มรรคจิตดวงที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ มรรคจิตดวงที่ ๒
๒๗๑ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพานเพื่อบรรลุภูมิที่ ๒ เพื่อบรรเทากามราคะและพยาบาทให้เบาบางลง สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ มรรคจิตดวงที่ ๒ จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มรรคจิตดวงที่ ๒
สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อบรรลุภูมิที่ ๒ เพื่อทำกามราคะและพยาบาทให้เบาบาง สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้นผัสสะ ฯลฯ อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายมรรคจิตดวงที่ ๒
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงมรรคที่สองเป็นต้น จึงเริ่มตรัสคำว่า กตเม ธมฺมา กุสลา ดังนี้อีก.
บรรดาคำเหล่านั้น คำเหล่านี้ว่า กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวาย (เพื่อบรรเทากามราคะและพยาบาท) ได้แก่ เพื่อบรรเทาสังกิเลสทั้งหลายในคำว่า เพื่อบรรเทาสังกิเลสเหล่านั้น พึงทราบการทำให้เบาบางด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ การเกิดขึ้นบางคราวและการกลุ้มรุมอย่างอ่อน.
จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้นเนืองๆ แก่พระสกทาคามี เหมือนมหาชนผู้ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ ย่อมเกิดขึ้นบางครั้งบางคราวแม้เมื่อเกิดขึ้นก็เป็นการเกิดขึ้นที่เบาบาง เหมือนหน่อพืชในนาที่เขาหว่านไว้ห่างๆ แม้เมื่อเกิดขึ้นก็แผ่ไปปกปิดเบาบาง ไม่เกิดขึ้นทำการมืดมนเหมือนมหาชนผู้ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะก็เพราะถูกมรรคทั้งสองประหาณแล้วจึงเกิดขึ้นเบาบาง ย่อมเกิดขึ้นเป็นสภาพเบาบางเหมือนแผ่นหมอกบางๆ และเหมือนปีกแมลงวัน ฉะนั้น.
ในข้อนี้ พระเถระบางพวกกล่าวว่า กิเลสเกิดขึ้นแก่พระสกทาคามีนานๆ ครั้งแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็เป็นกิเลสหนาเทียวเกิดขึ้น เพราะว่าพระสกทาคามีนั้นยังมีบุตรและธิดาปรากฏอยู่ ดังนี้. แต่ข้อนี้ไม่เป็นประมาณ เพราะว่าบุตรและธิดาย่อมมีด้วยเหตุสักว่าการลูบคลำอวัยวะน้อยใหญ่ก็มีแต่ความที่กิเลสยังหนาไม่มี เพราะความที่กิเลสทั้งหลายท่านละด้วยมรรคทั้งสองแล้ว. พึงทราบความเบาบางแห่งกิเลสทั้งหลายของท่านด้วยเหตุทั้ง ๒ คือ ด้วยการเกิดขึ้นบางคราวและเพราะกลุ้มรุมอย่างอ่อน ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า ทุติยาย (ที่๒) ได้แก่ ชื่อว่า ที่ ๒ ด้วยการนับบ้าง ด้วยการเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ บ้าง.
บทว่า ภูมิยา ปตฺติยา (เพื่อบรรลุภูมิ) ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การได้สามัญผล. แม้ในคำว่า เพื่อบรรลุภูมิที่ ๓ ที่ ๔ ก็นัยนี้แหละ ข้าพเจ้าจักกล่าวแต่เฉพาะเนื้อความที่ต่างกันเท่านั้น.
บทว่า อญฺญินฺทฺริยํ (อัญญินทรีย์) ได้แก่ อินทรีย์ที่รู้ทั่ว. มีอธิบายว่า อินทรีย์ที่รู้สัจจธรรมทั้ง ๔ เหล่านั้นนั่นแหละอันสกทาคามิมรรคนั้นรู้แล้ว ไม่เกินขอบเขตที่ปฐมมรรครู้.
แม้ในนิทเทสวารแห่งอัญญินทรีย์นั้นก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยแม้นี้.
ในโกฏฐาสวาระรวมกับอินทรีย์นี้ก็เป็นอินทรีย์ ๙.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแหละ. ทุติยมรรค จบ. -----------------------------------------------------