังไม่ได้เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป” สองสหายไปอำลาอาจารย์

ข้อ ๖๒

ครั้งนั้น โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวกับสารีบุตรปริพาชกว่า “ท่าน เราไปสำนักพระผู้มีพระภาคกันเถิด เพราะพระองค์เป็นศาสดาของเรา” สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า “ท่าน ปริพาชก ๒๕๐ คนเหล่านี้ อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ในสำนักนี้ เราบอกลาปริพาชกเหล่านั้นก่อน พวกเขาจักทำ ตามที่เขาเข้าใจ” ต่อมา สารีบุตรและโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้ กล่าวดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระองค์ เป็นศาสดาของพวกเรา” พวกปริพาชกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายอาศัยพวกท่าน เห็นแก่พวกท่าน จึงอยู่ในสำนักนี้ ถ้าท่านทั้งสองจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระมหาสมณะ ข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระมหาสมณะด้วย” ต่อมา สารีบุตรและโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาสัญชัยปริพาชกกราบเรียนว่า “ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระองค์เป็นศาสดา ของพวกกระผม” สัญชัยปริพาชกกล่าวห้ามว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าไป เราทั้งหมด ๓ คน จักช่วยกันบริหารคณะนี้” แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ สารีบุตรและโมคคัลลานะ ก็กราบเรียนสัญชัยปริพาชกดังนี้ว่า “ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระองค์เป็นศาสดา ของพวกกระผม” สัญชัยปริพาชกก็ยังกล่าวห้ามว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าไป เรา ทั้งหมด ๓ คน จักช่วยกันบริหารคณะนี้” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๖} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา หลังจากนั้น สารีบุตรและโมคคัลลานะได้พาปริพาชก ๒๕๐ คนนั้น มุ่งหน้าไป ทางพระเวฬุวัน โลหิตร้อนก็พุ่งออกจากปากของสัญชัยปริพาชก ณ ที่นั้นเอง ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรและโมคคัลลานะเดินมาแต่ไกล แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย สหายทั้ง ๒ คนนั้น คือโกลิตะ และอุปติสสะกำลังมา นั่นจักเป็นคู่สาวกชั้นยอด เป็นคู่ที่เจริญของเรา” ท่านสารีบุตรและท่านโมคคัลลานะ ผู้น้อมจิตไปในธรรม อันยอดเยี่ยม ลึกซึ้ง เป็นวิสัยแห่งญาณ เป็นที่สิ้นอุปธิ ยังมาไม่ถึงพระเวฬุวัน พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์แล้วว่า “สหายทั้ง ๒ คนนั้น คือโกลิตะและอุปติสสะ กำลังมา นั่นจักเป็นคู่สาวกชั้นยอด เป็นคู่ที่เจริญของเรา” ทูลขอการบรรพชาอุปสมบท ต่อมา สารีบุตรและโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วซบ ศีรษะแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวก ข้าพระองค์พึงได้การบรรพชา พึงได้การอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พวกเธอจงมาเป็นภิกษุเถิด” แล้วตรัสต่อไปว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” พระวาจานั้นแล ได้เป็นการอุปสมบทของท่านเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ ท่านโกลิตะหรือพระโมคคัลลานะหลังจากบวชได้ ๗ วัน ไปพักอาศัยอยู่ ณ บ้านกัลลวาฬคาม @(กัลล วาฬมุตตคาม) บำเพ็ญสมณธรรม ฟังธรรมว่าด้วยธาตุกัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้า บรรลุพระอรหัตตผล @ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณตามที่ตั้งความปรารถนาไว้ @ส่วนท่านอุปติสสะ หรือพระสารีบุตร หลังจากบวชได้ ๑๕ วัน ไปพักอาศัยอยู่ ณ ถ้ำสูกรขาตา @เขตกรุงราชคฤห์ พร้อมกับพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่หลานชายของ @ท่านชื่อทีฆนขปริพาชก พระสารีบุตรส่งญาณไปตามแนวพระสูตร บรรลุพระอรหัตตผล ถึงที่สุดแห่งสาวก @บารมีญาณตามที่ตั้งความปรารถนาไว้ (สารตฺถ.ฏีกา. ๓/๖๒/๒๗๗-๒๗๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๗} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๔. สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา เรื่องกุลบุตรชาวมคธมีชื่อเสียงบรรพชา

ข้อ ๖๓

สมัยนั้น พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียง พากันประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักพระผู้มีพระภาค คนทั้งหลายจึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้ชายไม่มีบุตร เพื่อให้หญิงเป็นม่าย และเพื่อความ ขาดสูญแห่งตระกูล บัดนี้ พระสมณโคดมบวชชฎิล ๑,๐๐๐ คนแล้ว และบวช ปริพาชกผู้เป็นศิษย์ของสัญชัย ๒๕๐ คนแล้ว และพวกกุลบุตรชาวมคธเหล่านี้ที่ มีชื่อเสียง ก็พากันประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระสมณโคดม” อนึ่ง คนทั้งหลายเห็นพวกภิกษุก็พากันโจทด้วยคาถานี้ว่า “พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระคิริพชนคร ของชาวมคธ ทรงนำปริพาชกผู้เป็นศิษย์ของสัญชัยไปหมดแล้ว บัดนี้ยังจักทรงนำใครไปอีกเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา จึงนำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นคงอยู่ไม่นาน จักมีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วัน จักหายไป ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ชนเหล่าใดโจท พวกเธอด้วยคาถานี้ว่า “พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระคิริพชนครของชาวมคธ ทรงนำปริพาชกผู้เป็นศิษย์ของสัญชัยไปหมดแล้ว บัดนี้จักทรงนำใครไปอีกเล่า” พวกเธอจงโจทตอบพวกนั้นด้วยคาถานี้ว่า “พระตถาคตทั้งหลาย ทรงมีความเพียรมาก ทรงแนะนำด้วยพระสัทธรรม เมื่อรู้ชัด(อย่างนี้) จะต้องริษยาพระตถาคตผู้ทรงแนะนำโดยธรรมไปทำไมเล่า” @เชิงอรรถ : @ หมายถึงกรุงราชคฤห์ บางทีเรียกว่า เบญจคิรีนคร ที่ชื่อว่าคิริพชนคร เพราะเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วย @ภูเขา ๕ ลูก คือ ปัณฑวะ คิชฌกูฏ เวภาระ อสิคิลิ เวปุลละ (สารตฺถ. ฏีกา ๓/๖๓/๒๘๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๗๘} พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๑. มหาขันธกะ] ๑๕. อุปัชฌายวัตตกถา สมัยนั้น คนทั้งหลายเห็นพวกภิกษุก็พากันโจทด้วยคาถานี้ว่า “พระมหาสมณะเสด็จมาสู่คิริพชนครของชาวมคธ ทรงนำปริพาชกผู้เป็นศิษย์ของสัญชัยไปหมดแล้ว บัดนี้จักทรงนำใครไปอีกเล่า” ภิกษุทั้งหลายก็โจทตอบคนพวกนั้นด้วยคาถานี้ว่า “พระตถาคตทั้งหลายทรงมีความเพียรมาก ทรงแนะนำด้วยพระสัทธรรม เมื่อรู้ชัด(อย่างนี้) จะต้องริษยาพระตถาคตผู้ทรงแนะนำโดยธรรมไปทำไมเล่า” คนทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ว่า “ได้ยินว่า พระสมณะผู้เป็นเชื้อสายศากยบุตร ทั้งหลาย ย่อมแนะนำโดยธรรม ย่อมไม่แนะนำโดยอธรรม” เสียงนั้นมีอยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็หายไป สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา จบ ภาณวารที่ ๔ จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้