อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๕

สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 42 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ

ข้อ ๑๕

วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา วิชฺชูปมา ธมฺมา วชิรูปมา ธมฺมา พาลา ธมฺมา ปณฺฑิตา ธมฺมา กณฺหา ธมฺมา สุกฺกา ธมฺมา ตปนิยา ธมฺมา อตปนิยา ธมฺมา อธิวจนา ธมฺมา อธิวจนปถา ธมฺมา นิรุตฺติ ธมฺมา นิรุตฺติปถา ธมฺมา ปญฺญตฺติ ธมฺมา ปญฺญตฺติปถา ธมฺมา นามญฺจ รูปญฺจ อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ ภวทิฏฺฐิ จ วิภวทิฏฺฐิ จ สสฺสตทิฏฺฐิ จ อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ อนฺตวาทิฏฺฐิ จ อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จ อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ โทวจสฺสตา จ ปาปมิตฺตตา จ โสวจสฺสตา จ กลฺยาณมิตฺตตา จ อาปตฺติกุสลตา จ อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ สมาปตฺติกุสลตา จ สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ธาตุกุสลตา จ มนสิการกุสลตา จ อายตนกุสลตา จ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ ฐานกุสลตา จ อฏฺฐานกุสลตา จ อาชฺชโว จ มทฺทโว จ ขนฺติ จ โสรจฺจญฺจ สาขลฺยญฺจ ปฏิสนฺถาโร จ อินฺทฺริเยสุอคุตฺตทฺวารตา จ โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ โภชเน มตฺตญฺญุตา จ มุฏฺฐสจฺจญฺจ อสมฺปชญฺญญฺจ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ ปฏิสงฺขานพลญฺจ ภาวนาพลญฺจ สมโถ จ วิปสฺสนา จ สมถนิมิตฺตญฺจ ปคฺคาหนิมิตฺตญฺจ ปคฺคาโหจ อวิกฺเขโปจ สีลวิปตฺติ จ ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ สีลสมฺปทา จ ทิฏฺฐิสมฺปทา จ สีลวิสุทฺธิ จ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ สํเวโค จ สํเวชนิเยสุ ฐาเนสุ สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ อสนฺตุฏฺฐตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ ขเย ญาณํ อนุปฺปาเท ญาณนฺติ ฯ สุตฺตนฺตมาติกา ฯ มาติกา นิฏฺฐิตา -------

๑. วิชชาภาคีทุกะ วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา ธรรมเป็นไปในส่วนวิชชา อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา ธรรมเป็นไปในส่วนอวิชชา๒. วิชชูปมทุกะ วิชฺชูปมา ธมฺมา ธรรมเหมือนฟ้าแลบ วชิรูปมา ธมฺมา ธรรมเหมือนฟ้าผ่า ๓. พาลทุกะ พาลา ธมฺมา ธรรมทำให้เป็นพาล ปณฺฑิตา ธมฺมา ธรรมทำให้เป็นบัณฑิต๔. กัณหทุกะ กณฺหา ธมฺมา ธรรมดำ สุกฺกา ธมฺมา ธรรมขาว ๕. ตปนิยทุกะ ตปนิยา ธมฺมา ธรรมทำให้เร่าร้อน อตปนิยา ธมฺมา ธรรมไม่ทำให้เร่าร้อน๖. อธิวจนทุกะ อธิวจนา ธมฺมา ธรรมเป็นชื่อ อธิวจนปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นชื่อ๗. นิรุตติทุกะ นิรุตฺติ ธมฺมา ธรรมเป็นนิรุตติ นิรุตฺติปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นนิรุตติ๘. ปัญญัติติทุกะ ปญฺญตฺติ ธมฺมา ธรรมเป็นบัญญัติ ปญฺญตฺติปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นบัญญัติ๙. นามรูปทุกะ นามญฺจ นามธรรม รูปญฺจ รูปธรรม ๑๐. อวิชชาทุกะ อวิชฺชา จ ความไม่รู้แจ้ง ภวตณฺหา จ ความปรารถนาภพ ๑๑. ภวทิฏฐิทุกะ ภวทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าเกิด วิภวทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าไม่เกิด ๑๒. สัสสตทิฏฐิทุกะ สสฺสตทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าเที่ยง อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าสูญ ๑๓. อันตวาทิฏฐิทุกะ อนฺตวาทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่ามีที่สุด อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าไม่มีที่สุด๑๔. ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ ความเห็นปรารภส่วนอดีต อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต๑๕. อหิริกทุกะ อหิริกญฺจ ความไม่ละอาย อโนตฺตปฺปญฺจ ความไม่เกรงกลัว๑๖. หิริทุกะ หิริ จ ความละอาย โอตฺตปฺปญฺจ ความเกรงกลัว ๑๗. โทวจัสสตาทุกะ โทวจสฺสตา จ ความเป็นผู้ว่ายาก ปาปมิตฺตตา จ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว๑๘. โสวจัสสตาทุกะ โสวจสฺสตา จ ความเป็นผู้ว่าง่าย กลฺยาณมิตฺตตา จ ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑๙. อาปัตติกุสลตาทุกะ อาปตฺติกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ๒๐. สมาปัตติกุสลตาทุกะ สมาปตฺติกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ๒๑. ธาตุกุสลตาทุกะ ธาตุกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ มนสิการกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการพิจารณา๒๒. อายตนกุสลตาทุกะ อายตนกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท๒๓. ฐานกุสลตาทุกะ ฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ อฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ๒๔. อาชชวทุกะ อาชฺชโว จ ความซื่อตรง มทฺทโว จ ความอ่อนโยน ๒๕. ขันติทุกะ ขนฺติ จ ความอดทน โสรจฺจญฺ จ ความสงบเสงี่ยม ๒๖. สาขัลยทุกะ สาขลฺยญฺจ ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน ปฏิสนฺถาโร จ การปฏิสันถาร ๒๗. อินทริยอคุตตทวารตาทุกะ อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร๒๘. อินทริยคุตตทวารตาทุกะ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖ โภชเน มตฺตญฺญุตา จ ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร๒๙. มุฏฐสัจจทุกะ มุฏฺฐสจฺจญฺจ ความเป็นผู้ไม่มีสติ อสมฺปชญฺญญฺจ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ๓๐. สติทุกะ สติ จ สติ สมฺปชญฺญญฺจ สัมปชัญญะ๓๑. ปฏิสังขานพลทุกะ ปฏิสงฺขานพลญฺจ กำลังคือการพิจารณา ภาวนาพลญฺจ กำลังคือภาวนา ๓๒. สมถฑุกะ สมโถ จ สมถะ วิปสฺสนา จ วิปัสสนา ๓๓. นิมิตตทุกะ สมถนิมิตฺตญฺจ นิมิตคือสมถะ ปคฺคาหนิมิตฺตญฺจ นิมิตคือความเพียร ๓๔. ปัคคาหทุกะ ปคฺคาโห จ ความเพียร อวิกฺเขโป จ ความไม่ฟุ้งซ่าน ๓๕. วิปัตติทุกะ สีลวิปตฺติ จ ความวิบัติแห่งศีล ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ ๓๖. สัมปทาทุกะ สีลสมฺปทา จ ความสมบูรณ์แห่งศีล ทิฏฺฐิสมฺปทา จ ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ๓๗. วิสุทธิทุกะ สีลวิสุทฺธิ จ ความหมดจดแห่งศีล ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ๓๘. ทิฏฐิวิสุทธิทุกะ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ความหมดจดแห่งทิฏฐิ ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด๓๙. สังเวคทุกะ สํเวโค จ สํเวชนิเยสุ ฐาเนสุ ความสลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ ความพยายามโดยแยบคายของบุคคลผู้มีความ สลดใจ๔๐. อสันตุฏฐตาทุกะ อสนฺตุฏฺฐตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความไม่รู้จักอิ่มในกุศลธรรม อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ ความไม่ท้อถอยในความพยายาม๔๑. วิชชาทุกะ วิชฺชา จ ความรู้แจ้ง วิมุตฺติ จ ความหลุดพ้น ๔๒. ขยญาณทุกะ ขเย ญาณํ ญาณในอริยมรรค อนุปฺปาเท ญาณํ ญาณในอริยผล สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ จบ มาติกา จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตตันติกทุกมาติกา (๔๒ ทุกะ) ๑. วิชชาภาคีทุกะ

ข้อ ๑๐๑

วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา. ธรรมที่มีส่วนแห่งวิชชา (๑๓๐๓) อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา. ธรรมที่มีส่วนแห่งอวิชชา (๑๓๐๔)๒. วิชชูปมทุกะ

ข้อ ๑๐๒

วิชฺชูปมา ธมฺมา. ธรรมที่เปรียบเหมือนสายฟ้า (๑๓๐๕) วชิรูปมา ธมฺมา. ธรรมที่เปรียบเหมือนฟ้าผ่า (๑๓๐๖)๓. พาลทุกะ

ข้อ ๑๐๓

พาลา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เป็นพาล (๑๓๐๗) ปณฺฑิตา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เป็นบัณฑิต (๑๓๐๘)๔. กัณหทุกะ

ข้อ ๑๐๔

กณฺหา ธมฺมา. ธรรมที่ดำ (๑๓๐๙) สุกฺกา ธมฺมา. ธรรมที่ขาว (๑๓๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา ๕. ตปนียทุกะ

ข้อ ๑๐๕

ตปนียา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๑) อตปนียา ธมฺมา. ธรรมที่ไม่ทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๒)๖. อธิวจนทุกะ

ข้อ ๑๐๖

อธิวจนา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นชื่อ (สัททบัญญัติ) (๑๓๑๓) อธิวจนปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งชื่อ (๑๓๑๓)๗. นิรุตติทุกะ

ข้อ ๑๐๗

นิรุตฺติ ธมฺมา. ธรรมที่เป็นนิรุตติ (สัททบัญญัติ) (๑๓๑๔) นิรุตฺติปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งนิรุตติ (๑๓๑๔)๘. ปัญญัตติทุกะ

ข้อ ๑๐๘

ปญฺญตฺติ ธมฺมา. ธรรมที่เป็นบัญญัติ (๑๓๑๕) ปญฺญตฺติปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งบัญญัติ (๑๓๑๕)๙. นามรูปทุกะ

ข้อ ๑๐๙

นามญฺจ. นาม (๑๓๑๖) รูปญฺจ. รูป (๑๓๑๗)๑๐. อวิชชาทุกะ

ข้อ ๑๑๐

อวิชฺชา จ. ความไม่รู้ (๑๓๑๘) ภวตณฺหา จ. ความปรารถนาภพ (๑๓๑๙)๑๑. ภวทิฏฐิทุกะ

ข้อ ๑๑๑

ภวทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าเกิด (๑๓๒๐) วิภวทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าไม่เกิด (๑๓๒๑)๑๒. สัสสตทิฏฐิทุกะ

ข้อ ๑๑๒

สสฺสตทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าเที่ยง (๑๓๒๒) อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าขาดสูญ (๑๓๒๓)๑๓. อันตวาทิฏฐิทุกะ

ข้อ ๑๑๓

อนฺตวาทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่ามีที่สุด (๑๓๒๔) อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าไม่มีที่สุด (๑๓๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา ๑๔. ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ

ข้อ ๑๑๔

ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ. ความเห็นปรารภส่วนอดีต (๑๓๒๖) อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จ. ความเห็นปรารภส่วนอนาคต (๑๓๒๗)๑๕. อหิริกทุกะ

ข้อ ๑๑๕

อหิริกญฺจ. ความไม่ละอายบาป (๑๓๒๘) อโนตฺตปฺปญฺจ. ความไม่เกรงกลัวบาป (๑๓๒๙)๑๖. หิรีทุกะ

ข้อ ๑๑๖

หิรี จ. ความละอาย (๑๓๓๐) โอตฺตปฺปญฺจ. ความเกรงกลัว (๑๓๓๑)๑๗. โทวจัสสตาทุกะ

ข้อ ๑๑๗

โทวจสฺสตา จ. ความเป็นผู้ว่ายาก (๑๓๓๒) ปาปมิตฺตตา จ. ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (๑๓๓๓)๑๘. โสวจัสสตาทุกะ

ข้อ ๑๑๘

โสวจสฺสตา จ. ความเป็นผู้ว่าง่าย (๑๓๓๔) กลฺยาณมิตฺตตา จ. ความเป็นผู้มีมิตรดี (๑๓๓๕)๑๙. อาปัตติกุสลตาทุกะ

ข้อ ๑๑๙

อาปตฺติกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ (๑๓๓๖) อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ (๑๓๓๗)๒๐. สมาปัตติกุสลตาทุกะ

ข้อ ๑๒๐

สมาปตฺติกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ (๑๓๓๘) สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ (๑๓๓๙)๒๑. ธาตุกุสลตาทุกะ

ข้อ ๑๒๑

ธาตุกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ (๑๓๔๐) มนสิการกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ (๑๓๔๑)๒๒. อายตนกุสลตาทุกะ

ข้อ ๑๒๒

อายตนกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ (๑๓๔๒) ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปปาท (๑๓๔๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา ๒๓. ฐานกุสลตาทุกะ

ข้อ ๑๒๓

ฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ (๑๓๔๔) อฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ (๑๓๔๕)๒๔. อาชชวทุกะ

ข้อ ๑๒๔

อาชฺชโว จ. ความซื่อตรง (๑๓๔๖) มทฺทโว จ. ความอ่อนโยน (๑๓๔๗)๒๕. ขันติทุกะ

ข้อ ๑๒๕

ขนฺติ จ. ขันติ (๑๓๔๘) โสรจฺจญฺจ. โสรัจจะ (๑๓๔๙)๒๖. สาขัลยทุกะ

ข้อ ๑๒๖

สาขลฺยญฺจ. ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน (๑๓๕๐) ปฏิสนฺถาโร จ. การปฏิสันถาร (๑๓๕๑)๒๗. อินทริเยสุอคุตตทวารตาทุกะ

ข้อ ๑๒๗

อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ. ความเป็นผู้ไม่สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย(๑๓๕๒) โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ. ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค (๑๓๕๓)๒๘. อินทริเยสุคุตตทวารตาทุกะ

ข้อ ๑๒๘

อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ. ความเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย(๑๓๕๔) โภชเน มตฺตญฺญุตา จ. ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค (๑๓๕๕)๒๙. มุฏฐสัจจทุกะ

ข้อ ๑๒๙

มุฏฺฐสจฺจญฺจ. ความเป็นผู้มีสติหลงลืม (๑๓๕๖) อสมฺปชญฺญญฺจ. ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ (๑๓๕๗)๓๐. สติสัมปชัญญทุกะ

ข้อ ๑๓๐

สติ จ. สติ (๑๓๕๘) สมฺปชญฺญญฺจ. สัมปชัญญะ (๑๓๕๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา ๓๑. ปฏิสังขานพลทุกะ

ข้อ ๑๓๑

ปฏิสงฺขานพลญฺจ. กำลังคือการพิจารณา (๑๓๖๐) ภาวนาพลญฺจ. กำลังคือภาวนา (๑๓๖๑)๓๒. สมถวิปัสสนาทุกะ

ข้อ ๑๓๒

สมโถ จ. สมถะ (๑๓๖๒) วิปสฺสนา จ. วิปัสสนา (๑๓๖๓)๓๓. สมถนิมิตตทุกะ

ข้อ ๑๓๓

สมถนิมิตฺตญฺจ. นิมิตแห่งสมถะ (๑๓๖๔) ปคฺคาหนิมิตฺตญฺจ. นิมิตแห่งความเพียร (๑๓๖๕)๓๔. ปัคคาหทุกะ

ข้อ ๑๓๔

ปคฺคาโห จ. ความเพียร (๑๓๖๖) อวิกฺเขโป จ. ความไม่ฟุ้งซ่าน (๑๓๖๗)๓๕. สีลวิปัตติทุกะ

ข้อ ๑๓๕

สีลวิปตฺติ จ. ความวิบัติแห่งศีล (๑๓๖๘) ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ. ความวิบัติแห่งทิฏฐิ (๑๓๖๙)๓๖. สีลสัมปทาทุกะ

ข้อ ๑๓๖

สีลสมฺปทา จ. ความสมบูรณ์แห่งศีล (๑๓๗๐) ทิฏฺฐิสมฺปทา จ. ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ (๑๓๗๑)๓๗. สีลวิสุทธิทุกะ

ข้อ ๑๓๗

สีลวิสุทฺธิ จ. ความหมดจดแห่งศีล (๑๓๗๒) ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๓)๓๘. ทิฏฐิวิสุทธิโขปนทุกะ

ข้อ ๑๓๘

ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๔) ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ. ความเพียรของบุคคลผู้มีความเห็นหมดจด (๑๓๗๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา ๓๙. สังเวชนียัฏฐานทุกะ

ข้อ ๑๓๙

สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ. ความสังเวชในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ(๑๓๗๖) สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ. ความเพียรโดยแยบคายของบุคคลผู้สลดใจ (๑๓๗๗)๔๐. อสันตุฏฐิตากุสลธัมมทุกะ

ข้อ ๑๔๐

อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในธรรมที่เป็นกุศล (๑๓๗๘) อปฺปฏิวานตา จ ปธานสฺมึ. ความเป็นผู้ไม่ท้อถอยในความเพียร (๑๓๗๙)๔๑. วิชชาทุกะ

ข้อ ๑๔๑

วิชฺชา จ. ความรู้แจ้ง (๑๓๘๐) วิมุตฺติ จ. ความหลุดพ้น (๑๓๘๑)๔๒. ขเยญาณทุกะ

ข้อ ๑๔๒

ขเย ญาณํ. ญาณในอริยมรรค (๑๓๘๒) อนุปฺปาเท ญาณํ. ญาณในอริยผล (๑๓๘๓) สุตตันติกทุกมาติกา จบ มาติกา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕}

หน้าว่าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๒ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามาติกานุบุพบท

ก็ในบททุกมาติกา ข้าพเจ้าจักพรรณนาบทซึ่งยังไม่มาในติกะทั้งหลายเท่านั้น จักพรรณนาบทในเหตุโคจฉกะก่อน.

บทว่า เหตู ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายกล่าวคือเหตุ ด้วยอรรถว่า เป็นรากเหง้า พระบาลีว่า เหตุธมฺมา ดังนี้ก็มี.

บทว่า น เหตู เป็นคำปฏิเสธเหตุเหล่านั้นโดยแท้. ธรรมที่ชื่อว่าสเหตุกะ เพราะมีเหตุเป็นไปโดยสัมปโยคะ ธรรมที่ชื่อว่าอเหตุกะ เพราะเหตุที่เป็นไปของธรรมทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นไม่มี. ธรรมที่ชื่อว่าเหตุสัมปยุตตะ เพราะสัมปยุตด้วยเหตุโดยมีเอกุปปาทะเป็นต้น. ธรรมที่ชื่อว่าเหตุวิปปยุตตะ เพราะไม่ประกอบด้วยเหตุ.

ก็ทุกะทั้ง ๒ (คือ เหตุทุกะ และสเหตุทุกะ) แม้เหล่านี้ โดยอรรถไม่มีความต่างกันก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสทุกะทั้ง ๒ ไว้ด้วยความไพเราะแห่งเทศนา หรือด้วยอัธยาศัยของบุคคลทั้งหลาย คือ สัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยธรรมอย่างนั้น ต่อจากนั้นก็ทรงประกอบทุกะแรกด้วยสามารถเอกเทศทั้งสิ้นกับด้วยทุกะที่ ๒ และที่ ๓ และทุกะ ๓ ทุกะแม้อื่นอีก โดยความที่เหตุเหล่านั้นตามแต่เกิดได้ ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลายมีคำว่า เหตุ เป็นต้น.

บรรดาทุกะเหล่านั้น คำว่า เหตู เจว ธมฺมา สเหตุกา จ (สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าเหตุ และมีเหตุประกอบ) นี้ย่อมเกิดขึ้น ฉันใด แม้ทุกะนี้ว่า เหตู เจว ธมฺมา อเหตุกา จ (สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าเหตุและไม่มีเหตุประกอบ) ก็ย่อมเกิดขึ้น ฉันนั้น.

อนึ่ง คำว่า สเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู (สภาวธรรมทั้งหลายที่มีเหตุประกอบ และไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) นี้ ย่อมเกิดฉันใดคำแม้นี้ว่า อเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู (สภาวธรรมทั้งหลายที่ไม่มีเหตุประกอบและไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) ก็ย่อมเกิด ฉันนั้น. แม้ในการประกอบกับเหตุสัมปยุตทุกะ ก็นัยนี้แหละ.

พึงทราบอรรถที่เกินไปในเหตุสเหตุกทุกะซึ่งท่านรวบรวมไว้ด้วยสามารถแห่งบทว่า เมื่ออรรถรูปเป็น น เหตู ธมฺมา สเหตุกาปิ อเหตุกาปิ(สภาวธรรมที่ไม่ใช่เหตุ มีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้างมีอยู่) บทที่ตรัสว่า โข ปน ในบทว่า น เหตู โข ปน ธมฺมา ดังนี้ ก็เปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง มิใช่หรือ. อย่างไร คือธรรมทั้งหลายเป็นเหตุล้วนก็หาไม่ โดยที่แท้แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างอื่นบ้าง มีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง แต่ว่า ย่อมเป็นแม้โดยประการอย่างหนึ่งตามที่กล่าวแล้ว.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เหตุ ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันใดนั่นแหละธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุ ก็ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันนั้น. ก็เหตุธรรมเป็นสเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ฉันใด ธรรมที่เป็นนเหตุธรรมก็เป็นเหตุสัมปยุตตะบ้าง เป็นเหตุวิปปยุตตะบ้าง ฉันนั้น.

ว่าด้วยจูฬันตรทุกะ

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งจูฬันตรธรรม ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าสัปปัจจยะ เพราะเป็นไปพร้อมกับปัจจัยอันให้สำเร็จแก่ตน. ธรรมชื่อว่าอปัจจยะ เพราะไม่มีปัจจัยในอุปปาท (การเกิด) หรือในฐิติ (การตั้งอยู่) ของธรรมเหล่านั้น. ธรรมที่ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง. ชื่อว่าอสังขตะ เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง. รูปของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ ด้วยอำนาจแห่งอวินิพโภคะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ชื่อว่าอรูปิโน เพราะรูปของธรรมเหล่านั้นไม่มีเหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง รูปนั้นมีการเสื่อมไปเป็นลักษณะของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ธรรมทั้งหลายที่มิใช่รูป ชื่อว่าอรูปิโน.

วัฏฏะตรัสเรียกว่า โลก ในบทว่า โลกิยา ธมฺมา ดังนี้ เพราะอรรถว่า ชำรุดทรุดโทรม. ธรรมทั้งหลายประกอบแล้วในโลก โดยความนับเนื่องแล้วในโลกนั้นเพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าโลกิยะ ธรรมทั้งหลายชื่อว่าอุตตระ เพราะข้ามขึ้นแล้วจากโลกนั้น. ธรรมใดข้ามพ้นแล้วจากโลก โดยความเป็นไปไม่นับเนื่องในโลก เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าโลกุตระ.

บทว่า เกนจิ วิญฺเญยฺยา ได้แก่ พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น.

บทว่า เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ได้แก่ ไม่พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณนี้นั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ทุกะแห่งบทแม้ทั้ง ๒ ก็ต่างกันโดยอรรถ.

ว่าด้วยอาสวโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในอาสวโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลไป. อธิบายว่า อาสวะเหล่านั้น ย่อมไหลไป คือย่อมเป็นไปทางจักษุบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า เมื่อว่าโดยธรรม ย่อมไหลไปถึงโคตรภู ว่าโดยภูมิ (โอกาส) ย่อมไหลไปถึงภวัคคพรหม. อธิบายว่า กระทำธรรมเหล่านี้ และภูมิไว้ในภายในเป็นไป. เพราะว่า อาอักษรนี้มีอรรถว่ากระทำไว้ภายใน ที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะเป็นดุจเครื่องหมักดอง ด้วยอรรถว่าหมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น.

จริงอยู่ เครื่องหมักดองที่หมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น ท่านเรียกว่า อาสวะในโลก. ก็ถ้าว่า ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า หมักไว้นาน อาสวะเหล่านั้นก็สมควรเป็นอย่างนั้น. สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏก่อน ก่อนแต่นี้ อวิชชาก็มิได้มีเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ อันยาวนาน. นอกจากอาสวะนั้น ธรรมเหล่าอื่นไม่ชื่อว่าอาสวะ.

ธรรมที่ชื่อว่า สาสวะ เพราะมีอาสวะพร้อมกับทำตนให้เป็นอารมณ์เป็นไป. ชื่อว่าอนาสวะ เพราะอรรถว่า อาสวะของธรรมเหล่านั้นที่กำลังเป็นไปอยู่อย่างนี้มิได้มี. พึงทราบคำที่เหลือในเหตุโคจฉกะโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

ส่วนความที่แปลกกันมีดังต่อไปนี้

ในเหตุโคจฉกะนั้น ทุกะสุดท้ายว่า น เหตู โข ปน ธมฺมา สเหตุกาปิ อเหตุกาปิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวางบทที่สองแห่งทุกะแรกไว้ในเบื้องต้น ฉันใดในอาสวโคจฉกะนี้ไม่ตรัสบทสุดท้ายว่า โน อาสวา โข ปน ธมฺมา สาสวาปิ อนาสวาปิ ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบเนื้อความนี้และความแตกต่างกัน โดยนัยที่ตรัสไว้ในเหตุโคจฉกะนั้น.

ว่าด้วยสัญโญชนโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนโคจฉกธรรม ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าสัญโญชน์ เพราะอรรถว่า ย่อมประกอบ คือผูกพันบุคคลผู้มีสัญโญชน์ไว้ในวัฏฏะ. ธรรมนอกจากนั้นไม่ชื่อว่าสัญโญชน์. ธรรมที่ชื่อว่าสัญโญชนิยะ เพราะอรรถว่า เข้าถึงความเป็นอารมณ์เกื้อกูลแก่สัญโญชน์ทั้งหลายด้วยความเกี่ยวข้องกับสัญโญชน์. คำว่า สัญโญชนิยะนี้เป็นชื่อของธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสัญโญชน์. ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนิยะ ชื่อว่าอสัญโญชนิยธรรม.

คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วในโคจฉกะนั้นแล.

ว่าด้วยคัณฐโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในคัณฐโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าคัณฐะ เพราะอรรถว่า ผูก คือเชื่อมต่อบุคคลผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ. ธรรมนอกจากนั้นไม่ชื่อว่าคัณฐะ. ธรรมที่ชื่อว่าคัณฐนิยะ เพราะอรรถว่า ถูกคัณฐธรรมผูกไว้ด้วยสามารถกระทำให้เป็นอารมณ์. คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ แต่คำที่เหลือนอกจากที่ตรัสไว้ แม้ในทุกะอื่นจากทุกะเหล่านี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในทุกะนั้นๆ นั่นแหละเหมือนตรัสไว้ในทุกะนี้.

ว่าด้วยโอฆโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในโอฆโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าโอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมท่วมทับ คือยังสัตว์มีกิเลสให้จมลงในวัฏฏะ. ที่ชื่อว่าโอฆนิยะ เพราะถูกโอฆธรรมทั้งหลายให้ก้าวล่วงโดยทำให้เป็นอารมณ์ พึงก้าวล่วง. พึงทราบโอฆนิยธรรมว่าเป็นอารมณ์ของโอฆะทั้งหลายนั่นเอง.

ว่าด้วยโยคโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในโยคโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าโยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ พึงทราบโยคนิยธรรม เหมือนโอฆนิยธรรม.

ว่าด้วยนีวรณโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในนีวรณโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่านิวรณ์ เพราะกั้น คือหุ้มห่อจิตไว้ พึงทราบนีวรณิยธรรม ดุจสัญโญชนิยธรรม.

ว่าด้วยปรามาสโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในปรามาสโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะอรรถว่า ย่อมยึดถือโดยความเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นไปด้วยอำนาจที่ก้าวล่วงอาการแห่งธรรมทั้งหลายที่มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมเที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปรามัฏฐธรรม เพราะปรามาสธรรมทั้งหลายยึดถือไว้ด้วยการกระทำให้เป็นอารมณ์.

ว่าด้วยมหันตรทุกะ

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งมหันตรธรรม ต่อไป

ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมกับอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าสารัมมณะ เพราะไม่ยึดอารมณ์ก็เป็นไปไม่ได้. อารมณ์ของธรรมเหล่านั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอนารัมมณะ.

ธรรมที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่าคิด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่าวิจิตร. ธรรมที่ประกอบจิตโดยไม่พรากจากกัน ชื่อว่าเจตสิก. ธรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตตั้งแต่เกิดจนแตกดับ โดยการเข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์ ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐะ. ธรรมแม้เมื่อเป็นไปพร้อมกับจิต แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต เพราะการไม่เข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์ ชื่อว่าวิสังสัฏฐะ.

จิตเป็นสมุฏฐานของธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าจิตตสมุฏฐาน. ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ชื่อว่าสหภู. ธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ชื่อว่าจิตตสหภู. ธรรมที่คล้อยตามกันไป ชื่อว่าอนุปริวัตติ คล้อยตามอะไร คล้อยตามจิต การคล้อยไปตามจิต ชื่อว่า จิตตานุปริวัตติธรรม.

ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน เพราะระคนด้วยจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน. ธรรมที่ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู เพราะระคนด้วยจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต. ธรรมที่ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ เพราะระคนด้วยจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และคล้อยตามจิต.

บททั้งหมดที่เหลือพึงทราบโดยการปฏิเสธบทที่กล่าวแล้ว.

ธรรมที่เป็นภายในนั่นแหละ ชื่อว่าอัชฌัตติกธรรม ตามที่กล่าวไว้ในอัชฌัตตติกะ ในที่นี้หมายเอาอัชฌัตตัชฌัตตธรรม (คืออัชฌัตตายตนะ) ธรรมภายนอกจากนั้น ชื่อว่าพาหิระ. ธรรมที่ชื่อว่าอุปาทา เพราะอาศัยภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น แต่มิใช่เหมือนภูตผีที่สิงอาศัย. ธรรมที่ไม่อาศัยภูตรูปเกิดขึ้น ชื่อว่าอนุปาทา.

ว่าด้วยอุปาทานโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทานโคจฉกะ ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่าอุปาทาน เพราะยึดอย่างยิ่ง คือยึดมั่นคง ธรรมนอกจากอุปาทานนั้น ไม่ชื่อว่าอุปาทาน.

ว่าด้วยกิเลสโคจฉกะ

พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสโคจฉกะ ต่อไป

อรรถแห่งกิเลสโคจฉกะ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในสังกิลิฏฐติกะนั้นแล.

ว่าด้วยปิฏฐิทุกะ

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งปิฏฐิธรรมต่อไป

ธรรมเหล่าใด ย่อมท่องเที่ยวไป (อาศัยอยู่) ในกาม เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ากามาวจร. ชื่อว่ารูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในรูป. ชื่อว่าอรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป. ในทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้ ส่วนความพิสดารจักมีแจ้งข้างหน้า.

ธรรมเหล่าใด นับเนื่องในสังสารหยั่งลงภายใน ในวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าปริยาปันนะ ธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะอันเป็นภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่าอปริยาปันนะ.

ธรรมเหล่าใด ตัดมูลแห่งวัฏฏะกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ออกไปจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่านิยยานิกะ ธรรมที่ไม่นำออกไปโดยลักษณะนี้ ชื่อว่าอนิยยานิกะ.

ธรรมที่ชื่อว่า นิยตะ เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ หรือความเป็นไปของตน. ธรรมที่ไม่ให้ผลแน่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อนิยตะ.

ธรรมที่ชื่อว่า อุตตระ เพราะย่อมข้ามพ้น คือย่อมละธรรมเหล่าอื่นไป. ที่ชื่อว่า สอุตตระ เพราะมีอุตตรธรรมอันสามารถเพื่ออันข้ามพ้นตนขึ้นไป. ที่ชื่อว่า อนุตตรธรรม เพราะอุตตรธรรมของธรรมเหล่านั้นไม่มี.

ธรรมเหล่าใด ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ร้องไห้ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า รณะ. คำว่า รณธรรม นี้เป็นชื่อของกิเลสมีราคะเป็นต้นที่สัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสครอบงำแล้ว ย่อมร้องไห้คร่ำครวญโดยประการต่างๆธรรมที่ชื่อว่าสรณะ เพราะมีรณธรรมด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะและด้วยสามารถแห่งการตั้งอยู่ในฐานเดียวกันแห่งการละ. ธรรมที่ชื่อว่าอสรณะ เพราะสรณธรรมของธรรมเหล่านี้ ไม่มีอยู่โดยอาการนั้น.

ว่าด้วยสุตตันตติกทุกะ

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งสุตตันตมาติกา ต่อไป.

ธรรมเหล่าใด ย่อมเสพวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าวิชชาภาคี. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใดย่อมยังส่วนแห่งวิชชาให้เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าวิชชาภาคี.

ในวิชชาภาคีนั้น วิชชามี ๘ คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อภิญญา ๖. ว่าด้วยอรรถแรก ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่าวิชชาภาคี. ว่าด้วยอรรถหลัง บรรดาวิชชา ๘ เหล่านั้น วิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา. วิชชาทั้งหลายที่เหลือเป็นวิชชาภาคี เพราะฉะนั้น วิชชาก็ดี ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคีนั่นแหละ

แต่ในสุตตันติกทุกะในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัมปยุตตธรรม. ธรรมเหล่าใดย่อมเสพอวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอวิชชาภาคี. แม้ธรรมที่ยังส่วนแห่งอวิชชาให้เป็นไปในหมวดแห่งอวิชชา ก็ชื่อว่าอวิชชาภาคี. ในอวิชชาภาคีนั้น อวิชชามี ๔ คือ ความมืดอันปิดบังทุกข์ ความมืดที่ปิดบังสมุทัยเป็นต้น ๓. แม้ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่าอวิชชาภาคีโดยนัยแรกนั่นแหละ บรรดาอวิชชาเหล่านั้น อวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอวิชชา (โดยนัยหลัง) อวิชชาที่เหลือ ชื่อว่า อวิชชาภาคี เพราะฉะนั้นอวิชชาอย่างนี้ก็ดี ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาก็ดี พึงทราบว่า อวิชชาภาคีนั่นแหละ. ก็ในทุกะนี้ท่านประสงค์เอาธรรมที่สัมปยุตกัน.

ธรรมที่ชื่อว่าวิชชูปมะ เพราะเปรียบด้วยสายฟ้าเหตุที่ไม่สามารถเพื่อกำจัดความมืด คือกิเลสได้ด้วยความครอบงำอีก. ที่ชื่อว่าวชิรูปมธรรม เพราะธรรมเหล่านั้นเปรียบด้วยเพชร เหตุที่สามารถกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง. ที่ชื่อว่าพาลธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในพาลทั้งหลายโดยอุปจารแห่งธรรมที่พาลตั้งอยู่. ที่ชื่อว่าปัณฑิตธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในบัณฑิตทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพาลธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนโง่. หรือชื่อว่าปัณฑิตธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนฉลาด. ธรรมดำกระทำจิตไม่ให้มีความประภัสสร ชื่อว่ากัณหธรรม. ธรรมขาวกระทำจิตให้มีความประภัสสร ชื่อว่าสุกกธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากัณหธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดดำ หรือชื่อว่าสุกกธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดขาว. ที่ชื่อว่าตปนียธรรม เพราะย่อมเดือดร้อนในโลกนี้และโลกหน้า. ธรรมที่มิใช่ตปนียธรรม ชื่อว่าอตปนียธรรม.

ทุกะ ๓ มีอธิวจนทุกะเป็นต้น ว่าโดยอรรถไม่มีการกระทำที่ต่างกันในอธิวจนทุกะเป็นต้นนี้ ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น. จริงอยู่ คำว่า สิริวฑฺฒโก ธนวฑฺฒโก เป็นต้นที่กระทำเพียงถ้อยคำเท่านั้น ให้เป็นใหญ่เป็นไป ชื่อว่าอธิวจนะ. ธรรมที่เป็นคลองแห่งชื่อทั้งหลาย ชื่อว่าอธิวจนปถะ.

คำพูดที่ท่านกล่าวอยู่กระทำให้มีเหตุโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมใดย่อมปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นจึงเรียกว่า สังขาร ดังนี้ ชื่อว่านิรุตติ. คลองแห่งนิรุตติธรรมทั้งหลาย เรียกว่านิรุตติปถธรรม. ธรรมที่ชื่อว่าปัญญัตติ เพราะการแจ้งให้ทราบโดยประการนั้นๆ อย่างนี้ว่า ตกฺโก (การตรึก) วิตกฺโก (วิตก) สํกปฺโป (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัตติทั้งหลายเรียกว่า ปัญญัตติปถธรรม ในที่นี้แม้จะกล่าวทุกะหนึ่ง ก็พึงทราบประโยชน์ในถ้อยคำโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ.

ว่าด้วยนามรูปทุกะ

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งนามรูปต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่านาม เพราะอรรถว่า การตั้งชื่อ หรือเพราะอรรถว่า น้อมไป หรือว่าเพราะอรรถว่าการให้น้อมไป. ธรรมที่ชื่อว่ารูป เพราะอรรถว่า แตกสลายไป. ในสุตตันติกทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้. ส่วนความพิสดาร นามธรรมจักแจ่มแจ้งในนิกเขปกัณฑ์.

ความไม่รู้ในสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น ชื่อว่าอวิชชา ความปรารถนาในภวะ ชื่อว่าภวตัณหา. สัสสตะ (เที่ยง) ท่านเรียกว่าภวะ ในบทว่า ภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความเห็นว่าเที่ยง. ความขาดสูญ ท่านเรียกว่าวิภวะ ในบทว่า วิภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือ ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความขาดสูญ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกเที่ยง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกมีที่สุด ดังนี้ ชื่อว่าอันตวาทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ ชื่อว่าอนันตวาทิฏฐิ. ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ชื่อว่าปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ชื่อว่าอปรันตานุทิฏฐิ.

ความไม่ละอายท่านให้พิสดารอย่างนี้ว่า กรรมอันใดอันบุคคลควรละอาย ย่อมไม่ละอาย กรรมนั้นชื่อว่าอหิริกะ. อาการที่ไม่เกรงกลัว ท่านให้พิสดารไว้อย่างนี้ว่า กรรมใด อันบุคคลควรเกรงกลัว ย่อมไม่เกรงกลัว กรรมนั้นชื่อว่าอโนตตัปปะ. ความละอายชื่อว่าหิริ ความเกรงกลัว ชื่อว่าโอตตัปปะ.

พึงทราบวินิจฉัยในโทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก) เป็นต้น บุคคลชื่อว่า ทุพพจะ (ว่ายาก) เพราะอรรถว่า การกล่าวสอนบุคคลผู้ถือเอาการขัดแย้งต่างๆ ผู้ชอบโต้แย้ง ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ การกล่าวสอนนั้นทำได้ยาก. กรรมของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่าโทวจัสสะ ภาวะแห่งกรรมของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่าโทวจัสสตา. บุคคลผู้ลามกไม่มีศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ปาปมิตร ภาวะแห่งปาปมิตรนั้น ชื่อว่าปาปมิตตตา. พึงทราบโสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย) และกัลยาณมิตรโดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติทั้งหลายที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า กองอาบัติ ๕ ก็มีกองอาบัติ ๗ ก็มีดังนี้ ชื่อว่า อาปัตติกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติเหล่านั้น ชื่อว่า อาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติกุสลตา. นี้เป็นชื่อของปัญญาที่กำหนดอัปปนาของสมาบัติทั้งหลาย. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑๘ อย่าง ชื่อว่า ธาตุกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในการมนสิการธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ ชื่อว่า มนสิการกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะนั้นๆ ชื่อว่า ฐานกุสลตา. เหตุ ตรัสเรียกว่า ฐานะ. จริงอยู่ ผล ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ เพราะอาศัยฐานะนั้นเป็นไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตรัสเรียกเหตุว่า ฐานะ. ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะทั้งหลาย ชื่อว่าอฐานกุสลตา.

ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าอาชชวะ. ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่ามัททวะ. ความเป็นผู้อดทนกล่าวคือความอดกลั้น ชื่อว่าขันติ. ความเป็นผู้ยินดีร่าเริง ชื่อว่าโสรัจจะ. ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน คือความบันเทิงใจและความอ่อนโยน ชื่อว่าสาขัลยะ. การปฏิสันถารด้วยธรรมและอามิสทั้งหลายโดยไม่ให้มีโทษของตนกับผู้อื่น ชื่อว่าปฏิสันถาร. ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ คือความเป็นผู้ทำลายอินทรีย์สังวร ชื่อว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา. ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะด้วยอำนาจแห่งการรับและการบริโภค ชื่อว่า โภชเน อมตฺตฺญุตา. พึงทราบหมวด ๒ ในระหว่าง ด้วยสามารถการปฏิเสธคำที่กล่าวแล้ว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้หลงลืมสติ คือการอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามุฏฐสัจจะ. ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ชื่อว่าอสัมปชัญญะ.

ธรรมที่ชื่อว่าสติ เพราะระลึกได้ ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ทั่ว. พละกล่าวคือการพิจารณาสิ่งที่ยังไม่พิจารณา ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. พละที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ โดยวิริยะเป็นประธาน ชื่อว่าภาวนาพละ. ธรรมที่ชื่อว่าสมถะ เพราะยังธรรมอันเป็นข้าศึกให้สงบ. ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะเห็นโดยอาการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น. สมถะนั่นแหละชื่อว่าสมถนิมิต ด้วยสามารถแห่งนิมิตแห่งสมถะแรกที่พระโยคาวจรถือเอาอาการนั้นแล้วให้เป็นไปอีก. แม้ในปัคคาหนิมิต ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ธรรมที่ชื่อว่าปัคคาหะ เพราะประคองสัมปยุตตธรรมไว้. ชื่อว่าอวิกเขปะ เพราะไม่ซัดส่าย. ความวิบัติแห่งศีลคือความไม่สำรวมอันยังศีลให้พินาศ ชื่อว่าสีลวิบัติ. ความวิบัติแห่งทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ. การถึงพร้อมด้วยศีล ชื่อว่าสีลสัมปทา เพราะยังความยินดีร่าเริงให้ถึงพร้อมด้วยศีล คือให้บริบูรณ์ด้วยศีลนั่นแหละ. ญาณอันบริบูรณ์ด้วยทิฏฐิ เป็นการถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิสัมปทา. ความหมดจดแห่งศีล กล่าวคือศีลที่ถึงความเป็นวิสุทธิ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ. ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะสามารถเพื่อบรรลุวิสุทธิคือพระนิพพาน เป็นการหมดจดแห่งทิฏฐิกล่าวคือการเห็น. ข้อว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน และ ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิกล่าวคือกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น และความเพียรอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิวิสุทธินั้นนั่นแหละของบุคคลผู้มีความเห็นถูกต้อง มีความเห็นอันเหมาะสม มีความเห็นอันดี.

ความสังเวชกล่าวคือความกลัวอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยชาติเป็นต้น ชื่อว่าสังเวคะ. เหตุมีชาติเป็นต้น อันยังความสลดใจให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสังเวชนิยฐาน. ความเพียรอันเป็นอุบายของผู้มีใจสลดอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าความเพียร โดยแยบคายของบุคคลผู้มีใจสลดแล้ว. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในการบำเพ็ญกุศลธรรม ชื่อว่าความไม่ยินดีในกุศลธรรม. ความไม่ถอยกลับ และไม่ท้อถอยในความเพียรที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าธรรมที่ไม่ทำให้ท้อถอยในความเพียร. ชื่อว่าวิชชา เพราะรู้แจ้ง. ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น. ญาณในอริยมรรคอันกระทำความสิ้นกิเลส ชื่อว่า ขเย ญาณํ (ญาณในความสิ้นกิเลส). ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสอันมรรคนั้นๆ พึงฆ่า เป็นญาณไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า อนุปฺปาเท ญาณํ (ญาณในความไม่เกิดขึ้น).

จบอรรถกถามาติกานุบุพบทเพียงนี้. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา