ปัญหาวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺหาวาโร
๑๗๙๖มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺคารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ
๑๗๙๗มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺคารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๗๙๘มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ อิมินา การเณน สตฺตรส ปญฺหา กาตพฺพา ฯ
๑๗๙๙มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ เจโตปริยญาเณน มคฺคเหตุกจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ มคฺคเหตุกา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ- ญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย
๑๘๐๐มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๑มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๒มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณ- ปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๓มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ เจโตปริยญาเณน มคฺคาธิปติจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ มคฺคาธิปตี ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๐๔มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๕มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ เจโตปริยญาเณน มคฺคเหตุกมคฺคาธิปติจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ มคฺคเหตุกา จ มคฺคาธิปตี จ ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๐๖มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๗มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๐๘มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๐๙มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๐มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๑มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๒มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๑๓มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๔มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๑๕มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคเหตุกานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๖มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๗มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคาธิปติ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๘มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคาธิปติ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคเหตุกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๑๙มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคาธิปติ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๐มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคาธิปติ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคเหตุกานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๑มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๒มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๓มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๔มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๒๕มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคเหตุกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๖มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๗มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา ฯเปฯ ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๒๘มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: มคฺคเหตุกา จ มคฺคาธิปติ จ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ มคฺคเหตุกานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๒๙มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๐มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๑มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๒มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคาธิปตี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๓มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคาธิปตี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๔มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคาธิปตี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๕มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปตี จ ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๖มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปตี จ ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคาธิปตีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๗มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา จ มคฺคาธิปตี จ ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานญฺจ มคฺคาธิปตีนญฺจ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๓๘มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรสทิสํ ฯ สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อญฺญมญฺญปจฺจเยน ปจฺจโย นิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ตีสุปิ สตฺตรส ปญฺหา กาตพฺพา ฯ
๑๘๓๙มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๐มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๑มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๒มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๓มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๔๔มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๕มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๔๖มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ฯเปฯ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๗มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๘มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๔๙มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ฯเปฯ จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๐มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๑มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ฯเปฯ จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๒มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๓มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๔มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปจฺจเวกฺขณา ปจฺจเวกฺขณาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๕มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๕๖มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๗มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๕๘มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
๑๘๕๙มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๐มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา มคฺคารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มคฺคารมฺมณานํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๑มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อนนฺตรสทิสํ นว ปญฺหา กาตพฺพา ฯ อาวชฺชนา น กาตพฺพา ฯ
๑๘๖๒มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย นานาขณิกา นตฺถิ สตฺตรส ปญฺหา กาตพฺพา ฯ มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฌานปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย สมฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อิเม สตฺต ปจฺจยา สตฺตรสปญฺหา เหตุสทิสา ฯ นตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย วิคตปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรสทิสา ฯ อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย สตฺตรส ปญฺหา ฯ
๑๘๖๓เหตุยา สตฺตรส อารมฺมเณ นว อธิปติยา เอกวีส อนนฺตเร นว สมนนฺตเร นว สหชาเต สตฺตรส อญฺญมญฺเญ สตฺตรส นิสฺสเย สตฺตรส อุปนิสฺสเย เอกวีส อาเสวเน นว กมฺเม สตฺตรส อาหาเร อินฺทฺริเย ฌาเน มคฺเค สมฺปยุตฺเต สตฺตรส อตฺถิยา สตฺตรส นตฺถิยา นว วิคเต นว อวิคเต สตฺตรส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ อนุโลมํ
๑๘๖๔มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๕มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๖มคฺคารมฺมโณ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๗มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๘มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๖๙มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณ- ปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๐มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๑มคฺคเหตุโก ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๒มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๓มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๔มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๕มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๖มคฺคาธิปติ ธมฺโม มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๗มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๘มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๗๙มคฺคารมฺมโณ จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๐มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๑มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๒มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคาธิปติสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๓มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคารมฺมณสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๔มคฺคเหตุโก จ มคฺคาธิปติ จ ธมฺมา มคฺคเหตุกสฺส จ มคฺคาธิปติสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
๑๘๘๕นเหตุยา เอกวีส นอารมฺมเณ สตฺตรส นอารมฺมเณ คหิเต ปกตารมฺมณมฺปิ อุปนิสฺสยารมฺมณมฺปิ เทฺว ฉิชฺชนฺติ นอธิปติยา เอกวีส นอนนฺตเร นสมนนฺตเร นสหชาเต นอญฺญมญฺเญ นนิสฺสเย นอุปนิสฺสเย นปุเรชาเต นปจฺฉาชาเต นอาเสวเน นกมฺเม นวิปาเก นอาหาเร นอินฺทฺริเย นฌาเน นมคฺเค นสมฺปยุตฺเต นวิปฺปยุตฺเต โนอตฺถิยา โนนตฺถิยา โนวิคเต โนอวิคเต เอกวีส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ ปจฺจนียํ ฯ
๑๘๘๖เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ สตฺตรส ... นอธิปติยา นอนนฺตเร นสมนนฺตเร นอุปนิสฺสเย นปุเรชาเต นปจฺฉาชาเต นอาเสวเน นกมฺเม นวิปาเก นอาหาเร นอินฺทฺริเย นฌาเน นมคฺเค นวิปฺปยุตฺเต โนนตฺถิยา โนวิคเต สตฺตรส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ อนุโลมปจฺจนียํ ฯ
๑๘๘๗นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ นว ... อธิปติยา เอกวีส อนนฺตเร นว สมนนฺตเร นว สหชาเต สตฺตรส อญฺญมญฺเญ สตฺตรส นิสฺสเย สตฺตรส อุปนิสฺสเย เอกวีส อาเสวเน นว กมฺเม สตฺตรส อาหาเร สตฺตรส อินฺทฺริเย ฌาเน มคฺเค สมฺปยุตฺเต สตฺตรส อตฺถิยา สตฺตรส นตฺถิยา นว วิคเต นว อวิคเต สตฺตรส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ ปจฺจนียานุโลมํ ฯ ปญฺหาวาโร นิฏฺฐิโต ฯ มคฺคารมฺมณตฺติกํ โสฬสมํ นิฏฺฐิตํ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยเหตุปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยเหตุปัจจัย (ด้วยเหตุนี้พึงเพิ่มเป็น ๑๗ วาระ)อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่มีมรรคเป็นเหตุด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณและอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่มีมรรคเป็นอธิบดีด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณและอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณและอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๓)อธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอธิปติปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดี-ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือสหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดี-ธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คืออารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สห-ชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอธิปติปัจจัย (๕)อนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆโดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๓)สมนันตรปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อารมณ์โดยสมนันตรปัจจัย ฯลฯ (ปัจจัยนี้เหมือนกับอนันตรปัจจัย) เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย(แม้ปัจจัยทั้ง ๓ พึงเพิ่มเป็น ๑๗ วาระ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร อุปนิสสยปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสย-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสย-ปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสย-ปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น เหตุโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะอนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูป-นิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คืออนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาว- ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณูปนิสสยะได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คืออารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูป-นิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕) อาเสวนปัจจัย
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอาเสวนปัจจัย (ปัจจัยนี้เหมือนกับอนันตรปัจจัย พึงเพิ่มเป็น ๙ วาระ ไม่พึงเพิ่มอาวัชชนจิต) กัมมปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อารมณ์โดยกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ (ไม่มีนานาขณิกะ พึงเพิ่มเป็น ๑๗ วาระ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร อาหารปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรียปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัยเป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอัตถิปัจจัย(๗ ปัจจัยนี้มี ๑๗ วาระเหมือนกับเหตุปัจจัย) เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย (ปัจจัยนี้เหมือนกับอนันตรปัจจัย) เป็นปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย (มี ๑๗วาระ) ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร
เหตุปัจจัย มี ๑๗ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระ อธิปติปัจจัย มี ๒๑ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๑๗ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๑๗ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๑๗ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๒๑ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ กัมมปัจจัย มี ๑๗ วาระ อาหารปัจจัย มี ๑๗ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๑๗ วาระ ฌานปัจจัย มี ๑๗ วาระ มัคคปัจจัย มี ๑๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๑๗ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร นัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ วิคตปัจจัย มี ๙ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๑๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) อนุโลม จบ ๒. ปัจจนียุทธาร
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๕)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็น อธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๕)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาว- ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์และที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔) สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุและที่มีมรรคเป็นอธิบดีโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร สุทธนัย
นเหตุปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอารัมมณปัจจัย มี ๑๗ วาระ (เมื่อระบุนอารัมมณปัจจัยแล้ว ก็ขาดไป ๒ ปัจจัย คือ ปกตารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยารัมมณปัจจัย) นอธิปติปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอนันตรปัจจัย มี ๒๑ วาระ นสมนันตรปัจจัย มี ๒๑ วาระ นสหชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย มี ๒๑ วาระ นนิสสยปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย มี ๒๑ วาระ นปุเรชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอาเสวนปัจจัย มี ๒๑ วาระ นกัมมปัจจัย มี ๒๑ วาระ นวิปากปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอาหารปัจจัย มี ๒๑ วาระ นอินทรียปัจจัย มี ๒๑ วาระ นฌานปัจจัย มี ๒๑ วาระ นมัคคปัจจัย มี ๒๑ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย มี ๒๑ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย มี ๒๑ วาระ โนอัตถิปัจจัย มี ๒๑ วาระ โนนัตถิปัจจัย มี ๒๑ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร โนวิคตปัจจัย มี ๒๑ วาระ โนอวิคตปัจจัย มี ๒๑ วาระ (พึงนับอย่างนี้) ปัจจนียะ จบ ๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ เหตุทุกนัย
นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๑๗ วาระ นอธิปติปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอนันตรปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นสมนันตรปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นปุเรชาตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอาเสวนปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นกัมมปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นวิปากปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอาหารปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอินทรียปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นฌานปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นมัคคปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ โนนัตถิปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ โนวิคตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) อนุโลมปัจจนียะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๖. มัคคารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร ๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม นเหตุทุกนัย
อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๒๑ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๒๑ วาระ อาเสวนปัจจัย ” มี ๙ วาระ กัมมปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๙ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) ปัจจนียานุโลม จบ ปัญหาวาร จบ มัคคารัมมณติกะที่ ๑๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๕๔๙}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๗๖๘ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามัคคารัมมณติกะ
ในมัคคารัมมณติกะ ในอนุโลมแห่งปฏิจจวาระ ไม่มีวิปากปัจจัย.
แม้ในกัมมปัจจัย (แห่งปัญหาวาระ) ในติกะนี้ ก็ไม่ได้นานักขณิกกัมมปัจจัย.
อรรถกถามัคคารัมมณติกะ จบ. -----------------------------------------------------