อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๓๙

ทุกนิเทศ (ต่อ)

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๙–๕๘๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 49 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 49 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 98 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์

ข้อ ๕๓๙

กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ ฯ

รูปเป็นอนุปาทา นั้น เป็นไฉน? โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ.

ข้อ ๕๔๐

กตมนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกํ ยํ โผฏฺฐพฺพํ อนิทสฺสนํ สปฺปฏิฆํ กาเยน อนิทสฺสเนน สปฺปฏิเฆน ผุสิ วา ผุสติ วา ผุสิสฺสติ วา ผุเส วา โผฏฺฐพฺโพเปโส โผฏฺฐพฺพายตนํเปตํ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ {๕๔๐.๑} กตมนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกํ ยมฺหิ โผฏฺฐพฺพมฺหิ อนิทสฺสนมฺหิ สปฺปฏิฆมฺหิ กาโย อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ ปฏิหญฺญิ วา ปฏิหญฺญติ วา ปฏิหญฺญิสฺสติ วา ปฏิหญฺเญ วา โผฏฺฐพฺโพเปโส โผฏฺฐพฺพายตนํเปตํ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ {๕๔๐.๒} กตมนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกํ โย โผฏฺฐพฺโพ อนิทสฺสโน สปฺปฏิโฆ กายมฺหิ อนิทสฺสนมฺหิ สปฺปฏิฆมฺหิ ปฏิหญฺญิ วา ปฏิหญฺญติ วา ปฏิหญฺญิสฺสติ วา ปฏิหญฺเญ วา โผฏฺฐพฺโพเปโส โผฏฺฐพฺพายตนํเปตํ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ {๕๔๐.๓} กตมนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกํ ยํ โผฏฺฐพฺพํ อารพฺภ กายํ นิสฺสาย กายสมฺผสฺโส อุปฺปชฺชิ วา อุปฺปชฺชติ วา อุปฺปชฺชิสฺสติ วา อุปฺปชฺเช วา ฯเปฯ ยํ โผฏฺฐพฺพํ อารพฺภ กายํ นิสฺสาย กายสมฺผสฺสชา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ เจตนา ฯเปฯ กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชิ วา อุปฺปชฺชติ วา อุปฺปชฺชิสฺสติ วา อุปฺปชฺเช วา ฯเปฯ ยํโผฏฺฐพฺพารมฺมโณ กายํ นิสฺสาย กายสมฺผสฺโส อุปฺปชฺชิ วา อุปฺปชฺชติ วา อุปฺปชฺชิสฺสติ วา อุปฺปชฺเช วา ฯเปฯ ยํโผฏฺฐพฺพารมฺมณา กายํ นิสฺสาย กายสมฺผสฺสชา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ เจตนา ฯเปฯ กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชิ วา อุปฺปชฺชติ วา อุปฺปชฺชิสฺสติ วา อุปฺปชฺเช วา โผฏฺฐพฺโพเปโส โผฏฺฐพฺพายตนํเปตํ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ

รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, สัตว์นี้ ถูกต้องแล้ว หรือถูกต้องอยู่ หรือจักถูกต้อง หรือพึงถูกต้องซึ่งโผฏฐัพพะใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ ด้วยกายอันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้, นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่าโผฏฐัพพายตนะ. รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, กายอันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ กระทบแล้ว หรือกระทบอยู่หรือจักกระทบ หรือพึงกระทบ ที่โผฏฐัพพะใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้, นี้เรียกว่าโผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ. รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, โผฏฐัพพะใด เป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ กระทบแล้ว หรือกระทบอยู่ หรือจักกระทบ หรือพึงกระทบ ที่กายอันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้, นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ. รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, เพราะปรารภโผฏฐัพพะใด กายสัมผัสอาศัยกาย เกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะปรารภโผฏฐัพพะใด เวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ กายวิญญาณ อาศัยกาย เกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ กายสัมผัส มีโผฏฐัพพะใดเป็นอารมณ์ อาศัยกาย เกิดขึ้นแล้วหรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ เวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ กายวิญญาณ มีโผฏฐัพพะใดเป็นอารมณ์ อาศัยกาย เกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น, นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้างโผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ.

ข้อ ๕๔๑

กตมนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ยํ อาโป อาโปคตํ สิเนโห สิเนหคตํ พนฺธนตฺตํ รูปสฺส อิทนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ฯ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา ฯ

รูปที่เรียกว่า อาโปธาตุ นั้น เป็นไฉน? ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติเครื่องเกาะกุมรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า อาโปธาตุ. รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอนุปาทา.

ข้อ ๕๔๒

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ ฯ {๕๔๒.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ ฯ

รูปเป็นอุปาทินนะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะอากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมแต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่ารูปเป็นอุปาทินนะ. รูปเป็นอนุปาทินนะ นั้น เป็นไฉน? สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปชรตารูปอนิจจตา หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพา-*ยตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมมิได้แต่งขึ้นรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอนุปาทินนะ.

ข้อ ๕๔๓

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ {๕๔๓.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ

รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุรูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมแต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ. รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ นั้น เป็นไฉน? สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปชรตารูปอนิจจตา หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ สัทธายตนะ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมมิได้แต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ.

ข้อ ๕๔๔

กตมนฺตํ รูปํ สนิทสฺสนํ รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สนิทสฺสนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนิทสฺสนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนิทสฺสนํ ฯ

รูปเป็นสนิทัสสนะ นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นสนิทัสสนะ. รูปเป็นอนิทัสสนะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอนิทัสสนะ.

ข้อ ๕๔๕

กตมนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ ฯ

รูปเป็นสัปปฏิฆะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะคันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็น สัปปฏิฆะ. รูปเป็นอัปปฏิฆะ นั้น เป็นไฉน? อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอัปปฏิฆะ.

ข้อ ๕๔๖

กตมนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ รูปายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นอินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ชีวิตินทรีย์ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอินทรีย์. รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอินทรีย์.

ข้อ ๕๔๗

กตมนฺตํ รูปํ มหาภูตํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ มหาภูตํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ ฯ

รูปเป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน? โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นมหาภูต. รูปไม่เป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นมหาภูต.

ข้อ ๕๔๘

กตมนฺตํ รูปํ วิญฺญตฺติ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ อิทนฺตํ รูปํ วิญฺญตฺติ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นวิญฺญตฺติ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นวิญฺญตฺติ ฯ

รูปเป็นวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รูปนี้เรียกว่า รูปเป็นวิญญัติ. รูปไม่เป็นวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นวิญญัติ.

ข้อ ๕๔๙

กตมนฺตํ รูปํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจิตฺตสมุฏฺฐานํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น จิตฺตชํ น จิตฺตเหตุกํ น จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจิตฺตสมุฏฺฐานํ ฯ

รูปเป็นจิตตสมุฏฐาน นั้น เป็นไฉน? กายวิญญัติ วจีวิญญัติ หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ที่เกิดแต่จิต มีจิตเป็นเหตุ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ได้แก่รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุอาโปธาตุ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจิตตสมุฏฐาน. รูปไม่เป็นจิตตสมุฏฐาน นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ รูปชรตา รูปอนิจจตาหรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ที่ไม่เกิดแต่จิต ไม่มีจิตเป็นเหตุ ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ได้แก่รูปายตนะสัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจิต-*สมุฏฐาน.

ข้อ ๕๕๐

กตมนฺตํ รูปํ จิตฺตสหภุ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ อิทนฺตํ รูปํ จิตฺตสหภุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจิตฺตสหภุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจิตฺตสหภุ ฯ

รูปเป็นจิตตสหภู นั้น เป็นไฉน? กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจิตตสหภู. รูปไม่เป็นจิตตสหภู นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจิตตสหภู.

ข้อ ๕๕๑

กตมนฺตํ รูปํ จิตฺตานุปริวตฺติ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ อิทนฺตํ รูปํ จิตฺตานุปริวตฺติ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจิตฺตานุปริวตฺติ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจิตฺตานุปริวตฺติ ฯ

รูปเป็นจิตตานุปริวัติ นั้น เป็นไฉน? กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจิตตานุปริวัติ. รูปไม่เป็นจิตตานุปริวัติ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจิตตานุปริวัติ.

ข้อ ๕๕๒

กตมนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ พาหิรํ รูปายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ พาหิรํ ฯ

รูปเป็นภายใน นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นภายใน. รูปเป็นภายนอก นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นภายนอก.

ข้อ ๕๕๓

กตมนฺตํ รูปํ โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ สุขุมํ ฯ

รูปหยาบ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปหยาบ. รูปละเอียด นั้น เป็นไฉน? อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปละเอียด.

ข้อ ๕๕๔

กตมนฺตํ รูปํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สนฺติเก ฯ

รูปไกล นั้น เป็นไฉน? อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไกล. รูปใกล้ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปใกล้.

ข้อ ๕๕๕

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส วตฺถุ จกฺขายตนํ อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส วตฺถุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส นวตฺถุ โสตายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส นวตฺถุ ฯ

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส นั้น เป็นไฉน. จักขายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส. รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส นั้น ไฉน? โสตายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส.

ข้อ ๕๕๖

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสชาย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย ฯเปฯ เจตนาย ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จกฺขายตนํ อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส นวตฺถุ โสตายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส นวตฺถุ ฯ

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนา อันเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ. รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? โสตายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ.

ข้อ ๕๕๗

กตมนฺตํ รูปํ โสตสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ ฆานสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ กายสมฺผสฺสสฺส วตฺถุ กายายตนํ อิทนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส วตฺถุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส นวตฺถุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส นวตฺถุ ฯ

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหา สัมผัส ฯลฯ ของกายสัมผัส นั้น เป็นไฉน? กายายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส. รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส.

ข้อ ๕๕๘

กตมนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสชาย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย ฯเปฯ เจตนาย ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ กายายตนํ อิทนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส นวตฺถุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส นวตฺถุ ฯ

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? กายายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณ. รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณ,

ข้อ ๕๕๙

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส อารมฺมณํ รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส อารมฺมณํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส นอารมฺมณํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสสฺส นอารมฺมณํ ฯ

รูปเป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส. รูปไม่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส.

ข้อ ๕๖๐

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุสมฺผสฺสชาย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย ฯเปฯ เจตนาย ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อารมฺมณํ รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อารมฺมณํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส นอารมฺมณํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส นอารมฺมณํ ฯ

รูปเป็นอารมณ์ของเวทนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ. รูปไม่เป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ

ข้อ ๕๖๑

กตมนฺตํ รูปํ โสตสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ ฆานสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาสมฺผสฺสสฺส ฯเปฯ กายสมฺผสฺสสฺส อารมฺมณํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส อารมฺมณํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส นอารมฺมณํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสสฺส นอารมฺมณํ ฯ

รูปเป็นอารมณ์ของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหาสัมผัส ฯลฯ ของกายสัมผัส นั้น เป็นไฉน? โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอารมณ์ของกายสัมผัส. รูปไม่เป็นอารมณ์ของกายสัมผัส นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอารมณ์ของกายสัมผัส.

ข้อ ๕๖๒

กตมนฺตํ รูปํ กายสมฺผสฺสชาย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย ฯเปฯ เจตนาย ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส อารมฺมณํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส อารมฺมณํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส นอารมฺมณํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ กายวิญฺญาณสฺส นอารมฺมณํ ฯ

รูปเป็นอารมณ์ของเวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ. รูปไม่เป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ.

ข้อ ๕๖๓

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจกฺขายตนํ โสตายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจกฺขายตนํ ฯ

รูปเป็นจักขายตนะ นั้น เป็นไฉน? จักขุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า จักขุบ้าง ฯลฯ บ้านว่างบ้าง ฯลฯ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจักขายตนะ. รูปไม่เป็นจักขายตนะ นั้น เป็นไฉน? โสตายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจักขายตนะ.

ข้อ ๕๖๔

กตมนฺตํ รูปํ โสตายตนํ ฯเปฯ ฆานายตนํ ฯเปฯ ชิวฺหายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ โย กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ กายายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นกายายตนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นกายายตนํ ฯ

รูปเป็นโสตายตนะ ฯลฯ เป็นฆานายตนะ ฯลฯ เป็นชิวหายตนะ ฯลฯ เป็นกายายตนะ นั้น เป็นไฉน? กายใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า กายบ้าง ฯลฯ บ้านว่างบ้างรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นกายายตนะ. รูปไม่เป็นกายายตนะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นกายายตนะ.

ข้อ ๕๖๕

กตมนฺตํ รูปํ รูปายตนํ ยํ รูปํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย วณฺณนิภา ฯเปฯ รูปธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ รูปายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นรูปายตนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นรูปายตนํ ฯ

รูปเป็นรูปายตนะ นั้น เป็นไฉน? รูปใด เป็นสี อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า รูปบ้าง รูปายตนะบ้าง รูปธาตุบ้างรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปายตนะ. รูปไม่เป็นรูปายตนะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปายตนะ.

ข้อ ๕๖๖

กตมนฺตํ รูปํ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นโผฏฺฐพฺพายตนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นโผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ

รูปเป็นสัททายตนะ ฯลฯ เป็นคันธายตนะ ฯลฯ เป็นรสายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ ฯลฯ นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้างรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นโผฏฐัพพายตนะ. รูปไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะ.

ข้อ ๕๖๗

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุธาตุ จกฺขายตนํ อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจกฺขุธาตุ โสตายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจกฺขุธาตุ ฯ

รูปเป็นจักขุธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจักขุธาตุ. รูปไม่เป็นจักขุธาตุ นั้น เป็นไฉน? โสตายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจักขุธาตุ.

ข้อ ๕๖๘

กตมนฺตํ รูปํ โสตธาตุ ฯเปฯ ฆานธาตุ ฯเปฯ ชิวฺหาธาตุ ฯเปฯ กายธาตุ กายายตนํ อิทนฺตํ รูปํ กายธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นกายธาตุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นกายธาตุ ฯ

รูปเป็นโสตธาตุ ฯลฯ เป็นฆานธาตุ ฯลฯ เป็นชิวหาธาตุ ฯลฯ เป็นกายธาตุ นั้น เป็นไฉน? กายายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นกายธาตุ. รูปไม่เป็นกายธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นกายธาตุ.

ข้อ ๕๖๙

กตมนฺตํ รูปํ รูปธาตุ รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ รูปธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นรูปธาตุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นรูปธาตุ ฯ

รูปเป็นรูปธาตุ นั้น เป็นไฉน? รูปายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปธาตุ. รูปไม่เป็นรูปธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปธาตุ.

ข้อ ๕๗๐

กตมนฺตํ รูปํ สทฺทธาตุ ฯเปฯ คนฺธธาตุ ฯเปฯ รสธาตุ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นโผฏฺฐพฺพธาตุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นโผฏฺฐพฺพธาตุ ฯ

รูปเป็นสัททธาตุ ฯลฯ เป็นคันธธาตุ ฯลฯ เป็นรสธาตุ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพธาตุ เป็นไฉน? โผฏฐัพพายตนะ รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นโผฏฐัพพธาตุ. รูปไม่เป็นโผฏฐัพพธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นโผฏฐัพพธาตุ.

ข้อ ๕๗๑

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นจกฺขุนฺทฺริยํ โสตายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นจกฺขุนฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นจักขุนทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า จักขุบ้าง ฯลฯ บ้านว่างบ้างรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นจักขุนทรีย์. รูปไม่เป็นจักขุนทรีย์ นั้น เป็นไฉน? โสตายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นจักขุนทรีย์.

ข้อ ๕๗๒

กตมนฺตํ รูปํ โสตินฺทฺริยํ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ โย กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ กายินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นกายินฺทฺริยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นกายินฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นโสตินทรีย์ ฯลฯ เป็นฆานินทรีย์ ฯลฯ เป็นชิวหินทรีย์ ฯลฯ เป็นกายินทรีย์ ฯลฯ นั้น เป็นไฉน? กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า กายบ้าง ฯลฯ บ้านว่างบ้างรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นกายินทรีย์. รูปไม่เป็นกายินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นกายินทรีย์.

ข้อ ๕๗๓

กตมนฺตํ รูปํ อิตฺถินฺทฺริยํ ยํ อิตฺถิยา อิตฺถีลิงฺคํ อิตฺถีนิมิตฺตํ อิตฺถีกุตฺตํ อิตฺถากปฺโป อิตฺถิตฺตํ อิตฺถีภาโว อิทนฺตํ รูปํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอิตฺถินฺทฺริยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอิตฺถินฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นอิตถินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? ทรวดทรงหญิง เครื่องหมายให้รู้ว่าหญิง กิริยาหญิง อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิงของหญิง ปรากฏได้ ด้วยเหตุใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอิตถินทรีย์. รูปไม่เป็นอิตถินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอิตถินทรีย์.

ข้อ ๕๗๔

กตมนฺตํ รูปํ ปุริสินฺทฺริยํ ยํ ปุริสสฺส ปุริสลิงฺคํ ปุริสนิมิตฺตํ ปุริสกุตฺตํ ปุริสากปฺโป ปุริสตฺตํ ปุริสภาโว อิทนฺตํ รูปํ ปุริสินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นปุริสินฺทฺริยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นปุริสินฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นปุริสินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? ทรวดทรงชาย เครื่องหมายให้รู้ว่าชาย กิริยาชาย อาการชาย สภาพชาย ภาวะชายของชาย ปรากฏได้ ด้วยเหตุใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นปุริสินทรีย์. รูปไม่เป็นปุริสินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นปุริสินทรีย์.

ข้อ ๕๗๕

กตมนฺตํ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ โย เตสํ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นชีวิตินฺทฺริยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นชีวิตินฺทฺริยํ ฯ

รูปเป็นชีวิตินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิตของรูปธรรมนั้นๆ อันใดรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นชีวิตินทรีย์. รูปไม่เป็นชีวิตินทรีย์ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นชีวิตินทรีย์

ข้อ ๕๗๖

กตมนฺตํ รูปํ กายวิญฺญตฺติ ยา กุสลจิตฺตสฺส วา อกุสลจิตฺตสฺส วา อพฺยากตจิตฺตสฺส วา อภิกฺกมนฺตสฺส วา ปฏิกฺกมนฺตสฺส วา อาโลเกนฺตสฺส วา วิโลเกนฺตสฺส วา สมฺมิญฺเชนฺตสฺส วา ปสาเรนฺตสฺส วา กายสฺส ถมฺภนา สนฺถมฺภนา สนฺถมฺภิตตฺตํ วิญฺญตฺติ วิญฺญาปนา วิญฺญาปิตตฺตํ อิทนฺตํ รูปํ กายวิญฺญตฺติ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นกายวิญฺญตฺติ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นกายวิญฺญตฺติ ฯ

รูปเป็นกายวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? การเคร่งตึง กิริยาที่เคร่งตึงด้วยดี ความที่เคร่งตึงด้วยดี การแสดงให้รู้ความหมายกิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ความแสดงให้รู้ความหมาย แห่งกายของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลหรือมีจิตเป็นอกุศล หรือมีจิตเป็นอัพยากฤต ก้าวไปอยู่ ถอยกลับอยู่ แลดูอยู่ เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ คู้เข้าอยู่ หรือเหยียดออกอยู่ อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นกายวิญญัติ. รูปไม่เป็นกายวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นกายวิญญัติ.

ข้อ ๕๗๗

กตมนฺตํ รูปํ วจีวิญฺญตฺติ ยา กุสลจิตฺตสฺส วา อกุสลจิตฺตสฺส วา อพฺยากตจิตฺตสฺส วา วาจา คิรา พฺยปฺปโถ อุทีรณํ โฆโส โฆสกมฺมํ วาจา วจีเภโท อยํ วุจฺจติ วาจา ยา ตาย วาจาย วิญฺญตฺติ วิญฺญาปนา วิญฺญาปิตตฺตํ อิทนฺตํ รูปํ วจีวิญฺญตฺติ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นวจีวิญฺญตฺติ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นวจีวิญฺญตฺติ ฯ

รูปเป็นวจีวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? การพูด การเปล่งวาจา การเจรจา การกล่าว การป่าวร้อง การโฆษณา วาจา วจีเภทแห่งบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล หรือมีจิตเป็นอกุศล หรือมีจิตเป็นอัพยากฤต อันใด นี้เรียกว่า วาจา,การแสดงให้รู้ความหมาย กิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ความแสดงให้รู้ความหมายด้วยวาจานั้นอันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นวจีวิญญัติ รูปไม่เป็นวจีวิญญัติ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นวจีวิญญัติ.

ข้อ ๕๗๘

กตมนฺตํ รูปํ อากาสธาตุ โย อากาโส อากาสคตํ อฆํ อฆคตํ วิวโร วิวรคตํ อสมฺผุฏฺฐํ จตูหิ มหาภูเตหิ อิทนฺตํ รูปํ อากาสธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอากาสธาตุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอากาสธาตุ ฯ

รูปเป็นอากาสธาตุ นั้น เป็นไฉน? อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่าช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้องแล้ว อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่ารูปเป็นอากาศธาตุ. รูปไม่เป็นอากาสธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอากาศธาตุ.

ข้อ ๕๗๙

กตมนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ยํ อาโป อาโปคตํ สิเนโห สิเนหคตํ พนฺธนตฺตํ รูปสฺส อิทนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอาโปธาตุ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอาโปธาตุ ฯ

รูปเป็นอาโปธาตุ นั้น เป็นไฉน? ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติเครื่องเกาะกุมรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอาโปธาตุ. รูปไม่เป็นอาโปธาตุ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นอาโปธาตุ.

ข้อ ๕๘๐

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส ลหุตา ยา รูปสฺส ลหุตา ลหุปริณามตา อทนฺธนตา อวิตฺถนตา อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส ลหุตา ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นลหุตา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นลหุตา ฯ

รูปเป็นรูปลหุตา นั้น เป็นไฉน? ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนัก แห่งรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปลหุตา. รูปไม่เป็นรูปลหุตา นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปลหุตา.

ข้อ ๕๘๑

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส มุทุตา ยา รูปสฺส มุทุตา มทฺทวตา อกกฺขฬตา อกถินตา อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส มุทุตา ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นมุทุตา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นมุทุตา ฯ

รูปเป็นรูปมุทุตา นั้น เป็นไฉน? ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้าง แห่งรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปมุทุตา. รูปไม่เป็นรูปมุทุตา นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปมุทุตา.

ข้อ ๕๘๒

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส กมฺมญฺญตา ยา รูปสฺส กมฺมญฺญตา กมฺมญฺญตฺตํ กมฺมญฺญภาโว อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส กมฺมญฺญตา ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นกมฺมญฺญตา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นกมฺมญฺญตา ฯ

รูปเป็นรูปกัมมัญญตา นั้น เป็นไฉน? กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน แห่งรูป อันใดรูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปกัมมัญญตา. รูปไม่เป็นรูปกัมมัญญตา นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปกัมมัญญตา.

ข้อ ๕๘๓

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส อุปจโย โย อายตนานํ อาจโย โส รูปสฺส อุปจโย อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส อุปจโย ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นอุปจโย จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นอุปจโย ฯ

รูปเป็นรูปอุปจยะ นั้น เป็นไฉน? ความสั่งสมแห่งอายตนะทั้งหลาย อันใด อันนั้น เป็นความเกิดแห่งรูปนั้น รูปทั้งนี้เรียกว่ารูปเป็นรูปอุปจยะ รูปไม่เป็นรูปอุปจยะ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปอุปจยะ.

ข้อ ๕๘๔

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส สนฺตติ โย รูปสฺส อุปจโย สา รูปสฺส สนฺตติ อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส สนฺตติ ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นสนฺตติ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นสนฺตติ ฯ

รูปเป็นรูปสันตติ นั้น เป็นไฉน? ความเกิดแห่งรูป อันใด อันนั้น เป็นความสืบต่อแห่งรูป รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปสันตติ. รูปไม่เป็นรูปสันตติ นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปสันตติ.

ข้อ ๕๘๕

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส ชรตา ยา รูปสฺส ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส ชรตา ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นชรตา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นชรตา ฯ

รูปเป็นรูปชรตา นั้น เป็นไฉน? ความชรา ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความ-*เสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์ แห่งรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปชรตา. รูปไม่เป็นรูปชรตา นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปชรตา.

ข้อ ๕๘๖

กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส อนิจฺจตา โย รูปสฺส ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส อนิจฺจตา ฯ กตมนฺตํ รูปํ รูปสฺส นอนิจฺจตา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ รูปสฺส นอนิจฺจตา ฯ

รูปเป็นรูปอนิจจตา นั้น เป็นไฉน? ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตก ความทำลาย ความไม่เที่ยง ความอันตรธานแห่งรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นรูปอนิจจตา. รูปไม่เป็นรูปอนิจจตา นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นรูปอนิจจตา.

ข้อ ๕๘๗

กตมนฺตํ รูปํ กพฬึกาโร อาหาโร โอทโน กุมฺมาโส สตฺตุ มจฺโฉ มํสํ ขีรํ ทธิ สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ ยมฺหิ ยมฺหิ ชนปเท เตสํ เตสํ สตฺตานํ มุขาสิยํ ทนฺตวิขาทนํ คลชฺโฌหรณียํ กุจฺฉิวิตฺถมฺภนํ ยาย โอชาย สตฺตา ยาเปนฺติ อิทนฺตํ รูปํ กพฬึกาโร อาหาโร ฯ กตมนฺตํ รูปํ น กพฬึกาโร อาหาโร จกฺขายตนํ ฯเปฯ รูปสฺส อนิจฺจตา อิทนฺตํ รูปํ น กพฬึกาโร อาหาโร ฯ เอวํ ทุวิเธน รูปสงฺคโห ฯ ทุกนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ

รูปเป็นกพฬิงการาหาร นั้น เป็นไฉน? ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมนน้ำผึ้ง น้ำอ้อย หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ อันเป็นของใส่ปาก ขบเคี้ยว กลืนกิน อิ่มท้อง ของสัตว์นั้นๆ ในชนบทใดๆ สัตว์ทั้งหลาย เลี้ยงชีวิตด้วยโอชาอันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นกพฬิงการาหาร. รูปไม่เป็นกพฬิงการาหาร นั้น เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ รูปอนิจจตา รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปไม่เป็นกพฬิงการาหาร. สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๒ อย่างนี้. ทุกนิเทส จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ อนุปาทารูป

ข้อ ๖๔๖

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูป นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๖๔๗

รูปที่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุขมีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา สัตว์นี้เคยถูกต้อง กำลังถูกต้อง จักถูกต้อง หรือพึงถูกต้องโผฏฐัพพะใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยกายปสาทที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้นี้ชื่อว่าโผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๖๔๘

รูปที่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุข มีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา กายที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เคยกระทบ กำลังกระทบจักกระทบ หรือพึงกระทบ ที่โผฏฐัพพะใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้ชื่อว่าโผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๖๔๙

รูปที่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุข มีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา โผฏฐัพพะใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เคยกระทบกำลังกระทบ จักกระทบ หรือพึงกระทบที่กายปสาทที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้ชื่อว่าโผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๖๕๐

รูปที่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุข มีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา เพราะปรารภโผฏฐัพพะใด กายสัมผัสอาศัยกายปสาทรูป@เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ. ๓๕/๑๖๖/๘๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๐๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ เคยเกิด กำลังเกิด จักเกิด หรือพึงเกิด ฯลฯ เพราะปรารภโผฏฐัพพะใด เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ กายวิญญาณ อาศัยกายปสาทเคยเกิด กำลังเกิด จักเกิด หรือพึงเกิด ฯลฯ กายสัมผัสมีโผฏฐัพพะใดเป็นอารมณ์อาศัยกายปสาท เคยเกิด กำลังเกิด จักเกิด หรือพึงเกิด ฯลฯ เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ กายวิญญาณมีโผฏฐัพพะใดเป็นอารมณ์อาศัยกายปสาท เคยเกิด กำลังเกิด จักเกิด หรือพึงเกิด นี้ชื่อว่าโผฏฐัพพะบ้างโผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ

ข้อ ๖๕๑

รูปที่เป็นอาโปธาตุ นั้นเป็นไฉน ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติเป็นเครื่องเกาะกุมรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นอาโปธาตุ รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอุปาทายรูป อุปาทินนรูป

ข้อ ๖๕๒

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ อิตถินทรีย์ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหาร อันกรรมแต่งขึ้น รูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ อนุปาทินนรูป

ข้อ ๖๕๓

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหาร อันกรรมไม่ได้แต่งขึ้น รูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๐๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ อุปาทินนุปาทานิยรูป

ข้อ ๖๕๔

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะอากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหาร อันกรรมแต่งขึ้นรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานอนุปาทินนุปาทานิยรูป

ข้อ ๖๕๕

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) อันกรรมไม่ได้แต่งขึ้น รูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานสนิทัสสนรูป

ข้อ ๖๕๖

รูปที่เห็นได้ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเห็นได้อนิทัสสนรูป

ข้อ ๖๕๗

รูปที่เห็นไม่ได้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้สัปปฏิฆรูป

ข้อ ๖๕๘

รูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๐๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะสัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่ากระทบได้อัปปฏิฆรูป

ข้อ ๖๕๙

รูปที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้อินทริยรูป

ข้อ ๖๖๐

รูปที่เป็นอินทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอินทรีย์อนินทริยรูป

ข้อ ๖๖๑

รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอินทรีย์มหาภูตรูป

ข้อ ๖๖๒

รูปที่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุ รูปนี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูปนมหาภูตรูป

ข้อ ๖๖๓

รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูปวิญญัตติรูป

ข้อ ๖๖๔

รูปที่เป็นวิญญัตติรูป นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ รูปนี้ชื่อว่าเป็นวิญญัตติรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๐๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ นวิญญัตติรูป

ข้อ ๖๖๕

รูปที่ไม่เป็นวิญญัตติรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นวิญญัตติรูปจิตตสมุฏฐานรูป

ข้อ ๖๖๖

รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ที่เกิดแต่จิต มีจิตเป็นเหตุมีจิตเป็นสมุฏฐาน ได้แก่ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปอุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่ามีจิตเป็นสมุฏฐานนจิตตสมุฏฐานรูป

ข้อ ๖๖๗

รูปที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ ชรตารูปและอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ที่ไม่เกิดจากจิต ไม่มีจิตเป็นเหตุ ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ได้แก่ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะอากาสธาตุ อาโปธาตุ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน จิตตสหภูรูป

ข้อ ๖๖๘

รูปที่เกิดพร้อมกับจิต นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ รูปนี้ชื่อว่าเกิดพร้อมกับจิตนจิตตสหภูรูป

ข้อ ๖๖๙

รูปที่ไม่เกิดพร้อมกับจิต นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เกิดพร้อมกับจิต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส ปกิณณกทุกะ จิตตานุปริวัตติรูป

ข้อ ๖๗๐

รูปที่เป็นไปตามจิต นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ รูปนี้ชื่อว่าเป็นไปตามจิตนจิตตานุปริวัตติรูป

ข้อ ๖๗๑

รูปที่ไม่เป็นไปตามจิต นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นไปตามจิตอัชฌัตติกรูป

ข้อ ๖๗๒

รูปที่เป็นภายใน นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นภายในพาหิรรูป

ข้อ ๖๗๓

รูปที่เป็นภายนอก นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหารรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นภายนอกโอฬาริกรูป

ข้อ ๖๗๔

รูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่ารูปหยาบสุขุมรูป

ข้อ ๖๗๕

รูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่ารูปละเอียดทูเรรูป

ข้อ ๖๗๖

รูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่ารูปไกล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส วัตถุทุกะ สัตติเกรูป

ข้อ ๖๗๗

รูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่ารูปใกล้ปกิณณกทุกะ จบ วัตถุทุกะ

ข้อ ๖๗๘

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส

ข้อ ๖๗๙

รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส นั้นเป็นไฉน โสตายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุสัมผัส

ข้อ ๖๘๐

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ

ข้อ ๖๘๑

รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ นั้นเป็นไฉน โสตายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ

ข้อ ๖๘๒

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหาสัมผัส ฯลฯ ของกายสัมผัส นั้นเป็นไฉน กายายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส

ข้อ ๖๘๓

รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายสัมผัส

ข้อ ๖๘๔

รูปเป็นที่อาศัยเกิดของเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญา ฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณ นั้นเป็นไฉน กายายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณ

ข้อ ๖๘๕

รูปไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกายวิญญาณ นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส อารัมมณกทุกะ จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่อาศัยเกิดของกาย-วิญญาณ วัตถุทุกะ จบ อารัมมณทุกะ

ข้อ ๖๘๖

รูปที่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส

ข้อ ๖๘๗

รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์ของจักขุสัมผัส

ข้อ ๖๘๘

รูปที่เป็นอารมณ์ของเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ ของสัญญาฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของจักขุวิญญาณ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ

ข้อ ๖๘๙

รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ

ข้อ ๖๙๐

รูปที่เป็นอารมณ์ของโสตสัมผัส ฯลฯ ของฆานสัมผัส ฯลฯ ของชิวหาสัมผัส ฯลฯ ของกายสัมผัส นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอารมณ์ของกายสัมผัส

ข้อ ๖๙๑

รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของกายสัมผัส นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์ของกายสัมผัส

ข้อ ๖๙๒

รูปที่เป็นอารมณ์ของเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ฯลฯ ของสัญญาฯลฯ ของเจตนา ฯลฯ ของกายวิญญาณ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ

ข้อ ๖๙๓

รูปที่ไม่เป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์ของกายวิญญาณอารัมมณทุกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส อายตนทุกะ อายตนทุกะ

ข้อ ๖๙๔

รูปที่เป็นจักขายตนะ นั้นเป็นไฉน จักษุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขายตนะ

ข้อ ๖๙๕

รูปที่ไม่เป็นจักขายตนะ นั้นเป็นไฉน โสตายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นจักขายตนะ

ข้อ ๖๙๖

รูปที่เป็นโสตายตนะ ฯลฯ เป็นฆานายตนะ ฯลฯ เป็นชิวหายตนะฯลฯ เป็นกายายตนะ นั้นเป็นไฉน กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นกายายตนะ

ข้อ ๖๙๗

รูปที่ไม่เป็นกายายตนะ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกายายตนะ

ข้อ ๖๙๘

รูปที่เป็นรูปายตนะ นั้นเป็นไฉน รูปใด เป็นสีต่างๆ อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่ารูปธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปายตนะ

ข้อ ๖๙๙

รูปที่ไม่เป็นรูปายตนะ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นรูปายตนะ

ข้อ ๗๐๐

รูปที่เป็นสัททายตนะ ฯลฯ เป็นคันธายตนะ ฯลฯ เป็นรสายตนะฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ ฯลฯ นี้ชื่อว่าโผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๗๐๑

รูปที่ไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะ อายตนทุกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส อินทริยทุกะ ธาตุทุกะ

ข้อ ๗๐๒

รูปที่เป็นจักขุธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขุธาตุ

ข้อ ๗๐๓

รูปที่ไม่เป็นจักขุธาตุ นั้นเป็นไฉน โสตายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นจักขุธาตุ

ข้อ ๗๐๔

รูปที่เป็นโสตธาตุ ฯลฯ เป็นฆานธาตุ ฯลฯ เป็นชิวหาธาตุ ฯลฯ เป็นกายธาตุ นั้นเป็นไฉน กายายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นกายธาตุ

ข้อ ๗๐๕

รูปที่ไม่เป็นกายธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกายธาตุ

ข้อ ๗๐๖

รูปที่เป็นรูปธาตุ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปธาตุ

ข้อ ๗๐๗

รูปที่ไม่เป็นรูปธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นรูปธาตุ

ข้อ ๗๐๘

รูปที่เป็นสัททธาตุ ฯลฯ เป็นคันธธาตุ ฯลฯ เป็นรสธาตุ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพธาตุ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพธาตุ

ข้อ ๗๐๙

รูปที่ไม่เป็นโผฏฐัพพธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นโผฏฐัพพธาตุธาตุทุกะ จบ อินทริยทุกะ

ข้อ ๗๑๐

รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักษุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขุนทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส อินทริยะทุกะ

ข้อ ๗๑๑

รูปที่ไม่เป็นจักขุนทรีย์ นั้นเป็นไฉน โสตายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นจักขุนทรีย์

ข้อ ๗๑๒

รูปที่เป็นโสตินทรีย์ ฯลฯ เป็นฆานินทรีย์ ฯลฯ เป็นชิวหินทรีย์ฯลฯ เป็นกายินทรีย์ ฯลฯ นั้นเป็นไฉน กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นกายินทรีย์

ข้อ ๗๑๓

รูปที่ไม่เป็นกายินทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกายินทรีย์

ข้อ ๗๑๔

รูปที่เป็นอิตถินทรีย์ นั้นเป็นไฉน ทรวดทรงหญิง เครื่องหมายประจำเพศหญิง กิริยาหญิง อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิง ของสตรี รูปนี้ชื่อว่าเป็นอิตถินทรีย์

ข้อ ๗๑๕

รูปที่ไม่เป็นอิตถินทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอิตถินทรีย์

ข้อ ๗๑๖

รูปที่เป็นปุริสินทรีย์ นั้นเป็นไฉน ทรวดทรงชาย เครื่องหมายประจำเพศชาย กิริยาชาย อาการชาย สภาพชาย ภาวะชาย ของบุรุษ รูปนี้ชื่อว่าเป็นปุริสินทรีย์

ข้อ ๗๑๗

รูปที่ไม่เป็นปุริสินทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นปุริสินทรีย์

ข้อ ๗๑๘

รูปที่เป็นชีวิตินทรีย์ นั้นเป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกันความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์แห่งสภาวธรรมที่เป็นรูปเหล่านั้นรูปนี้ชื่อว่าเป็นชีวิตินทรีย์

ข้อ ๗๑๙

รูปที่ไม่เป็นชีวิตินทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นชีวิตินทรีย์ อินทริยทุกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส สุขุมรูปทุกะ สุขุมรูปทุกะ

ข้อ ๗๒๐

รูปที่เป็นกายวิญญัติ นั้นเป็นไฉน ความเข้มแข็ง กิริยาที่เข้มแข็งด้วยดี ภาวะที่เข้มแข็งด้วยดี การแสดงให้รู้ความหมาย กิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ภาวะที่แสดงให้รู้ความหมายแห่งกายของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล มีจิตเป็นอกุศล มีจิตเป็นอัพยากฤต ก้าวไปอยู่ ถอยกลับอยู่แลดูอยู่ เหลียวดูอยู่ คู้เข้าอยู่ หรือเหยียดออกอยู่ รูปนี้ชื่อว่าเป็นกายวิญญัติ

ข้อ ๗๒๑

รูปที่ไม่เป็นกายวิญญัติ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกายวิญญัติ

ข้อ ๗๒๒

รูปที่เป็นวจีวิญญัติ นั้นเป็นไฉน การพูด การเปล่งวาจา การเจรจา การกล่าว การป่าวร้อง การโฆษณาวาจา วจีเภท แห่งบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล มีจิตเป็นอกุศล หรือมีจิตเป็นอัพยากฤตนี้เรียกว่า วาจา การแสดงให้รู้ความหมาย กิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ภาวะที่แสดงให้รู้ความหมายด้วยวาจานั้น รูปนี้ชื่อว่าเป็นวจีวิญญัติ

ข้อ ๗๒๓

รูปที่ไม่เป็นวจีวิญญัติ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นวจีวิญญัติ

ข้อ ๗๒๔

รูปที่เป็นอากาสธาตุ นั้นเป็นไฉน อากาศ ธรรมชาติที่นับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติที่นับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติที่นับว่าช่องว่างซึ่งมหาภูตรูป ๔ ถูกต้องไม่ได้ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอากาสธาตุ

ข้อ ๗๒๕

รูปที่ไม่เป็นอากาสธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอากาสธาตุ

ข้อ ๗๒๖

รูปที่เป็นอาโปธาตุ นั้นเป็นไฉน ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติเป็นเครื่องเกาะกุมรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นอาโปธาตุ @เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ. ๓๕/๑๗๗/๙๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส สุขุมรูปทุกะ

ข้อ ๗๒๗

รูปที่ไม่เป็นอาโปธาตุ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอาโปธาตุ

ข้อ ๗๒๘

รูปที่เป็นลหุตารูป นั้นเป็นไฉน ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนักแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นลหุตารูป

ข้อ ๗๒๙

รูปที่ไม่เป็นลหุตารูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นลหุตารูป

ข้อ ๗๓๐

รูปที่เป็นมุทุตารูป นั้นเป็นไฉน ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้างแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นมุทุตารูป

ข้อ ๗๓๑

รูปที่ไม่เป็นมุทุตารูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นมุทุตารูป

ข้อ ๗๓๒

รูปที่เป็นกัมมัญญตารูป นั้นเป็นไฉน ความควรแก่การงาน กิริยาที่ควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงานแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นกัมมัญญตารูป

ข้อ ๗๓๓

รูปที่ไม่เป็นกัมมัญญตารูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกัมมัญญตารูป

ข้อ ๗๓๔

รูปที่เป็นอุปจยรูป นั้นเป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งอายตนะ นั้นเป็นความเกิดขึ้นแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นอุปจยรูป

ข้อ ๗๓๕

รูปที่ไม่เป็นอุปจยรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอุปจยรูป

ข้อ ๗๓๖

รูปที่เป็นสันตติรูป นั้นเป็นไฉน ความเจริญแห่งรูป นั้นเป็นความสืบต่อแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นสันตติรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทุกนิทเทส สุขุมรูปทุกะ

ข้อ ๗๓๗

รูปที่ไม่เป็นสันตติรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นสันตติรูป

ข้อ ๗๓๘

รูปที่เป็นชรตารูป นั้นเป็นไฉน ความชรา ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยวความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์แห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นชรตารูป

ข้อ ๗๓๙

รูปที่ไม่เป็นชรตารูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นชรตารูป

ข้อ ๗๔๐

รูปที่เป็นอนิจจตารูป นั้นเป็นไฉน ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตก ความทำลาย ความไม่เที่ยง ความอันตรธานแห่งรูป รูปนี้ชื่อว่าเป็นอนิจจตารูป

ข้อ ๗๔๑

รูปที่ไม่เป็นอนิจจตารูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอนิจจตารูป

ข้อ ๗๔๒

รูปที่เป็นกวฬิงการาหาร นั้นเป็นไฉน ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ นมสด เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อย หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ที่พึงกินทางปากขบเคี้ยว กลืนกิน อิ่มท้อง ซึ่งมีโอชาเป็นเหตุให้สัตว์ในสถานที่นั้นๆ ดำรงชีพอยู่ได้ รูปนี้ชื่อว่าเป็นกวฬิงการาหาร

ข้อ ๗๔๓

รูปที่ไม่เป็นกวฬิงการาหาร นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ อนิจจตารูป รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นกวฬิงการาหาร สุขุมรูปทุกะ จบ รวมรูปหมวดละ ๒ อย่างนี้ ทุกนิทเทส จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถารูปกัณฑ์ อรรถกถาโนอุปาทานิสเทส

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่ง โน อุปาทา ต่อไป.

รูปที่ชื่อว่า โน อุปาทา เพราะอรรถว่า โนอุปาทารูปนี้ย่อมไม่อาศัย เหมือนอุปาทารูปย่อมอาศัยมหาภูตรูปเท่านั้นไม่อาศัยรูปอื่น. ที่ชื่อว่าโผฏฐัพพะ เพราะอรรถว่าอันกายพึงถูกต้อง. อธิบายว่า ถูกต้องแล้วจึงรู้. รูปนั้นเป็นโผฏฐัพพะด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ ก็รูปนั้นเป็นอาโปด้วย เป็นธาตุด้วย ด้วยอรรถว่ามิใช่สัตว์และเป็นสภาวะที่ว่างเปล่า เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาโปธาตุ.

อรรถกถาโผฏฐัพพายตนนิทเทส

บัดนี้ เพื่อทรงแสดงจำแนกรูปทั้ง ๓ ที่กายถูกต้องแล้วพึงรู้ได้เหล่านั้น จึงตรัสว่า รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะนั้น เป็นไฉน? ปฐวีธาตุ เป็นต้น.

บรรดาธาตุเหล่านั้น ปฐวีธาตุ กกฺขฬตฺตลกฺขณา มีความแข่นแข็งเป็นลักษณะปติฏฺฐานรสา มีการตั้งมั่นเป็นรส สมฺปฏิจฺฉนฺนปจฺจุปฏฺฐานา มีการรองรับเป็นปัจจุปัฏฐาน. เตโชธาตุ อุณฺหตฺตลกฺขณา มีความร้อนเป็นลักษณะ ปริปาจนรสา มีการทำให้สุก (การย่อย) เป็นรส มทฺทวานุปฺปาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีการทำให้อ่อนเป็นปัจจุปัฏฐาน. วาโยธาตุ วิตฺถมฺภนลกฺขณา มีการเคร่งตึงเป็นลักษณะ สมุทีรณรสา มีการไหวเป็นรส อภินีหารปจฺจุปฏฺฐานา มีการน้อมไปเป็นปัจจุปัฏฐาน. ส่วนอาโปธาตุ ข้างต้น ปคฺฆรณลกฺขณา มีการไหลไปเป็นลักษณะ อุปพฺรูหณรสา มีความพอกพูนเป็นรส สงฺคหปจฺจุปฏฺฐานา มีการควบคุมไว้เป็นปัจจุปัฏฐานก็ในธาตุทั้ง ๔ เหล่านั้น แต่ละธาตุพึงทราบว่ามีธาตุทั้ง ๓ ที่เหลือเป็นปทัฏฐาน (เสสตฺยปทฏฺฐานา).

____________________________

อาโปธาตุ บางแห่งแสดงถึงการเกาะกุมสหชาตรูปเป็นลักษณะด้วย.

บทว่า กกฺขฬํ แปลว่า แข็ง. บทว่า มุทุกํ (อ่อน) คือ ไม่แข็ง. บทว่า สณฺหํ (ละเอียด) คือเกลี้ยง. บทว่า ผรุสํ (หยาบ) คือ ขรุขระ. บทว่า สุขสมฺผสฺสํ (มีสัมผัสสบาย) ได้แก่ มีสุขเวทนาเป็นปัจจัย คือมีโผฏฐัพพะที่น่าปรารถนา. บทว่า ทุกฺขสมฺผสฺสํ (มีสัมผัสไม่สบาย) ได้แก่ มีทุกขเวทนาเป็นปัจจัย คือโผฏฐัพพะที่ไม่น่าปรารถนา. บทว่า ครุกํ (หนัก) คือเต็มไปด้วยภาระ. บทว่า ลหุกํ (เบา) คือเบาพร้อมไม่มีภาระหนัก.

ก็ในบรรดาธาตุเหล่านี้ ปฐวีธาตุเท่านั้นทรงจำแนกด้วยบทว่า แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ หนัก เบา. แม้ในพระสูตรว่า เมื่อใด กายนี้ยังประกอบด้วยอายุ ยังประกอบด้วยไออุ่น ยังประกอบด้วยวิญญาณเมื่อนั้น กายนี้ก็เบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า ตรัสหมายถึงปฐวีธาตุที่เบาและอ่อนเท่านั้น.

แต่ด้วยสองบทว่า มีสัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย ตรัสจำแนกมหาภูตรูป ๓ เพราะปฐวีธาตุมีสัมผัสสบายบ้าง มีสัมผัสเป็นทุกข์บ้างเตโชธาตุและวาโยธาตุก็ตรัสเหมือนปฐวีธาตุ. บรรดาธาตุ ๓ เหล่านั้น ปฐวีธาตุ มีสัมผัสสบาย คือว่า เมื่อเด็กหนุ่มผู้มีฝามืออ่อนบีบนวดเท้าอยู่บุคคลนั้นย่อมสบายใจ ย่อมทำอาการที่จะให้พูดว่า นวดเข้าเถิดพ่อ ดังนี้. เตโชธาตุมีสัมผัสสบาย เมื่อฤดูหนาว เมื่อนำเอากระเบื้องถ่านเพลิงมาให้อบอุ่นร่างกาย เขาก็สบายใจ ย่อมทำอาการที่จะให้พูดว่า อบเข้าเถิดพ่อ ดังนี้. วาโยธาตุมีสัมผัสสบาย เมื่อฤดูร้อน ภิกษุหนุ่มถึงพร้อมด้วยวัตรพัดวีอยู่ ย่อมให้สบายใจ ย่อมทำอาการที่จะให้พูดว่า พัดเข้าเถิดพ่อ ดังนี้.

แต่เมื่อเด็กหนุ่มมีมือแข็ง นวดเท้าทั้งสองอยู่ ย่อมเป็นเหมือนเวลาที่กระดูกทั้งหลายจะแตกไป แม้เขาก็จะต้องถูกกล่าวสิ่งที่ควรจะพูดว่าเจ้าจงออกไปดังนี้ เมื่อฤดูร้อนมีคนนำเอากระเบื้องถ่านเพลิงมาให้ ก็จะถูกกล่าวว่า เจ้าจงนำมันออกไปเสีย ดังนี้ เมื่อฤดูหนาวมีคนนำเอาพัดมาพัดโบกอยู่ก็จะถูกกล่าวว่า จงออกไปอย่ามาพัด ดังนี้. พึงทราบความที่ธาตุทั้ง ๓ เหล่านั้น มีสัมผัสสบาย และไม่สบาย ด้วยประการฉะนี้.

ก็วาระ ๑๓ ประดับด้วยนัยอย่างละ ๔ นัยตามที่ตรัสไว้ โดยนัยว่า โผฏฐัพพะใด เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ดังนี้เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าว ในรูปายตนะเป็นต้น ในหนหลังนั่นแหละ

ถามว่า ก็มหาภูตรูป ๓ เหล่านั้น มาสู่คลองพร้อมกันหรือไม่

ตอบว่า มาพร้อมกัน

ถามว่า มหาภูตรูป ๓ มาแล้วอย่างนี้ กระทบกายประสาทหรือไม่

ตอบว่า ย่อมกระทบ

ถามว่า กายวิญญาณกระทำมหาภูตรูป ๓ เหล่านี้ให้เป็นอารมณ์พร้อมกันเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น

ตอบว่า กายวิญญาณ ไม่เกิดขึ้น

ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะการที่กายวิญญาณกระทำมหาภูตรูป ๓ ให้เป็นอารมณ์พร้อม ย่อมมีด้วยอำนาจการคำนึงถึง หรือด้วยสามารถธาตุที่มีมาก.

ในบรรดาทั้ง ๒ ข้อนั้น ว่าด้วยการคำนึงถึงก่อน. จริงอยู่ เมื่อคนเอาข้าวสุกบรรจุบาตรจนเต็มนำมาแล้วก็หยิบเมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งมาทดลองดูว่า แข็งหรืออ่อน ในข้าวเมล็ดหนึ่งนั้น ย่อมมีทั้งเตโชธาตุ มีทั้งวาโยธาตุ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นเขาก็ย่อมคำนึงถึงปฐวีธาตุเท่านั้น.

เมื่อหย่อนมือลงในน้ำร้อนทดลองดูในน้ำร้อนนั้น ย่อมมีทั้งปฐวีธาตุ ย่อมมีทั้งวาโยธาตุ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เขาก็ย่อมคำนึงถึงเตโชธาตุเท่านั้น. ในฤดูร้อน เขาเปิดหน้าต่างให้ลมโชยสรีระยืนอยู่ เมื่อลมอ่อนๆ โชยมาอยู่ ในลมอ่อนๆ ที่โชยมานั้น ย่อมมีทั้งปฐวีธาตุ ย่อมมีทั้งเตโชธาตุ แม้ก็จริงถึงอย่างนั้น เขาก็คำนึงถึงวาโยธาตุเท่านั้น กายวิญญาณธาตุชื่อว่าย่อมกระทำมหาภูตรูป ๓ ให้เป็นอารมณ์ด้วยสามารถแห่งการคำนึงถึง ด้วยประการฉะนี้.

ส่วนบุคคลใดพลาดล้มลงก็ดี เอาศีรษะชนกับต้นไม้ก็ดี กำลังบริโภคอาหารกัดก้อนกรวดก็ดี ในการพลาดล้มลงเป็นต้นนั้น ย่อมมีทั้งเตโชธาตุ ย่อมมีทั้งวาโยธาตุแต่บุคคลนั้นย่อมกระทำเฉพาะปฐวีธาตุเท่านั้นให้เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจธาตุที่มีมาก เมื่อเหยียบไฟก็ดี ในไฟนั้น ก็ย่อมมีทั้งปฐวีธาตุ ย่อมมีทั้งวาโยธาตุ แม้ก็จริงถึงอย่างนั้น เขาก็ทำเฉพาะเตโชธาตุเท่านั้นให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถแห่งธาตุที่มีมาก เมื่อลมแรงพัดแก้วหูราวกะทำให้หูหนวก ในลมแรงนั้น ย่อมมีทั้งปฐวีธาตุ ย่อมมีทั้งเตโชธาตุ แม้ก็จริงถึงอย่างนั้น เขาก็กระทำเฉพาะธาตุลมเท่านั้นให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถแห่งธาตุที่มีมาก.

บุคคลกระทำอยู่ซึ่งธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นอารมณ์ แม้กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อบุคคลถูกเข็มทั้งกลุ่มแทงแล้ว กายถูกเข็มทั้งนั้นกระทบพร้อมกัน แต่ในที่ใดๆ กายประสาทมีมาก ในที่นั้นๆ กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแม้ในที่ใดๆ มีการกระทบเสียดสีแรง ในที่นั้นๆ กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นก่อน. เมื่อเอาขนไก่มาชะแผล เส้นขนไก่แต่ละเส้นย่อมกระทบกายประสาท ก็ในที่ใดๆ กายประสาทมีมาก ในที่นั้นๆ นั่นแหละ กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นบุคคลย่อมทำธาตุทั้ง ๓ ให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถแห่งธาตุที่มีมากอย่างนี้ กายวิญญาณ ชื่อว่า ย่อมเกิด ด้วยสามารถแห่งธาตุที่มีมากนั่นแหละ.

ถามว่า ก็จิตเล่า ก้าวไปจากอารมณ์ได้อย่างไร?

ตอบว่า ก้าวไปด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ โดยอัชฌาศัย (ความปรารถนา) หรือโดยอารมณ์มีกำลังแรง.

จริงอยู่ ในเวลาที่มีงานฉลองพระวิหารเป็นต้น คนผู้ไปด้วยความตั้งใจว่า เราจักไหว้พระเจดีย์ และจักไหว้พระปฏิมานั้นๆ เราจักดูโปตถกรรม (การทำหนังสือ)และจิตรกรรม (การวาดภาพ) ดังนี้ ไหว้หรือเห็นสิ่งหนึ่ง แล้วก็ตั้งใจเพื่อต้องการไหว้ เพื่อต้องการชมสิ่งนอกนี้แล้ว ก็ไปเพื่อไหว้บ้าง เพื่อดูบ้างทีเดียว อย่างนี้จิตชื่อว่าก้าวไปจากอารมณ์ โดยอัชฌาศัย คือความปรารถนา. แต่เมื่อยืนแลดูพระมหาเจดีย์ อันมีส่วนเปรียบด้วยยอดเขาไกรลาสครั้นเวลาต่อมา เมื่อบรรเลงดนตรีทั้งปวงขึ้น จึงละรูปารมณ์ ก้าวขึ้นสู่สัททารมณ์ ครั้นเมื่อบุคคลนำดอกไม้มีกลิ่นที่ชอบใจ หรือของหอมมา ก็ละสัททารมณ์ ก้าวขึ้นสู่คันธารมณ์ อย่างนี้ชื่อว่า ก้าวไปโดยอารมณ์มีกำลังแรง.

อรรถกถาอาโปธาตุนิทเทส

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอาโปธาตุ ต่อไป.

บทว่า อาโป (ความเอิบอาบ) เป็นการแสดงสภาวะ อาโปนั่นแหละเรียกว่า อาโปคตํ (ธรรมชาติที่เอิบอาบ) สิเนโห (ความเหนียว) ด้วยอำนาจแห่งความเหนียวนั่นแหละ เรียกว่า สิเนหคตํ (ธรรมชาติที่เหนียว).

บทว่า พนฺธนตฺตํ รูปสฺส (ธรรมชาติเครื่องเกาะกุมรูป) ได้แก่ ธรรมชาติเป็นเครื่องประกอบภูตรูปมีปฐวีเป็นต้น. จริงอยู่ อาโปธาตุควบคุมวัตถุทั้งหลายมีแท่งเหล็กเป็นต้นไว้แล้วย่อมทำให้ติดกัน ธรรมชาติทั้งหลายมีก้อนเหล็กเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่าติดกันอยู่ เพราะความที่อาโปธาตุนั้นเป็นเครื่องเกาะกุมไว้ แม้ในแผ่นหิน ภูเขา ต้นตาล หนอไม้ งาช้างและเขาโคเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็อาโปธาตุเท่านั้นเกาะกุมวัตถุเหล่านั้นทั้งหมด กระทำให้ติดกัน ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่า เป็นธรรมชาติติดกัน ก็เพราะถูกอาโปธาตุควบคุมไว้.

ถามว่า ก็ปฐมวีธาตุถูกต้องธาตุที่เหลือ (มีอาโปเป็นต้น) แล้วก็เป็นที่ตั้งอาศัย หรือไม่ถูกต้องก็เป็นที่อาศัย อีกนัยหนึ่ง อาโปธาตุเมื่อเกาะกุมธาตุทั้ง ๓ ที่เหลือ ถูกต้องแล้วย่อมเกาะกุม หรือว่าไม่ถูกต้องแล้วก็เกาะกุมได้.

ตอบว่า เบื้องต้น ปฐวีธาตุไม่ถูกต้องกับอาโปธาตุ ก็เป็นที่อาศัยให้ได้ แต่สำหรับเตโชธาตุและวาโยธาตุแล้ว ปฐวีธาตุต้องถูกต้องจึงเป็นที่อาศัยให้ได้ ส่วนอาโปธาตุไม่ถูกต้องแม้ปฐวีธาตุ แม้เตโชธาตุและวาโยธาตุเลยก็ย่อมเกาะกุมได้ ถ้าว่าอาโปธาตุถูกต้องแล้วพึงเกาะกุมไซร้ อาโปธาตุนั้นก็พึงชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ.

แม้ในการที่เตโชธาตุและวาโยธาตุทำกิจของตนๆ ในธาตุที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ เตโชธาตุ ถูกต้องปฐวีธาตุแล้ว ก็ยังปฐวีให้ไหม้ ส่วนปฐวีธาตุนั้นมิใช่เป็นของร้อนย่อมถูกไหม้ถ้าว่า ปฐวีธาตุพึงเป็นของร้อนแผดเผาไซร้ ปฐวีธาตุก็พึงมีความร้อนเป็นลักษณะ อนึ่ง เตโชธาตุนั้นมิได้ถูกต้องอาโปธาตุเลยก็ทำให้อาโปธาตุนั้นร้อนได้ แม้อาโปธาตุนั้น เมื่อร้อนอยู่ก็หาเป็นสภาวะร้อนเผาไม่ ถ้าว่าอาโปธาตุนั้นเป็นตัวสภาวะความร้อนพึงเผาไซร้ อาโปธาตุนั้น ก็พึงชื่อว่ามีความร้อนเป็นลักษณะ. อนึ่ง เตโชธาตุนั้นถูกต้องวาโยธาตุนั้นแหละจึงแผดเผา แม้วาโยธาตุนั้น เมื่อถูกแผดเผาอยู่ก็มิใช่เป็นตัวความร้อนแผดเผาถ้าวาโยธาตุเป็นตัวสภาวะความร้อนแผดเผาอยู่ไซร้ วาโยธาตุนั้นก็พึงชื่อว่ามีความร้อนเป็นลักษณะ.

วาโยธาตุถูกต้องปฐวีธาตุแล้วย่อมเคร่งตึง (คือขยายตัวออก) ถูกต้องเตโชธาตุก็ทำให้เคร่งตึงเหมือนกัน แต่ว่าวาโยธาตุนั้นแม้ไม่ถูกต้องอาโปธาตุเลย ก็ย่อมทำให้อาโปธาตุเคร่งตึงได้.

ถามว่า เมื่อบุคคลเคี่ยวน้ำอ้อยทำเป็นงบ อาโปธาตุจะเป็นของแข็ง หรือไม่.

ตอบว่า ไม่เป็น เพราะอาโปธาตุนั้นมีการไหลออก (หรือไหลซึม) เป็นลักษณะ ปฐวีธาตุมีความแข็งเป็นลักษณะ แต่ว่าอาโปธาตุมีปริมาณต่ำ (น้อย) ก็จะเป็นไปตามปฐวีธาตุที่มากยิ่ง.

จริงอยู่ อาโปธาตุนั้นย่อมละภาวะที่ตั้งอยู่โดยอาการเป็นรส (น้ำ) ได้ แต่ไม่ละลักษณะ แม้เมื่อละลายงบน้ำอ้อยอยู่ ปฐวีธาตุย่อมไม่ละลาย เพราะปฐวีมีความแข็งเป็นลักษณะ อาโปธาตุมีการไหลออกเป็นลักษณะ.

แต่ว่า ปฐวีธาตุมีปริมาณต่ำก็จะเกิดเป็นไปตามอาโปธาตุที่มีปริมาณมาก. ปฐวีธาตุนั้นย่อมละภาวะที่ทั้งอยู่โดยอาการเป็นก้อนได้ แต่ไม่ละลักษณะตนเพราะว่ามหาภูตรูปทั้ง ๔ ย่อมถึงความแปรปรวนเป็นไปเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าความแปรปรวนของลักษณะมิได้มีความไม่มีแห่งความแปรปรวนโดยลักษณะนั้นทรงแสดงไว้โดยอัฏฐานปริกัปปสูตร.

ข้อนี้สมด้วยพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็มหาภูตรูป ๔ คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ จะพึงแปรเป็นอื่นไปได้แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าจะแปรเป็นอื่นไป ข้อนี้ไม่พึงมีได้เลย” ดังนี้ก็ในอัฏฐานปริกัปปสูตรนี้มีอธิบายดังนี้ว่า “ดูก่อนอานนท์ ปฐวีธาตุอันมีความแข็งเป็นลักษณะจะพึงเปลี่ยนไปเป็นอาโปธาตุซึ่งมีความไหลออกเป็นลักษณะได้แต่พระอริยสาวกชื่อว่าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นมิได้มี ดังนี้ การกำหนดอฐานะ (เหตุอันเป็นไปไม่ได้) มาแล้วในพระบาลีนี้ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถาอุปาทินนาทินิทเทส

เบื้องหน้าแต่นี้พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอุปาทินนรูปเป็นต้นต่อไป.

เนื้อความแห่งอุปาทินนรูปเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในมาติกานั่นแหละ เนื้อความจักขายตนะเป็นต้น ข้าพเจ้าก็ให้พิสดารแล้วในหนหลังเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวเฉพาะเนื้อความที่ต่างกันในที่นั้นๆ เท่านั้น.

ในนิทเทสแห่งอุปาทินนรูปก่อน รูปทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าจักขายตนะเป็นต้น เพราะเป็นรูปมีใจครองอย่างเดียวแต่เพราะรูปายตนะเป็นต้นมีใจครองก็มี ไม่มีใจครองก็มี ฉะนั้น รูปายตนะเป็นต้นเหล่านั้นพระองค์จึงแสดงโดยสังเขปว่า ยํ ยํ วา ปน (หรือว่ารูปแม้อื่นใดๆ)แล้วพึงให้พิสดารโดยนัยมีอาทิว่า กมฺมสฺสกตตฺตา รูปายตนํ (รูปายตนะที่กรรมแต่งขึ้น) ดังนี้อีก เนื้อความในเยวาปนกธรรมทั้งหมดพึงทราบโดยอุบายนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในนิทเทสแม้ทั้ง ๒ คือ กมฺมสฺส กตตฺตา (รูปที่กรรมแต่งขึ้น) และ น กมฺมสฺส กตตฺตา (รูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น) พระองค์มิได้ทรงถือเอาชรตารูปและอนิจจตารูปเล่า? ทรงถือเอาเฉพาะในนิทเทสทั้งหลายแห่งอนุปาทินนรูปเป็นต้นเท่านั้น.

ตอบว่า ในบทว่า น กมฺมสฺส กตตฺตา (รูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น) นี้ พระองค์ทรงรวมรูปที่มีสมุฏฐานเกิดแต่ปัจจัยอื่นนอกจากกรรมก่อน แต่ใน

บทว่า กมฺมสฺส กตตฺตา (รูปที่กรรมแต่งขึ้น) นี้ ทรงรวบรวมรูปที่มีสมุฏฐานเกิดแต่กรรมอย่างเดียว รูปทั้ง ๒ คือชรตารูปและอนิจจตารูปเหล่านี้มิได้เกิดแต่กรรม มิได้เกิดแต่ปัจจัยอย่างอื่น ที่ยังรูปให้เกิด เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมิทรงถือเอา. ก็ความไม่เกิดขึ้นแห่งชรตารูปและอนิจจตารูปด้วยกรรมปัจจัยเป็นต้นนั้นจักแจ่มแจ้งข้างหน้า.

อนึ่ง ในคำเป็นต้นว่า อนุปาทินฺนํ (รูปที่ไม่มีใจครอง) ทรงปฏิเสธความที่รูปมีสมุฏฐานเกิดแต่กรรมเป็นต้น ไม่ทรงอนุญาตความที่รูปนั้นมีปัจจัยอื่นเป็นสมุฏฐาน ด้วยศัพท์ว่า อนุปาทินนะ เป็นต้นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ในนิทเทสแห่งอนุปาทินนรูปเป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า รูปทั้ง ๒ พระองค์ทรงถือเอาแล้วดังนี้.

อรรถกถาจิตตสมุฏฐานนิทเทส

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งจิตตสมุฏฐาน ต่อไป.

รูปทั้ง ๒ นี้คือ กายวิญญัตติ วจีวิญญัตติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมปรากฏเพราะอาศัยภูตรูป มีจิตเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว รูปทั้ง ๒ ที่อาศัยภูตรูปนั้นไม่ใช่ภูตรูป แต่เป็นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานซึ่งมีภูตรูปนั่นแหละ เพราะความที่รูปเหล่านั้นอาศัยจิตตั้งขึ้น แม้รูปทั้ง ๒ นี้ ก็มีชื่อว่ามีจิตเป็นสมุฏฐาน เหมือนชราและมรณะของรูปที่ไม่เที่ยงก็ ชื่อว่าไม่เที่ยง.

แม้ในนิทเทสแห่ง จิตตสหภู ก็นัยนี้เหมือนกัน รูปทั้ง ๒ (กายวิญญัตติและวจีวิญญัตติ ที่เป็นสหภู) นี้เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะรูปทั้ง ๒ นั้นปรากฏอยู่ได้ตลอดเวลาที่จิตยังปรากฏอยู่ แต่รูปทั้ง ๒ นี้มิได้เกิดพร้อมกับจิต เหมือนภูตรูปและเหมือนสัมปยุตธรรมมีเจตนาเป็นต้น.

แม้ในนิทเทสแห่ง จิตตานุปริวัติ ก็นัยนี้แหละ ก็รูปทั้ง ๒ (กายวิญญัตติและวจีวิญญัตติ) นี้ ตรัสเรียกว่า จิตตานุปริวัติ เพราะรูปทั้ง ๒ นี้ ปรากฏอยู่ได้ตลอดเวลาที่จิตยังปรากฏอยู่ ฉะนั้น.

บทว่า โอฬาริกํ (รูปหยาบ) ได้แก่ ที่ชื่อว่าหยาบ โดยเป็นวัตถุที่พึงถือเอาด้วยสามารถแห่งการกระทบ เพราะเป็นทั้งวัตถุและอารมณ์ พึงทราบรูปละเอียดโดยสภาพตรงกันข้ามกับรูปหยาบที่กล่าวแล้ว.

บทว่า ทูเร (รูปไกล) ได้แก่ รูปแม้ตั้งอยู่ในที่ใกล้ ก็ชื่อว่ารูปไกล โดยภาวะที่รู้ได้ยาก เพราะถือเอาไม่ได้ด้วยสามารถแห่งการกระทบ ส่วนรูปนอกนี้แม้ตั้งอยู่ไกลก็ชื่อว่าอยู่ใกล้ โดยเป็นภาวะที่รู้ได้ง่าย เพราะพึงถือเอาได้ด้วยสามารถแห่งการกระทบ.

นิทเทสแห่งจักขายตนะเป็นต้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่กล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ ในการสงเคราะห์รูปหมวด ๒ มีข้อแตกต่างกันเพียงเท่านี้. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 1 จาก 49 ข้อ (ตั้งแต่ i539)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา