คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๗

ข้ออื่นในเล่มนี้

เรื่องพระฉัพพัคคีย์สรงน้ำขัดสีกายกับเสาเป็นต้น ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม, ทรงติเตียนเรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับชนิดต่างๆ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ไว้ผมยาว เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้แปรงหวีผมเป็นต้น เรื่องพระฉัพพัคคีย์ส่องดูเงาหน้า เรื่องภิกษุเป็นแผลที่หน้า เรื่องพระฉัพพัคคีย์ทาหน้าเป็นต้น เรื่องภิกษุอาพาธเป็นโรคตา เรื่องพระฉัพพัคคีย์ดูมหรสพ เรื่องพระฉัพพัคคีย์สวดธรรมด้วยเสียงขับยาว เรื่องภิกษุสวดสรภัญญะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าห่มขนสัตว์เรื่องพระฉัพพัคคีย์ฉันมะม่วง เรื่องสมาคมถวายชิ้นมะม่วง เรื่องผลไม้ที่สมควรแก่สมณะเรื่องภิกษุถูกงูกัด ตระกูลพญางูทั้ง ๔ วิธีแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์เรื่องภิกษุตัดองคชาตเรื่องบาตรไม้จันทน์ ทรงห้ามใช้บาตรไม้ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้บาตรชนิดต่างๆ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้เชิงบาตรชนิดต่างๆ เรื่องการเก็บรักษาบาตร เรื่องการใช้วัตถุอื่นแทนบาตรเรื่องภิกษุใช้มือฉีกผ้าเย็บจีวรเป็นต้น เรื่องไม้สะดึงเป็นต้น เรื่องโรงสะดึงเป็นต้นเรื่องผ้ากรองน้ำ เรื่องทรงอนุญาตกุฎีกันยุงเรื่องทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟเรื่องการเปลือยกาย เรื่องศาลาเรือนไฟและบ่อน้ำ เรื่องสระโบกขรณี เรื่องทรงห้ามนอนบนที่นอนโรยดอกไม้ เรื่องทรงอนุญาตรับของหอม เรื่องห้ามฉันในภาชนะเดียวกันเป็นต้นเรื่องเจ้าวัฑฒลิจฉวี เหตุแห่งการคว่ำบาตร วิธีคว่ำบาตรและกรรมวาจา พระอานนท์ไปแจ้งข่าวเจ้าวัฑฒลิจฉวี เหตุแห่งการหงายบาตร วิธีหงายบาตรและกรรมวาจาเรื่องโพธิราชกุมาร เรื่องทรงห้ามเหยียบผืนผ้าขาวเรื่องนางวิสาขามิคารมาตา เรื่องพัด เรื่องร่มเรื่องไม้เท้า คำขอทัณฑสมมติ และกรรมวาจา คำขอสิกกาสมมติ และกรรมวาจา คำขอทัณฑสิกกาสมมติและกรรมวาจาเรื่องภิกษุสำรอกอาหาร เรื่องการไว้เล็บและตัดเล็บ เรื่องขัดเล็บ เรื่องมีดโกน เรื่องแต่งหนวด เรื่องทรงอนุญาตให้โกนขนในที่ลับ เรื่องกรรไกร เรื่องไว้ขนจมูก เรื่องพระฉัพพัคคีย์ผมหงอก เรื่องไม้แคะหูเรื่องพระฉัพพัคคีย์สะสมโลหะและทองสัมฤทธิ์ เรื่องกล่องยาตา เรื่องผ้ารัดเข่าเรื่องประคดเอว เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้ลูกถวิน เรื่องลูกดุมเรื่องการนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ เรื่องหาบของเรื่องไม้ชำระฟันเรื่องพระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผากองหญ้า เรื่องพระฉัพพัคคีย์ขึ้นต้นไม้เรื่องทรงห้ามยกพระพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เรื่องพระฉัพพัคคีย์เรียนโลกายัต เรื่องพระฉัพพัคคีย์เรียนดิรัจฉานวิชาเรื่องให้พรเมื่อมีผู้จามเรื่องฉันกระเทียมเรื่องหม้อปัสสาวะ เรื่องหลุมถ่ายอุจจาระ เรื่องวัจกุฎีเรื่องพระฉัพพัคคีย์ประพฤติไม่เหมาะสมเรื่องโลหะรวมเรื่องที่มีในขุททกวัตถุขันธกะวิหารานุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตวิหาร เรื่องเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ขออนุญาตสร้างวิหาร ทรงอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ถวายวิหาร คาถาอนุโมทนาผู้ถวายวิหารเรื่องบานประตู เรื่องลูกดาล เรื่องบานหน้าต่าง เรื่องเครื่องลาดตั่งไม้เตียงถักสาน มัญจปีฐาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตเตียงและตั่งเป็นต้น เรื่องเตียงและตั่ง เรื่องม้านั่งชนิดต่างๆ เรื่องห้ามนอนบนเตียงสูง เรื่องไม้หนุนเท้าเตียงเรื่องด้าย เรื่องหมอน เรื่องฟูก ๕ ชนิด เรื่องเตียงหุ้มด้วยฟูก เสตวัณณาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตสีขาวเป็นต้น ปฏิภาณจิตตปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องทรงอนุญาตภาพดอกไม้ อิฏฐกาจยาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตให้ก่ออิฐเป็นต้น เรื่องวิหารพื้นต่ำ เรื่องวิหารมีพื้นเป็นลานโล่ง เรื่องวิหารเล็ก เรื่องฝาวิหารชำรุด เรื่องทรงอนุญาตเพดานเรื่องทรงอนุญาตไม้แขวน เรื่องทรงอนุญาตราวจีวร อุปัฏฐานสาลาอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตหอฉัน เรื่องภิกษุฉันร่วมกันในกลางแจ้ง ปาการาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตรั้วล้อมเป็นต้น เรื่องวิหารไม่มีรั้วล้อม เรื่องทรงอนุญาตซุ้มประตู เรื่องทรงอนุญาตท่อระบายน้ำ เรื่องทรงอนุญาตศาลาไฟ อารามปริกเขปอนุชานนะ เรื่องทรงอนุญาตรั้วล้อมอารามอนาถปิณฑิกวัตถุ ว่าด้วยเรื่องอนาถบิณฑิกคหบดี อนาถบิณฑิกะสร้างพระเชตวันนวกัมมทานะ ว่าด้วยให้นวกรรม(การก่อสร้าง) เรื่องช่างชุนผ้า วิธีให้นวกรรมและกรรมวาจาอัคคาสนาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตอาสนะเลิศเป็นต้น เรื่องความเคารพ เรื่องผู้ควรได้อาสนะเลิศเป็นต้น เรื่องสัตว์ ๓ สหาย อวันทิยาทิปุคคละ ว่าด้วยบุคคลที่ไม่ควรไหว้เป็นต้น เรื่องบุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก เรื่องบุคคลที่ภิกษุควรไหว้ ๓ จำพวก อาสนปฏิพาหนปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามการกีดกันอาสนะ เรื่องอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์ คิหิวิกตอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตเครื่องใช้อย่างคฤหัสถ์เชตวนวิหารานุโมทนา ว่าด้วยทรงอนุโมทนาการถวายเชตวันวิหาร คาถาอนุโมทนาการถวายวิหารอาสนปฏิพาหนาทิ ว่าด้วยการกีดกันอาสนะเป็นต้น เรื่องบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังฉัน เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไล่ภิกษุอาพาธ เรื่องอนุญาตให้ภิกษุถือเสนาสนะเสนาสนคาหาปกสมมติ ว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่จัดแจงเสนาสนะ วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจา เรื่องวิธีการให้ถือเสนาสนะเป็นต้น เรื่องให้ถือเสนาสนะ ๓ อย่างเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจองเสนาสนะเรื่องตรัสวินยกถาอวิสสัชชิยวัตถุ ว่าด้วยของที่ไม่พึงสละ อเวภังคิยวัตถุ ว่าด้วยของที่ไม่พึงแบ่ง เรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะนวกัมมทานกถา ว่าด้วยวิธีการที่ภิกษุให้นวกรรม เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรมให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง ภิกษุถือเอานวกรรมแล้วหลีกไปเป็นต้น อัญญตรปริโภคปฏิกเขปาทิ ว่าด้วยการห้ามใช้เสนาสนะผิดที่เป็นต้น เรื่องทรงอนุญาตให้ยืมเสนาสนะ เรื่องทรงอนุญาตให้เก็บรักษาเสนาสนะ เรื่องทรงอนุญาตให้แลกเปลี่ยน เรื่องทรงอนุญาตผ้าเช็ดเท้า เรื่องห้ามภิกษุเท้าเปื้อนเหยียบเสนาสนะ เรื่องห้ามภิกษุเท้าเปียกเหยียบเสนาสนะมีเท้าเปื้อนห้ามเหยียบเสนาสนะ มีเท้าเปียกห้ามเหยียบเสนาสนะ สวมรองเท้าห้ามเหยียบเสนาสนะ ทรงห้ามถ่มเขฬะบนพื้นที่ขัดถู พุทธานุญาตผ้าพันเท้าเตียงตั่ง เป็นต้น พุทธานุญาตผ้าพันเท้าเตียงตั่ง พุทธานุญาตให้ปูลาดนอนสังฆภัตตาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตสังฆภัตเป็นต้น ภัตตุทเทสกสมมติ ว่าด้วยการแต่งตั้งพระภัตตุเทสก์ วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจา วิธีแจกภัตเสนาสนปัญญาปกาทิสมมติ ว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุให้เป็นเสนาสนปัญญาปกะเป็นต้น อัปปมัตตกวิสสัชชกสมมติ ว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุผู้แจกของเล็กน้อย เรื่องของเล็กน้อยที่ควรแจก สาฏิยัคคาหาปกาทิสมมติ ว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุผู้แจกผ้าเป็นต้น วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจารวมเรื่องที่มีในเสนาสนขันธกะฉสักยปัพพัชชากถา ว่าด้วยการบรรพชาของเจ้าศากยะ ๖ องค์ เรื่องพระเจ้าภัททิยศากยะ เรื่องเจ้าศากยะทรงผนวช เรื่องพระภัททิยะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ”เทวทัตตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องของพระเทวทัต เรื่องกกุธโกฬิยบุตร ปัญจสัตถุกถา ว่าด้วยพระศาสดา ๕ จำพวก เรื่องลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่วพระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์ ปกาสนียกัมมะ ว่าด้วยสงฆ์ทำปกาสนียกรรมแก่พระเทวทัต วิธีทำปกาสนียกรรมและกรรมวาจา วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาอชาตสัตตุกุมารวัตถุ ว่าด้วยเรื่องอชาตศัตรูกุมาร อภิมารเปสนะ ว่าด้วยพระเทวทัตส่งคนไปลอบปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาค โลหิตุปปาทกกัมมะ ว่าด้วยพระเทวทัตทำร้ายพระศาสดาจนห้อพระโลหิต เรื่องศาสดา ๕ จำพวกนาฬาคิริเปสนะ ว่าด้วยพระเทวทัตปล่อยช้างนาฬาคิรีปัญจวัตถุยาจนกา ว่าด้วยพระเทวทัตกราบทูลขอวัตถุ ๕ ประการ พระเทวทัตโฆษณาวัตถุ ๕ ประการสังฆเภทกถา ว่าด้วยการทำลายสงฆ์ พระเทวทัตชักชวนพระวัชชีบุตร ๕๐๐ รูปเข้าเป็นพรรคพวก เรื่องภิกษุรูปหนึ่งเข้าใจผิดพระอัครสาวกพาภิกษุ ๕๐๐ รูปกลับ คุณสมบัติของทูต พระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๘ อย่างครอบงำ นิคมคาถาอุปาลิปัญหา ว่าด้วยปัญหาของพระอุบาลี สังฆราชี สังฆเภท เรื่องที่ทำให้สงฆ์แตกกัน ๑๘ ประการ สังฆสามัคคี นิคมคาถาภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ต้องไปเกิดในอบาย ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ต้องไปเกิดในอบายรวมเรื่องที่มีในสังฆเภทขันธกะ๑. อาคันตุกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้จรมา๒. อาวาสิกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ในอาวาส๓. คมิกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้ออกเดินทาง๔. อนุโมทนาวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในการอนุโมทนา๕. ภัตตัคควัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในโรงฉัน๖. ปิณฑจาริกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต๗. อารัญญิกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฎิบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า๘. เสนาสนวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในเสนาสนะ๙. ชันตาฆรวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในเรือนไฟ๑๐. วัจจกุฏิวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในวัจกุฎี๑๑. อุปัชฌายวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในพระอุปัชฌาย์๑๒. สัทธิวิหาริกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในสัทธิวิหาริก๑๓. อาจริยวัตตกถา ว่าด้วยอาจริยวัตร๑๔. อันเตวาสิกวัตตกถา ว่าด้วยวัตรปฏิบัติในอันเตวาสิกรวมเรื่องที่มีในวัตตขันธกะ๑. ปาติโมกขุทเทสยาจนะ ว่าด้วยการขอให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง๒. มหาสมุทเทอัฏฐัจฉริยะ ว่าด้วยความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ ๓. อิมัสมิงธัมมวินเยอัฏฐัจฉริยะ ว่าด้วยความมหัศจรรย์ในพระธรรมวินัย ๘ ประการ๔. ปาติโมกขสวนารหะ ว่าด้วยผู้ควรฟังปาติโมกข์ เรื่องทรงให้ภิกษุสงฆ์ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเอง เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์งดยกปาติโมกข์๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรม๗. อัตตาทานอังคะ ว่าด้วยองค์แห่งอธิกรณ์ที่ตนพึงรับ ๘. โจทเกนปัจจเวกขิตัพพธัมมะ ว่าด้วยคุณสมบัติที่ผู้โจทก์พึงพิจารณา ๙. โจทเกนอุปัฏฐาเปตัพพธัมมะ ว่าด้วยคุณสมบัติที่ผู้โจทก์พึงตั้งไว้ในตน๑๐. โจทกจุทิตกปฏิสังยุตตกถา ว่าด้วยเรื่องของผู้โจทก์และผู้ถูกโจท เรื่องผู้ถูกโจทโดยไม่ชอบธรรมไม่ต้องเดือดร้อน เรื่องผู้เป็นโจทก์โดยชอบธรรมไม่ต้องเดือดร้อน ผู้ถูกโจทโดยชอบธรรมต้องเดือดร้อน คุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ ๕ อย่าง ผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ อย่างรวมเรื่องที่มีในปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ๑. มหาปชาปติโคตมีวัตถุ ว่าด้วยเรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี ๒. อัฏฐครุธัมมะ ว่าด้วยครุธรรม ๘ ข้อ๓. ภิกขุนีอุปสัมปทานุชานนะ ว่าด้วยการอนุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลขอพร พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลถามถึงสิกขาบท ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการทรงอนุญาตให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงทรงอนุญาตให้ภิกษุณีรับอาบัติของกันและกันทรงอนุญาตให้ทำกรรมเป็นต้นภิกษุแสดงอวัยวะอวดภิกษุณี ภิกษุณีแสดงอวัยวะอวดภิกษุเรื่องงดโอวาท วิธีรับโอวาทของภิกษุณีเรื่องภิกษุณีรัดสีข้าง เรื่องภิกษุณีนวดกาย เรื่องภิกษุณีทาหน้า เรื่องภิกษุณีใช้จีวรสีเขียวล้วนเรื่องพินัยกรรมของภิกษุณีสงฆ์ เรื่องภิกษุณีใช้ไหล่กระแทกภิกษุ เรื่องภิกษุณีใช้บาตรใส่ทารก เรื่องภิกษุณีแสดงก้นบาตร เรื่องภิกษุณีเพ่งดูอวัยวะเพศบุรุษ เรื่องภิกษุให้อามิสเรื่องภิกษุณียืมเสนาสนะ เรื่องผ้านุ่งของภิกษุณี๓. ตติยภาณวาร เรื่องอันตรายิกธรรมของภิกษุณี วิธีสอบถามอันตรายิกธรรม คำบอกบาตรและจีวร เรื่องภิกษุณีโง่เขลาสอนซ้อม เรื่องภิกษุณียังไม่ได้รับการแต่งตั้งสอนซ้อม วิธีแต่งตั้งตนและกรรมวาจา วิธีแต่งตั้งผู้อื่นและกรรมวาจา เรื่องห้ามผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขาเดินมาพร้อมกัน คำขออุปสมบทต่อภิกษุณีสงฆ์ คำแต่งตั้งตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา คำขออุปสมบทต่อภิกษุสงฆ์ ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทาเรื่องการวัดเงาเป็นต้นเรื่องปวารณา วิธีแต่งตั้งและญัตติกรรมวาจา คำปวารณาเรื่องการงดอุโบสถเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์โดยสารยานพาหนะ เรื่องคานหามเรื่องหญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสี กรรมวาจาให้อุปสมบทด้วยทูตเรื่องภิกษุณีทั้งหลายอยู่ป่า เรื่องแต่งตั้งภิกษุณีให้เป็นเพื่อนภิกษุณีลูกอ่อน วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาเรื่องภิกษุณีไม่บอกคืนสิกขา เรื่องภิกษุณีเข้ารีตเดียรถีย์เรื่องภิกษุณีนั่งขัดสมาธิยินดีการสัมผัสส้นเท้า เรื่องภิกษุณีถ่ายอุจจาระ เรื่องภิกษุณีใช้จุรณสรงน้ำรวมเรื่องที่มีในภิกขุนีขันธกะ๑. สังคีตินิทาน ว่าด้วยมูลเหตุการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ พระมหากัสสปะคัดเลือกภิกษุทำสังคายนา กำหนดเขตการอยู่จำพรรษา ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรม ท่านพระอานนท์บรรลุอรหัตตผลเรื่องท่านพระอุบาลีตอบคำถามเกี่ยวกับพระวินัยเรื่องท่านพระอานนท์ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม๒. ขุททานุขุททกสิกขาปทกถา ว่าด้วยสิกขาบทเล็กน้อยเรื่องไม่บัญญัติเพิ่มเติมและไม่ถอนพระบัญญัติเดิมเรื่องปรับอาบัติท่านพระอานนท์ ๕ กรณีเรื่องพระปุราณะ๓. พรหมทัณฑกถา ว่าด้วยการลงพรหมทัณฑ์ เรื่องพระเจ้าอุเทน เรื่องท่านพระอานนท์แจ้งพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะรวมเรื่องที่มีในปัญจสติกขันธกะเรื่องภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเรื่องพระยสกากัณฑกบุตร ลงปฏิสารณียกรรมโดยไม่ชอบธรรม เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ๔ ประการเรื่องผู้ใหญ่บ้านชื่อมณีจูฬกะเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรลงอุกเขปนียกรรมโดยไม่ชอบธรรมเรื่องพระสัมภูตสาณวาสี เรื่องภิกษุทั้งหลายชาวเมืองปาเฐยยะและทักขิณาบถเรื่องพระเรวตะคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับวัตถุ ๑๐ ประการเรื่องพระสาฬหะเรื่องพระอุตตระเรื่องสงฆ์มุ่งจะวินิจฉัยอธิกรณ์พระสัมภูตสาณวาสีถามวัตถุ ๑๐ ประการพระเรวตะประกาศระงับอธิกรณ์ด้วยอุพพาหิกวิธี ญัตติกรรมวาจาเรื่องพระอชิตะ ญัตติกรรมวาจา คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับวัตถุ ๑๐ ประการรวมเรื่องที่มีในสัตตสติกขันธกะ

ศาสนา

๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรม

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

๑๑ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม

ข้อ ๓๘๗

ภิกษุทั้งหลาย การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๑ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๒ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๒ อย่าง การงดปาติโมกข์ ไม่ชอบธรรม ๓ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๓ อย่าง การ งดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๔ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๔ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๕ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๖ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๖ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๗ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๗ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๘ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๘ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๙ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๙ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑๐ อย่าง การงด ปาติโมกข์ชอบธรรม ๑๐ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑ อย่าง คือ งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑ อย่าง คือ งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๒ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๒ อย่าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๘๗} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๒ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๒ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๓ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๓ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๔ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๔ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๔ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๘๘} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๓. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๔ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาจิตตีย์ไม่มีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาฏิเทสนียะไม่มีมูล ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุกกฏไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๕ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาราชิกมีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติสังฆาทิเสสมีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาจิตตีย์มีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาฏิเทสนียะมีมูล ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุกกฏมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๕ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๖ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๘๙} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๕. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๖ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๖ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๕. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๖ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๗ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติถุลลัจจัยไม่มีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาจิตตีย์ไม่มีมูล ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาฏิเทสนียะไม่มีมูล ๖. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุกกฏไม่มีมูล ๗. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุพภาสิตไม่มีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๗ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๗ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาราชิกมีมูล ๒. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติสังฆาทิเสสมีมูล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๐} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติถุลลัจจัยมีมูล ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาจิตตีย์มีมูล ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติปาฏิเทสนียะมีมูล ๖. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุกกฏมีมูล ๗. งดปาติโมกข์เพราะอาบัติทุพภาสิตมีมูล นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๗ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๘ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๕. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๗. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๘. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๘ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๘ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๕. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๑} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๗. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๘. งดปาติโมกข์เพราะอาชีววิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๘ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๙ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ ๗. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๘. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทำ ๙. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติไม่มีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๙ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๙ อย่าง คือ ๑. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๒. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๓. งดปาติโมกข์เพราะสีลวิบัติมีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ ๔. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ ๕. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๖. งดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติมีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ ๗. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุไม่ได้ทำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๒} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๕. ธัมมิกาธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๘. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุทำ ๙. งดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติมีมูลที่ภิกษุทั้งทำและไม่ได้ทำ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๙ อย่าง การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑๐ อย่าง คือ ๑. ภิกษุผู้เป็นปาราชิกไม่นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๒. ถ้อยคำปรารภผู้เป็นปาราชิกมิได้ค้างอยู่ ๓. ภิกษุผู้บอกคืนสิกขาไม่นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๔. ถ้อยคำปรารภผู้บอกคืนสิกขามิได้ค้างอยู่ ๕. ภิกษุร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม ๖. ไม่ค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ๗. ถ้อยคำปรารภการค้านสามัคคีที่ชอบธรรมไม่ค้างอยู่ ๘. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ ไม่มีอยู่ ๙. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ ไม่มีอยู่ ๑๐. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ ไม่มีอยู่ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑๐ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑๐ อย่าง คือ ๑. ภิกษุผู้เป็นปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๒. ถ้อยคำปรารภผู้เป็นปาราชิกได้ค้างอยู่ ๓. ภิกษุผู้บอกคืนสิกขานั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๔. ถ้อยคำปรารภผู้บอกคืนสิกขาได้ค้างอยู่ ๕. ภิกษุไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม ๖. ภิกษุค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ๗. ถ้อยคำปรารภการค้านสามัคคีที่ชอบธรรมค้างอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๓} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๘. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติมีอยู่ ๙. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติมีอยู่ ๑๐. ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติมีอยู่ นี้เป็นการงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑๐ อย่าง ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฏฐปนะ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรม

ข้อ ๓๘๘

ที่ชื่อว่า ภิกษุผู้เป็นปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น คือ ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุต้องธรรมคือปาราชิก ด้วยอาการ ด้วย ลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้ต้องธรรมคือปาราชิก ภิกษุไม่เห็นภิกษุผู้ต้อง ธรรมคือปาราชิกก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ต้องธรรมคือ ปาราชิก” ภิกษุไม่เห็นภิกษุผู้ต้องธรรมคือปาราชิก ทั้งภิกษุอื่นก็ไม่ได้บอกภิกษุ(นั้น) ว่า “ภิกษุชื่อนี้ต้องธรรมชื่อปาราชิก” แต่ภิกษุ(ผู้ต้องธรรมคือปาราชิก)นั้นเองบอก ภิกษุว่า “ผมต้องธรรมคือปาราชิก” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วยนึก สงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลนี้ต้องธรรมคือปาราชิก ข้าพเจ้างด ปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นยังอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๘๙

เมื่องดปาติโมกข์แก่ภิกษุแล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตรายอย่างใด อย่างหนึ่ง ในอันตราย ๑๐ อย่าง คือ ๑. พระราชาเสด็จมา ๒. โจรมาปล้น ๓. ไฟไหม้ ๔. น้ำหลากมา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๔} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ๕. คนมามาก ๖. ผีเข้าสิงภิกษุ ๗. สัตว์ร้ายเข้ามา ๘. งูร้ายเลื้อยเข้ามา ๙. ภิกษุจะถึงแก่ชีวิต ๑๐. มีอันตรายแก่พรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าในอาวาสนั้นหรือ อาวาสอื่น พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภปาราชิกของบุคคลชื่อนี้ยัง ค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วสงฆ์พึงวินิจฉัยเรื่องนั้น” ถ้าพึงได้อย่างนั้น นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภปาราชิกของบุคคลชื่อนี้ยัง ค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้น ยังอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๐

ที่ชื่อว่า ภิกษุผู้บอกคืนสิกขานั่งอยู่ในบริษัทนั้น คือ ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุบอกคืนสิกขา ด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้บอกคืนสิกขา ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุผู้บอกคืนสิกขา ก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุนี้บอกคืนสิกขา” ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุ ผู้บอกคืนสิกขา ทั้งภิกษุอื่นก็ไม่บอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้บอกคืนสิกขา” แต่ภิกษุ (ผู้บอกคืนสิกขา)นั้นเอง บอกภิกษุว่า “ผมบอกคืนสิกขา” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วย นึกสงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลนี้บอกคืนสิกขา ข้าพเจ้างดปาติโมกข์ แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นยังอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๕} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ

ข้อ ๓๙๑

เมื่องดปาติโมกข์แก่ภิกษุแล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตรายอย่างใด อย่างหนึ่งในอันตราย ๑๐ อย่าง คือ ๑. พระราชาเสด็จมา ฯลฯ ๑๐. มีอันตรายแก่พรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อผู้นั้นอยู่พร้อมหน้าในอาวาสนั้นหรืออาวาสอื่น พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภการบอกคืนสิกขาของบุคคล ชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงวินิจฉัยเรื่องนั้น” ถ้าพึงได้อย่างนั้น นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภการบอกคืนสิกขาของบุคคล ชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคล นั้นยังอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๒

ที่ชื่อว่า ภิกษุไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม คือ ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรมด้วย อาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้ไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม ภิกษุ(นั้น) ไม่เห็นภิกษุผู้ไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรมก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ (นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม” ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุผู้ไม่เข้าร่วม สามัคคีที่ชอบธรรม ทั้งภิกษุอื่นก็ไม่บอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ไม่เข้าร่วมสามัคคี ที่ชอธรรม” แต่ภิกษุ(ผู้ไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม)นั้นเองบอกภิกษุว่า “ผมไม่ เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วยนึก สงสัยนั้นว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๖} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลชื่อนี้ไม่เข้าร่วมสามัคคีที่ชอบธรรม ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๓

ที่ชื่อว่า ภิกษุค้านสามัคคีที่ชอบธรรม คือ ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุผู้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรมด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็น ภิกษุผู้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรมก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ค้าน สามัคคีที่ชอบธรรม” ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุผู้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ภิกษุอื่นก็ไม่ บอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรม” แต่ภิกษุ(ผู้ค้านสามัคคีที่ชอบ ธรรม)นั้นเองบอกภิกษุว่า “ผมค้านสามัคคีที่ชอบธรรม” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วย นึกสงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลชื่อนี้ค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ข้าพเจ้า งดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๔

เมื่องดปาติโมกข์แล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอันตราย ๑๐ อย่าง คือ ๑. พระราชาเสด็จมา ฯลฯ ๑๐. มีอันตรายแก่พรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าในอาวาสนั้นหรืออาวาส อื่น พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภการค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ของบุคคลชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วสงฆ์พึงวินิจฉัย เรื่องนั้น” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๗} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ถ้าพึงได้อย่างนั้น นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้อยคำปรารภการค้านสามัคคีที่ชอบธรรม ของบุคคลชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๕

ที่ชื่อว่า ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติมีอยู่ คือ ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัย เพราะสีลวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้ภิกษุนั้นมีผู้ เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัย ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยินและมีผู้ นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้มีผู้เห็น มีผู้ ได้ยินและมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ” ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยินและ มีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ ทั้งภิกษุอื่นก็ไม่บอกภิกษุ(นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้ มีผู้เห็น มี ผู้ได้ยินและมีผู้นึกสงสัย” แต่ภิกษุ(ที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยินและมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ) นั้นเองบอกภิกษุว่า “ผมมีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อ บุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วยนึกสงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลชื่อนี้มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึก สงสัยเพราะสีลวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๖

ที่ชื่อว่า ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจาร วิบัติมีอยู่ คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๘} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๖. ธัมมิกปาติโมกขัฎฐปนะ ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึก สงสัยเพราะอาจารวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายที่เป็นเหตุให้ ภิกษุนั้นมีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุ ที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ (นั้น)ว่า “ภิกษุชื่อนี้มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ” ภิกษุ (นั้น)ไม่เห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ ทั้งภิกษุอื่น ก็ไม่บอกภิกษุ(นั้น) ว่า “ภิกษุชื่อนี้ มีผู้เห้น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะ อาจารวิบัติ แต่ภิกษุ(ที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยินและมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ)นั้นเอง บอกภิกษุว่า “ผม มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะอาจารวิบัติ” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วยนึก สงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลชื่อนี้มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึก สงสัยเพราะอาจารวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อม หน้า ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม

ข้อ ๓๙๗

ที่ชื่อว่า ภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ มีอยู่ คือ ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัย เพราะทิฏฐิวิบัติด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมาย ที่เป็นเหตุให้ภิกษุนั้นมี ผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติก็จริง แต่ภิกษุอื่นบอกภิกษุ(นั้น) ว่า “ภิกษุชื่อนี้ มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ” ภิกษุ(นั้น)ไม่เห็นภิกษุที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ ทั้งภิกษุอื่นก็ไม่บอกภิกษุ(นั้น) ว่า “ภิกษุชื่อนี้ มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ” แต่ภิกษุ (ที่มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๒๙๙} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๗. อัตตาทานอังคะ และมีผู้นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ)นั้นเองบอกภิกษุว่า “ผมมีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้ นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ” ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ในวันอุโบสถ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อบุคคล นั้นอยู่พร้อมหน้า พึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็นนั้น ด้วยได้ยินนั้น ด้วยนึก สงสัยนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลชื่อนี้มีผู้เห็น มีผู้ได้ยิน และมีผู้ นึกสงสัยเพราะทิฏฐิวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่บุคคลนั้น เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อม หน้าไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง” ชื่อว่า การงดปาติโมกข์ชอบธรรม การงดปาติโมกข์ชอบธรรม มี ๑๐ อย่างนี้แล ปฐมภาณวาร จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้