เหตุโคจฉกะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๐๐กตเม ธมฺมา เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู อโลโภ กุสลเหตุ อโทโส กุสลเหตุ จตูสุ ภูมีสุ กุสเลสุ อุปฺปชฺชนฺติ อโมโห กุสลเหตุ กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ กุสเลสุ อุปฺปชฺชติ โลโภ อฏฺฐสุ โลภสหคเตสุ จิตฺตุปฺปาเทสุ อุปฺปชฺชติ โทโส ทฺวีสุ โทมนสฺสสหคเตสุ จิตฺตุปฺปาเทสุ อุปฺปชฺชติ โมโห สพฺพากุสเลสุ อุปฺปชฺชติ อโลโภ วิปากเหตุ อโทโส วิปากเหตุ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเกสุ อุปฺปชฺชนฺติ อโมโห วิปากเหตุ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเกสุ อุปฺปชฺชติ อโลโภ กิริยเหตุ อโทโส กิริยเหตุ กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริเยสุ อุปฺปชฺชนฺติ อโมโห กิริยเหตุ กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริเยสุ อุปฺปชฺชติ อิเม ธมฺมา เหตู ฯ กตเม ธมฺมา นเหตู ฐเปตฺวา เหตู จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา นเหตู ฯ
๙๐๑กตเม ธมฺมา สเหตุกา วิจิกิจฺฉาสหคตํ อุทฺธจฺจสหคตํ โมหํ ฐเปตฺวา อวเสสํ อกุสลํ จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ อิเม ธมฺมา สเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา อเหตุกา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห อุทฺธจฺจสหคโต โมโห เทฺว ปญฺจวิญฺญาณานิ ติสฺโส จ มโนธาตุโย ปญฺจ จ อเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุโย รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อเหตุกา ฯ
๙๐๒กตเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา วิจิกิจฺฉาสหคตํ อุทฺธจฺจสหคตํ โมหํ ฐเปตฺวา อวเสสํ อกุสลํ จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ อิเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา เหตุวิปฺปยุตฺตา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห อุทฺธจฺจสหคโต โมโห เทฺว ปญฺจวิญฺญาณานิ ติสฺโส จ มโนธาตุโย ปญฺจ จ อเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุโย รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เหตุวิปฺปยุตฺตา ฯ
๙๐๓กตเม ธมฺมา เหตูเจวสเหตุกาจ ยตฺถ เทฺว ตโย เหตู เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อิเม ธมฺมา เหตูเจวสเหตุกาจ ฯ กตเม ธมฺมา สเหตุกาเจวนจเหตู จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ เอตฺถุปฺปนฺเน เหตู ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา สเหตุกาเจวนจเหตู ฯ อเหตุกา ธมฺมา น วตฺตพฺพา เหตูเจวสเหตุกาจาติปิ สเหตุกาเจวนจเหตูติปิ ฯ
๙๐๔กตเม ธมฺมา เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจ ยตฺถ เทฺว ตโย เหตู เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อิเม ธมฺมา เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจ ฯ กตเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตาเจวนจเหตู จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ เอตฺถุปฺปนฺเน เหตู ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตาเจวนจเหตู ฯ เหตุวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา น วตฺตพฺพา เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตาเจวนจเหตูติปิ ฯ
๙๐๕กตเม ธมฺมา นเหตู สเหตุกา จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ กามาวจรสฺส วิปากโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก กามาวจรกิริยโต อเหตุเก จิตฺตุปฺปาเท ฐเปตฺวา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ เอตฺถุปฺปนฺเน เหตู ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา นเหตู สเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา นเหตู อเหตุกา เทฺว ปญฺจวิญฺญาณานิ ติสฺโส จ มโนธาตุโย ปญฺจ จ อเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุโย รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา นเหตูอเหตุกา ฯ เหตู ธมฺมา น วตฺตพฺพา นเหตู สเหตุกาติปิ น เหตู อเหตุกาติปิ ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ทุกอัตถุทธาระ เหตุโคจฉกะ ทุกอัตถุทธาระ ๑. เหตุโคจฉกะ ๑. เหตุทุกะ
สภาวธรรมที่เป็นเหตุ เป็นไฉน กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ อโลภกุศลเหตุ อโทสกุศลเหตุ เกิดขึ้นในกุศลทั้ง ๔ ภูมิ อโมหกุศลเหตุเกิดขึ้นในกุศลทั้ง ๔ ภูมิ เว้นจิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ โลภะเกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ โทสะเกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ โมหะเกิดขึ้นในอกุศลทั้งหมด อโลภวิปากเหตุ อโทสวิปากเหตุเกิดขึ้นในวิบากทั้ง ๔ ภูมิ เว้นอเหตุกจิตตุป-บาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจร อโมหวิปากเหตุเกิดขึ้นในวิบากทั้ง ๔ ภูมิ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรและจิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุต ๔อโลภกิริยาเหตุ อโทสกิริยาเหตุเกิดขึ้นในกิริยาทั้ง ๓ ภูมิ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยา อโมหกิริยาเหตุเกิดขึ้นในกิริยาทั้ง ๓ ภูมิ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยาและเว้นจิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุต ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุ
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน เว้นเหตุทั้งหมดแล้ว กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นเหตุ๒. สเหตุทุกะ
สภาวธรรมที่มีเหตุ เป็นไฉน อกุศลที่เหลือ เว้นโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะแล้ว กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยาแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ทุกอัตถุทธาระ เหตุโคจฉกะ
สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุ เป็นไฉน โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ทวิปัญจ-วิญญาณ มโนธาตุ ๓ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๕ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีเหตุ ๓. เหตุสัมปยุตตทุกะ
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน อกุศลที่เหลือ เว้นโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะกุศลในภูมิทั้ง ๔ วิบากในภูมิ ๔ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรอัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเหตุ
สภาวธรรมที่วิปปยุตจากเหตุ เป็นไฉน โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ทวิปัญจวิญญาณมโนธาตุ ๓ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๕ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าวิปปยุตจากเหตุ ๔. เหตุสเหตุกทุกะ
สภาวธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ เป็นไฉน เหตุ ๒ เหตุ ๓ เกิดขึ้นร่วมกันในสภาวธรรมใด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุและมีเหตุ
สภาวธรรมที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจร อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยา เว้นเหตุทั้งหมดที่เกิดในจิตตุปบาทนี้แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุสภาวธรรมที่ไม่มีเหตุกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุ มีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ๕. เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ
สภาวธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ทุกอัตถุทธาระ จูฬันตรทุกะ เหตุ ๒ เหตุ ๓ เกิดขึ้นร่วมกันในสภาวธรรมใด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจร อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยา และเว้นเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทนี้ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ สภาวธรรมที่วิปปยุตจากเหตุกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุหรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ๖. นเหตุสเหตุกทุกะ
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจร อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ เว้นอเหตุกจิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกิริยา และเว้นเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทนี้ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ เป็นไฉน ทวิปัญจวิญญาณ มโนธาตุ ๓ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๕ รูป และนิพพานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ สภาวธรรมที่เป็นเหตุกล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุหรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ เหตุโคจฉกะ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อัฏฐกถากัณฑวรรณนา
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสเหตุโคจฉกทุกะ ต่อไป
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเหตุโดยนัยมีอาทิว่า ตโย กุสลเหตู ดังนี้แล้ว ทรงประสงค์จะแสดงเหตุเหล่านั้นนั่นแหละโดยฐานะแห่งการเกิดขึ้นอีก จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า จตูสุ ภูมีสุ กุสเลสุ อุปฺปชฺชนฺติ(บังเกิดในกุศลทั้ง ๔ ภูมิ) ดังนี้. นัยแห่งเทศนาแม้ในโคจฉกะที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยอุบายนี้.
ในนิทเทสแห่งอาสวทุกะ (บาลีข้อ ๙๑๗) ว่า ยตฺถ เทฺว ตโย อาสวา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ
(อาสวะ ๒-๓ อย่าง บังเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) นี้ บัณฑิตพึงทราบ ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะรวมกัน ๓ อย่าง.
บรรดาอาสวะเหล่านั้น กามาสวะย่อมเกิดรวมกันโดย ๒ อย่าง คือเกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุต ๔ ดวงรวมกับอวิชชาสวะ เกิดขึ้นในทิฏฐิสัมปยุต ๔ ดวง พร้อมกับทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ ส่วนภวาสวะย่อมเกิดรวมกันอย่างเดียว คือเกิดในทิฏฐิวิปปยุต ๔ พร้อมกับอวิชชาสวะ.
อนึ่ง ในคำว่า อาสวะ ๒-๓ อย่างบังเกิดร่วมกัน นี้ฉันใด แม้ในคำว่า สัญโญชน์ ๒-๓ บังเกิดรวมกันในจิตตุปบาทใด นี้ก็ฉันนั้น คือการเกิดของสัญโญชน์ทั้งหลายรวมกันพึงมี ๑๐ อย่าง.
บรรดาสัญโญชน์เหล่านั้น กามราคสัญโญชน์ย่อมเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง ปฏิฆะย่อมเกิดร่วมกัน ๓ อย่าง มานะย่อมเกิดร่วมกัน ๑ อย่าง วิจิกิจฉาและภวราคะก็เกิดร่วมกันอย่างละ ๑ อย่างเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร
คือกามราคสัญโญชน์ก่อน เกิดร่วมกัน ๔ อย่างคือ เกิดร่วมกันกับมานสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับทิฏฐิสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับสีลัพพตปรามาสและอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.
ก็ปฏิฆสัญโญชน์เกิดร่วมกัน ๓ อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกันกับอิสสาสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับมัจฉริยสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.
มานสัญโญชน์ย่อมเกิดร่วมกันพร้อมกับภวราคสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
จริงอยู่ วิจิกิจฉาสัญโญชน์นั้นย่อมเกิดร่วมกันอย่างเดียว คือร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์. แม้ในภวราคสัญโญชน์ก็นัยนี้แหละ สัญโญชน์ ๒-๓ เกิดร่วมกันในจิตตุปบาทนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยนีวรณโคจฉกทุกะ
พระดำรัสใดที่ตรัสไว้ในนีวรณโคจฉกะ (บาลีข้อ ๙๓๕) ว่า ยตฺถ เทฺว ตีณิ นีวรณานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (นิวรณ์ ๒-๓ อย่างบังเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้ แม้ในพระดำรัสนั้น บัณฑิตก็พึงทราบความบังเกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์ทั้งหลายมี ๘ อย่าง.
จริงอยู่ ในบรรดานิวรณ์เหล่านั้น กามฉันทเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง พยาบาทเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง อุทธัจจะเกิดร่วมกันอย่างเดียว วิจิกิจฉาก็เกิดร่วมกันอย่างเดียวเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร?
คือ กามฉันทะก่อนย่อมเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง คือเกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกันกับถีนนิวรณ์ มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ก็คำใดที่ตรัสว่า นิวรณ์เกิดร่วมกัน ๒-๓ นั้น คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวโดยการกำหนดไว้ในเบื้องต้นแล้ว เพราะฉะนั้น การบังเกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์แม้ทั้ง ๔ ก็ย่อมถูกต้องทีเดียว.
ส่วนพยาบาทบังเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง คือเกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับถีนนิวรณ์ มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑เกิดร่วมกับถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ส่วนอุทธัจจนิวรณ์เกิดร่วมกันมีอย่างเดียว คือเกิดร่วมกับอวิชชานิวรณ์เพียงอย่างเดียว วิจิกิจฉาก็เกิดร่วมกันอย่างเดียว คือเกิดกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์.
ว่าด้วยกิเลสโคจฉกทุกะ
แม้พระดำรัสนี้ใดที่ตรัสไว้ในกิเลสโคจฉกะ (ข้อ ๙๖๘) ว่า ยตฺถ เทฺว ตโย กิเลสา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (กิเลส ๒-๓ อย่างเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้. ในพระบาลีนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า กิเลส ๒-๓ อย่าง เกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น หรือกิเลส ๓ อย่างเกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น ดังนี้ เพราะเหตุไร เพราะไม่มีกิเลส ๒ หรือ ๓ อย่างเกิดร่วมกัน ในพระบาลีนั้น การเกิดขึ้นร่วมกันแห่งกิเลสมี ๑๐ อย่าง.
จริงอยู่ ในบรรดากิเลส ๑๐ เหล่านี้ โลภกิเลสย่อมเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง ปฏิฆกิเลสเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง โมหกิเลสก็พึงทราบ ๒ อย่างเหมือนกัน.
พึงทราบอย่างไร? คือ
โลภะก่อนเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง คือ เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑
เกิดร่วมกับโมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑
เกิดร่วมกับโมหะ มานะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิตนั่นแหละ ๑
เกิดร่วมกับโมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกจิตนั่นแหละ ๑
อนึ่ง เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๑
เกิดร่วมกับโมหะ ทิฏฐิ ถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตัปปะในสสังขาริกประกอบด้วยทิฏฐิ ๑.
ส่วนปฏิฆะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับโมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกจิต ๑.
ส่วนโมหะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง คือ เกิดพร้อมกับวิจิกิจฉา อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ เกิดพร้อมกับอุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ๑.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล. อัฏฐกถากัณฑวรรณนา แห่งอัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี จบ.
นิคมกถา
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้
พระโลกนารถเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกจิตตุปปาทกัณฑ์ รูปกัณฑ์ นิกเขปกัณฑ์ และอัตถุทธารกัณฑ์ อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรงแสดงพระธรรมสังคณีใด การพรรณนาเนื้อความแห่งพระธรรมสังคณีที่ได้ทรงรวบรวมธรรมโดยสิ้นเชิงแห่งพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งทรงตั้งไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าได้เริ่มแล้ว การพรรณนาเนื้อความนี้นั้นเข้าถึงความสำเร็จแล้วโดยชื่อว่าอัฏฐสาลินี เพราะมีเนื้อความไม่อากูลโดยพระบาลี ๓๙ ภาณวาร เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม.
กุศลใดที่ข้าพเจ้ายังอรรถวรรณนาให้จบลงนั้นสำเร็จแล้วด้วยอานุภาพแห่งกุศลนั้น ขอสัตว์แม้ทั้งหมดจงรู้พระธรรมของพระธรรมราชา อันนำมาซึ่งความสุขแล้ว จงบรรลุสันติสุขคือพระนิพพานอันยอดเยี่ยม หาความโศกมิได้ ไม่มีความคับแค้นใจ ด้วยข้อปฏิบัติอันบริสุทธิ์โดยง่าย.
ขอพระสัทธรรมจงดำรงอยู่สิ้นกาลนาน ขอเหล่าสัตว์แม้ทั้งหมดจงเคารพธรรม ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล พระราชาแต่เก่าก่อนทรงคุณธรรมอันดีทรงปกครองปวงประชาโดยธรรมฉันใด ขอพระราชาปัจจุบันจงทรงปกครองปวงประชาโดยธรรม ดุจพระโอรสของพระองค์ฉันนั้นเถิด.
อรรถกถาธรรมสังคณี ชื่อว่าอัฏฐสาลินี นี้อันพระเถระผู้มีนามที่ครูทั้งหลายขนาน แล้วว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วย ศรัทธา ปัญญาและวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่งผู้ยังหมู่แห่งคุณมีศีลอาจาระความซื่อตรง ความอ่อนโยนเป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ผู้สามารถหยั่งลงสู่ชัฏ (การวินิจฉัยข้อความที่ยุ่งยาก)ในความแตกต่างกันแห่งลัทธิของตนและคนอื่น ผู้ประกอบด้วยความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ผู้มีปรีชาญาณอันไม่ติดขัดในสัตถุศาสน์ อันต่างด้วยปริยัติคือพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาผู้เป็นมหาไวยากรณ์ ผู้อธิบายเนื้อความได้กว้างขวาง ผู้ประกอบด้วยถ้อยคำไพเราะอันเลิศซึ่งเปล่งออกไปได้คล่องแคล่วอันเกิดแต่กรณสมบัติเป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยทั้งผูกทั้งแก้ เป็นมหากวี เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระฝ่ายมหาวิหารซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วในอุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมีการแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานแล้วเป็นบริวาร เป็นผู้มีความรู้ไพบูลย์และหมดจดวิเศษแล้ว รจนาไว้.
ขออรรถกถาธรรมสังคณีชื่อ อัฏฐสาลีนีนี้
อันแสดงนัยแห่งปัญญาวิสุทธิ์ แก่กุลบุตรทั้งหลาย
ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดออกจากโลก จงดำรง
อยู่ในโลกตราบเท่าพระนามว่า “พุทโธ” ของพระ
โลกเชษฐ์เจ้า ผู้เป็นพระมหาฤาษี ผู้มีพระทัยบริสุทธิ์
ผู้คงที่ ยังเป็นไปในโลก เทอญ.
____________________________
ในที่นี้กล่าว นามเธยฺย (การตั้งชื่อ) เป็นของพระพุทธโฆสาจารย์ที่ครูทั้งหลายขนานให้มีถึง ๑๓ บท.
เถรวงศ์ หมายถึงพระมหากัสสปเถระเป็นต้น และคำว่า " ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วในอุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมีการแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานดีแล้วเป็นบริวาร" เหล่านี้ เป็นคุณของพระมหากัสสปเถระเป็นต้น.
-----------------------------------------------------