๑๐. สังคีติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สงฺคีติสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๑๐. สังคีติสูตร (๓๓) -----------------------
เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา มลฺเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ เยน ปาวา นาม มลฺลานํ นครํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ปาวายํ วิหรติ จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส อมฺพวเน ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงนครของพวกมัลลกษัตริย์อันมีนามว่า ปาวา ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร เขตนครปาวา ฯ
เตน โข ปน สมเยน ปาเวยฺยกานํ มลฺลานํ อุพฺภตกํ นาม นวํ สณฺฐาคารํ อจิรการิตํ โหติ อนชฺฌาวุตฺถํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ฯ อสฺโสสุํ โข ปาเวยฺยกา มลฺลา ภควา กิร มลฺเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ ปาวํ อนุปฺปตฺโต ปาวายํ วิหรติ จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส อมฺพวเนติ ฯ อถโข ปาเวยฺยกา มลฺลา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ปาเวยฺยกา มลฺลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต ปาเวยฺยกานํ มลฺลานํ อุพฺภตกนฺนาม นวํ สณฺฐาคารํ อจิรการิตํ โหติ อนชฺฌาวุตฺถํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ตญฺจ โข ภนฺเต ภควา ปฐมํ ปริภุญฺชตุ ภควตา ปฐมํ ปริภุตฺตํ ปจฺฉา ปาเวยฺยกา มลฺลา ปริภุญฺชิสฺสนฺติ ตทสฺส ปาเวยฺยกานํ มลฺลานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อธิวาเสสิ โข ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ อถโข ปาเวยฺยกา มลฺลา ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สพฺพสนฺถรึ สณฺฐาคารํ สนฺถริตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา อุทกมณิกํ ปติฏฺฐาเปตฺวา เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข เต ปาเวยฺยกา มลฺลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สพฺพสนฺถริสนฺถตํ ภนฺเต สณฺฐาคารํ อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ อุทกมณิโก ปติฏฺฐาปิโต เตลปฺปทีโป อาโรปิโต ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มญฺญตีติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ท้องพระโรงหลังใหม่ อันมีนามว่า อุพภตกะ ของพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวา สร้างสำเร็จแล้วไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย พวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคได้เสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงนครปาวาโดยลำดับ กำลังประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร เขตนครปาวา ฯ ครั้งนั้นแล พวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวา ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้องพระโรงหลังใหม่ อันมีนามว่าอุพภตกะ ของพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวา สร้างสำเร็จแล้วไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จประทับ ณ ท้องพระโรงนั้นก่อนเถิด พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับก่อนแล้วภายหลังพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาจึงจักใช้สอย การเสด็จประทับก่อนของพระผู้มีพระภาคนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาสิ้นกาลนาน พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพแล้ว ฯ ครั้นพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวา ได้ทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณแล้ว พากันไปยังท้องพระโรง ครั้นแล้วจึงปูลาดท้องพระโรงให้พร้อมสรรพ แต่งตั้งอาสนะ ให้ตั้งหม้อน้ำ ตามประทีปน้ำมัน แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้องพระโรงพวกข้าพระองค์ปูลาดพร้อมสรรพแล้วอาสนะก็แต่งตั้งไว้แล้ว หม้อน้ำก็ให้ตั้งไว้แล้ว ประทีปน้ำมันก็ตามไว้แล้วพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้ ฯ
อถโข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา มชฺฌิมํ ถมฺภํ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ โข ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา ปจฺฉิมํ ภิตฺตึ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ภควนฺตํเยว ปุรกฺขตฺวา ปาเวยฺยกาปิ โข มลฺลา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา สณฺฐาคารํ ปวิสิตฺวา ปุรตฺถิมํ ภิตฺตึ นิสฺสาย ปจฺฉิมาภิมุขา นิสีทึสุ ภควนฺตํเยว ปุรกฺขตฺวา ฯ อถโข ภควา ปาเวยฺยเก มลฺเล พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุยฺโยเชสิ อภิกฺกนฺตา โข วาเสฏฺฐา รตฺติ ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข ปาเวยฺยกา มลฺลา ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรง ถือบาตรจีวรเสด็จไปยังท้องพระโรง พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าไปยังท้องพระโรง ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพาแม้พระภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วพากันเข้าไปยังท้องพระโรง นั่งพิงฝาด้านหลัง ผินหน้าไปทางทิศบูรพา แวดล้อมพระผู้มีพระภาค แม้พวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาก็พากันล้างเท้าแล้วเข้าไปยังท้องพระโรง นั่งพิงฝาด้านบูรพา ผินหน้าไปทางทิศปัจฉิมแวดล้อมพระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงยังพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะทั้งหลาย ราตรีล่วงมากแล้ว บัดนี้พวกท่านจงสำคัญเวลาอันสมควรเถิด พวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาได้พร้อมกันรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วพากันลุกขึ้นจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ
อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเตสุ ปาเวยฺยเกสุ มลฺเลสุ ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วิคตถีนมิทฺโธ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุสงฺโฆ ปฏิภาตุ สารีปุตฺต ภิกฺขูนํ ธมฺมิยา กถาย ปิฏฺฐิ เม อาคิลายติ ตมหํ อายเมยฺยามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข ภควา จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวา หลีกไปแล้วไม่นาน ได้ทรงเหลียวดูหมู่ภิกษุผู้นิ่งอยู่แล้วได้รับสั่งกะท่านพระสารี-*บุตรว่า ดูกรสารีบุตร ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนะและมิทธะ สารีบุตรจงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อยหลัง ฉะนั้น เราพึงพักผ่อน ท่านพระสารีบุตรได้รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคด้วยคำว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ดังนี้ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิเป็นสี่ชั้น แล้วทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงเหลื่อมพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะทรงกระทำความหมายในอันที่จะเสด็จลุกขึ้นไว้ในพระทัย ฯ
เตน โข ปน สมเยน นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต ปาวายํ อธุนา กาลกโต โหติ ฯ ตสฺส กาลกิริยาย ภินฺนา นิคณฺฐา เทฺวฬฺหกชาตา ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิจรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ กึ ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ มิจฺฉาปฏิปนฺโน ตฺวมสิ อหมสฺมิ สมฺมาปฏิปนฺโน สหิตํ เม อสหิตนฺเต ปุเร วจนียํ ปจฺฉา อวจ ปจฺฉา วจนียํ ปุเร อวจ อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ อาโรปิโต เต วาโท นิคฺคหิโต ตฺวมสิ ปรวาทปโมกฺขาย นิพฺเพเฐหิ วา สเจ ปโหสีติ ฯ วโธเยเวโก มญฺเญ นิคณฺเฐสุ นาฏปุตฺติเยสุ อนุวตฺตติ ฯ เยปิ นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส สาวกา คิหี โอทาตวสนา เตปิ นิคณฺเฐสุ นาฏปุตฺติเยสุ นิพฺพินฺนรูปา วิรตฺตรูปา ปฏิวานรูปา ยถา ตํ ทุรากฺขาเต ธมฺมวินเย ทุปฺปเวทิเต อนิยฺยานิเก อนุปสมสํวตฺตนิเก อสมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิเต ภินฺนถูเป อปฺปฏิสรเณ ฯ {๒๒๕.๑} อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ นิคณฺโฐ อาวุโส นาฏปุตฺโต ปาวายํ อธุนา กาลกโต ตสฺส กาลกิริยาย ภินฺนา นิคณฺฐา เทฺวฬฺหกชาตา ฯเปฯ ภินฺนถูเป อปฺปฏิสรเณ เอวเญฺหตํ อาวุโส โหติ ทุรากฺขาเต ธมฺมวินเย ทุปฺปเวทิเต อนิยฺยานิเก อนุปสมสํวตฺตนิเก อสมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิเต ฯ อยํ โข ปนาวุโส อมฺหากํ ภควตา ธมฺโม สฺวากฺขาโต สุปฺปเวทิโต นิยฺยานิโก อุปสมสํวตฺตนิโก สมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิโต ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ {๒๒๕.๒} กตโม จาวุโส อมฺหากํ ภควตา ธมฺโม สฺวากฺขาโต สุปฺปเวทิโต นิยฺยานิโก อุปสมสํวตฺตนิโก สมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิโต ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล นิครนถ์นาฏบุตรทำกาละแล้วที่นครปาวาไม่ นานนัก เพราะกาลกิริยาของนิครนถ์นาฏบุตรนั้น พวกนิครนถ์จึงแตกกัน เกิดแยกกันเป็นสองพวก เกิดบาดหมางกัน เกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น เสียดแทงกันและกันด้วยหอกคือปากอยู่ว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้วท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ ดังนี้ เห็นจะมีแต่ความตายอย่างเดียวเท่านั้นจะเป็นไปในพวกนิครนถ์ ผู้เป็นสาวกของนาฏบุตร ถึงพวกสาวกของนิครนถ์นาฏบุตรที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาวก็มีอาการเบื่อหน่าย คลายความรัก รู้สึกท้อถอยในพวกนิครนถ์ผู้เป็นสาวกของนาฏบุตร ทั้งนี้เพราะธรรมวินัยอันนิครนถ์นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ มิใช่ธรรมที่ท่านผู้เป็นพระสัมมา-*สัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยมีที่พำนักอันทำลายเสียแล้ว เป็นธรรมวินัยไม่มีที่พึ่งอาศัย ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เล่ากะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายนิครนถ์นาฏบุตรทำกาละแล้วที่พระนครปาวาไม่นานนัก เพราะกาลกิริยาของนิครนถ์นาฏบุตรนั้น พวกนิครนถ์จึงแตกกัน เกิดแยกกันเป็นสองพวก เกิดบาดหมางกันเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น เสียดแทงกันและกันด้วยหอกคือปากอยู่ว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิดข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้วข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้น จงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถดังนี้ เห็นจะมีแต่ความตายอย่างเดียวเท่านั้นจะเป็นไปในพวกนิครนถ์ ผู้เป็นสาวกของนาฏบุตร ถึงพวกสาวกของนิครนถ์นาฏบุตรที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาว ก็มีอาการเบื่อหน่าย คลายความรัก รู้สึกท้อถอยในพวกนิครนถ์ ผู้เป็นสาวกของนาฏบุตร ทั้งนี้ เพราะธรรมวินัยอันนิครนถ์นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดีไม่เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ มิใช่ธรรมที่ท่านผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยมีที่พำนักอันทำลายเสียแล้ว เป็นธรรมวินัยไม่มีที่พึงอาศัย ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ย่อมเป็นเช่นดังกล่าวมาสำหรับในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ มิใช่ธรรมที่ท่านผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ผู้มีอายุทั้งหลาย ส่วนธรรมนี้แล อันพระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย ตรัสไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้แล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ธรรมอะไรเล่าที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้แล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหม-*จรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เอโก ธมฺโม สมฺมทกฺขาโต ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตโม เอโก ธมฺโม ฯ สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา สพฺเพ สตฺตา สงฺขารฏฺฐิติกา ฯ อยํ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เอโก ธมฺโม สมฺมทกฺขาโต ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยเอกกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหนึ่ง ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหนึ่งเป็นไฉน สัตว์ทั้งหมดตั้งอยู่ได้เพราะอาหาร สัตว์ทั้งหมดตั้งอยู่ได้เพราะสังขาร ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหนึ่งนี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลกเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทฺว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม เทฺว ธมฺมา ฯ {๒๒๗.๑} นามญฺจ รูปญฺจ ฯ อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ ฯ ภวทิฏฺฐิ จ วิภวทิฏฺฐิ จ ฯ อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ ฯ หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ ฯ โทวจสฺสตา จ ปาปมิตฺตตา จ ฯ โสวจสฺสตา จ กลฺยาณมิตฺตตา จ ฯ อาปตฺติกุสลตา จ อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ฯ สมาปตฺติกุสลตา จ สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ฯ ธาตุกุสลตา จ มนสิการกุสลตา จ ฯ อายตนกุสลตา จ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ ฯ ฐานกุสลตา จ อฏฺฐานกุสลตา จ ฯ อาชฺชวญฺจ มทฺทวญฺจ ฯ ขนฺติ จ โสรจฺจญฺจ ฯ สาขลฺยญฺจ ปฏิสนฺถาโร จ ฯ อวิหึสา จ โสเจยฺยญฺจ ฯ มุฏฺฐสจฺจญฺจ อสมฺปชญฺญญฺจ ฯ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ ฯ อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ ฯ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ โภชเน มตฺตญฺญุตา จ ฯ ปฏิสงฺขานพลญฺจ ภาวนาพลญฺจ ฯ สติพลญฺจ สมาธิพลญฺจ ฯ สมโถ จ วิปสฺสนา จ ฯ สมถนิมิตฺตญฺจ ปคฺคหนิมิตฺตญฺจ ฯ ปคฺคโห จ อวิกฺเขโป จ ฯ สีลวิปตฺติ จ ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ ฯ สีลสมฺปทา จ ทิฏฺฐิสมฺปทา จ ฯ สีลวิสุทฺธิ จ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ ฯ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ฯ สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ ฯ อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ ฯ วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ ฯ ขเย ญาณํ อนุปฺปาเท ญาณํ ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทฺว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ สงฺคีติยทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๒ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แลพวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๒ เป็นไฉน นามและรูป ๑อวิชชาและภวตัณหา ๑ ภวทิฐิและวิภวทิฐิ ๑ ความไม่ละอายและความไม่เกรงกลัว ๑ ความละอายและความเกรงกลัว ๑ ความเป็นผู้ว่ายากและความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ความเป็นผู้ว่าง่ายและความเป็นผู้มีมิตรดี ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติและความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติและความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุและความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะและความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ [คือเหตุที่เป็นได้] และความเป็นผู้ฉลาดในอัฏฐานะ [คือเหตุที่เป็นไปไม่ได้] ๑ การกล่าววาจาอ่อนหวานและการต้อนรับ ๑ความไม่เบียดเบียนและความสะอาด ๑ ความเป็นผู้มีสติหลงลืมและความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ๑ สติและสัมปชัญญะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย และความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย และความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ กำลังที่เกิดแต่การพิจารณาและกำลังที่เกิดแต่การอบรม ๑ กำลังคือสติและกำลังคือสมาธิ ๑ สมถะและวิปัสสนา ๑ นิมิตที่เกิดเพราะสมถะและนิมิตที่เกิดเพราะความเพียร ๑ ความเพียรและความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ความวิบัติแห่งศีล และความวิบัติแห่งทิฐิ ๑ ความถึงพร้อมแห่งศีล และความถึงพร้อมแห่งทิฐิ ๑ ความหมดจดแห่งศีลและความหมดจดแห่งทิฐิ ๑ ความหมดจดแห่งทิฐิและความเพียรของผู้มีทิฐิ ๑ ความสลดใจและความเพียรโดยแยบคายของผู้สลดใจแล้วในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ ๑ความเป็นผู้ไม่สันโดษในธรรมอันเป็นกุศลและความเป็นผู้ไม่ท้อถอยในการตั้งความเพียร ๑ วิชชาและวิมุตติ ๑ ญาณในความสิ้นไปและญาณในความไม่เกิด ๑ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๒ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบ หมวด ๒ -----------------------------------------------------หมวด ๓
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตโย ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม ตโย ธมฺมา ฯ {๒๒๘.๑} ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ ฯ ตีณิ ทุจฺจริตานิ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตีณิ สุจริตานิ กายสุจริตํ วจีสุจริตํ มโนสุจริตํ ฯ {๒๒๘.๒} ตโย อกุสลวิตกฺกา กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก ฯ ตโย กุสลวิตกฺกา เนกฺขมฺมวิตกฺโก อพฺยาปาทวิตกฺโก อวิหึสาวิตกฺโก ฯ ตโย อกุสลสงฺกปฺปา กามสงฺกปฺโป พฺยาปาทสงฺกปฺโป วิหึสาสงฺกปฺโป ฯ ตโย กุสลสงฺกปฺปา เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป ฯ {๒๒๘.๓} ติสฺโส อกุสลสญฺญา กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ฯ ติสฺโส กุสลสญฺญา เนกฺขมฺมสญฺญา อพฺยาปาทสญฺญา อวิหึสาสญฺญา ฯ ติสฺโส อกุสลธาตุโย กามธาตุ พฺยาปาทธาตุ วิหึสาธาตุ ฯ ติสฺโส กุสลธาตุโย เนกฺขมฺมธาตุ อพฺยาปาทธาตุ อวิหึสาธาตุ ฯ {๒๒๘.๔} อปราปิ ติสฺโส ธาตุโย กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ฯ อปราปิ ติสฺโส ธาตุโย รูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ ฯ อปราปิ ติสฺโส ธาตุโย หีนธาตุ มชฺฌิมธาตุ ปณีตธาตุ ฯ ติสฺโส ตณฺหา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ อปราปิ ติสฺโส ตณฺหา กามตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา ฯ อปราปิ ติสฺโส ตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา ฯ ตีณิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ฯ ตโย อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ฯ ตโย ภวา กามภโว รูปภโว อรูปภโว ฯ {๒๒๘.๕} ติสฺโส เอสนา กาเมสนา ภเวสนา พฺรหฺมจริเยสนา ฯ ติสฺโส วิธา เสยฺโยหมสฺมีติ วิธา สทิโสหมสฺมีติ วิธา หีโนหมสฺมีติ วิธา ฯ ตโย อทฺธา อตีโต อทฺธา อนาคโต อทฺธา ปจฺจุปฺปนฺโน อทฺธา ฯ ตโย อนฺตา สกฺกาโย อนฺโต สกฺกายสมุทโย อนฺโต สกฺกายนิโรโธ อนฺโต ฯ ติสฺโส เวทนา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ ติสฺโส ทุกฺขตา ทุกฺขทุกฺขตา สงฺขารทุกฺขตา วิปริณามทุกฺขตา ฯ ตโย ราสี มิจฺฉตฺตนิยโต ราสิ สมฺมตฺตนิยโต ราสิ อนิยโต ราสิ ฯ {๒๒๘.๖} ติสฺโส กงฺขา อตีตํ วา อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ อนาคตํ วา อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯ {๒๒๘.๗} ตีณิ ตถาคตสฺส อรกฺเขยฺยานิ ปริสุทฺธกายสมาจาโร อาวุโส ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส กายทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร อาวุโส ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส วจีทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ปริสุทฺธมโนสมาจาโร อาวุโส ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส มโนทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ฯ ตโย กิญฺจนา ราโค กิญฺจนํ โทโส กิญฺจนํ โมโห กิญฺจนํ ฯ ตโย อคฺคี ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ ฯ อปเรปิ ตโย อคฺคี อาหุเนยฺยคฺคิ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ คหปตคฺคิ ฯ ติวิเธน รูปสงฺคโห สนิทสฺสนสปฺปฏิฆรูปํ อนิทสฺสนสปฺปฏิฆรูปํ อนิทสฺสน- อปฺปฏิฆรูปํ ฯ ตโย สงฺขารา ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร ฯ ตโย ปุคฺคลา เสกฺโข ปุคฺคโล อเสกฺโข ปุคฺคโล เนวเสกฺโข นาเสกฺโข ปุคฺคโล ฯ ตโย เถรา ชาติตฺเถโร ธมฺมตฺเถโร สมฺมติตฺเถโร ฯ ตีณิ ปุญฺญกิริยาวตฺถูนิ ทานมยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ สีลมยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ ฯ ตีณิ โจทนาวตฺถูนิ ทิฏฺเฐน สุเตน ปริสงฺกาย ฯ {๒๒๘.๘} ติสฺโส กามูปปตฺติโย สนฺตาวุโส สตฺตา ปจฺจุปฏฺฐิตกามา เต ปจฺจุปฏฺฐิเตสุ กาเมสุ วสํ วตฺเตนฺติ เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อยํ ปฐมา กามูปปตฺติ สนฺตาวุโส สตฺตา นิมฺมิตกามา เต นิมฺมินิตฺวา นิมฺมินิตฺวา กาเมสุ วสํ วตฺเตนฺติ เสยฺยถาปิ เทวา นิมฺมานรตี อยํ ทุติยา กามูปปตฺติ สนฺตาวุโส สตฺตา ปรนิมฺมิตกามา เต ปรนิมฺมิเตสุ กาเมสุ วสํ วตฺเตนฺติ เสยฺยถาปิ เทวา ปรนิมฺมิตวสวตฺตี อยํ ตติยา กามูปปตฺติ ฯ {๒๒๘.๙} ติสฺโส สุขูปปตฺติโย สนฺตาวุโส สตฺตา สุขํ อุปฺปาเทตฺวา อุปฺปาเทตฺวา สุขํ วิหรนฺติ เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา อยํ ปฐมา สุขูปปตฺติ สนฺตาวุโส สตฺตา สุเขน อภิสนฺนา ปริสนฺนา ปริปูรา ปริปฺผุฏา เต กทาจิ กรหจิ อุทานํ อุทาเนนฺติ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา อยํ ทุติยา สุขูปปตฺติ สนฺตาวุโส สตฺตา สุเขน อภิสนฺนา ปริสนฺนา ปริปูรา ปริปฺผุฏา เต สนฺตํเยว สํตุสิตา จิตฺตสุขํ ปฏิเวเทนฺติ เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อยํ ตติยา สุขูปปตฺติ ฯ ติสฺโส ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ปญฺญา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญา จินฺตามยา ปญฺญา สุตมยา ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ ตีณาวุธานิ สุตาวุธํ ปวิเวกาวุธํ ปญฺญาวุธํ ฯ ตีณินฺทฺริยานิ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ อญฺญินฺทฺริยํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ฯ ตีณิ จกฺขูนิ มํสจกฺขุ ทิพฺพจกฺขุ ปญฺญาจกฺขุ ฯ ติสฺโส สิกฺขา อธิสีลสิกฺขา อธิจิตฺตสิกฺขา อธิปญฺญาสิกฺขา ฯ ติสฺโส ภาวนา กายภาวนา จิตฺตภาวนา ปญฺญาภาวนา ฯ ตีณิ อนุตฺตริยานิ ทสฺสนานุตฺตริยํ ปฏิปทานุตฺตริยํ วิมุตฺตานุตฺตริยํ ฯ {๒๒๘.๑๐} ตโย สมาธี สวิตกฺกวิจาโร สมาธิ อวิตกฺกวิจารมตฺโต สมาธิ อวิตกฺกวิจาโร สมาธิ ฯ อปเรปิ ตโย สมาธี สุญฺญโต สมาธิ อนิมิตฺโต สมาธิ อปฺปณิหิโต สมาธิ ฯ ตีณิ โสเจยฺยานิ กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺยํ ฯ ตีณิ โมเนยฺยานิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ตีณิ โกสลฺลานิ อายโกสลฺลํ อปายโกสลฺลํ อุปายโกสลฺลํ ฯ ตโย มทา อาโรคฺยมโท โยพฺพนมโท ชาติมโท ฯ ตีณาธิปเตยฺยานิ อตฺตาธิปเตยฺยํ โลกาธิปเตยฺยํ ธมฺมาธิปเตยฺยํ ฯ ตีณิ กถาวตฺถูนิ อตีตํ วา อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ อโหสิ อตีตมทฺธานนฺติ อนาคตํ วา อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ ภวิสฺสติ อนาคตมทฺธานนฺติ เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ ติสฺโส วิชฺชา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ วิชฺชา สตฺตานํ จุตูปปาเต ญาณํ วิชฺชา อาสวานํ ขเย ญาณํ วิชฺชา ฯ ตโย วิหารา ทิโพฺย วิหาโร พฺรหฺมวิหาโร อริโย วิหาโร ฯ ตีณิ ปาฏิหาริยานิ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อาเทสนาปาฏิหาริยํ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตโย ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยตฺติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้ว มีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ อย่าง ๑. อกุศลมูล คือ โลภะ ๒. อกุศลมูล คือ โทสะ ๓. อกุศลมูล คือ โมหะ กุศลมูล ๓ อย่าง ๑. กุศลมูล คือ อโลภะ ๒. กุศลมูล คือ อโทสะ ๓. กุศลมูล คือ อโมหะ ทุจริต ๓ อย่าง ๑. กายทุจริต [ความประพฤติชั่วทางกาย] ๒. วจีทุจริต [ความประพฤติชั่วทางวาจา] ๓. มโนทุจริต [ความประพฤติชั่วทางใจ] สุจริต ๓ อย่าง ๑. กายสุจริต [ความประพฤติชอบทางกาย] ๒. วจีสุจริต [ความประพฤติชอบทางวาจา] ๓. มโนสุจริต [ความประพฤติชอบทางใจ] อกุศลวิตก ๓ อย่าง ๑. กามวิตก [ความตริในทางกาม] ๒. พยาปาทวิตก [ความตริในทางพยาบาท] ๓. วิหิงสาวิตก [ความตริในทางเบียดเบียน] กุศลวิตก ๓ อย่าง ๑. เนกขัมมวิตก [ความตริในทางออกจากกาม] ๒. อัพยาปาทวิตก [ความตริในทางไม่พยาบาท] ๓. อวิหิงสาวิตก [ความตริในทางไม่เบียดเบียน] อกุศลสังกัปปะ ๓ อย่าง ๑. กามสังกัปปะ [ความดำริในทางกาม] ๒. พยาปาทสังกัปปะ [ความดำริในทางพยาบาท] ๓. วิหิงสาสังกัปปะ [ความดำริในทางเบียดเบียน] กุศลสังกัปปะ ๓ อย่าง ๑. เนกขัมมสังกัปปะ [ความดำริในทางออกจากกาม] ๒. อัพยาปาทสังกัปปะ [ความดำริในทางไม่พยาบาท] ๓. อวิหิงสาสังกัปปะ [ความดำริในทางไม่เบียดเบียน] อกุศลสัญญา ๓ อย่าง ๑. กามสัญญา [ความจำได้ในทางกาม] ๒. พยาปาทสัญญา [ความจำได้ในทางพยาบาท] ๓. วิหิงสาสัญญา [ความจำได้ในทางเบียดเบียน] กุศลสัญญา ๓ อย่าง ๑. เนกขัมมสัญญา [ความจำได้ในทางออกจากกาม] ๒. อัพยาปาทสัญญา [ความจำได้ในทางไม่พยาบาท] ๓. อวิหิงสาสัญญา [ความจำได้ในทางไม่เบียดเบียน] อกุศลธาตุ ๓ อย่าง ๑. กามธาตุ [ธาตุคือกาม] ๒. พยาปาทธาตุ [ธาตุคือความพยาบาท] ๓. วิหิงสาธาตุ [ธาตุคือความเบียดเบียน] กุศลธาตุ ๓ อย่าง ๑. เนกขัมมธาตุ [ธาตุคือความออกจากกาม] ๒. อัพยาปาทธาตุ [ธาตุคือความไม่พยาบาท] ๓. อวิหิงสาธาตุ [ธาตุคือความไม่เบียดเบียน] ธาตุอีก ๓ อย่าง ๑. กามธาตุ [ธาตุคือกาม] ๒. รูปธาตุ [ธาตุคือรูป] ๓. อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป] ธาตุอีก ๓ อย่าง ๑. รูปธาตุ [ธาตุคือรูป] ๒. อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป] ๓. นิโรธธาตุ [ธาตุคือความดับทุกข์] ธาตุอีก ๓ อย่าง ๑. หีนธาตุ [ธาตุอย่างเลว] ๒. มัชฌิมธาตุ [ธาตุอย่างกลาง] ๓. ปณีตธาตุ [ธาตุอย่างประณีต] ตัณหา ๓ อย่าง ๑. กามตัณหา [ตัณหาในกาม] ๒. ภวตัณหา [ตัณหาในภพ] ๓. วิภวตัณหา [ตัณหาในปราศจากภพ] ตัณหาอีก ๓ อย่าง ๑. กามตัณหา [ตัณหาในกาม] ๒. รูปตัณหา [ตัณหาในรูป] ๓. อรูปตัณหา [ตัณหาในสิ่งที่ไม่มีรูป] ตัณหาอีก ๓ อย่าง ๑. รูปตัณหา [ตัณหาในรูป] ๒. อรูปตัณหา [ตัณหาในสิ่งที่ไม่มีรูป] ๓. นิโรธตัณหา [ตัณหาในความดับสูญ] [อุจเฉททิฏฐิ] สัญโญชน์ ๓ อย่าง ๑. สักกายทิฏฐิ [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน] ๒. วิจิกิจฉา [ความลังเลสงสัย] ๓. สีลัพพตปรามาส [ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต]อาสวะ ๓ อย่าง ๑. กามาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากได้] ๒. ภวาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากเป็น] ๓. อวิชชาสวะ [อาสวะคือความเขลา] ภพ ๓ อย่าง ๑. กามภพ [ภพที่เป็นกามาวจร] ๒. รูปภพ [ภพที่เป็นรูปาวจร] ๓. อรูปภพ [ภพที่เป็นอรูปาวจร] เอสนา ๓ อย่าง ๑. กาเมสนา [การแสวงหากาม] ๒. ภเวสนา [การแสวงหาภพ] ๓. พรหมจริเยสนา [การแสวงหาพรหมจรรย์] วิธา การวางท่า ๓ อย่าง ๑. เสยโยหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราประเสริฐกว่าเขา] ๒. สทิโสหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเสมอกับเขา] ๓. หีโนหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเลวกว่าเขา] อัทธา ๓ อย่าง ๑. อดีตอัทธา [ระยะกาลที่เป็นส่วนอดีต] ๒. อนาคตอัทธา [ระยะกาลที่เป็นส่วนอนาคต] ๓. ปัจจุบันนอัทธา [ระยะกาลที่เป็นปัจจุบัน] อันตะ ๓ อย่าง ๑. สักกายอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นกายตน] ๒. สักกายสมุทยอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเหตุก่อให้เกิดกายตน] ๓. สักกายนิโรธอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเครื่องดับกายตน]เวทนา ๓ อย่าง ๑. สุขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข] ๒. ทุกขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์] ๓. อทุกขมสุขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข]ทุกขตา ๓ อย่าง ๑. ทุกขทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะทุกข์] ๒. สังขารทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร] ๓. วิปริณามทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน]ราสี ๓ อย่าง ๑. มิจฉัตตนิยตราสี [กองคือความผิดที่แน่นอน] ๒. สัมมัตตนิยตราสี [กองคือความถูกที่แน่นอน] ๓. อนิยตราสี [กองคือความไม่แน่นอน] กังขา ๓ อย่าง ๑. ปรารภกาลที่ล่วงไปแล้วนานๆ แล้วสงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อ ลงไปได้ ไม่เลื่อมใส ๒. ปรารภกาลที่ยังไม่มาถึงนานๆ แล้ว สงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อ ลงไปได้ ไม่เลื่อมใส ๓. ปรารภกาลปัจจุบันทุกวันนี้แล้ว สงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อลง ไปได้ ไม่เลื่อมใส ข้อที่ไม่ต้องรักษาของพระตถาคต ๓ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคต มิได้มีความประพฤติชั่วทางกายที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คนอื่นๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางกายของเรานี้ ดังนี้ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคต มิได้มีความประพฤติชั่วทางวาจาที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คน อื่นๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางวาจาของเรานี้ ดังนี้ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคต มิได้มีความประพฤติชั่วทางใจที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คนอื่นๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางใจของเรานี้ ดังนี้ กิญจนะ ๓ อย่าง ๑. ราคกิญจนะ [เครื่องกังวลคือราคะ] ๒. โทสกิญจนะ [เครื่องกังวลคือโทสะ] ๓. โมหกิญจนะ [เครื่องกังวลคือโมหะ] อัคคี ๓ อย่าง ๑. ราคัคคิ [ไฟคือราคะ] ๒. โทสัคคิ [ไฟคือโทสะ] ๓. โมหัคคิ [ไฟคือโมหะ] อัคคีอีก ๓ อย่าง ๑. อาหุเนยยัคคิ [ไฟคืออาหุเนยยบุคคล] ๒. ทักขิเณยยัคคิ [ไฟคือทักขิเณยยบุคคล] ๓. คหปตัคคิ [ไฟคือคฤหบดี] รูปสังคหะ ๓ อย่าง ๑. สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป [รูปที่เป็นไปกับด้วยการเห็น ทั้งเป็นไป กับด้วยการกระทบ] ๒. อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป [รูปที่ไม่มีการเห็น แต่เป็นไปกับด้วย การกระทบ] ๓. อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป [รูปที่ไม่เห็น ที่ไม่กระทบ] สังขาร ๓ อย่าง ๑. ปุญญาภิสังขาร [อภิสังขารคือบุญ] ๒. อปุญญาภิสังขาร [อภิสังขารคือบาป] ๓. อเนญชาภิสังขาร [อภิสังขารคืออเนญชา] บุคคล ๓ อย่าง ๑. เสกขบุคคล [บุคคลผู้ยังต้องศึกษา] ๒. อเสกขบุคคล [บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา] ๓. เนวเสกขนาเสกขบุคคล [บุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็ไม่ใช่ ผู้ไม่ต้อง ศึกษาก็ไม่ใช่] เถระ ๓ อย่าง ๑. ชาติเถระ [พระเถระโดยชาติ] ๒. ธรรมเถระ [พระเถระโดยธรรม] ๓. สมมติเถระ [พระเถระโดยสมมติ] ปุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง ๑. ทานมัย [บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน] ๒. สีลมัย [บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล] ๓. ภาวนามัย [บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา] เหตุสำหรับโจทน์ ๓ อย่าง ๑. ทิฏฺเฐน [ด้วยได้เห็น] ๒. สุเตน [ด้วยได้ยินได้ฟัง] ๓. ปริสงฺกาย [ด้วยความรังเกียจ] กามอุปบัติ ๓ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์ประเภทที่มีกามปรากฏมีอยู่ สัตว์เหล่านั้น เมื่อกามปรากฏแล้ว ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามทั้งหลายเช่นมนุษย์ เทพดา บางจำพวก และวินิบาตบางจำพวก ฉะนั้น นี้เป็นกามอุปบัติข้อที่หนึ่ง ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์ประเภทที่นิรมิตกามได้มีอยู่ สัตว์เหล่านั้น นิรมิตแล้วๆ ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามทั้งหลาย เช่นเทพดาเหล่านิมมานรตี ฉะนั้น นี้เป็นกามอุปบัติข้อที่สอง ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์ประเภทที่ผู้อื่นนิรมิตกามให้มีอยู่ สัตว์ เหล่านั้น ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่นนิรมิตให้แล้ว เช่นเทพดาเหล่า ปรนิมมิตวสวตี ฉะนั้น นี้เป็นกามอุปบัติข้อที่สาม สุขอุปบัติ ๓ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์พวกที่ยังความสุขให้เกิดขึ้นๆ แล้วย่อม อยู่เป็นสุขมีอยู่ เช่น พวกเทพเหล่าพรหมกายิกา ฉะนั้น นี้เป็นสุขอุปบัติข้อ ที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์พวกที่อิ่มเอิบบริบูรณ์ถูกต้องด้วยความสุข มีอยู่ สัตว์เหล่านั้น บางครั้งบางคราว เปล่งอุทานว่า สุขหนอๆ ดังนี้ เช่น พวก เทพเหล่าอาภัสสรา ฉะนั้น นี้เป็นสุขอุปบัติข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์พวกที่อิ่มเอิบบริบูรณ์ถูกต้องด้วยความสุข มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นสันโดษ เสวยความสุขทางจิตอันประณีตเท่านั้น เช่น พวก เทพเหล่าสุภกิณหา ฉะนั้น นี้เป็นสุขอุปบัติ ข้อที่สาม ฯ ปัญญา ๓ อย่าง ๑. เสกขปัญญา [ปัญญาที่เป็นของพระเสขะ] ๒. อเสกขปัญญา [ปัญญาที่เป็นของพระอเสขะ] ๓. เนวเสกขานาเสกขปัญญา [ปัญญาที่เป็นของพระเสขะก็ไม่ใช่ ของพระอเสขะก็ไม่ใช่] ฯ ปัญญาอีก ๓ อย่าง ๑. จินตามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด] ๒. สุตมยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง] ๓. ภาวนามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการอบรม] ฯ อาวุธ ๓ อย่าง ๑. สุตาวุธ [อาวุธคือการฟัง] ๒. ปวิเวกาวุธ [อาวุธคือความสงัด] ๓. ปัญญาวุธ [อาวุธคือปัญญา] ฯ อินทรีย์ ๓ อย่าง ๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ที่เกิดแก่ผู้ปฏิบัติด้วยคิดว่าเรา จักรู้ธรรมที่เรายังไม่รู้] ๒. อัญญินทรีย์ [อินทรีย์คือความตรัสรู้] ๓. อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์คือความรู้ทั่วถึง] ฯ จักษุ ๓ อย่าง ๑. มังสจักขุ [ตาเนื้อ ตาปรกติ] ๒. ทิพพจักขุ [จักษุทิพย์] ๓. ปัญญาจักขุ [จักษุคือปัญญา] ฯ สิกขา ๓ อย่าง ๑. อธิศีลสิกขา [สิกขาคือศีลยิ่ง] ๒. อธิจิตตสิกขา [สิกขาคือจิตยิ่ง] ๓. อธิปัญญาสิกขา [สิกขาคือปัญญายิ่ง] ฯ ภาวนา ๓ อย่าง ๑. กายภาวนา [การอบรมกาย] ๒. จิตตภาวนา [การอบรมจิต] ๓. ปัญญาภาวนา [การอบรมปัญญา] ฯ อนุตตริยะ ๓ อย่าง ๑. ทัสสนานุตตริยะ [ความเห็นอย่างยอดเยี่ยม] ๒. ปฏิปทานุตตริยะ [ความปฏิบัติอย่างยอดเยี่ยม] ๓. วิมุตตานุตตริยะ [ความพ้นอย่างยอดเยี่ยม] ฯ สมาธิ ๓ อย่าง ๑. สวิตักกวิจารสมาธิ [สมาธิที่ยังมีวิตกวิจาร] ๒. อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ [สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร] ๓. อวิตักกวิจารสมาธิ [สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร] ฯ สมาธิอีก ๓ อย่าง ๑. สุญญตสมาธิ [สมาธิที่ว่างเปล่า] ๒. อนิมิตตสมาธิ [สมาธิที่หานิมิตมิได้] ๓. อัปปณิหิตสมาธิ [สมาธิที่หาที่ตั้งมิได้] ฯ โสเจยยะ ๓ อย่าง ๑. กายโสเจยยะ [ความสะอาดทางกาย] ๒. วจีโสเจยยะ [ความสะอาดทางวาจา] ๓. มโนโสเจยยะ [ความสะอาดทางใจ] โมเนยยะ ๓ อย่าง ๑. กายโมเนยยะ [ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางกาย] ๒. วจีโมเนยยะ [ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางวาจา] ๓. มโนโมเนยยะ [ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางใจ] ฯ โกสัลละ ๓ อย่าง ๑. อายโกสัลละ [ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุแห่งความเจริญ] ๒. อปายโกสัลละ [ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุแห่งความเสื่อม] ๓. อุปายโกสัลละ [ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุแห่งความเจริญและความ เสื่อม] มทะ ความเมา ๓ อย่าง ๑. อาโรคยมทะ [ความเมาในความไม่มีโรค] ๒. โยพพนมทะ [ความเมาในความเป็นหนุ่มสาว] ๓. ชาติมทะ [ความเมาในชาติ] ฯ อธิปเตยยะ ๓ อย่าง ๑. อัตตาธิปเตยยะ [ความมีตนเป็นใหญ่] ๒. โลกาธิปเตยยะ [ความมีโลกเป็นใหญ่] ๓. ธัมมาธิปเตยยะ [ความมีธรรมเป็นใหญ่] ฯ กถาวัตถุ ๓ อย่าง ๑. ปรารภกาลส่วนอดีตกล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ล่วงไปแล้วได้มีแล้วอย่างนี้ ๒. ปรารภกาลส่วนอนาคตกล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ยังไม่มาถึงจักมีอย่างนี้ ๓. ปรารภกาลส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในบัดนี้ กล่าวถ้อยคำว่า กาล ส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าบัดนี้เป็นอยู่อย่างนี้ ฯ วิชชา ๓ อย่าง ๑. บุพเพนิวาสานุสสติญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักระลึกชาติใน ก่อนได้] ๒. จุตูปปาตญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักกำหนดจุติ และอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย] ๓. อาสวักขยญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป] ฯ วิหารธรรม ๓ อย่าง ๑. ทิพยวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของเทพดา] ๒. พรหมวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม] ๓. อริยวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ] ฯ ปาฏิหาริยะ ๓ อย่าง ๑. อิทธิปาฏิหาริยะ [ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์] ๒. อาเทสนาปาฏิหาริยะ [ดักใจเป็นอัศจรรย์] ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริยะ [คำสอนเป็นอัศจรรย์] ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มี- *พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดย ชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่ควรแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อ ความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบหมวด ๓ ----------------------------------------------------- หมวด ๔
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา อิธาวุโส ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ เวทนาสุ เวทนา ฯ จิตฺเต จิตฺตา ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๔ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ สติปัฏฐาน ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ
จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา อิธาวุโส ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ฯ
สัมมัปปธาน ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งใจ เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งใจ เพื่อละธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งใจ เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นกุศลที่ยังไม่เกิด ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งใจ เพื่อความตั้งมั่นไม่เลือนลางจำเริญยิ่ง ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งธรรมที่เป็นกุศลที่บังเกิดขึ้นแล้ว ฯ
จตฺตาโร อิทฺธิปาทา อิธาวุโส ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขาร- สมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ จิตฺตสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ
อิทธิบาท ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร ฯ
จตฺตาริ ฌานานิ อิธาวุโส ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ
ฌาน ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุทุติยฌาน มี-*ความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระ-*อริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ฯ
จตสฺโส สมาธิภาวนา อตฺถาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ ฯ อตฺถาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ฯ อตฺถาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ ฯ อตฺถาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา อาสวานํ ขยาย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๓.๑} กตมา จาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๓.๒} กตมา จาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ ทิวาสญฺญํ อธิฏฺฐาติ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๓.๓} กตมา จาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๓.๔} กตมา จาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา อาสวานํ ขยาย สํวตฺตติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ อุทยพฺพยานุปสฺสี วิหรติ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม ฯ อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโม อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ภาวิตา พหุลีกตา อาสวานํ ขยาย สํวตฺตติ ฯ
สมาธิภาวนา ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมมีอยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะมีอยู่ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายมีอยู่ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอย่างไหนที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา ที่สติอยู่เป็นสุข ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา ตั้งสัญญาว่าเป็นเวลากลางวันไว้ กลางวันอย่างใด กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างใด กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยไม่มีอะไรหุ้มห่ออบรมจิตให้มีแสงสว่าง ด้วยประการฉะนี้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เวทนาทั้งหลายอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความดับสัญญาทั้งหลายอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ย่อมถึงความดับ วิตกทั้งหลายอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความดับ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไฉน ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ความดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ความดับแห่งสัญญาดังนี้สังขาร ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ดังนี้ความดับแห่งสังขาร ดังนี้วิญญาณดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายสมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ
จตสฺโส อปฺปมญฺญา อิธาวุโส ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ กรุณาสหคเตน เจตสา ฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ
อัปปมัญญา ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน โดยความเป็นตนในสัตว์ทั้งปวง ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยกรุณาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน โดยความเป็นตนในสัตว์ทั้งปวง ด้วยใจอันประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน โดยความเป็นตนในสัตว์ทั้งปวง ด้วยใจอันประกอบด้วยมุทิตาอันไพบูลย์ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน โดยความเป็นตนในสัตว์ทั้งปวง ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ
จตฺตาโร อรูปา อิธาวุโส ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ
อรูป ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สิ้นสุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่าน้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้อยู่ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ฯ
จตฺตาริ อปสฺเสนานิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ สงฺขาเยกํ วิโนเทติ ฯ
อปัสเสนะ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง ฯ
จตฺตาโร อริยวํสา อิธาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน จีวเรน อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ จีวรเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ จีวรํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ จีวรํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺฌาปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ {๒๓๗.๑} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน อิตรีตรปิณฺฑปาตสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ ปิณฺฑปาตเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ ปิณฺฑปาตํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ ปิณฺฑปาตํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺฌาปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรปิณฺฑปาตสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ {๒๓๗.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรน เสนาสเนน อิตรีตรเสนาสนสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที น จ เสนาสนเหตุ อเนสนํ อปฺปฏิรูปํ อาปชฺชติ อลทฺธา จ เสนาสนํ น ปริตสฺสติ ลทฺธา จ เสนาสนํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺฌาปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชติ ตาย จ ปน อิตรีตรเสนาสนสนฺตุฏฺฐิยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ {๒๓๗.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ปหานาราโม โหติ ปหานรโต ภาวนาราโม โหติ ภาวนารโต ตาย จ ปน ปหานารามตาย ปหานรติยา ภาวนารามตาย ภาวนารติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ โย หิ ตตฺถ ทกฺโข อนลโส สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต อยํ วุจฺจตาวุโส ภิกฺขุ โปราเณ อคฺคญฺเญ อริยวํเส ฐิโต ฯ
อริยวงศ์ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะ เพราะเหตุแห่งจีวร และไม่ได้จีวรก็ไม่เดือดร้อน และได้จีวรแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่น ไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคอยู่ กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในสันโดษด้วยจีวรนั้น ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญ ความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต และไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่เดือดร้อน และได้บิณฑบาตแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่น ไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคอยู่ กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในสันโดษด้วยบิณฑบาตนั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ และไม่ได้เสนาสนะก็ไม่เดือดร้อน และได้เสนาสนะแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่น ไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคอยู่ กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในสันโดษด้วยเสนาสนะนั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้มีปหานะเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในปหานะ ย่อมเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในภาวนากับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีปหานะเป็นที่มายินดี เพราะความยินดีในปหานะ เพราะความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี เพราะความยินดีในภาวนานั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในปหานะและภาวนานั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม ฯ
จตฺตาริ ปธานานิ สํวรปฺปธานํ ปหานปฺปธานํ ภาวนาปฺปธานํ อนุรกฺขนาปฺปธานํ ฯ กตมญฺจาวุโส สํวรปฺปธานํ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ อิทํ วุจฺจตาวุโส สํวรปฺปธานํ ฯ {๒๓๘.๑} กตมญฺจาวุโส ปหานปฺปธานํ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ ฯเปฯ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ อิทํ วุจฺจตาวุโส ปหานปฺปธานํ ฯ {๒๓๘.๒} กตมญฺจาวุโส ภาวนาปฺปธานํ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ อิทํ วุจฺจตาวุโส ภาวนาปฺปธานํ ฯ {๒๓๘.๓} กตมญฺจาวุโส อนุรกฺขนาปฺปธานํ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ อุปฺปนฺนํ ภทฺทกํ สมาธินิมิตฺตํ อนุรกฺขติ อฏฺฐิกสญฺญํ ปุฬุวกสญฺญํ วินีลกสญฺญํ วิจฺฉิทฺทกสญฺญํ อุทฺธุมาตกสญฺญํ อิทํ วุจฺจตาวุโส อนุรกฺขนาปฺปธานํ ฯ
ปธาน ๔ อย่าง ๑. สังวรปธาน [เพียรระวัง] ๒. ปหานปธาน [เพียรละ] ๓. ภาวนาปธาน [เพียรเจริญ] ๔. อนุรักขนาปธาน [เพียรรักษา] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สังวรปธาน เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะเธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยโสตแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมโสตินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาโสตินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯ ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมฆานินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาฆานินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในฆานินทรีย์ ฯ ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมชิวหินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาชิวหินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมกายินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรม-*อันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษากายินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในกายินทรีย์ ฯ รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สังวรปธาน ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ปหานปธาน เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รับไว้ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียบรรเทาเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ย่อมไม่รับไว้ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ย่อมไม่รับไว้ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ย่อมไม่รับไว้ซึ่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วๆ ย่อมละเสียบรรเทาเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปหาน-*ปธาน ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภาวนาปธาน เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับ น้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับอันน้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับ อันน้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญปีติ-*สัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับ อันน้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับ อันน้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญปีติ-*สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัด อาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับอันน้อมไปเพื่อความสละลง ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยความสงัดอาศัยความคลายกำหนัด อาศัยความดับ อันน้อมไปเพื่อความสละลง ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อนุรักขนาปธาน เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมตามรักษาสมาธินิมิตอันเจริญที่บังเกิดขึ้นแล้ว คืออัฏฐิกสัญญา ปุฬุวกสัญญา วินีลกสัญญา วิจฉิททกสัญญา อุทธุมาตกสัญญาผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน ฯ
จตฺตาริ ญาณานิ ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเฉทญาณํ สมฺมติญาณํ ฯ อปรานิปิ จตฺตาริ ญาณานิ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ
ญาณ ๔ อย่าง ๑. ธัมมญาณ [ความรู้ในธรรม] ๒. อันวยญาณ [ความรู้ในการคล้อยตาม] ๓. ปริจเฉทญาณ [ความรู้ในการกำหนด] ๔. สัมมติญาณ [ความรู้ในสมมติ] ญาณ ๔ อย่าง ๑. ทุกขญาณ [ความรู้ในทุกข์] ๒. ทุกขสมุทยญาณ [ความรู้ในทุกขสมุทัย] ๓. ทุกขนิโรธญาณ [ความรู้ในทุกขนิโรธ] ๔. ทุกขนิโรธคามินี- [ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา]       ปฏิปทาญาณ
จตฺตาริ โสตาปตฺติยงฺคานิ สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ฯ
องค์ของการบรรลุโสดา ๔ อย่าง ๑. สัปปุริสสังเสวะ [การคบสัตบุรุษ] ๒. สัทธัมมัสสวนะ [การฟังพระสัทธรรม] ๓. โยนิโสมนสิการ [การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย] ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ [การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม]
จตฺตาริ โสตาปนฺนสฺส องฺคานิ อิธาวุโส อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อขณฺเฑหิ อจฺฉิทฺเทหิ อสพเลหิ อกมฺมาเสหิ ภุชิสฺเสหิ วิญฺญูปสตฺเถหิ อปรมฏฺเฐหิ สมาธิสํวตฺตนิเกหิ ฯ
องค์แห่งพระโสดาบัน ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้นในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคนั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้นในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก-*ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้นในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบ คือคู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นั่นคือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรรับของบูชา เป็นผู้ควรรับของต้อนรับ เป็นผู้ควรรับของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นบุญเขตของชาวโลก ไม่มีเขตอื่นยิ่งกว่า ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยศีล ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิ ไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ
จตฺตาริ สามญฺญผลานิ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิผลํ อนาคามิผลํ อรหตฺตผลํ ฯ
สามัญญผล ๔ อย่าง ๑. โสดาปัตติผล ๒. สกทาคามิผล ๓. อนาคามิผล ๔. อรหัตตผล
จตสฺโส ธาตุโย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ฯ
ธาตุ ๔ อย่าง ๑. ปฐวีธาตุ [ธาตุดิน] ๒. อาโปธาตุ [ธาตุน้ำ] ๓. เตโชธาตุ [ธาตุไฟ] ๔. วาโยธาตุ [ธาตุลม]
จตฺตาโร อาหารา กพฬีกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา ผสฺโส ทุติโย มโนสญฺเจตนา ตติยา วิญฺญาณํ จตุตฺถํ ฯ
อาหาร ๔ อย่าง ๑. กวฬิงการาหาร [อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด] ๒. ผัสสาหาร [อาหารคือผัสสะ] ๓. มโนสัญเจตนาหาร [อาหารคือมโนสัญเจตนา] ๔. วิญญาณาหาร [อาหารคือวิญญาณ]
จตสฺโส วิญฺญาณฏฺฐิติโย รูปูปายํ วา อาวุโส วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺฐติ รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชติ ฯ เวทนูปายํ วา อาวุโส ฯ สญฺญูปายํ วา อาวุโส ฯ สงฺขารูปายํ วา อาวุโส ฯ วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺฐติ สงฺขารารมฺมณํ สงฺขารปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชติ ฯ
วิญญาณฐิติ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งรูปเมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่วิญญาณนั้นมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่พำนัก เข้าไปเสพซึ่งความยินดี ย่อมถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งเวทนา เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ วิญญาณนั้นมีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่พำนัก เข้าไปเสพซึ่งความยินดี ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งสัญญา เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ วิญญาณนั้นมีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่พำนัก เข้าไปเสพซึ่งความยินดี ย่อมถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งสังขาร เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ วิญญาณนั้นมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่พำนัก เข้าไปเสพซึ่งความยินดี ย่อมถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ฯ
จตฺตาริ อคติคมนานิ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ ฯ
การถึงอคติ ๔ อย่าง ๑. ถึงความลำเอียงเพราะความรักใคร่กัน ๒. ถึงความลำเอียงเพราะความขัดเคืองกัน ๓. ถึงความลำเอียงเพราะความหลง ๔. ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว
จตฺตาโร ตณฺหุปฺปาทา จีวรเหตุ วา อาวุโส ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา อาวุโส ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เสนาสนเหตุ วา อาวุโส ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อภิภวาภวเหตุ วา อาวุโส ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ฯ
ความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเหตุแห่งจีวร ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเหตุแห่งเสนาสนะ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเหตุแห่งความมียิ่งๆ ขึ้นไป ฯ
จตสฺโส ปฏิปทา ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ฯ
ปฏิปทา ๔ อย่าง ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา [ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า] ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา [ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว] ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา [ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า] ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา [ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว]
อปราปิ จตสฺโส ปฏิปทา อกฺขมา ปฏิปทา ขมา ปฏิปทา ทมา ปฏิปทา สมา ปฏิปทา ฯ
ปฏิปทาอีก ๔ อย่าง ๑. อักขมา ปฏิปทา [ปฏิบัติไม่อดทน] ๒. ขมา ปฏิปทา [ปฏิบัติอดทน] ๓. ทมา ปฏิปทา [ปฏิบัติฝึก] ๔. สมา ปฏิปทา [ปฏิบัติระงับ]
จตฺตาริ ธมฺมปทานิ อนภิชฺฌา ธมฺมปทํ อพฺยาปาโท ธมฺมปทํ สมฺมาสติ ธมฺมปทํ สมฺมาสมาธิ ธมฺมปทํ ฯ
ธรรมบท ๔ อย่าง ๑. บทธรรมคือความไม่เพ่งเล็ง ๒. บทธรรมคือความไม่พยาบาท ๓. บทธรรมคือความระลึกชอบ ๔. บทธรรมคือความตั้งใจไว้ชอบ
จตฺตาริ ธมฺมสมาทานานิ อตฺถาวุโส ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ อตฺถาวุโส ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ อตฺถาวุโส ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนํ สุขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ อตฺถาวุโส ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนํ สุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ฯ
ธรรมสมาทาน ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมสมาทานที่ให้ทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากต่อไปมีอยู่ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมสมาทานที่ให้ทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากต่อไปมีอยู่ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมสมาทานที่ให้สุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไปมีอยู่ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมสมาทานที่ให้สุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไปมีอยู่ ฯ
จตฺตาโร ธมฺมกฺขนฺธา สีลกฺขนฺโธ สมาธิกฺขนฺโธ ปญฺญากฺขนฺโธ วิมุตฺติกฺขนฺโธ ฯ
ธรรมขันธ์ ๔ อย่าง ๑. ศีลขันธ์ [หมวดศีล] ๒. สมาธิขันธ์ [หมวดสมาธิ] ๓. ปัญญาขันธ์ [หมวดปัญญา] ๔. วิมุตติขันธ์ [หมวดวิมุติ]
จตฺตาริ พลานิ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ ฯ
พละ ๔ อย่าง ๑. วิริยะพละ [กำลังคือความเพียร] ๒. สติพละ [กำลังคือสติ] ๓. สมาธิพละ [กำลังคือสมาธิ] ๔. ปัญญาพละ [กำลังคือปัญญา]
จตฺตาริ อธิฏฺฐานานิ ปญฺญาธิฏฺฐานํ สจฺจาธิฏฺฐานํ จาคาธิฏฺฐานํ อุปสมาธิฏฺฐานํ ฯ
อธิฏฐาน ๔ อย่าง ๑. ปัญญาธิฏฐาน [อธิษฐานคือปัญญา] ๒. สัจจาธิฏฐาน [อธิษฐานคือสัจจะ] ๓. จาคะธิฏฐาน [อธิษฐานคือจาคะ] ๔. อุปสมาธิฏฐาน [อธิษฐานคืออุปสมะ]
จตฺตาโร ปญฺหาพฺยากรณา เอกํสพฺยากรณีโย ปโญฺห ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปโญฺห วิภชฺชพฺยากรณีโย ปโญฺห ฐปนีโย ปโญฺห ฯ
ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่าง ๑. เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องแก้โดยส่วนเดียว ๒. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องย้อนถามแล้วจึงแก้ ๓. วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องจำแนกแล้วจึงแก้ ๔. ฐปนียปัญหา ปัญหาที่ควรงดเสีย ฯ
จตฺตาริ กมฺมานิ อตฺถาวุโส กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถาวุโส กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถาวุโส กมฺมํ กณฺหสุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถาวุโส กมฺมํ อกณฺหอสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ
กรรม ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมเป็นฝ่ายดำ มีวิบากเป็นฝ่ายดำมีอยู่ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมเป็นฝ่ายขาว มีวิบากเป็นฝ่ายขาวมีอยู่ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมที่เป็นทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาว มีวิบากทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาวมีอยู่ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่ ฯ
จตฺตาโร สจฺฉิกรณียา ธมฺมา ปุพฺเพนิวาโส สติยา สจฺฉิกรณีโย สตฺตานํ จุตุปปาโต จกฺขุนา สจฺฉิกรณีโย อฏฺฐวิโมกฺขา กาเยน สจฺฉิกรณียา อาสวานํ ขโย ปญฺญาย สจฺฉิกรณีโย ฯ
สัจฉิกรณียธรรม ๔ อย่าง ๑. พึงทำให้แจ้งซึ่งขันธ์ที่ตนเคยอยู่อาศัยในกาลก่อนด้วยสติ ๒. พึงทำให้แจ้งซึ่งจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุ ๓. พึงทำให้แจ้งซึ่งวิโมกข์แปดด้วยกาย ๔. พึงทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายด้วยปัญญา
จตฺตาโร โอฆา กาโมโฆ ภโวโฆ ทิฏฺโฐโฆ อวิชฺโชโฆ ฯ
โอฆะ ๔ อย่าง ๑. กาโมฆะ [โอฆะคือกาม] ๒. ภโวฆะ [โอฆะคือภพ] ๓. ทิฏโฐฆะ [โอฆะคือทิฐิ] ๔. อวิชโชฆะ [โอฆะคืออวิชชา]
จตฺตาโร โยคา กามโยโค ภวโยโค ทิฏฺฐิโยโค อวิชฺชาโยโค ฯ
โยคะ ๔ อย่าง ๑. กามโยคะ [โยคะคือกาม] ๒. ภวโยคะ [โยคะคือภพ] ๓. ทิฏฐิโยคะ [โยคะคือทิฐิ] ๔. อวิชชาโยคะ [โยคะคืออวิชชา]
จตฺตาโร วิสํโยคา กามโยควิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค อวิชฺชาโยควิสํโยโค ฯ
วิสังโยคะ ๔ อย่าง ๑. กามโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือกาม] ๒. ภวโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือภพ] ๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคือทิฐิ] ๔. อวิชชาโยคะวิสังโยคะ [ความพรากจากโยคะคืออวิชชา]
จตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌา กายคนฺโถ พฺยาปาโท กายคนฺโถ สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ
คันถะ ๔ อย่าง ๑. อภิชฌากายคันถะ [เครื่องรัดกายคืออภิชฌา] ๒. พยาปาทกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือพยาบาท] ๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือสีลัพพตปรามาส] ๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ [เครื่องรัดกายคือความแน่ว่าสิ่งนี้ เป็นจริง] ฯ
จตฺตาริ อุปาทานานิ กามุปาทานํ ทิฏฺฐุปาทานํ สีลพฺพตุปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ฯ
อุปาทาน ๔ อย่าง ๑. กามุปาทาน [ถือมั่นกาม] ๒. ทิฏฐุปาทาน [ถือมั่นทิฐิ] ๓. สีลัพพตุปาทาน [ถือมั่นศีลและพรต] ๔. อัตตวาทุปาทาน [ถือมั่นวาทะว่าตน]
จตสฺโส โยนิโย อณฺฑชโยนิ ชลาพุชโยนิ สํเสทชโยนิ โอปปาติกโยนิ ฯ
โยนิ ๔ อย่าง ๑. อัณฑชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่] ๒. ชลาพุชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์] ๓. สังเสทชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล] ๔. โอปปาติกโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น] ฯ
จตสฺโส คพฺภาวกฺกนฺติโย อิธาวุโส เอกจฺโจ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมา นิกฺขมติ อยํ ปฐมา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมา นิกฺขมติ อยํ ทุติยา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมา นิกฺขมติ อยํ ตติยา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมา นิกฺขมติ อยํ จตุตฺถา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ
การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว อยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว คลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์มารดาข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สี่ ฯ
จตฺตาโร อตฺตภาวปฏิลาภา อตฺถาวุโส อตฺตภาวปฏิลาโภ ยสฺมึ อตฺตภาวปฏิลาเภ อตฺตสญฺเจตนาเยว กมติ โน ปรสญฺเจตนา ฯ อตฺถาวุโส อตฺตภาวปฏิลาโภ ยสฺมึ อตฺตภาวปฏิลาเภ ปรสญฺเจตนาเยว กมติ โน อตฺตสญฺเจตนา ฯ อตฺถาวุโส อตฺตภาวปฏิลาโภ ยสฺมึ อตฺตภาวปฏิลาเภ อตฺตสญฺเจตนา เจว โส กมติ ปรสญฺเจตนา จ ฯ อตฺถาวุโส อตฺตภาวปฏิลาโภ ยสฺมึ อตฺตภาวปฏิลาเภ เนว อตฺตสญฺเจตนา กมติ โน ปรสญฺเจตนา ฯ
การได้อัตภาพ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนอย่างเดียว ไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ตรงกับความจงใจของตนมีอยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนด้วยตรงกับความจงใจของผู้อื่นด้วยมีอยู่ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ไม่ตรงกับความจงใจของตนทั้งไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ
จตสฺโส ทกฺขิณาวิสุทฺธิโย อตฺถาวุโส ทกฺขิณา ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ อตฺถาวุโส ทกฺขิณา ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต ฯ อตฺถาวุโส ทกฺขิณา เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ อตฺถาวุโส ทกฺขิณา ทายกโต เจว วิสุชฺฌติ ปฏิคฺคาหกโต จ ฯ
ทักขิณาวิสุทธิ ๔ อย่าง ๑. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ ๒. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกมีอยู่ ฯ ๓. ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ ๔. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิ ทานํ ปิยวชฺชํ อตฺถจริยา สมานตฺตตา ฯ
สังคหวัตถุ ๔ อย่าง ๑. ทาน [การให้ปัน] ๒. ปิยวัชช [เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน] ๓. อัตถจริยา [ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์] ๔. สมานัตตตา [ความเป็นผู้มีตนเสมอ]
จตฺตาโร อนริยโวหารา มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป ฯ
อนริยโวหาร ๔ อย่าง ๑. มุสาวาท [พูดเท็จ] ๒. ปิสุณาวาจา [พูดส่อเสียด] ๓. ผรุสวาจา [พูดคำหยาบ] ๔. สัมผัปปลาป [พูดเพ้อเจ้อ]
จตฺตาโร อริยโวหารา มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวมณี ฯ
อริยโวหาร ๔ อย่าง ๑. มุสาวาทา เวรมณี [เว้นจากพูดเท็จ] ๒. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดส่อเสียด] ๓. ผรุสาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดคำหยาบ] ๔. สัมผัปปลาปา เวรมณี [เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ]
อปเรปิ จตฺตาโร อนริยโวหารา อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา อสฺสุเต สุตวาทิตา อมุเต มุตวาทิตา อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา ฯ
อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง ๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าได้เห็น ๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าได้ยิน ๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าได้ทราบ ๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร อริยโวหารา อทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา อสฺสุเต อสฺสุตวาทิตา อมุเต อมุตวาทิตา อวิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา ฯ
อริยโวหารอีก ๔ อย่าง ๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น ๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน ๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ ๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าไม่ได้รู้แจ้ง ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร อนริยโวหารา ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา สุเต อสฺสุตวาทิตา มุเต อมุตวาทิตา วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา ฯ
อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง ๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น ๒. เมื่อได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน ๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ ๔. เมื่อรู้แจ้งพูดว่าไม่รู้แจ้ง ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร อริยโวหารา ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา สุเต สุตวาทิตา มุเต มุตวาทิตา วิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา ฯ
อริยโวหารอีก ๔ อย่าง ๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าได้เห็น ๒. เมื่อได้ยินพูดว่าได้ยิน ๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าได้ทราบ ๔. เมื่อได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง
จตฺตาโร ปุคฺคลา อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปรนฺตโป โหติ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป จ โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ปรนฺตโป จ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล เนว อตฺตนฺตโป โหติ น อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต น ปรนฺตโป น ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต โส อนตฺตนฺตโป อปรนฺตโป ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีตีภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรติ ฯ
บุคคล ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วย เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วยเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย เขาไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หายหิวดับสนิท เยือกเย็น เสวยความสุขมีตนเป็นเสมือนพรหมอยู่ในปัจจุบัน ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร ปุคฺคลา อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โหติ โน ปรหิตาย ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปรหิตาย ปฏิปนฺโน โหติ โน อตฺตหิตาย ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล เนว อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โหติ โน ปรหิตาย ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย เจว ปฏิปนฺโน โหติ ปรหิตาย จ ฯ
บุคคลอีก ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร ปุคฺคลา ตโม ตมปรายโน ตโม โชติปรายโน โชติ ตมปรายโน โชติ โชติปรายโน ฯ
บุคคลอีก ๔ อย่าง ๑. บุคคลผู้มืดมา กลับมืดไป ๒. บุคคลผู้มืดมา กลับสว่างไป ๓. บุคคลผู้สว่างมา กลับมืดไป ๔. บุคคลผู้สว่างมา กลับสว่างไป ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร ปุคฺคลา สมณมจโล สมณปทุโม สมณปุณฺฑรีโก สมเณสุ สมณสุขุมาโล ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยจตุกฺกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
บุคคลอีก ๔ อย่าง ๑. สมณมจละ [เป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว] ๒. สมณปทุมะ [เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวหลวง] ๓. สมณปุณฑรีกะ [เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวขาว] ๔. สมเณสุ สมณสุขุมาละ เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในสมณะทั้งหลาย ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๔ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมากเพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบหมวด ๔ -----------------------------------------------------หมวด ๕
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปญฺจ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๕ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืน ตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภท ๕ เป็นไฉนขันธ์ ๕ อย่าง ๑. รูปขันธ์ [กองรูป] ๒. เวทนาขันธ์ [กองเวทนา] ๓. สัญญาขันธ์ [กองสัญญา] ๔. สังขารขันธ์ [กองสังขาร] ๕. วิญญาณขันธ์ [กองวิญญาณ] ฯ
ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ
อุปาทานขันธ์ ๕ อย่าง ๑. รูปูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป) ๒. เวทนูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา) ๓. สัญญูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา) ๔. สังขารูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร) ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ) ฯ
ปญฺจ กามคุณา จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา ฯ โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ฯ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา ฯ
กามคุณ ๕ อย่าง ๑. รูปที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ ๒. เสียงที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยหู ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ ๓. กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจมูก ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ ๔. รสที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยลิ้น ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ ๕. โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
ปญฺจ คติโย นิรโย ติรจฺฉานโยนิ เปตฺติวิสโย มนุสฺสา เทวา ฯ
คติ ๕ อย่าง ๑. นิรยะ [นรก] ๒. ติรัจฉานโยนิ [กำเนิดดิรัจฉาน] ๓. ปิตติวิสัย [ภูมิแห่งเปรต] ๔. มนุสสะ [มนุษย์] ๕. เทวะ [เทวดา] ฯ
ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยํ ธมฺมมจฺฉริยํ ฯ
มัจฉริยะ ๕ อย่าง ๑. อาวาสมัจฉริยะ [ตระหนี่ที่อยู่] ๒. กุลมัจฉริยะ [ตระหนี่สกุล] ๓. ลาภมัจฉริยะ [ตระหนี่ลาภ] ๔. วัณณมัจฉริยะ [ตระหนี่วรรณะ] ๕. ธัมมมัจฉริยะ [ตระหนี่ธรรม] ฯ
ปญฺจ นีวรณานิ กามจฺฉนฺทนีวรณํ พฺยาปาทนีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ ฯ
นีวรณ์ ๕ อย่าง ๑. กามฉันทนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือ ความพอใจในกาม] ๒. พยาปาทนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความพยาบาท] ๓. ถีนมิทธนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความที่จิตหดหู่และ เคลิบเคลิ้ม] ๔. อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความฟุ้งซ่านและ รำคาญ] ๕. วิจิกิจฉานีวรณ์ [ธรรมที่กั้นจิต คือความสงสัย] ฯ
ปญฺจ โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส กามจฺฉนฺโท พฺยาปาโท ฯ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องต่ำ] ๕ อย่าง ๑. สักกายทิฏฐิ [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน] ๒. วิจิกิจฉา [ความสงสัย] ๓. สีลัพตปรามาส [ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามี ได้ด้วยศีลหรือพรต] ๔. กามฉันทะ [ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม] ๕. พยาบาท [ความคิดแก้แค้นผู้อื่น]
ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา ฯ
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องบน] ๕ อย่าง ๑. รูปราคะ [ความติดใจอยู่ในรูปธรรม] ๒. อรูปราคะ [ความติดใจอยู่ในอรูปธรรม] ๓. มานะ [ความสำคัญว่าเป็นนั่นเป็นนี่] ๔. อุทธัจจะ [ความคิดพล่าน] ๕. อวิชชา [ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง]@ ในที่อื่นเป็นกามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งกาม @ ในที่อื่นเป็นปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต
ปญฺจ สิกฺขาปทานิ ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี มุสาวาทา เวรมณี สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี ฯ
สิกขาบท ๕ อย่าง ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการ ฆ่าสัตว์] ๒. อทินนาทานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการ ลักทรัพย์] ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม] ๔. มุสาวาทา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการ พูดเท็จ] ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท] ฯ
ปญฺจ อภพฺพฏฺฐานานิ อภพฺโพ อาวุโส ขีณาสโว ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตุํ อภพฺโพ ขีณาสโว ภิกฺขุ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตุํ อภพฺโพ ขีณาสโว ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวิตุํ อภพฺโพ ขีณาสโว ภิกฺขุ สมฺปชานมุสา ภาสิตุํ อภพฺโพ ขีณาสโว ภิกฺขุ สนฺนิธิการกํ กาเม ปริภุญฺชิตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ อาคาริกภูโต ฯ
อภัพพฐาน ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิต ๒. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะลักทรัพย์ อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย ๓. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะเสพเมถุนธรรม ๔. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะพูดเท็จทั้งรู้อยู่ ๕. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะกระทำการสั่งสมบริโภคกามเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ ฯ
ปญฺจ พฺยสนานิ ญาติพฺยสนํ โภคพฺยสนํ โรคพฺยสนํ สีลพฺยสนํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ฯ นาวุโส สตฺตา ญาติพฺยสนเหตุ วา โภคพฺยสนเหตุ วา โรคพฺยสนเหตุ วา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ ฯ สีลพฺยสนเหตุ วา อาวุโส สตฺตา ทิฏฺฐิพฺยสนเหตุ วา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ ฯ
พยสนะ ๕ อย่าง ๑. ญาติพยสนะ [ความฉิบหายแห่งญาติ] ๒. โภคพยสนะ [ความฉิบหายแห่งโภคะ] ๓. โรคพยสนะ [ความฉิบหายเพราะโรค] ๔. สีลพยสนะ [ความฉิบหายแห่งศีล] ๕. ทิฏฐิพยสนะ [ความฉิบหายแห่งทิฐิ] ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ญาติฉิบหายก็ดี เพราะเหตุที่โภคะฉิบหายก็ดี เพราะเหตุที่ฉิบหายเพราะโรคก็ดี สัตว์ทั้งหลายย่อมจะไม่ต้องเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ศีลพินาศ หรือเพราะเหตุที่ทิฐิพินาศสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
ปญฺจ สมฺปทา ญาติสมฺปทา โภคสมฺปทา อาโรคฺยสมฺปทา สีลสมฺปทา ทิฏฺฐิสมฺปทา ฯ นาวุโส สตฺตา ญาติสมฺปทาเหตุ วา โภคสมฺปทาเหตุ วา อาโรคฺยสมฺปทาเหตุ วา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺติ ฯ สีลสมฺปทาเหตุ วา อาวุโส สตฺตา ทิฏฺฐิสมฺปทาเหตุ วา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺติ ฯ
สัมปทา ๕ อย่าง ๑. ญาติสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยญาติ] ๒. โภคสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยโภคะ] ๓. อาโรคยสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค] ๔. สีลสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยศีล] ๕. ทิฏฐิสัมปทา [ความถึงพร้อมด้วยทิฐิ] ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งญาติสัมปทาก็ดี เพราะเหตุแห่งโภคสัมปทาก็ดี เพราะเหตุแห่งอาโรคยสัมปทาก็ดี สัตว์ทั้งหลาย ย่อมจะไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งสีลสัมปทา หรือเพราะเหตุแห่งทิฐิ-*สัมปทา สัตว์ทั้งหลาย ย่อมจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
ปญฺจ อาทีนวา ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา อิธาวุโส ทุสฺสีโล สีลวิปนฺโน ปมาทาธิกรณํ มหตึ โภคชานึ นิคจฺฉติ อยํ ปฐโม อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ทุสฺสีลสฺส สีลวิปนฺนสฺส ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อยํ ทุติโย อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ทุสฺสีโล สีลวิปนฺโน ยํ ยเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ อวิสารโท อุปสงฺกมติ มงฺกุภูโต อยํ ตติโย อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ทุสฺสีโล สีลวิปนฺโน สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ อยํ จตุตฺโถ อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ทุสฺสีโล สีลวิปนฺโน กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ อยํ ปญฺจโม อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปตฺติยา ฯ
โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย คนทุศีลมีศีลวิบัติในโลกนี้ ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคะใหญ่ ซึ่งมีความประมาทเป็นเหตุ นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก กิตติศัพท์อันเสียหายของคนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมระบือไป นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติเข้าไปหาบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัทเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า เป็นคนเก้อเขินเข้าไปหา นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเป็นคนหลงทำกาละ นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่ห้า ฯ
ปญฺจ อานิสํสา สีลวโต สีลสมฺปทาย อิธาวุโส สีลวา สีลสมฺปนฺโน อปฺปมาทาธิกรณํ มหนฺตํ โภคกฺขนฺธํ อธิคจฺฉติ อยํ ปฐโม อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส สีลวโต สีลสมฺปนฺนสฺส กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อยํ ทุติโย อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส สีลวา สีลสมฺปนฺโน ยํ ยเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต อยํ ตติโย อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส สีลวา สีลสมฺปนฺโน อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ อยํ จตุตฺโถ อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส สีลวา สีลสมฺปนฺโน กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ อยํ ปญฺจโม อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีลในโลกนี้ย่อมประสบกองแห่งโภคะใหญ่ ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก กิตติศัพท์ที่ดีงามของคนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมระบือไป นี้อานิสงส์ของศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีลเข้าไปหาบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท เป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไปหา นี้อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีลย่อมเป็นผู้ไม่หลงทำกาละ นี้อานิสงส์ของศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีลย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก นี้อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่ห้า ฯ
โจทเกน อาวุโส ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน สเณฺหน วกฺขามิ โน ผรุเสน อตฺถสญฺหิเตน วกฺขามิ โน อนตฺถสญฺหิเตน เมตฺตจิตฺเตน วกฺขามิ โน โทสนฺตเรนาติ ฯ โจทเกน อาวุโส ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ ฯ
ธรรมสำหรับโจทน์ ๕ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อันภิกษุผู้เป็นโจทก์ที่ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ ณ ภายในแล้วจึงโจทผู้อื่น คือ เราจักกล่าวโดยกาลอันควรจักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร เราจักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำไม่จริงเราจักกล่าวด้วยคำอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ เราจักกล่าวด้วยคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าวด้วยคำที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราจักกล่าวด้วยเมตตาจิต จักไม่กล่าวด้วยมีโทสะในภายใน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อันภิกษุผู้เป็นโจทก์ที่ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ ณ ภายในแล้วจึงโจทผู้อื่น ฯ
ปญฺจ ปธานิยงฺคานิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย มชฺฌิมาย ปธานกฺขมาย อสโฐ โหติ อมายาวี ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา สตฺถริ วา วิญฺญูสุ วา สพฺรหฺมจารีสุ อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ฯ
องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระ-*ปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะนี้ๆ พระผู้มีพระภาคนั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ฯ ๒. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุอันมีวิบากเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ ควรแก่ความเพียร ฯ ๓. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เปิดเผยตนตามเป็นจริงในพระศาสดา หรือสพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ฯ ๔. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อจะละอกุศลธรรมเพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลังใจ มีความบากบั่นมั่น ไม่ทอดธุระในบรรดาธรรมที่เป็นกุศล ฯ ๕. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นเกิดและดับ เป็นปัญญาอย่างประเสริฐ เป็นไปเพื่อชำแรกกิเลส จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ฯ
ปญฺจ สุทฺธาวาสา อวิหา อตปฺปา สุทสฺสา สุทสฺสี อกนิฏฺฐา ฯ
สุทธาวาส ๕ ๑. อวิหา ๒. อตัปปา ๓. สุทัสสา ๔. สุทัสสี ๕. อกนิฏฐา ฯ
ปญฺจ อนาคามิโน อนฺตราปรินิพฺพายี อุปหจฺจปรินิพฺพายี อสงฺขารปรินิพฺพายี สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี ฯ
พระอนาคามี ๕ ๑. อันตราปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานในระหว่าง อายุยังไม่ทันถึงกึ่ง] ๒. อุปหัจจปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุ พ้นกึ่งแล้ว จวนถึงที่สุด] ๓. อสังขารปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ไม่ต้อง ใช้ความเพียรนัก] ๔. สสังขารปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ต้องใช้ ความเพียร] ๕. อุทธโสโต อกนิฏฐคามี [พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ ชั้นอกนิฏฐภพ] ฯ
ปญฺจ เจโตขีลา อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย อยํ ปฐโม เจโตขีโล ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺเม กงฺขติ ฯ สงฺเฆ กงฺขติ ฯ สิกฺขาย กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ฯ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขีลชาโต ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขีลชาโต ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย อยํ ปญฺจโม เจโตขีโล ฯ
ความกระด้างแห่งจิต ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่นนี้ความกระด้างแห่งจิตข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความกระด้างแห่งจิตข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความกระด้างแห่งจิตข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในสิกขา ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความกระด้างแห่งจิตข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้โกรธขัดเคือง มีจิตอันโทสะกระทบแล้ว มีจิตเป็นเสมือนตะปูในสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้โกรธขัดเคือง มีจิตอันโทสะกระทบแล้ว มีจิตเสมือนตะปู ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความกระด้างแห่งจิตข้อที่ห้า ฯ
ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา อิธาวุโส ภิกฺขุ กาเมสุ อวิคตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ กาเมสุ อวิคตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย อยํ ปฐโม เจตโส วินิพนฺโธ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ กาเย อวีตราโค โหติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ รูเป อวีตราโค โหติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุตฺโต วิหรติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จรติ อิมินาหํ สีเลน วา วเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จรติ อิมินาหํ สีเลน วา วเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย อยํ ปญฺจโม เจตโส วินิพนฺโธ ฯ
ความผูกพันแห่งจิต ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆเพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความผูกพันแห่งจิตข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกาย ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกายย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความผูกพันแห่งจิตข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในรูป ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในรูปย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความผูกพันแห่งจิตข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุบริโภคอิ่มหนำพอแก่ความต้องการแล้ว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการหลับอยู่ ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้บริโภคอิ่มหนำพอแก่ความต้องการแล้วประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการหลับอยู่ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความผูกพันแห่งจิตข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ปรารถนาหมู่เทพเจ้าหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพเจ้า หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ดังนี้ ผู้มีอายุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ปรารถนาหมู่เทพเจ้าหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ดังนี้ ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความกระทำเป็นไปติดต่อเพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น นี้ความผูกพันแห่งจิตข้อที่ห้า ฯ
ปญฺจินฺทฺริยานิ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ ฯ
อินทรีย์ ๕ อย่าง ๑. จักขุนทรีย์ [อินทรีย์คือตา] ๒. โสตินทรีย์ [อินทรีย์คือหู] ๓. ฆานินทรีย์ [อินทรีย์คือจมูก] ๔. ชิวหินทรีย์ [อินทรีย์คือลิ้น] ๕. กายินทรีย์ [อินทรีย์คือกาย]
อปรานิปิ ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขินฺทฺริยํ ทุกฺขินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯ
อินทรีย์อีก ๕ อย่าง ๑. สุขินทรีย์ [อินทรีย์คือสุข] ๒. ทุกขินทรีย์ [อินทรีย์คือทุกข์] ๓. โสมนัสสินทรีย์ [อินทรีย์คือโสมนัส] ๔. โทมนัสสินทรีย์ [อินทรีย์คือโทมนัส] ๕. อุเปกขินทรีย์ [อินทรีย์คืออุเบกขา]
อปรานิปิ ปญฺจินฺทฺริยานิ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ
อินทรีย์อีก ๕ อย่าง ๑. สัทธินทรีย์ [อินทรีย์คือศรัทธา] ๒. วิริยินทรีย์ [อินทรีย์คือวิริยะ] ๓. สตินทรีย์ [อินทรีย์คือสติ] ๔. สมาธินทรีย์ [อินทรีย์คือสมาธิ] ๕. ปัญญินทรีย์ [อินทรีย์คือปัญญา]
ปญฺจ นิสฺสารณียา ธาตุโย อิธาวุโส ภิกฺขุโน กาเม มนสิกโรโต กาเมสุ จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ เนกฺขมฺมํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต เนกฺขมฺเม จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ กาเมหิ เย จ กามปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ น โส ตํ เวทนํ เวเทติ อิทมกฺขาตํ กามานํ นิสฺสรณํ ฯ {๓๐๑.๑} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน พฺยาปาทํ มนสิกโรโต พฺยาปาเท จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ อพฺยาปาทํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อพฺยาปาเท จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ พฺยาปาเทน เย จ พฺยาปาทปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ น โส ตํ เวทนํ เวเทติ อิทมกฺขาตํ พฺยาปาทสฺส นิสฺสรณํ ฯ {๓๐๑.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน วิเหสํ มนสิกโรโต วิเหสาย จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ อวิเหสํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อวิเหสาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ วิเหสาย เย จ วิเหสปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ น โส ตํ เวทนํ เวเทติ อิทมกฺขาตํ วิเหสาย นิสฺสรณํ ฯ {๓๐๑.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน รูเป มนสิกโรโต รูเปสุ จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ อรูปํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อรูเป จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ รูเปหิ เย จ รูปปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ น โส ตํ เวทนํ เวเทติ อิทมกฺขาตํ รูปานํ นิสฺสรณํ ฯ {๓๐๑.๔} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน สกฺกายํ มนสิกโรโต สกฺกาเย จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ สกฺกายนิโรธํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต สกฺกายนิโรธํ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ สกฺกาเยน เย จ สกฺกายปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ น โส ตํ เวทนํ เวเทติ อิทมกฺขาตํ สกฺกายสฺส นิสฺสรณํ ฯ
นิสสารณียธาตุ ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงกามทั้งหลายอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษ ในเพราะกามทั้งหลาย แต่ว่าเมื่อเธอมนสิการถึงเนกขัมมะอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งอยู่ พ้นวิเศษ ในเพราะเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นไปดีแล้ว อบรมดีแล้วออกดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากกามทั้งหลาย และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งมีกามเป็นปัจจัยเกิดขึ้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามทั้งหลาย ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เมื่อภิกษุมนสิการถึงความพยาบาทอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษในเพราะความพยาบาท แต่ว่าเมื่อเธอมนสิการถึงความไม่พยาบาทอยู่แล จิตย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นไปดีแล้วอบรมดีแล้ว ออกดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากความพยาบาท และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งมีความพยาบาทเป็นปัจจัยเกิดขึ้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความพยาบาท ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เมื่อภิกษุมนสิการถึงความเบียดเบียนอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษ ในเพราะความเบียดเบียน แต่ว่าเมื่อเธอมนสิการถึงความไม่เบียดเบียนอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะความไม่เบียดเบียน จิตของเธอนั้นไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากความเบียดเบียน และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งมีความเบียดเบียนเป็นปัจจัยเกิดขึ้น และเธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความเบียดเบียน ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เมื่อภิกษุมนสิการถึงรูปทั้งหลายอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษในเพราะรูปทั้งหลายแต่ว่าเมื่อเธอมนสิการถึงอรูปอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะอรูป จิตของเธอนั้นไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้วพรากแล้วจากรูปทั้งหลาย และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งมีรูปเป็นปัจจัยเกิดขึ้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งรูปทั้งหลาย ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เมื่อภิกษุมนสิการถึงกายของตนอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งใจอยู่ ไม่พ้นวิเศษ ในเพราะกายของตน แต่ว่าเมื่อเธอมนสิการถึงความดับแห่งกายของตนอยู่แล จิตย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษ ในเพราะความดับแห่งกายของตน จิตของเธอนั้นไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากกายของตนและเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งมีกายของตนเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกายของตน ฯ
ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ อิธาวุโส ภิกฺขุโน สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี ฯ ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุโน สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ ฯ ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อิทํ ปฐมํ วิมุตฺตายตนํ ฯ {๓๐๒.๑} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน น เหว โข สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี อปิจ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อปิจ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรติ ฯเปฯ อปิจ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ ฯเปฯ อปิจ ขฺวาสฺส อญฺญตรํ สมาธินิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ โหติ สุมนสิกตํ สูปธาริตํ สุปฺปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย ฯ ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุโน อญฺญตรํ สมาธินิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ โหติ สุมนสิกตํ สูปธาริตํ สุปฺปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ ฯ ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อิทํ ปญฺจมํ วิมุตฺตายตนํ ฯ
วิมุตตายตนะ [แดนแห่งวิมุตติ] ๕ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู ย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนั้นรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ในธรรมนั้นโดยประการที่พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู แสดงแก่เธอความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ความอิ่มใจย่อมเกิดแก่เธอผู้ปราโมทย์แล้ว กายของเธอผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ เธอผู้มีกายสงบระงับแล้ว ย่อมเสวยความสุข จิตของเธอผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้แดนวิมุตติข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุไม่เลย แต่เธอแสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนไว้แก่คนอื่นๆ โดยพิสดาร ภิกษุนั้นย่อมรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น โดยอาการที่ตนได้แสดงแก่คนอื่นๆ นั้น ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ความอิ่มใจย่อมเกิดแก่เธอผู้ปราโมทย์แล้วกายของเธอผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ เธอผู้มีกายสงบระงับแล้วย่อมเสวยความสุข จิตของเธอผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้แดนวิมุตติข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุไม่เลย แต่เธอกระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนไว้แล้วโดยพิสดาร ภิกษุนั้นย่อมรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น โดยอาการที่ตนกระทำการสาธยายนั้น ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ความอิ่มใจย่อมเกิดแก่เธอผู้ปราโมทย์แล้วกายของเธอผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ เธอผู้มีกายสงบระงับแล้วย่อมเสวยความสุข จิตของเธอผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้แดนวิมุตติข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุไม่เลย แต่ว่าเธอตรึกตรองตามซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนไว้ด้วยจิต เพ่งตามด้วยใจ ภิกษุนั้นย่อมรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น โดยอาการที่ตนตรึกตรองตามด้วยจิต เพ่งตามด้วยใจนั้น ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ความอิ่มใจย่อมเกิดแก่เธอผู้ปราโมทย์แล้ว กายของเธอผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบระงับเธอผู้มีกายสงบระงับแล้ว ย่อมเสวยความสุข จิตของเธอผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่นนี้แดนวิมุตติข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งควรแก่ตำแหน่งครู หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุไม่เลย แต่ว่าเธอเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ใคร่ครวญด้วยดี แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญา ภิกษุนั้นย่อมรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น โดยอาการที่ได้เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ใคร่ครวญด้วยดีแทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญาแล้วนั้น ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ความอิ่มใจย่อมเกิดแก่เธอผู้ปราโมทย์แล้ว กายของเธอผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบระงับ เธอผู้มีกายสงบระงับแล้วย่อมเสวยความสุข จิตของเธอผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้แดนวิมุตติข้อที่ห้า ฯ
ปญฺจ วิมุตฺติปริปาจนิยา สญฺญา อนิจฺจสญฺญา อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปญฺจ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยปญฺจกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
สัญญาอบรมวิมุตติ ๕ อย่าง ๑. อนิจจสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง] ๒. อนิจเจ ทุกขสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง] ๓. ทุกเข อนัตตสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตนในสิ่งที่เป็นทุกข์] ๔. ปหานสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าควรละเสีย] ๕. วิราคสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความคลายเสียซึ่งความกำหนัด] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๕ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มี-*พระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมากเพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบ หมวด ๕ -----------------------------------------------------หมวด ๖
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ฯเปฯ สมฺมาสมฺพุทฺเธน ฉ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม ฉ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ จกฺขฺวายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๖ๆ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมากเพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ อายตนะภายใน ๖ อย่าง ๑. อายตนะ คือตา ๒. อายตนะ คือหู ๓. อายตนะ คือจมูก ๔. อายตนะ คือลิ้น ๕. อายตนะ คือกาย ๖. อายตนะ คือใจ
ฉ พาหิรานิ อายตนานิ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ
อายตนะภายนอก ๖ อย่าง ๑. อายตนะ คือ รูป ๒. อายตนะ คือ เสียง ๓. อายตนะ คือ กลิ่น ๔. อายตนะ คือ รส ๕. อายตนะ คือ โผฏฐัพพะ ๖. อายตนะ คือ ธรรม
ฉ วิญฺญาณกายา จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ ฯ
หมวดวิญญาณ ๖ ๑. จักขุวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยตา] ๒. โสตวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยหู] ๓. ฆานวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยจมูก] ๔. ชิวหาวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยลิ้น] ๕. กายวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยกาย] ๖. มโนวิญญาณ [ความรู้สึกอาศัยใจ]
ฉ ผสฺสกายา จกฺขุสมฺผสฺโส ฯเปฯ มโนสมฺผสฺโส ฯ
หมวดผัสสะ ๖ ๑. จักขุสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยตา] ๒. โสตสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยหู] ๓. ฆานสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยจมูก] ๔. ชิวหาสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยลิ้น] ๕. กายสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยกาย] ๖. มโนสัมผัสส์ [ความถูกต้องอาศัยใจ]
ฉ เวทนากายา จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เวทนา ฯ
หมวดเวทนา ๖ ๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยตา] ๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยหู] ๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยจมูก] ๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยลิ้น] ๕. กายสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยกาย] ๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา [เวทนาที่เกิดแต่ความถูกต้องอาศัยใจ]
ฉ สญฺญากายา รูปสญฺญา ฯเปฯ ธมฺมสญฺญา ฯ
หมวดสัญญา ๖ ๑. รูปสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์] ๒. สัททสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดเสียงเป็นอารมณ์] ๓. คันธสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดกลิ่นเป็นอารมณ์] ๔. รสสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรสเป็นอารมณ์] ๕. โผฏฐัพพสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์] ๖. ธัมมสัญญา [สัญญาที่เกิดขึ้นยึดธรรมเป็นอารมณ์]
ฉ สญฺเจตนากายา รูปสญฺเจตนา ฯเปฯ ธมฺมสญฺเจตนา ฯ
หมวดสัญเจตนา ๖ ๑. รูปสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์] ๒. สัททสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดเสียงเป็นอารมณ์] ๓. คันธสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดกลิ่นเป็นอารมณ์] ๔. รสสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดรสเป็นอารมณ์] ๕. โผฏฐัพพสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์] ๖. ธัมมสัญเจตนา [ความจงใจที่เกิดขึ้นยึดธรรมเป็นอารมณ์]
ฉ ตณฺหากายา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ
หมวดตัณหา ๖ ๑. รูปตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์] ๒. สัททตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดเสียงเป็นอารมณ์] ๓. คันธตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดกลิ่นเป็นอารมณ์] ๔. รสตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดรสเป็นอารมณ์] ๕. โผฏฐัพพตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์] ๖. ธัมมตัณหา [ตัณหาที่เกิดขึ้นยึดธรรมเป็นอารมณ์]
ฉ อคารวา อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ธมฺเม อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สงฺเฆ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สิกฺขาย อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส อปฺปมาเท อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ปฏิสนฺถาเร อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ฯ
อคารวะ ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ๒. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ ๓. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ๔. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในการศึกษาอยู่ ๕. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในความไม่ประมาทอยู่ ๖. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในการปฏิสันถารอยู่ ฯ
ฉ สคารวา อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส ธมฺเม สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส สงฺเฆ สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส สิกฺขาย สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส อปฺปมาเท สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส ปฏิสนฺถาเร สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส ฯ
คารวะ ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เคารพยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ๒. เป็นผู้เคารพยำเกรงในพระธรรมอยู่ ๓. เป็นผู้เคารพยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ๔. เป็นผู้เคารพยำเกรงในการศึกษาอยู่ ๕. เป็นผู้เคารพยำเกรงในความไม่ประมาทอยู่ ๖. เป็นผู้เคารพยำเกรงในการปฏิสันถารอยู่ ฯ
ฉ โสมนสฺสูปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ ฯ
โสมนัสสุปวิจาร ๖ อย่าง ๑. เห็นรูปด้วยตาแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว เข้าไปใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๓. ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว เข้าไปใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๔. ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๕. ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว เข้าไปใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เข้าไปใคร่ครวญธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ฯ
ฉ โทมนสฺสูปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โทมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โทมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ ฯ
โทมนัสสุปวิจาร ๖ อย่าง ๑. เห็นรูปด้วยตาแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว เข้าไปใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๓. ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว เข้าไปใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๔. ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๕. ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว เข้าไปใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เข้าไปใคร่ครวญธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ฯ
ฉ อุเปกฺขูปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุเปกฺขฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุเปกฺขฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ ฯ
อุเปกขูปวิจาร ๖ อย่าง ๑. เห็นรูปด้วยตาแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว เข้าไปใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๓. ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว เข้าไปใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๔. ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๕. ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว เข้าไปใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เข้าไปใคร่ครวญธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯ
ฉ สาราณียา ธมฺมา อิธาวุโส ภิกฺขุโน เมตฺตํ กายกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อาวิ เจว รโห จ อยํ ธมฺโม สาราณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน เมตฺตํ วจีกมฺมํ ... ฯ เมตฺตํ มโนกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อาวิ เจว รโห จ อยํปิ ธมฺโม สาราณีโย ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ เย เต ลาภา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา อนฺตมโส ปตฺตปริยาปนฺนมตฺตํปิ ตถารูเปหิ ลาเภหิ อปฺปฏิวิภตฺตโภคี โหติ สีลวนฺเตหิ สพฺรหฺมจารีหิ สาธารณโภคี อยํปิ ธมฺโม สาราณีโย ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ยานิ ตานิ สีลานิ อขณฺฑานิ อจฺฉิทฺทานิ อสพลานิ อกมฺมาสานิ ภุชิสฺสานิ วิญฺญุปสตฺถานิ อปรามฏฺฐานิ สมาธิสํวตฺตนิกานิ ตถารูเปสุ สีเลสุ สีลสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ เจว รโห จ อยํปิ ธมฺโม สาราณีโย ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ยายํ ทิฏฺฐิ อริยา นิยฺยานิกา นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ตถารูปาย ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ เจว รโห จ อยํปิ ธมฺโม สาราณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ
สาราณียธรรม ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียงเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียง เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียง เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ลาภอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งประกอบด้วยธรรม ได้มาแล้วโดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงอาหารในบาตร ไม่หวงกันด้วยลาภเห็นปานดังนั้น แบ่งปันกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล ธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียงเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ศีลอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่ขาดไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ ไม่เกี่ยวด้วยตัณหาและทิฐิ เป็นไปเพื่อสมาธิ ภิกษุเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลเห็นปานดังนั้น กับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ ธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียงเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ทิฐิอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งประเสริฐเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ ย่อมนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทำทิฐินั้น ภิกษุเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกัน โดยทิฐิในทิฐิเห็นปานดังนั้น กับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ ธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียง เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
ฉ วิวาทมูลานิ อิธาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ อุปนาหี ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ โกธโน โหติ อุปนาหี โส สตฺถริปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ธมฺเมปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สงฺเฆปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สิกฺขายปิ น ปริปูรีการี โหติ ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ สิกฺขาย น ปริปูรีการี โหติ ฯ โส สงฺเฆ วิวาทํ ชเนติ โย โส โหติ วิวาโท พหุชนอหิตาย พหุชนอสุขาย พหุชนสฺส อนตฺถาย อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ {๓๑๘.๑} เอวรูปญฺเจ ตุเมฺห อาวุโส วิวาทมูลํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา สมนุปสฺเสยฺยาถ ฯ ตตฺร ตุเมฺห อาวุโส ตสฺเสว ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส ปหานาย วายเมยฺยาถ ฯ เอวรูปญฺเจ ตุเมฺห อาวุโส วิวาทมูลํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา น สมนุปสฺเสยฺยาถ ฯ ตตฺร ตุเมฺห อาวุโส ตสฺเสว ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส อายตึ อนวสฺสวาย ปฏิปชฺเชยฺยาถ ฯ เอวเมตสฺส ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส อายตึ อนวสฺสโว โหติ ฯ {๓๑๘.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ มกฺขี โหติ ปลาสี ฯ อิสฺสุกี โหติ มจฺฉรี ฯ สโฐ โหติ มายาวี ฯ ปาปิจฺโฉ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อาทานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อาทานคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี โส สตฺถริปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ธมฺเมปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สงฺเฆปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส สิกฺขายปิ น ปริปูรีการี โหติ ฯ โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริปิ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส ธมฺเมปิ ฯเปฯ สงฺเฆปิ ฯเปฯ สิกฺขายปิ น ปริปูรีการี ฯ โส สงฺเฆ วิวาทํ ชเนติ โย โส โหติ วิวาโท พหุชนอหิตาย พหุชนอสุขาย พหุชนสฺส อนตฺถาย อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ เอวรูปญฺเจ ตุเมฺห อาวุโส วิวาทมูลํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา สมนุปสฺเสยฺยาถ ฯ ตตฺร ตุเมฺห อาวุโส ตสฺเสว ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส ปหานาย วายเมยฺยาถ ฯ เอวรูปญฺเจ ตุเมฺห อาวุโส วิวาทมูลํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา น สมนุปสฺเสยฺยาถ ฯ ตตฺร ตุเมฺห อาวุโส ตสฺเสว ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส อายตึ อนวสฺสวาย ปฏิปชฺเชยฺยาถ ฯ เอวเมตสฺส ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปกสฺส วิวาทมูลสฺส อายตึ อนวสฺสโว โหติ ฯ
มูลเหตุแห่งการวิวาท ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มักโกรธ มักผูกโกรธไว้นั้น ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมจะไม่เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมากเพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสีย ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุ แห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นต่อไป เมื่อพยายามได้เช่นนี้ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้เสียได้ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ลบหลู่ตีเสมอ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลบหลู่ตีเสมอย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมจะไม่เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมากเพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสีย ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นต่อไป เมื่อพยายามได้เช่นนี้ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้เสียได้ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มักริษยามีความตระหนี่ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมจะไม่เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขาภิกษุผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสีย ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นต่อไป เมื่อพยายามได้เช่นนี้ ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสียได้ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้โอ้อวด มีมารยาผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้โอ้อวดมีมารยา ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมจะไม่เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสีย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นต่อไปเมื่อพยายามได้เช่นนี้ ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้เสียได้เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ ย่อมจะไม่เคารพ ไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมจะไม่เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสียได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอกพึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นต่อไป เมื่อพยายามได้เช่นนี้ ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้เสียได้ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน มักถือรั้น คลายได้ยาก ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน มักถือรั้น คลายได้ยาก ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระศาสดาอยู่ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระธรรมอยู่ ย่อมจะไม่เคารพไม่ยำเกรงแม้ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมเป็นผู้ไม่กระทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่ ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ย่อมจะก่อความวิวาทซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อมิใช่สุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายขึ้นในสงฆ์ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงพยายามที่จะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนั้นเสียผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานดังนี้ ทั้งภายในภายนอก พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ต่อไปเมื่อพยายามได้เช่นนี้ ย่อมจะละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้เสียได้เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ มูลเหตุแห่งความวิวาทอันเลวทรามเช่นนี้ ย่อมจะมีไม่ได้อีกต่อไป ฯ
ฉ ธาตุโย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญฺญาณธาตุ ฯ
ธาตุ ๖ อย่าง ๑. ปฐวีธาตุ [ธาตุดิน] ๒. อาโปธาตุ [ธาตุน้ำ] ๓. เตโชธาตุ [ธาตุไฟ] ๔. วาโยธาตุ [ธาตุลม] ๕. อากาศธาตุ [ธาตุอากาศ ช่องว่างมีในกาย] ๖. วิญญาณธาตุ [ธาตุวิญญาณ ความรู้อะไรได้] ฯ
ฉ นิสฺสารณียา ธาตุโย อิธาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย เมตฺตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อถ จ ปน เม พฺยาปาโท จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อถ จ ปนสฺส พฺยาปาโท จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส พฺยาปาทสฺส ยทิทํ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๓๒๐.๑} อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย กรุณา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อถ จ ปน เม วิเหสา จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ กรุณาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อถ จ ปนสฺส วิเหสา จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส วิเหสาย ยทิทํ กรุณา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๓๒๐.๒} อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย มุทิตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อถ จ ปน เม อรติ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ มุทิตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อถ จ ปนสฺส อรติ จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส อรติยา ยทิทํ มุทิตา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๓๒๐.๓} อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย อุเปกฺขา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อถ จ ปน เม ราโค จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ อุเปกฺขาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อถ จ ปนสฺส ราโค จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส ราคสฺส ยทิทํ อุเปกฺขา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๓๒๐.๔} อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย อนิมิตฺตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อถ จ ปน เม นิมิตฺตานุสาริ วิญฺญาณํ โหตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อถ จ ปนสฺส นิมิตฺตานุสาริ วิญฺญาณํ ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส สพฺพนิมิตฺตานํ ยทิทํ อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๓๒๐.๕} อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย อสฺมีติ โข เม วิคเต อยมหมสฺมีติ น สมนุปสฺสามิ ฯ อถ จ ปน เม วิจิกิจฺฉากถงฺกถาสลฺลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ โส มา เหวนฺติสฺส วจนีโย มา อายสฺมา เอวํ อวจ มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย ฯ อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส ยํ อสฺมีติ วิคเต อยมหมสฺมีติ จ อสมนุปสฺสโต อถ จ ปนสฺส วิจิกิจฺฉากถงฺกถาสลฺลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ นิสฺสรณํ เหตํ อาวุโส วิจิกิจฺฉากถงฺกถาสลฺลสฺส ยทิทํ อสฺมีติ มานสมุคฺฆาโต ฯ
นิสสารณียธาตุ ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยเมตตาแล อันเราอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้วแต่ถึงอย่างนั้น พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ ดังนี้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มี-*พระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ว่าเมื่อบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ซึ่งเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยเมตตา แต่ถึงอย่างนั้น พยาบาทก็ยังจักครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ได้ ดังนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยเมตตานี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความพยาบาท ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยกรุณาแล อันเราอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิเหสาก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ ดังนี้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่าท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ว่าเมื่อบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ซึ่งเจโตวิมุตติที่ประกอบด้วยกรุณา แต่ถึงอย่างนั้น วิเหสาก็จักยังครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ได้ ดังนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยกรุณานี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งวิเหสา ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยมุทิตาแล อันเราอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น อรติก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ว่าเมื่อบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ซึ่งเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยมุทิตา แต่ถึงอย่างนั้น อรติก็จักยังครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยมุทิตานี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งอรติ ฯ ๔. ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า เจโตวิมุติที่ประกอบด้วยอุเบกขาแล อันเราอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้วทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นราคะก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ ดังนี้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลายข้อที่ว่าเมื่อบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้วคล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ซึ่งเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยอุเบกขาแต่ถึงอย่างนั้น ราคะก็จักยังครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยอุเบกขานี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งราคะ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าเจโตวิมุติที่ไม่มีนิมิตแล อันเราอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้วทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นวิญญาณที่แล่นไปตามนิมิตนี้ ก็ยังมีอยู่แก่เรา ดังนี้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่าท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ว่าเมื่อบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ซึ่งเจโตวิมุติที่หานิมิตมิได้ แต่ถึงอย่างนั้น วิญญาณที่แล่นไปตามนิมิตก็ยังจักมีแก่เขา ดังนี้ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาส ข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ไม่มีนิมิตนี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งนิมิตทุกอย่าง ฯ ๖. ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า เมื่อการถือว่าเรามีอยู่ ดังนี้ ของเราหมดไปแล้ว เราก็มิได้พิจารณาเห็นว่า เรานี้มีอยู่แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ดังนี้ เธอควรถูกว่ากล่าวดังนี้ว่า ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสไว้อย่างนี้เลย ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ว่าเมื่อการถือว่าเรามีอยู่ดังนี้หมดไปแล้ว และเมื่อเขามิได้พิจารณาเห็นว่า เรานี้มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย ก็จักยังครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาส ข้อนี้มิใช่ฐานะจะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติคือการเพิกถอน การถือว่าเรามีอยู่นี้ เป็นเครื่องสลัดออก ซึ่งลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย ฯ
ฉ อนุตฺตริยานิ ทสฺสนานุตฺตริยํ สวนานุตฺตริยํ ลาภานุตฺตริยํ สิกฺขานุตฺตริยํ ปาริจริยานุตฺตริยํ อนุสฺสตานุตฺตริยํ ฯ
อนุตตริยะ ๖ อย่าง ๑. ทัสสนานุตตริยะ [การเห็นอย่างยอดเยี่ยม] ๒. สวนานุตตริยะ [การฟังอย่างยอดเยี่ยม] ๓. ลาภานุตตริยะ [การได้อย่างยอดเยี่ยม] ๔. สิกขานุตตริยะ [การศึกษาอย่างยอดเยี่ยม] ๕. ปาริจริยานุตตริยะ [การบำเรออย่างยอดเยี่ยม] ๖. อนุสสตานุตตริยะ [การระลึกถึงอย่างยอดเยี่ยม]
ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สงฺฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ ฯ
อนุสสติฐาน ๖ อย่าง ๑. พุทธานุสสติ [ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า] ๒. ธัมมานุสสติ [ระลึกถึงคุณของพระธรรม] ๓. สังฆานุสสติ [ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์] ๔. สีลานุสสติ [ระลึกถึงศีล] ๕. จาคานุสสติ [ระลึกถึงทานที่ตนบริจาค] ๖. เทวตานุสสติ [ระลึกถึงเทวดา]
ฉ สตตวิหารา อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ
สตตวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองๆ] ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาแล้วย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๒. ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่ ๓. ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่ ๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่ ๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่ ฯ
ฉฬาภิชาติโย อิธาวุโส เอกจฺโจ กณฺหาภิชาติโก สมาโน กณฺหํ ธมฺมํ อภิชายติ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ กณฺหาภิชาติโก สมาโน สุกฺกํ ธมฺมํ อภิชายติ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ กณฺหาภิชาติโก สมาโน อกณฺหํ อสุกฺกํ นิพฺพานํ อภิชายติ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ สุกฺกาภิชาติโก สมาโน สุกฺกํ ธมฺมํ อภิชายติ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ สุกฺกาภิชาติโก สมาโน กณฺหํ ธมฺมํ อภิชายติ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ สุกฺกาภิชาติโก สมาโน อกณฺหํ อสุกฺกํ นิพฺพานํ อภิชายติ ฯ
อภิชาติ ๖ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ ประสพธรรมฝ่ายดำ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ ประสพธรรมฝ่ายขาว ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ ประสพพระนิพพานซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่ดำไม่ขาว ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว ประสพธรรมฝ่ายขาว ๕. ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว ประสพธรรมฝ่ายดำ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว ประสพพระนิพพานซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่ดำไม่ขาว ฯ
ฉ นิพฺเพธภาคิยสญฺญา อนิจฺจสญฺญา อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ฉ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยจฺฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ
นิพเพธภาคิยสัญญา ๖ อย่าง ๑. อนิจจสัญญา [กำหนดหมายความไม่เที่ยง] ๒. อนิจเจ ทุกขสัญญา [กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง] ๓. ทุกเข อนัตตสัญญา [กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งที่ เป็นทุกข์] ๔. ปหานสัญญา [กำหนดหมายเพื่อละ] ๕. วิราคสัญญา [กำหนดหมายเพื่อคลายเสียซึ่งความกำหนัด] ๖. นิโรธสัญญา [กำหนดหมายเพื่อความดับสนิท] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๖ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มี-*พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนาเป็นอันเดียวกัน ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบหมวด ๖ -----------------------------------------------------หมวด ๗
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สตฺต ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม สตฺต ฯ สตฺต อริยธนานิ สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๗ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนาเป็นอันเดียวกัน ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ อริยทรัพย์ ๗ อย่าง ๑. สัทธาธนัง [ทรัพย์คือศรัทธา] ๒. สีลธนัง [ทรัพย์คือศีล] ๓. หิริธนัง [ทรัพย์คือหิริ] ๔. โอตตัปปธนัง [ทรัพย์คือโอตตัปปะ] ๕. สุตธนัง [ทรัพย์คือสุตะ] ๖. จาคธนัง [ทรัพย์คือจาคะ] ๗. ปัญญาธนัง [ทรัพย์คือปัญญา]
สตฺต โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
โพชฌงค์ ๗ อย่าง ๑. สติสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความ ระลึกได้] ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือการสอดส่อง ธรรม] ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความเพียร] ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความอิ่มใจ] ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความสงบ] ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความ ตั้งใจมั่น] ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์ [องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความ วางเฉย]
สตฺต สมาธิปริกฺขารา สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
บริขารของสมาธิ ๗ อย่าง ๑. สัมมาทิฏฐิ [ความเห็นชอบ] ๒. สัมมาสังกัปปะ [ความดำริชอบ] ๓. สัมมาวาจา [เจรจาชอบ] ๔. สัมมากัมมันตะ [การงานชอบ] ๕. สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีวิตชอบ] ๖. สัมมาวายามะ [พยายามชอบ] ๗. สัมมาสติ [ระลึกชอบ]
สตฺต อสทฺธมฺมา อิธาวุโส ภิกฺขุ อสฺสทฺโธ โหติ อหิริโก โหติ อโนตฺตปฺปี โหติ อปฺปสฺสุโต โหติ กุสีโต โหติ มุฏฺฐสฺสติ โหติ ทุปฺปญฺโญ โหติ ฯ
อสัทธรรม ๗ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นคนไม่มีศรัทธา ๒. เป็นคนไม่มีหิริ ๓. เป็นคนไม่มีโอตตัปปะ ๔. เป็นคนมีสุตะน้อย ๕. เป็นคนเกียจคร้าน ๖. เป็นคนมีสติหลงลืม ๗. เป็นคนมีปัญญาทราม
สตฺต สทฺธมฺมา อิธาวุโส ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ หิริมา โหติ โอตฺตปฺปี โหติ พหุสฺสุโต โหติ อารทฺธวิริโย โหติ อุปฏฺฐิตสฺสติ โหติ ปญฺญวา โหติ ฯ
สัทธรรม ๗ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นคนมีศรัทธา ๒. เป็นคนมีหิริ ๓. เป็นคนมีโอตตัปปะ ๔. เป็นคนมีพหูสูต ๕. เป็นคนปรารภความเพียร ๖. เป็นคนมีสติมั่นคง ๗. เป็นคนมีปัญญา
สตฺต สปฺปุริสธมฺมา อิธาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมญฺญู จ โหติ อตฺถญฺญู จ อตฺตญฺญู จ มตฺตญฺญู จ กาลญฺญู จ ปริสญฺญู จ ปุคฺคลญฺญู จ ฯ
สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้รู้จักเหตุ ๒. เป็นผู้รู้จักผล ๓. เป็นผู้รู้จักตน ๔. เป็นผู้รู้จักประมาณ ๕. เป็นผู้รู้จักกาล ๖. เป็นผู้รู้จักบริษัท ๗. เป็นผู้รู้จักบุคคล
สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สิกฺขาสมาทาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ สิกฺขาสมาทาเน อวิคตเปโม ธมฺมนิสนฺติยา ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ ธมฺมนิสนฺติยา อวิคตเปโม อิจฺฉาวินเย ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ อิจฺฉาวินเย อวิคตเปโม ปฏิสลฺลาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ ปฏิสลฺลาเน อวิคตเปโม วิริยารมฺเภ ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ วิริยารมฺเภ อวิคตเปโม สติเนปกฺเก ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ สติเนปกฺเก อวิคตเปโม ทิฏฺฐิปฏิเวเธ ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ อายติญฺจ ทิฏฺฐิปฏิเวเธ อวิคตเปโม ฯ
นิททสวัตถุ ๗ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการสมาทานสิกขาต่อไปด้วย ๒. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการไตร่ตรองธรรม ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการไตร่ตรองธรรมต่อไปด้วย ๓. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการปราบปรามความอยาก ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการปราบปรามความอยากต่อไปด้วย ๔. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเร้นอยู่ ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการเร้นอยู่ต่อไปด้วย ๕. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการปรารภความเพียรต่อไปด้วย ๖. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในสติและปัญญาเครื่องรักษาตน ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในสติและปัญญาเครื่องรักษาตนต่อไปด้วย ๗. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดซึ่งทิฐิ ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการแทงตลอดซึ่งทิฐิต่อไปด้วย
สตฺต สญฺญา อนิจฺจสญฺญา อนตฺตสญฺญา อสุภสญฺญา อาทีนวสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา ฯ
สัญญา ๗ อย่าง ๑. อนิจจสัญญา [กำหนดหมายความไม่เที่ยง] ๒. อนัตตสัญญา [กำหนดหมายเป็นอนัตตา] ๓. อสุภสัญญา [กำหนดหมายความไม่งาม] ๔. อาทีนวสัญญา [กำหนดหมายโทษ] ๕. ปหานสัญญา [กำหนดหมายเพื่อละ] ๖. วิราคสัญญา [กำหนดหมายวิราคะ] ๗. นิโรธสัญญา [กำหนดหมายนิโรธ]
สตฺต พลานิ สทฺธาพลํ วิริยพลํ หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ ฯ
พละ ๗ อย่าง ๑. สัทธาพละ [กำลังคือศรัทธา] ๒. วิริยพละ [กำลังคือความเพียร] ๓. หิริพละ [กำลังคือหิริ] ๔. โอตตัปปพละ [กำลังคือโอตตัปปะ] ๕. สติพละ [กำลังคือสติ] ๖. สมาธิพละ [กำลังคือสมาธิ] ๗. ปัญญาพละ [กำลังคือปัญญา]
สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อยํ ปฐมา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา ปฐมาภินิพฺพตฺตา อยํ ทุติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา อยํ ตติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อยํ จตุตฺถา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส รูปสญฺญาณํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนูปคา อยํ ปญฺจมี วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนูปคา อยํ ฉฏฺฐี วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา อยํ สตฺตมี วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ
วิญญาณฐิติ ๗ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกันเช่นพวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิปาติกะบางพวก นี้วิญญาณฐิติข้อที่หนึ่ง ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้นับเนื่องในพวกพรหมซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน นี้วิญญาณ-*ฐิติข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระ นี้วิญญาณฐิติข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเหล่าสุภกิณหา นี้วิญญาณฐิติข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้วิญญาณฐิติข้อที่ห้า ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้นี้วิญญาณฐิติข้อที่หก ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร นี้วิญญาณ-*ฐิติข้อที่เจ็ด ฯ
สตฺต ปุคฺคลา ทกฺขิเณยฺยา อุภโตภาควิมุตฺโต ปญฺญาวิมุตฺโต กายสกฺขิ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺธาวิมุตฺโต ธมฺมานุสารี สทฺธานุสารี ฯ
ทักขิเณยยบุคคล ๗ อย่าง ๑. อุภโตภาควิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนทั้งสอง] ๒. ปัญญาวิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอำนาจปัญญา] ๓. กายสักขิ [ท่านผู้สามารถด้วยกาย] ๔. ทิฏฐิปัตต [ท่านผู้ถึงแล้วด้วยความเห็น] ๕. สัทธาวิมุตต [ท่านผู้พ้นแล้วด้วยอำนาจศรัทธา] ๖. ธัมมานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามธรรม] ๗. สัทธานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามศรัทธา]
สตฺต อนุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ฯ
อนุสัย ๗ อย่าง ๑. กามราคานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กำหนัดในกาม] ๒. ปฏิฆานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กระทบกระทั่งแห่งจิต] ๓. ทิฏฐานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ เห็น] ๔. วิจิกิจฉานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ สงสัย] ๕. มานานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ ถือตัว] ๖. ภวราคานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กำหนัดในภพ] ๗. อวิชชานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ ไม่รู้]
สตฺต สญฺโญชนานิ กามสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ ฯ
สัญโญชน์ ๗ อย่าง ๑. กามสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความใคร่] ๒. ปฏิฆสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความกระทบกระทั่ง แห่งจิต] ๓. ทิฏฐิสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความเห็น] ๔. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความสงสัย] ๕. มานสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความถือตัว] ๖. ภวราคสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความกำหนัดในภพ] ๗. อวิชชาสัญโญชน์ [เครื่องเหนี่ยวรั้งคือความไม่รู้]
สตฺต อธิกรณสมถา อุปฺปนฺนุปฺปนฺนานํ อธิกรณานํ สมถาย วูปสมาย สมฺมุขาวินโย ทาตพฺโพ สติวินโย ทาตพฺโพ อมูฬฺหวินโย ทาตพฺโพ ปฏิญฺญาย กาเรตพฺพํ เยภุยฺยสิกา ตสฺสปาปิยสิกา ติณวตฺถารโก ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สตฺต ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยสตฺตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
อธิกรณสมถะ ๗ อย่าง เพื่อความสงบ เพื่อความระงับอธิกรณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ๑. พึงให้สัมมุขาวินัย ๒. พึงให้สติวินัย ๓. พึงให้อมุฬหวินัย ๔. พึงปรับตามปฏิญญา ๕. พึงถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ๖. พึงปรับตามความผิดของจำเลย ๗. พึงใช้ติณวัตถารกวิธี [ประนีประนอมดังกลบไว้ด้วยหญ้า] ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมประเภทละ ๗ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระ-*ภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบ หมวด ๗ -----------------------------------------------------หมวด ๘
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อฏฺฐ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม อฏฺฐ ฯ อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๘ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๘ๆ เป็นไฉน ฯ มิจฉัตตะ ๘ อย่าง ๑. มิจฉาทิฏฐิ [เห็นผิด] ๒. มิจฉาสังกัปปะ [ดำริผิด] ๓. มิจฉาวาจา [วาจาผิด] ๔. มิจฉากัมมันตะ [การงานผิด] ๕. มิจฉาอาชีวะ [เลี้ยงชีวิตผิด] ๖. มิจฉาวายามะ [พยายามผิด] ๗. มิจฉาสติ [ระลึกผิด] ๘. มิจฉาสมาธิ [ตั้งจิตผิด]
อฏฺฐ สมฺมตฺตา สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ
สัมมัตตะ ๘ อย่าง ๑. สัมมาทิฏฐิ [เห็นชอบ] ๒. สัมมาสังกัปปะ [ดำริชอบ] ๓. สัมมาวาจา [วาจาชอบ] ๔. สัมมากัมมันตะ [การงานชอบ] ๕. สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีวิตชอบ] ๖. สัมมาวายามะ [พยายามชอบ] ๗. สัมมาสติ [ระลึกชอบ] ๘. สัมมาสมาธิ [ตั้งจิตชอบ]
อฏฺฐ ปุคฺคลา ทกฺขิเณยฺยา โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน สกทาคามี สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน อนาคามี อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน อรหา อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ฯ
ทักขิเณยยบุคคล ๘ ๑. ท่านที่เป็นพระโสดาบัน ๒. ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ๓. ท่านที่เป็นพระสกทาคามี ๔. ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ๕. ท่านที่เป็นพระอนาคามี ๖. ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ๗. ท่านที่เป็นพระอรหันต์ ๘. ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำพระอรหัตตผลให้แจ้ง
อฏฺฐ กุสีตวตฺถูนิ อิธาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กาตพฺพํ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ กมฺมํ โข เม กาตพฺพํ ภวิสฺสติ กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อิทํ ปฐมํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๑} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กตํ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข กมฺมํ อกาสึ กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ ทุติยํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คนฺตพฺโพ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ มคฺโค โข เม คนฺตพฺโพ ภวิสฺสติ มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ ตติยํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คโต โหติ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข มคฺคํ อคมาสึ มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ จตุตฺถํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๔} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต น ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต นาลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เม กาโย กิลนฺโต อกมฺมญฺโญ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ ปญฺจมํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๕} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต อลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เม กาโย ครุโก อกมฺมญฺโญ มาสาจิตํ มญฺเญ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ ฉฏฺฐํ กุสีตวตฺถุ ฯ {๓๔๓.๖} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน โหติ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ ตสฺส เอวํ โหติ อุปฺปนฺโน โข เม อยํ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ ... อิทํ สตฺตมํ กุสีตวตฺถุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คิลานา วุฏฺฐิโต โหติ อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คิลานา วุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา ตสฺส เม กาโย ทุพฺพโล อกมฺมญฺโญ หนฺทาหํ นิปชฺชามีติ ฯ โส นิปชฺชติ น วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อิทํ อฏฺฐมํ กุสีตวตฺถุ ฯ
กุสีตวัตถุ ๘ ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้จะต้องทำการงาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องทำการงาน ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ร่างกายจักเหน็ดเหนื่อย ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุทำการงานเสร็จแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งนี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุจะต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางไปอยู่ ร่างกายจักเหน็ดเหนื่อยควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเดินทางไปถึงแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เดินทางไปถึงแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ ร่างกายจักเหน็ดเหนื่อย ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ ร่างกายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อยไม่ควรแก่การงาน ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่ห้า ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการแล้ว ร่างกายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อย ไม่ควรแก่การงานเหมือนถั่วราชมาสที่ชุ่มน้ำ ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่หก ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก อาพาธเพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ความสมควรเพื่อจะนอนมีอยู่ ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่เจ็ด ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุหายจากไข้ หายจากความเป็นไข้ได้ไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายจากไข้ หายจากความเป็นไข้ได้ไม่นาน ร่างกายของเรานั้นยังอ่อนแอ ไม่ควรแก่การงาน ควรที่เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความเกียจคร้านข้อที่แปด ฯ
อฏฺฐ อารพฺภวตฺถูนิ อิธาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กาตพฺพํ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ กมฺมํ โข เม กาตพฺพํ ภวิสฺสติ กมฺมํ โข ปน กโรนฺเตน น สุกรํ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ โส วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อิทํ ปฐมํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๑} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กตํ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข กมฺมํ อกาสึ กมฺมํ โข ปนาหํ กโรนฺโต นาสกฺขึ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ ทุติยํ อารพฺภวตฺถุ ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คนฺตพฺโพ โหติ ตสฺส เอวํ โหติ มคฺโค โข เม คนฺตพฺโพ ภวิสฺสติ มคฺคํ โข ปน คจฺฉนฺเตน น สุกรํ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ ตติยํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คโต โหติ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข มคฺคํ อคมาสึ มคฺคํ โข ปนาหํ คจฺฉนฺโต นาสกฺขึ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ จตุตฺถํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต น ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต นาลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เม กาโย ลหุโก กมฺมญฺโญ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ ปญฺจมํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๔} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต อลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ตสฺส เม กาโย พลวา กมฺมญฺโญ หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ ฉฏฺฐํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๕} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน โหติ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ ตสฺส เอวํ โหติ อุปฺปนฺโน โข เม อยํ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ เม อาพาโธ ปวฑฺเฒยฺย หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ ฯเปฯ โส วิริยํ อารภติ ... อิทํ สตฺตมํ อารพฺภวตฺถุ ฯ {๓๔๔.๖} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คิลานา วุฏฺฐิโต โหติ อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข คิลานา วุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ เม อาพาโธ ปจฺจุทาวตฺเตยฺย หนฺทาหํ วิริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ โส วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อิทํ อฏฺฐมํ อารพฺภวตฺถุ ฯ
อารัพภวัตถุ ๘ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องทำการงานเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า การงานเราจักต้องทำ เมื่อเราทำการงานอยู่ ไม่สะดวกที่จะใส่ใจถึงคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย ควรที่เราจะปรารภความเพียรเสียก่อนที่เดียว เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุทำการงานเสร็จแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ เราทำการงานเสร็จแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุจะต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางไปอยู่ ไม่สะดวกที่จะใส่ใจถึงคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำใจให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งเธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเดินทางไปถึงแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเดินทางไปถึงแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางไปอยู่ ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้-*แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ ร่างกายของเรานั้นเบาควรแก่การงาน ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่เรายังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่ห้า ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตไปยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ ร่างกายของเรานั้นมีกำลังควรแก่การงาน ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่หก ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก อาพาธเพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว การที่อาพาธของเราจะพึงเจริญขึ้นนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ ควรที่เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่เจ็ด ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุหายจากไข้ หายจากความเป็นไข้แล้วไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายจากไข้ หายจากความเป็นไข้แล้วไม่นาน การที่อาพาธของเราจะพึงกำเริบนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ ควรที่เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้วัตถุแห่งความปรารภความเพียรข้อที่แปด ฯ
อฏฺฐ ทานวตฺถูนิ อาสชฺช ทานํ เทติ ภยา ทานํ เทติ อทาสิ เมติ ทานํ เทติ ทสฺสติ เมติ ทานํ เทติ สาธุ ทานนฺติ ทานํ เทติ อหํ ปจามิ อิเม น ปจนฺติ นารหามิ ปจนฺโต อปจนฺตานํ ทานํ น ทาตุนฺติ ทานํ เทติ อิทํ เม ทานํ ททโต กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉตีติ ทานํ เทติ จิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทติ ฯ
ทานวัตถุ ๘ อย่าง ๑. ให้ทานเพราะประจวบเหมาะ ๒. ให้ทานเพราะกลัว ๓. ให้ทานโดยคิดว่า เขาได้เคยให้แก่เรา ๔. ให้ทานโดยคิดว่า เขาจักให้แก่เรา ๕. ให้ทานโดยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ๖. ให้ทานโดยคิดว่า เราหุงต้ม คนเหล่านี้มิได้หุงต้ม เราหุงต้มอยู่จะไม่ให้แก่ผู้ที่มิได้หุงต้ม ย่อมไม่สมควร ๗. ให้ทานโดยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ กิตติศัพท์อันดีงาม ย่อมจะระบือไป ๘. ให้ทานเพื่อประดับจิต และเป็นบริขารของจิต ฯ
อฏฺฐ ทานูปปตฺติโย อิธาวุโส เอกจฺโจ ทานํ เทติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธ- วิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ โส ยํ เทติ ตํ ปจฺจาสึสติ โส ปสฺสติ ขตฺติยมหาสาลํ วา พฺราหฺมณมหาสาลํ วา คหปติมหาสาลํ วา ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตํ สมงฺคิภูตํ ปริจารยมานํ ตสฺส เอวํ โหติ อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา ขตฺติยมหาสาลานํ วา พฺราหฺมณมหาสาลานํ วา คหปติมหาสาลานํ วา สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฯ โส ตํ จิตฺตํ ทหติ ตํ จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ตํ จิตฺตํ ภาเวติ ฯ ตสฺส ตํ จิตฺตํ หีเน วิมุตฺตํ อุตฺตริอภาวิตํ ตตฺรูปปตฺติยา สํวตฺตติ ฯ ตญฺจ โข สีลวโต วทามิ โน ทุสฺสีลสฺส ฯ อิชฺฌตาวุโส สีลวโต เจโตปณิธิ วิสุทฺธตฺตา ฯ {๓๔๖.๑} ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ ทานํ เทติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ โส ยํ เทติ ตํ ปจฺจาสึสติ ตสฺส สุตํ โหติ จาตุมฺมหาราชิกา เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฯ โส ตํ จิตฺตํ ทหติ ตํ จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ตํ จิตฺตํ ภาเวติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ หีเน วิมุตฺตํ อุตฺตริอภาวิตํ ตตฺรูปปตฺติยา สํวตฺตติ ฯ ตญฺจ โข สีลวโต วทามิ โน ทุสฺสีลสฺส ฯ อิชฺฌตาวุโส สีลวโต เจโตปณิธิ วิสุทฺธตฺตา ฯ {๓๔๖.๒} ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ ทานํ เทติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ ฯ โส ยํ เทติ ตํ ปจฺจาสึสติ ตสฺส สุตํ โหติ ตาวตึสา เทวา ฯเปฯ ยามา เทวา ฯเปฯ ตุสิตา เทวา ฯเปฯ นิมฺมานรตี เทวา ฯเปฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฯ โส ตํ จิตฺตํ ทหติ ตํ จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ตํ จิตฺตํ ภาเวติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ หีเน วิมุตฺตํ อุตฺตริอภาวิตํ ตตฺรุปปตฺติยา สํวตฺตติ ฯ ตญฺจ โข สีลวโต วทามิ โน ทุสฺสีลสฺส ฯ อิชฺฌตาวุโส สีลวโต เจโตปณิธิ วิสุทฺธตฺตา ฯ {๓๔๖.๓} ปุน จปรํ อาวุโส อิเธกจฺโจ ทานํ เทติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ โส ยํ เทติ ตํ ปจฺจาสึสติ ตสฺส สุตํ โหติ พฺรหฺมกายิกา เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฯ โส ตํ จิตฺตํ ทหติ ตํ จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ตํ จิตฺตํ ภาเวติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ หีเน วิมุตฺตํ อุตฺตริอภาวิตํ ตตฺรุปปตฺติยา สํวตฺตติ ฯ ตญฺจ โข สีลวโต วทามิ โน ทุสฺสีลสฺส วีตราคสฺส โน สราคสฺส ฯ อิชฺฌตาวุโส สีลวโต เจโตปณิธิ วีตราคตฺตา ฯ
ทานุปบัติ ๘ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้ายาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาเห็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ผู้เพรียบพร้อมพรั่งพร้อม ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณห้าอยู่ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอเบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของกษัตริย์มหาศาลพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง@ มีผู้รับมาถึงเข้าก็ให้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะ หรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่าจาตุมหาราชิกา มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเหล่าจาตุมหาราชิกา เขาตั้งจิตนั้นไว้อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่าดาวดึงส์มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่าดาวดึงส์ เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลวมิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแลเรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่ายามามีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข ดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่ายามา เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้อบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีลผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไปเขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่าดุสิตามีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข ดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่าดุสิตา เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่านิมมานรดี มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข ดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่านิมมานรดี เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้ เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่าพวกเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้ เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่าพวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล สำหรับคนที่ปราศจากราคะ ไม่ใช่สำหรับคนที่ยังมีราคะ ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้ เพราะปราศจากราคะ ฯ
อฏฺฐ โลกธมฺมา ลาโภ จ อลาโภ จ ยโส จ อยโส จ นินฺทา จ ปสํสา จ สุขญฺจ ทุกฺขญฺจ ฯ
โลกธรรม ๘ อย่าง ๑. มีลาภ ๒. ไม่มีลาภ ๓. มียศ ๔. ไม่มียศ ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ ๗. สุข ๘. ทุกข์ ฯ
อฏฺฐ ปริสา ขตฺติยปริสา พฺราหฺมณปริสา คหปติปริสา สมณปริสา จาตุมฺมหาราชิกปริสา ตาวตึสปริสา นิมฺมานรติปริสา พฺรหฺมปริสา ฯ
บริษัท ๘ อย่าง ๑. บริษัทกษัตริย์ ๒. บริษัทพราหมณ์ ๓. บริษัทคฤหบดี ๔. บริษัทสมณะ ๕. บริษัทพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา ๖. บริษัทพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ๗. บริษัทพวกเทพชั้นนิมมานรดี ๘. บริษัทพรหม ฯ
อฏฺฐ อภิภายตนานิ อชฺฌตฺตํรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ ปฐมํ อภิภายตนํ ฯ อชฺฌตฺตํรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ ทุติยํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๑} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ ตติยํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๒} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ จตุตฺถํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๓} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ เสยฺยถาปิ นาม อุมฺมารปุปฺผํ นีลํ นีลวณฺณํ นีลนิทสฺสนํ นีลนิภาสํ เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ นีลํ นีลวณฺณํ นีลนิทสฺสนํ นีลนิภาสํ เอวเมว อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ ปญฺจมํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๔} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ เสยฺยถาปิ นาม กณฺณิการปุปฺผํ ปีตํ ปีตวณฺณํ ปีตนิทสฺสนํ ปีตนิภาสํ เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ ปีตํ ปีตวณฺณํ ปีตนิทสฺสนํ ปีตนิภาสํ เอวเมว อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ ฉฏฺฐํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๕} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ เสยฺยถาปิ นาม พนฺธุชีวกปุปฺผํ โลหิตกํ โลหิตกวณฺณํ โลหิตกนิทสฺสนํ โลหิตกนิภาสํ เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ โลหิตกํ โลหิตกวณฺณํ โลหิตกนิทสฺสนํ โลหิตกนิภาสํ เอวเมว อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ สตฺตมํ อภิภายตนํ ฯ {๓๔๙.๖} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ เสยฺยถาปิ นาม โอสธิตารกา โอทาตา โอทาตวณฺณา โอทาตนิทสฺสนา โอทาตนิภาสา เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ โอทาตํ โอทาตวณฺณํ โอทาตนิทสฺสนํ โอทาตนิภาสํ เอวเมว อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ อิทํ อฏฺฐมํ อภิภายตนํ ฯ
อภิภายตนะ ๘ อย่าง ๑. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปในภายนอกที่เล็กมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สอง ฯ ๓. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็กมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สาม ฯ ๔. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สี่ ฯ ๕. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียวฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นอันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า ฯ ๖. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ดอกกรรณิการ์อันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง เหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง แม้ฉันใดผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลืองเหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หก ฯ ๗. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง แดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ฉันนั้นเหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภาย-*ตนะข้อที่เจ็ด ฯ ๘. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ดาวประกายพฤกษ์อันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสีมีส่วนทั้งสองเกลี้ยง ขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภาย-*ตนะข้อที่แปด ฯ
อฏฺฐ วิโมกฺขา รูปานิ ปสฺสติ ยํ ปฐโม วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๑} อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อยํ ทุติโย วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๒} สุภนฺเตว อธิโมกฺโข โหติ อยํ ตติโย วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๓} สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ จตุตฺโถ วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๔} สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ปญฺจโม วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๕} สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ฉฏฺโฐ วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๖} สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สตฺตโม วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๗} สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ฯ {๓๕๐.๘} อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อฏฺฐ ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ สงฺคีติยอฏฺฐกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
วิโมกข์ ๘ อย่าง ๑. บุคคลเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง ฯ ๓. บุคคลย่อมน้อมใจไปว่าสิ่งนี้งามทีเดียว อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สาม ฯ ๔. เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา บุคคลย่อมเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สี่ ฯ ๕. เพราะล่วงเสียซึ่งอาการสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ห้า ฯ ๖. เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หก ฯ ๗. เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงเนวสัญญายตนะอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข้อที่เจ็ด ฯ ๘. เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่แปด ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๘ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนาไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จบ หมวด ๘ -----------------------------------------------------หมวด ๙
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน นว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม นว ฯ นว อาฆาตวตฺถูนิ อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาตํ พนฺธติ ฯ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาตํ พนฺธติ ฯ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาตํ พนฺธติ ฯ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ ฯ อนตฺถํ จรติ ฯ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาตํ พนฺธติ ฯ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ ฯ อตฺถํ จรติ ฯ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาตํ พนฺธติ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๙ๆ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนาไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๙ๆ เป็นไฉน ฯ อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง ๑. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๒. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๓. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๔. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเราแล้ว ๕. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา ๖. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ขอบใจของเรา ๗. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว ๘. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๙. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ฯ
นว อาฆาตปฏิวินยา อนตฺถํ เม อจรีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภาติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ ฯ อนตฺถํ เม จรตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภาติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ ฯ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภาติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ ฯ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ ฯ อนตฺถํ จรติ ฯ อนตฺถํ จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภาติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ ฯ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ ฯ อตฺถํ จรติ ฯ อตฺถํ จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภาติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ ฯ
อาฆาตปฏิวินัย ๙ อย่าง ๑. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๒. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๓. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๔. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๕. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๖. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๗. บรรเทาความอาฆาตด้วยคิดว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๘. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน ๙. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
นว สตฺตาวาสา สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อยํ ปฐโม สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา ปฐมาภินิพฺพตฺตา อยํ ทุติโย สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา อยํ ตติโย สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อยํ จตุตฺโถ สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา อสญฺญิโน อปฺปฏิสํเวทิโน เสยฺยถาปิ เทวา อสญฺญิสตฺตา อยํ ปญฺจโม สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนูปคา อยํ ฉฏฺโฐ สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนูปคา อยํ สตฺตโม สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา อยํ อฏฺฐโม สตฺตาวาโส ฯ สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สนฺตเมตํ ปณีตเมตนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนูปคา อยํ นวโม สตฺตาวาโส ฯ
สัตตาวาส ๙ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกันเช่นพวกมนุษย์ เทวดาบางพวก วินิปาติกะบางพวกนี้สัตตาวาสข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้นับเนื่องในพวกพรหม ซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน นี้สัตตาวาสข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระ นี้สัตตาวาสข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเหล่าสุภกิณหา นี้สัตตาวาสข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่รู้สึกเสวยอารมณ์ เช่นพวกเทพเหล่าอสัญญีสัตว์ นี้สัตตาวาสข้อที่ห้า ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา เข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศที่สุดมิได้ ดังนี้ นี้สัตตาวาสข้อที่หก ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้สัตตาวาสข้อที่เจ็ด ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญ-*จายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรนี้สัตตาวาสข้อที่แปด ฯ ๙. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะด้วยมนสิการว่า นี่สงบนี่ประณีต นี้สัตตาวาสข้อที่เก้า ฯ
นว อกฺขณา อสมยา พฺรหฺมจริยวาสาย อิธาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ธมฺโม จ เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต ฯ อยญฺจ ปุคฺคโล นิรยํ อุปปนฺโน โหติ อยํ ปฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ธมฺโม จ เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต ฯ อยญฺจ ปุคฺคโล ติรจฺฉานโยนึ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ ปิตฺติวิสยํ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ อสุรกายํ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ อญฺญตรํ ทีฆายุกํ เทวนิกายํ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ มิลกฺขเกสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโน นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ ทุปฺปญฺโญ ชโฬ เอลมูโค นปฺปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ อยํ อฏฺฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก น อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ธมฺโม จ น เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต ฯ อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ ปญฺญวา อชโฬ อเนลมูโค ปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตานมตฺถมญฺญาตุํ อยํ นวโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ
อขณะอสมัยเพื่อพรหมจริยวาส ๙ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ แต่บุคคลนี้เข้าถึงนรกเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแต่บุคคลนี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ แต่บุคคลนี้เข้าถึงวิสัยแห่งเปรตเสียนี้มิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ แต่บุคคลนี้เข้าถึงอสุรกายเสียมิใช่ขณะมินี้มิใช่ขณะชิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่สี่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ บุคคลนี้เข้าถึงพวกเทพที่มีอายุยืนพวกใดพวกหนึ่งเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ห้า ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ แต่บุคคลนี้เกิดเสียในปัจจันติมชนบท ในจำพวกชนชาติมิลักขะผู้โง่เขลา ไร้คติของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่พระพฤติพรหมจรรย์ข้อที่หก ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ และบุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เขาเป็นคนมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่าทานที่บุคคลให้ไม่มีผลการบูชาไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีหรือทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี โอปปาติกะสัตว์ไม่มีในโลก ไม่มีสมณพราหมณ์ ผู้ดำเนินไปดี ปฏิบัติชอบแล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วยังผู้อื่นให้รู้ นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่เจ็ด ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ และบุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เป็นคนโง่เซอะซะ เป็นคนใบ้ ไม่สามารถที่จะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่แปด ฯ ๙. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้ามิได้เสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ ก็มิได้มีผู้ทรงแสดงไว้ และบุคคลนี้เกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญาไม่เซอะซะ ไม่เป็นคนใบ้ สามารถที่จะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่เก้า ฯ
นว อนุปุพฺพวิหารา อิธาวุโส ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ
อนุปุพพวิหาร ๙ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบระงับไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขามีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุขดังนี้ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไปเพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญาเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร ดังนี้อยู่ ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงซึ่งอากิญ-*จัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ฯ ๙. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ฯ
นว อนุปุพฺพนิโรธา ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส กามสญฺญา นิรุทฺธา โหติ ทุติยชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา นิรุทฺธา โหนฺติ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส ปีติ นิรุทฺธา โหติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา นิรุทฺธา โหนฺติ อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา นิรุทฺธา โหติ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตน- สญฺญา นิรุทฺธา โหติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ นิรุทฺธา โหนฺติ ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน นว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ นวกานํ เปยฺยาโล จ ฯ สงฺคีติยนวกํ นิฏฺฐิตํ
อนุปุพพนิโรธ ๙ อย่าง ๑. กามสัญญาของท่านผู้เข้าปฐมฌานย่อมดับไป ๒. วิตกวิจารของท่านผู้เข้าทุติยฌานย่อมดับไป ๓. ปีติของท่านผู้เข้าตติยฌานย่อมดับไป ๔. ลมอัสสาสะและปัสสาสะของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๕. รูปสัญญาของท่านผู้เข้าอากาสานัญจายตนะสมาบัติ ย่อมดับไป ๖. อากาสานัญจายตนสัญญาของท่านผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติย่อมดับไป ๗. วิญญาณัญจายตนสัญญาของท่านผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติย่อมดับไป ๘. อากิญจัญญายตนสัญญาของท่านผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติย่อมดับไป ๙. สัญญาและเวทนาของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธย่อมดับไป ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๙ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มี-*พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบ หมวด ๙ -----------------------------------------------------หมวด ๑๐
อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ทส ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ ฯเปฯ อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ กตเม ทส ฯ {๓๕๗.๑} ทส นาถกรณา ธมฺมา อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ อยํ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๒} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย ฯ เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ ฯเปฯ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๓} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ กลฺยาณมิตฺโต โหติ กลฺยาณสหาโย กลฺยาณสมฺปวงฺโก ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ กลฺยาณมิตฺโต โหติ กลฺยาณสหาโย กลฺยาณสมฺปวงฺโก อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๔} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สุวโจ โหติ โสวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขโม ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ สุวโจ โหติ โสวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขโม ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๕} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ยานิ ตานิ สพฺรหฺมจารีนํ อุจฺจาวจานิ กึกรณียานิ ตตฺถ ทกฺโข โหติ อนลโส ตตฺรุปายาย วีมํสาย สมนฺนาคโต อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุํ ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ ยานิ ตานิ สพฺรหฺมจารีนํ ฯเปฯ อลํ สํวิธาตุํ อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๖} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมกาโม โหติ ปิยสมุทาหาโร อภิธมฺเม อภิวินเย โอฬารปาโมชฺโช ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมกาโม โหติ ปิยสมุทาหาโร อภิธมฺเม อภิวินเย โอฬารปาโมชฺโช อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๗} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๘} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๙} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตา ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตา อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ {๓๕๗.๑๐} ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ฯ ยํปาวุโส ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๑๐ๆ ที่พระผู้มี- *พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบมีอยู่ พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๑๐ๆ เป็นไฉน ฯ นาถกรณธรรม ๑๐ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สำรวมระวังในพระ-*ปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีลสำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้มีธรรม อันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สะสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมากทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้วสะสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดีมีเพื่อนดี ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่ายเป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ สามารถทำสามารถจัดในกรณียกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัดในกรณียกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนใคร่ในธรรมเจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๗. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๘. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีเรี่ยวแรงมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๙. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ ๑๐. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคนมีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ฯ
ทส กสิณายตนานิ ปฐวีกสิณเมโก สญฺชานาติ อุทฺธํ อโธ ติริยํ อนฺวยํ อปฺปมาณํ ฯ อาโปกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ เตโชกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ วาโยกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ นีลกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ ปีตกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ โลหิตกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ โอทาตกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ อากาสกสิณเมโก สญฺชานาติ ฯเปฯ วิญฺญาณกสิณเมโก สญฺชานาติ อุทฺธํ อโธ ติริยํ อนฺวยํ อปฺปมาณํ ฯ
กสิณายตนะ [แดนกสิณ] ๑๐ อย่าง ๑. ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๒. ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๓. ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๔. ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๕. ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๖. ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๗. ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๘. ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณหามิได้ ๙. ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้ ๑๐. ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้
ทส อกุสลกมฺมปถา ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุ มิจฺฉาจาโร มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อภิชฺฌา พฺยาปาโท มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง ๑. ปาณาติบาต [การยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป] ๒. อทินนาทาน [การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้] ๓. กาเมสุมิจฉาจาร [การประพฤติผิดในกาม] ๔. มุสาวาท [พูดเท็จ] ๕. ปิสุณาวาจา [พูดส่อเสียด] ๖. ผรุสวาจา [พูดคำหยาบ] ๗. สัมผัปปลาป [พูดเพ้อเจ้อ] ๘. อภิชฌา [ความโลภอยากได้ของเขา] ๙. พยาบาท [ความปองร้ายเขา] ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ [ความเห็นผิด]
ทส กุสลกมฺมปถา ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวรมณี อนภิชฺฌา อพฺยาปาโท สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
กุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการยังสัตว์มีชีวิต ให้ตกล่วงไป] ๒. อทินนาทานา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการถือเอาสิ่งของที่ เจ้าของมิได้ให้] ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการประพฤติผิด ในกาม] ๔. มุสาวาทา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดเท็จ] ๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดส่อเสียด] ๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดคำหยาบ] ๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดเพ้อเจ้อ] ๘. อนภิชฌา [ความไม่โลภอยากได้ของเขา] ๙. อัพยาบาท [ความไม่ปองร้ายเขา] ๑๐. สัมมาทิฏฐิ [ความเห็นชอบ]
ทส อริยวาสา อิธาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ ฉฬงฺคสมนฺนาคโต เอการกฺโข จตุราปสฺเสโน ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ สมวยสฏฺเฐสโน อนาวิลสงฺกปฺโป ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร สุวิมุตฺตจิตฺโต สุวิมุตฺตปญฺโญ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ฉฬงฺคสมนฺนาคโต โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ฉฬงฺคสมนฺนาคโต โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ เอการกฺโข โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ สตารกฺเขน เจตสา สมนฺนาคโต โหติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ เอการกฺโข โหติ ฯ {๓๖๑.๑} กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ จตุราปสฺเสโน โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ สงฺขาเยกํ วิโนเทติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ จตุราปสฺเสโน โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน ยานิ ตานิ ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ สพฺพานิ ตานิ นุณฺณานิ โหนฺติ ปนุณฺณานิ จตฺตานิ วนฺตานิ มุตฺตานิ ปหีนานิ ปฏินิสฺสฏฺฐานิ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน กาเมสนา ปหีนา โหติ ภเวสนา ปหีนา โหติ พฺรหฺมจริเยสนา ปฏินิสฺสฏฺฐา ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ อนาวิลสงฺกปฺโป โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน กามสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ พฺยาปาทสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ วิหึสาสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ อนาวิลสงฺกปฺโป โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ ฯ {๓๖๑.๒} กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตจิตฺโต โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุโน ราคา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ โทสา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ โมหา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตจิตฺโต โหติ ฯ กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตปญฺโญ โหติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ ราโค เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโมติ ปชานาติ โทโส เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโมติ ปชานาติ โมโห เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโมติ ปชานาติ ฯ เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตปญฺโญ โหติ ฯ
อริยวาส ๑๐ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีองค์ห้าอันละขาดแล้ว ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก ๓. เป็นผู้มีอารักขาอย่างหนึ่ง ๔. เป็นผู้มีที่พิงสี่ ๕. เป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว ๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ ๗. เป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ๘. เป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ ๙. เป็นผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว ๑๐. เป็นผู้มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีองค์ห้าอันละขาดแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีกามฉันทะอันละได้ขาดแล้ว มีความพยาบาทอันละได้ขาดแล้ว มีถีนมิทธะอันละได้ขาดแล้ว มิอุทธัจจกุกกุจจะอันละได้ขาดแล้ว มีวิจิกิจฉาอันละได้ขาดแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีองค์ห้าอันละได้ขาดแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหูแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีอารักขาอย่างหนึ่ง ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยใจอันมีสติเป็นเครื่องอารักขา ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีอารักขาอย่างหนึ่ง ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีที่พิงสี่ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่งพิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีที่พิงสี่ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัจจะเฉพาะอย่างเป็นอันมากของสมณะและพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมเป็นของอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้เบาบรรเทาเสียแล้ว สละ คลาย ปล่อย ละ สละคืนเสียหมดสิ้นแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีการแสวงหากามอันละได้ขาดแล้ว มีการแสวงหาภพอันละได้ขาดแล้ว มีการแสวงหาพรหมจรรย์อันสละคืนแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละความดำริในทางกามได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในทางพยาบาทได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในทางเบียดเบียนได้ขาดแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีจิตพ้นแล้วจากราคะมีจิตพ้นแล้วจากโทสะ มีจิตพ้นแล้วจากโมหะ ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ราคะอันเราละได้แล้ว ถอนรากขึ้นเสียได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจต้นตาลอันไม่มีที่ตั้งแล้วทำให้เป็นของไม่มีแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โทสะอันเราละได้แล้ว@ เช่นตาลยอดด้วน ไม่งอกขึ้นต่อไป ถอนรากขึ้นเสียได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจต้นตาลอันไม่มีที่ตั้งแล้ว ทำให้เป็นของไม่มีแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โมหะอันเราละได้แล้ว ถอนรากขึ้นเสียได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจต้นตาลอันไม่มีที่ตั้งแล้ว ทำให้เป็นของไม่มีแล้วมีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว ฯ
ทส อเสกฺขา ธมฺมา อเสกฺขา สมฺมาทิฏฺฐิ อเสกฺโข สมฺมาสงฺกปฺโป อเสกฺขา สมฺมาวาจา อเสกฺโข สมฺมากมฺมนฺโต อเสกฺโข สมฺมาอาชีโว อเสกฺโข สมฺมาวายาโม อเสกฺขา สมฺมาสติ อเสกฺโข สมฺมาสมาธิ อเสกฺขํ สมฺมาญาณํ อเสกฺขา สมฺมาวิมุตฺติ ฯ อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ทส ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ สงฺคีติยทสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
อเสขธรรม ๑๐ อย่าง ๑. ความเห็นชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๒. ความดำริชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๓. เจรจาชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๔. การงานชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๕. การเลี้ยงชีวิตชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๖. ความเพียรชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๗. ความระลึกชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๘. ความตั้งใจมั่นชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๙. ความรู้ชอบที่เป็นของพระอเสขะ ๑๐. ความหลุดพ้นชอบที่เป็นของพระอเสขะ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๑๐ๆ เหล่านี้แล อันพระผู้มี-*พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกัน การที่พรหมจรรย์นี้ยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมากเพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ จบ หมวด ๑๐ -----------------------------------------------------
อถโข ภควา อุฏฺฐหิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต ภิกฺขูนํ สงฺคีติปริยายํ อภาสีติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา สารีปุตฺโต ฯ สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อตฺตมนา จ เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สงฺคีติสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ -----------
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้วตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร ดูกรสารีบุตร เธอได้ภาษิตสังคีติปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นการดีแล้ว ดังนี้ ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวสังคีติปริยายนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย และภิกษุเหล่านั้นต่างดีใจ ชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรแล้ว ดังนี้แล ฯ จบ สังคีติสูตร ที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] ท้องพระโรงหลังใหม่ชื่ออุพภตกะ ๑๐. สังคีติสูตร ว่าด้วยการสังคายนา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงกรุงปาวาของพวกเจ้ามัลละ ทราบว่า สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร เขตกรุงปาวานั้นท้องพระโรงหลังใหม่ชื่ออุพภตกะ
สมัยนั้น ท้องพระโรงหลังใหม่อันมีนามว่า อุพภตกะ ที่พวกเจ้ามัลละกรุงปาวา โปรดให้สร้างสำเร็จแล้วได้ไม่นาน ยังไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ หรือใครๆที่เป็นมนุษย์เข้าพักอาศัยเลย พวกเจ้ามัลละกรุงปาวาได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงกรุงปาวาโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร เขตกรุงปาวา ต่อมา พวกเจ้ามัลละกรุงปาวาได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ท้องพระโรงหลังใหม่อันมีนามว่าอุพภตกะ ที่พวกเจ้ามัลละกรุงปาวา โปรดให้สร้างสำเร็จแล้วได้ไม่นาน ยังไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์เข้าพักอาศัยเลย ขอพระผู้มีพระภาคทรงใช้ท้องพระโรงนั้นเป็นปฐมฤกษ์ด้วยเถิด พวกเจ้ามัลละกรุงปาวา จักใช้ภายหลังที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้เป็นปฐมฤกษ์แล้ว ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงปาวาตลอดกาลนาน” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยพระอาการดุษณี
ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละกรุงปาวา ทรงทราบพระอาการที่พระผู้มี พระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค@เชิงอรรถ : @ กัมมารบุตร แปลว่าบุตรของนายช่างทอง (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗๖/๓๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] ท้องพระโรงหลังใหม่ชื่ออุพภตกะ กระทำประทักษิณ แล้ว เสด็จเข้าไปยังท้องพระโรงหลังใหม่ แล้วจึงรับสั่งให้ปูเครื่องลาดทั่วท้องพระโรง ปูลาดอาสนะ ตั้งหม้อน้ำ ตามประทีปน้ำมัน แล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ปูเครื่องลาดทั่วท้องพระโรง ปูลาดอาสนะ ตั้งหม้อน้ำ ตามประทีปน้ำมันแล้ว ขอพระผู้มี พระภาคจงทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เสด็จไปยังท้องพระโรงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ฝ่ายภิกษุสงฆ์ล้างเท้าแล้วเข้าสู่ท้องพระโรงนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตก ผินหน้าไปทางทิศตะวันออกอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระผู้มีพระภาค ส่วนพระเจ้ามัลละกรุงปาวาทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงประทับนั่งพิงฝาทางด้านทิศตะวันออก ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตกอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พวกเจ้ามัลละกรุงปาวาเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาเกือบตลอดคืน แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “วาเสฏฐะทั้งหลายราตรีผ่านไปมากแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงกำหนดเวลาสมควร ณ บัดนี้เถิด” พวกเจ้ามัลละกรุงปาวาทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ทรงพากันลุกขึ้นจากที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเสด็จจากไป @เชิงอรรถ : @ กระทำประทักษิณ หมายถึงเดินเวียนขวา คือเดินพนมมือเวียนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา เป็นการแสดง@ความเคารพ ตามธรรมเนียมสมัยนั้น ต้องเดินเวียนขวา ๓ รอบ โดยมีพระผู้มีพระภาคอยู่ทางขวา เสร็จ@แล้วหันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาค เดินถอยหลังจนสุดสายตา คือจนมองไม่เห็นพระผู้มีพระภาค คุกเข่า@ลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วเดินจากไป (วิ.อ. ๑/๑๕/๑๗๖-๑๗๗)@ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๓/๒๔๖ @ ราตรีผ่านไปมากแล้ว หมายถึงเกือบสว่าง (ที.ม.อ. ๑๕๑/๑๔๐-๑๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] เรื่องนิครนถ์แตกกัน
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค เมื่อพวกเจ้ามัลละกรุงปาวาเสด็จจากไปแล้วไม่นาน ทรงเหลียวดูหมู่ภิกษุผู้นั่งนิ่งแล้ว รับสั่งเรียกท่านพระสารีบุตรมาตรัสว่า“สารีบุตร ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะ สารีบุตร จงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลายเราเมื่อยหลัง จักขอพักสักหน่อย” ท่านพระสารีบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้วจากนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูสังฆาฏิซ้อนกัน ๔ ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงกำหนดพระทัยพร้อมจะเสด็จลุกขึ้น เรื่องนิครนถ์แตกกัน
สมัยนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรได้ถึงแก่กรรมแล้วไม่นานที่กรุงปาวา เพราะการถึงแก่กรรมของนิครนถ์ นาฏบุตรนั้น พวกนิครนถ์จึงแตกกัน เกิดแยกกันเป็น ๒ พวก ต่างบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ว่า“ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัย ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด แต่ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก คำพูดของข้าพเจ้ามีประโยชน์แต่คำพูดของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรพูดก่อน ท่านกลับพูดภายหลัง คำที่ควรพูดภายหลัง ท่านกลับพูดก่อน เรื่องที่ท่านเคยชินได้ผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดคำพูดของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงหาทางแก้คำพูดหรือเปลื้องตนให้พ้นผิดเถิด” เห็นจะมีแต่การฆ่ากันเท่านั้นที่จะเป็นไปในพวกนิครนถ์ผู้เป็นสาวกของนิครนถ์ นาฏบุตร แม้พวกสาวกของนิครนถ์ นาฏบุตรที่เป็นคฤหัสถ์ นุ่งขาวห่มขาว ก็มีอาการเบื่อหน่าย คลายความรัก รู้สึกท้อถอยในพวกนิครนถ์ผู้เป็นสาวกของนิครนถ์ นาฏบุตร ทั้งนี้เพราะธรรมวินัยที่นิครนถ์ นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมวินัยที่ผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยที่มีที่พำนักถูกทำลายแล้ว เป็นธรรมวินัยที่ไม่มีที่พึ่งอาศัย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๑๖๔ หน้า ๑๒๕ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นิครนถ์ นาฏบุตรได้ถึงแก่กรรมแล้วไม่นานที่กรุงปาวา เพราะการถึงแก่กรรมของนิครนถ์ นาฏบุตรนั้น พวกนิครนถ์จึงแตกกัน เกิดแยกกันเป็น ๒ พวก ฯลฯ เป็นธรรมวินัยที่มีที่พำนักถูกทำลายแล้ว เป็นธรรมวินัยที่ไม่มีที่พึ่งอาศัย ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมวินัยที่ผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ ส่วนธรรมนี้แลพระผู้มีพระภาคของพวกเราตรัสไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมอะไรเล่าที่พระผู้มีพระภาคของพวกเราตรัสไว้ดีแล้วประกาศไว้ดีแล้ว เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๑
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๑ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ หมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๑ ประการ คืออะไร คือ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๑ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๑ จบ สังคีติหมวด ๒
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๒ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้ พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คน หมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ธรรมหมวดละ ๒ ประการ คืออะไร คือ ๑ ๑. นาม ๒. รูป ๒ ๑. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) ๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) ๓ ๑. ภวทิฏฐิ (ความเห็นเนื่องด้วยภพ) ๒. วิภวทิฏฐิ (ความเห็นเนื่องด้วยวิภพ) @เชิงอรรถ : @ นาม หมายถึงอรูปขันธ์ ๔ คือ (๑) เวทนาขันธ์ (๒) สัญญาขันธ์ (๓) สังขารขันธ์ (๔) วิญญาณขันธ์ และ@นิพพาน (ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๐-๑๗๑) และดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๐/๑๐๗,@อภิ.สงฺ. (แปล) ๓๔/๑๓๑๖-๑๓๑๗/๓๓๐ @ รูป หมายถึงมหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ (คืออุปาทายรูป ๒๔)(ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๑)@และดูเทียบ อภิ.สงฺ. (แปล) ๓๔/๑๓๑๖-๑๓๑๗/๓๓๐ @ อวิชชา หมายถึงความไม่รู้แจ้งในสัจจะ ๔ มีทุกข์ เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๑)@ ภวตัณหา หมายถึงความปรารถนาภพ (ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๑) และดูเทียบข้อ ๓๕๒ หน้า ๓๗๐ ในเล่มนี้@ ภวทิฏฐิ หมายถึงสัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง (ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๑) และดูเทียบ@องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๒/๑๐๘, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๙๖/๕๖๒ @ วิภวทิฏฐิ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ คือเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ (ที.ปา.อ. ๓๐๔/๑๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๔ ๑. อหิริกะ (ความไม่อายบาป) ๒. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป) ๕ ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ๖ ๑. โทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก) ๒. ปาปมิตตตา (ความมีปาปมิตร) ๗ ๑. โสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย) ๒. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร) ๘ ๑. อาปัตติกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ) ๒. อาปัตติวุฏฐานกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๐๐/๕๖๓ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๔/๑๐๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๕/๑๐๘, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๐๑/๕๖๔ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๖/๑๐๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๘/๑๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๙ ๑. สมาปัตติกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ) ๒. สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ) ๑๐ ๑. ธาตุกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ) ๒. มนสิการกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ) ๑๑ ๑. อายตนกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ) ๒. ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท) ๑๒ ๑. ฐานกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ) ๒. อัฏฐานกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในอัฏฐานะ) ๑๓ ๑. อาชชวะ (ความซื่อตรง) ๒. ลัชชวะ (ความละอาย) ๑๔ ๑. ขันติ (ความอดทน) ๒. โสรัจจะ (ความเสงี่ยม) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๗/๑๐๙ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๖๕/๑๒๖ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๖๖/๑๒๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๑๕ ๑. สาขัลยะ (ความมีวาจาอ่อนหวาน) ๒. ปฏิสันถาร (การต้อนรับ) ๑๖ ๑. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ๒. โสเจยยะ (ความสะอาด) ๑๗ ๑. มุฏฐสัจจะ (ความหลงลืมสติ) ๒. อสัมปชัญญะ (ความไม่รู้ตัว) ๑๘ ๑. สติ (ความระลึกได้) ๒. สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) ๑๙ ๑. อินทริเยสุ อคุตตทวารตา (ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์) ๒. โภชเน อมัตตัญญุตา (ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๖๗/๑๒๖ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๖๘/๑๒๖ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๙/๑๒๙ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๘๐/๑๒๙ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๖๙/๑๒๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๒๐ ๑. อินทริเยสุ คุตตทวารตา (ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์) ๒. โภชเน มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณในการบริโภค) ๒๑ ๑. ปฏิสังขานพละ (กำลังคือการพิจารณา) ๒. ภาวนาพละ (กำลังคือการเจริญ) ๒๒ ๑. สติพละ (กำลังคือสติ) ๒. สมาธิพละ (กำลังคือสมาธิ) ๒๓ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ๒๔ ๑. สมถนิมิต (นิมิตแห่งสมถะ) ๒. ปัคคหนิมิต (นิมิตแห่งความเพียร) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๐/๑๒๗ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๑/๑๒๗ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๒/๑๒๗ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๓/๑๒๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๒๕ ๑. ปัคคหะ (ความเพียร) ๒. อวิกเขปะ (ความไม่ฟุ้งซ่าน) ๒๖ ๑. สีลวิบัติ (ความวิบัติแห่งศีล) ๒. ทิฏฐิวิบัติ (ความวิบัติแห่งทิฏฐิ) ๒๗ ๑. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งศีล) ๒. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ) ๒๘ ๑. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) ๒. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) ๒๙ ๑. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) ๒. ยถาทิฏฐิปธานะ (ความเพียรที่สมควรแก่สัมมาทิฏฐิ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๔/๑๒๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๕/๑๒๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๖/๑๒๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๗/๑๒๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๒ ๓๐ ๑. สังเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สังเวคะ (ความสลดใจในที่ที่ควรสลดใจ) ๒. สังวิคคัสสะ โยนิโส ปธานะ (ความเพียรโดยแยบคายของผู้มีความสลดใจ)๓๑ ๑. กุสเลสุ ธัมเมสุ อสันตุฏฐิตา (ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย) ๒. ปธานัสมิง อัปปฏิวานิตา (ความไม่ท้อถอยในการบำเพ็ญเพียร) ๓๒ ๑. วิชชา (ความรู้แจ้ง) ๒. วิมุตติ (ความหลุดพ้น) ๓๓ ๑. ขยญาณ (ความรู้ในการสิ้นกิเลส) ๒. อนุปปาทญาณ (ความรู้ในการไม่เกิดกิเลส) ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๒ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๕/๖๑, ๑๗๘/๑๒๙ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๑/๑๐๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ สังคีติหมวด ๓
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๓ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๓ ประการ คืออะไร คือ ๑ อกุศลมูล ๓ ๑. อกุศลมูลคือโลภะ (ความอยากได้) ๒. อกุศลมูลคือโทสะ (ความคิดประทุษร้าย) ๓. อกุศลมูลคือโมหะ (ความหลง) ๒ กุศลมูล ๓ ๑. กุศลมูลคืออโลภะ (ความไม่อยากได้) ๒. กุศลมูลคืออโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย) ๓. กุศลมูลคืออโมหะ (ความไม่หลง) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๐/๒๗๕ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๐/๒๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๓ ทุจริต ๓ ๑. กายทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยกาย) ๒. วจีทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยวาจา) ๓. มโนทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยใจ) ๔ สุจริต ๓ ๑. กายสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยกาย) ๒. วจีสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยวาจา) ๓. มโนสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยใจ) ๕ อกุศลวิตก ๓ ๑. กามวิตก (ความตรึกในทางกาม) ๒. พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท) ๓. วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๒/๑๔๐ @ อีกนัยหนึ่งแปลว่า ความประพฤติชั่วที่เป็นไปทางกาย หรือความประพฤติชั่วทางกายก็ได้@(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๗๙) @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๒/๑๔๑ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๕/๓๗๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๖ กุศลวิตก ๓ ๑. เนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม) ๒. อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท) ๓. อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน) ๗ อกุศลสังกัปปะ ๓ ๑. กามสังกัปปะ (ความดำริในทางกาม) ๒. พยาปาทสังกัปปะ (ความดำริในทางพยาบาท) ๓. วิหิงสาสังกัปปะ (ความดำริในทางเบียดเบียน) ๘ กุศลสังกัปปะ ๓ ๑. เนกขัมมสังกัปปะ (ความดำริปลอดจากกาม) ๒. อพยาปาทสังกัปปะ (ความดำริปลอดจากพยาบาท) ๓. อวิหิงสาสังกัปปะ (ความดำริปลอดจากการเบียดเบียน) ๙ อกุศลสัญญา ๓ ๑. กามสัญญา (ความกำหนดหมายในทางกาม) ๒. พยาปาทสัญญา (ความกำหนดหมายในทางพยาบาท) ๓. วิหิงสาสัญญา (ความกำหนดหมายในทางเบียดเบียน) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๕/๓๗๒ @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๑๐ กุศลสัญญา ๓ ๑. เนกขัมมสัญญา (ความกำหนดหมายปลอดจากกาม) ๒. อพยาปาทสัญญา (ความกำหนดหมายปลอดจากพยาบาท) ๓. อวิหิงสาสัญญา (ความกำหนดหมายปลอดจากการเบียดเบียน) ๑๑ อกุศลธาตุ ๓ ๑. กามธาตุ (ธาตุคือกาม) ๒. พยาปาทธาตุ (ธาตุคือพยาบาท) ๓. วิหิงสาธาตุ (ธาตุคือวิหิงสา) ๑๒ กุศลธาตุ ๓ ๑. เนกขัมมธาตุ (ธาตุคือเนกขัมมะ) ๒. อพยาปาทธาตุ (ธาตุคืออพยาบาท) ๓. อวิหิงสาธาตุ (ธาตุคืออวิหิงสา) ๑๓ ธาตุ ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. กามธาตุ (ธาตุคือกามภพ) ๒. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปภพ) ๓. อรูปธาตุ (ธาตุคืออรูปภพ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๑๔ ธาตุ ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปภพ) ๒. อรูปธาตุ (ธาตุคืออรูปภพ) ๓. นิโรธธาตุ (ธาตุคือนิโรธ) ๑๕ ธาตุ ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. หีนธาตุ (ธาตุอย่างหยาบ) ๒. มัชฌิมธาตุ (ธาตุอย่างกลาง) ๓. ปณีตธาตุ (ธาตุอย่างประณีต) ๑๖ ตัณหา ๓ ๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม) ๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) ๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๗/๓๐๐-๓๐๑ @ กามตัณหา หมายถึงราคะที่มีกามคุณ ๕ เป็นอารมณ์ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๓๕)@ ภวตัณหา หมายถึงราคะในรูปภพและอรูปภพ ราคะอันสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ หรือความปรารถนาภพ@(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒) @ วิภวตัณหา หมายถึงราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๑๗ ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกามภพ) ๒. รูปตัณหา (ความทะยานอยากในรูปภพ) ๓. อรูปตัณหา (ความทะยานอยากในอรูปภพ) ๑๘ ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. รูปตัณหา (ความทะยานอยากในรูปภพ) ๒. อรูปตัณหา (ความทะยานอยากในอรูปภพ) ๓. นิโรธตัณหา (ความทะยานอยากในความดับสูญ) ๑๙ สังโยชน์ ๓ ๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) ๒. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต) ๒๐ อาสวะ ๓ ๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๘/๕๗๔ @ นิโรธตัณหา หมายถึงราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ที่ถือว่าภพ คือ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นเทพ@ชั้นกามาวจร ความเป็นเทพชั้นรูปาวจรและชั้นอรูปาวจร ขาดสูญ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒,@ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๓๖) @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕/๓๒๘ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๔/๕๗๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๒๑ ภพ ๓ ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร) ๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร) ๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร) ๒๒ เอสนา (การแสวงหา) ๓ ๑. กาเมสนา (การแสวงหากาม) ๒. ภเวสนา (การแสวงหาภพ) ๓. พรหมจริเยสนา (การแสวงหาพรหมจรรย์) ๒๓ วิธา (ความถือตัว) ๓ ๑. เสยโยหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้เลิศกว่าเขา) ๒. สทิโสหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอเขา) ๓. หีโนหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้ด้อยกว่าเขา) ๒๔ อัทธา(กาล) ๓ ๑. อตีตอัทธา (อดีตกาล) ๒. อนาคตอัทธา (อนาคตกาล) ๓. ปัจจุปปันนอัทธา (ปัจจุบันกาล) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๙/๕๗๕ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๒๐/๕๗๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๒๕ อันตะ ๓ ๑. สักกายอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายะ) ๒. สักกายสมุทยอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายสมุทัย) ๓. สักกายนิโรธอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายนิโรธ) ๒๖ เวทนา ๓ ๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข) ๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์) ๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข) ๒๗ ทุกขตา ๓ ๑. ทุกขทุกขตา (สภาวทุกข์คือทุกข์) ๒. สังขารทุกขตา (สภาวทุกข์คือสังขาร) ๓. วิปริณามทุกขตา (สภาวทุกข์คือความแปรผันไป) ๒๘ ราสี(กอง) ๓ ๑. มิจฉัตตนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน) ๒. สัมมัตตนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน) ๓. อนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่ให้ผลไม่แน่นอน) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐ @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๓๒๗/๓๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๒๙ ตมะ(ความมืด) ๓ ๑. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอดีตกาล ๒. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอนาคตกาล ๓. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภปัจจุบันกาล ๓๐ อรักเขยยะ(ข้อที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา) ๓ ๑. พระตถาคตทรงมีกายสมาจาร (ความประพฤติทางกาย) บริสุทธิ์ ไม่ทรงมีกายทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้ รู้กายทุจริตของเรานี้’ ๒. พระตถาคตทรงมีวจีสมาจาร (ความประพฤติทางวาจา) บริสุทธิ์ ไม่ทรงมีวจีทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้รู้ วจีทุจริตของเรานี้’ ๓. พระตถาคตทรงมีมโนสมาจาร (ความประพฤติทางใจ) บริสุทธิ์ ไม่ทรงมีมโนทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้รู้ มโนทุจริตของเรานี้’ ๓๑ กิญจนะ (เครื่องกังวล) ๓ ๑. ราคกิญจนะ (เครื่องกังวลคือราคะ) ๒. โทสกิญจนะ (เครื่องกังวลคือโทสะ) ๓. โมหกิญจนะ (เครื่องกังวลคือโมหะ) @เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๒๔/๕๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๓๒ อัคคิ (ไฟ) ๓ ๑. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ) ๒. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ) ๓. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ) ๓๓ อัคคิ ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. อาหุเนยยัคคิ (ไฟคืออาหุไนยบุคคล) ๒. คหปตัคคิ (ไฟคือคหบดี) ๓. ทักขิเณยยัคคิ (ไฟคือทักขิไณยบุคคล) ๓๔ รูปสังคหะ ๓ ๑. สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นได้และสัมผัสได้) ๒. อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้ แต่สัมผัสได้) ๓. อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้และสัมผัสไม่ได้) ๓๕ สังขาร ๓ ๑. ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี) ๒. อปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว) ๓. อาเนญชาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๗/๗๒ @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๗/๗๓ @ สังขาร ในที่นี้หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่งกิจ(หน้าที่)อันเป็นของตน การให้ผลแก่ตน@(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๙๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๓๖ บุคคล ๓ ๑. เสขบุคคล (บุคคลผู้ยังต้องศึกษา) ๒. อเสขบุคคล (บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา) ๓. เนวเสขานาเสขบุคคล (บุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็มิใช่ ผู้ไม่ต้องศึกษาก็มิใช่) ๓๗ เถระ ๓ ๑. ชาติเถระ (พระเถระโดยชาติ) ๒. ธัมมเถระ (พระเถระโดยธรรม) ๓. สมมติเถระ (พระเถระโดยสมมติ) ๓๘ บุญกิริยาวัตถุ ๓ ๑. ทานมัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน) ๒. สีลมัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล) ๓. ภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนา) ๓๙ โจทนาวัตถุ(เหตุที่ใช้โจท) ๓ ๑. ทิฏเฐนะ (โจทด้วยได้เห็น) ๒. สุเตนะ (โจทด้วยได้ยินได้ฟัง) ๓. ปริสังกายะ (โจทด้วยความระแวงสงสัย) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๖/๒๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๔๐ กามุปปัตติ(การเกิดในกามภพ) ๓ ๑. สัตว์ที่มีกามปรากฏเฉพาะหน้ามีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไปตามอำนาจของ กามทั้งหลายที่ปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เช่น มนุษย์ เทพบางพวกและ วินิปาติกะบางพวก นี้เป็นกามุปปัตติที่ ๑ ๒. สัตว์ที่เนรมิตกามคุณได้มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเนรมิตแล้ว เป็นไปตามอำนาจ ของกามทั้งหลาย เช่น พวกเทพชั้นนิมมานรดี นี้เป็นกามุปปัตติที่ ๒ ๓. สัตว์ที่ผู้อื่นเนรมิตกามคุณให้มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไปตามอำนาจของ กามคุณที่ผู้อื่นเนรมิตให้แล้ว เช่น พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นี้เป็น กามุปปัตติที่ ๓ ๔๑ การเข้าถึงความสุข ๓ ๑. สัตว์พวกที่ทำความสุขให้เกิดขึ้นๆ แล้วอยู่เป็นสุขมีอยู่ เช่น พวกเทพ ชั้นพรหมกายิกา นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๑ ๒. สัตว์พวกที่เอิบอิ่ม อิ่มเอม บริบูรณ์ เปี่ยมล้นด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์ เหล่านั้นบางครั้งบางคราวก็เปล่งอุทานว่า ‘สุขหนอๆ’ เช่น พวกเทพ ชั้นอาภัสสระ นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๒ ๓. สัตว์พวกที่เอิบอิ่ม อิ่มเอม บริบูรณ์ เปี่ยมล้นด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์ เหล่านั้นยินดีเสวยความสุขทางจิตอันประณีตเท่านั้น เช่น พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๓ @เชิงอรรถ : @ วินิปาติกะบางจำพวก หมายถึงสัตว์จำพวกปลาและเต่า เป็นต้นที่มีที่อยู่ประจำของตน ยกเว้นสัตว์นรก@(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๔๒ ปัญญา ๓ ๑. เสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษา) ๒. อเสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา) ๓. เนวเสขานาเสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็มิใช่ ผู้ไม่ต้องศึกษาก็มิใช่) ๔๓ ปัญญา ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. จินตามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการคิด) ๒. สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง) ๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการอบรม) ๔๔ อาวุธ ๓ ๑. สุตาวุธ (อาวุธคือสุตะ) ๒. ปวิเวกาวุธ (อาวุธคือปวิเวก) ๓. ปัญญาวุธ (อาวุธคือปัญญา) ๔๕ อินทรีย์ ๓ ๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรม ที่ยังมิได้รู้) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๖๘/๕๐๓-๕๐๔ @ อาวุธ แปลว่าเครื่องมือที่ใช้ป้องกันหรือต่อสู้ ในที่นี้หมายถึงอาวุธในทางธรรม ๓ ประการ คือ (๑) สุตะ@หมายถึงพระพุทธพจน์ (๒) ปวิเวกะ หมายถึงวิเวก(ความสงัด) ๓ ประการ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก และ@อุปธิวิเวก (๓) ปัญญา หมายถึงปัญญาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๔๙๓/๓๐๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๒๒๐/๒๐๑-๒๐๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๒. อัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญาที่รู้ทั่วถึงได้แก่ โสดาปัตติ- ผลญาณ) ๓. อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์ของท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว) ๔๖ จักขุ ๓ ๑. มังสจักขุ (ตาเนื้อ) ๒. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) ๓. ปัญญาจักขุ (ตาคือปัญญา) ๔๗ สิกขา ๓ ๑. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง) ๒. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง) ๓. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง) ๔๘ ภาวนา ๓ ๑. กายภาวนา (การอบรมกาย) ๒. จิตตภาวนา (การอบรมจิต) ๓. ปัญญาภาวนา (การอบรมปัญญา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑/๕๕ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๒/๓๐๙ @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๗๙/๑๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๔๙ อนุตตริยะ ๓ ๑. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอันยอดเยี่ยม) ๒. ปฏิปทานุตตริยะ (การปฏิบัติอันยอดเยี่ยม) ๓. วิมุตตานุตตริยะ (การหลุดพ้นอันยอดเยี่ยม) ๕๐ สมาธิ ๓ ๑. สวิตักกสวิจารสมาธิ (สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจาร) ๒. อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร) ๓. อวิตักกอวิจารสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร) ๕๑ สมาธิ ๓ อีกนัยหนึ่ง ๑. สุญญตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาเห็นความว่าง) ๒. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาธรรมอันไม่มีนิมิต) ๓. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา) ๕๒ โสเจยยะ (ความสะอาด) ๓ ๑. กายโสเจยยะ (ความสะอาดทางกาย) ๒. วจีโสเจยยะ (ความสะอาดทางวาจา) ๓. มโนโสเจยยะ (ความสะอาดทางใจ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๘๔/๔๐๙ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๘๔/๔๐๙ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๑/๓๖๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๕๓ โมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี) ๓ ๑. กายโมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางกาย) ๒. วจีโมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางวาจา) ๓. มโนโมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางใจ) ๕๔ โกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาด) ๓ ๑. อายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ) ๒. อปายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม) ๓. อุปายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย) ๕๕ มทะ(ความมัวเมา) ๓ ๑. อาโรคยมทะ (ความมัวเมาในความไม่มีโรค) ๒. โยพพนมทะ (ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว) ๓. ชีวิตมทะ (ความมัวเมาในชีวิต) ๕๖ อธิปไตย ๓ ๑. อัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่) ๒. โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่) ๓. ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๓/๓๖๙ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๗๑/๕๐๕ @ อุปายโกสัลละ หมายถึงปัญญาที่รู้จักวิธีทำการงานทั้งฝ่ายเสื่อมและฝ่ายเจริญ (ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๗๐)@ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๔๐/๒๐๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๓ ๕๗ กถาวัตถุ ๓ ๑. กล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ล่วงไปแล้ว ได้มีแล้วอย่างนี้ ปรารภกาลส่วนอดีต ๒. กล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ยังมาไม่ถึง จักมีอย่างนี้ ปรารภกาลส่วนอนาคต ๓. กล่าวถ้อยคำว่า กาลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าบัดนี้เป็นอยู่อย่างนี้ ปรารภกาล ส่วนปัจจุบันนี้ ๕๘ วิชชา ๓ ๑. วิชชาคือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติก่อนได้) ๒. วิชชาคือจุตูปปาตญาณ (ความหยั่งรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย) ๓. วิชชาคืออาสวักขยญาณ (ความหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย) ๕๙ วิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่) ๓ ๑. ทิพพวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของเทพ) ๒. พรหมวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม) ๓. อริยวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๖๐ ปาฏิหาริย์ ๓ ๑. อิทธิปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์) ๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือการทายใจ) ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๐/๒๓๐-๒๓๑ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๑/๒๓๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๓ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๓ จบ สังคีติหมวด ๔
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๔ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๔ ประการ คืออะไร คือ ๑ สติปัฏฐาน (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ๓. พิจารณาเห็นจิตในจิต ... ๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๒/๓๐๑, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๗๔/๓๙๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๒ สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อ ป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ๒. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๓. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๔. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว ๓ อิทธิบาท (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ) ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากฉันทะและความเพียรสร้างสรรค์) ๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิริยะและความเพียรสร้างสรรค์) ๓. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากจิตตะและความเพียรสร้างสรรค์) ๔. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิมังสาและความเพียรสร้างสรรค์) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๗๕/๓๙๐ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๗๖/๓๙๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๔ ฌาน ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่ ๓. เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย นามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข’ ๔. เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ๕
สมาธิภาวนา ๔ ๑. สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็น สุขในปัจจุบัน ๒. สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณ- ทัสสนะ ๓. สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติ- สัมปชัญญะ ๔. สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้น อาสวะ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.สี. (แปล) ๙/๒๒๖-๒๓๒/๗๕-๗๗ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๑/๖๘-๖๙ @ ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุญาณ (ที.ปา.อ. ๓๐๗/๒๐๓, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๔๑/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ สมาธิภาวนานี้ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้มนสิการถึงอาโลกสัญญา (ความกำหนดหมายในแสงสว่าง) อธิษฐานทิวาสัญญา (ความกำหนดว่ากลางวัน) ว่า ‘กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่าง อยู่’สมาธิภาวนานี้ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งเวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป ... รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป สมาธิภาวนานี้ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีปกติเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า ‘รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ... สัญญาเป็นอย่างนี้ ... สังขารเป็นอย่างนี้ ... วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้’ สมาธิภาวนานี้ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ@เชิงอรรถ : @ อบรมจิตให้สว่าง ในที่นี้หมายถึงการเข้าสมาบัติโดยมีฌานเป็นฐาน (ที.ปา.อ. ๓๐๗/๒๐๓,@องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๔๑/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๖
อัปปมัญญา ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. มีเมตตาจิต แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ๒. มีกรุณาจิต แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยมุทิตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ๓. มีมุทิตาจิต แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยกรุณาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ๔. มีอุเบกขาจิต แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๒๕/๑๙๐-๑๙๓ @ ทิศเบื้องบน หมายถึงเทวโลก (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเบื้องล่าง หมายถึงนรกและนาค (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเฉียง หมายถึงทิศย่อยของทิศใหญ่หรือทิศรอง (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕)@ มหัคคตะ หมายถึงอารมณ์ที่ถึงความเป็นใหญ่ชั้นรูปาวจร และชั้นอรูปาวจร เพราะมีผลที่สามารถข่ม@กิเลสได้ และหมายถึงฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญาอันยิ่งใหญ่ (อภิ.สงฺ.อ. ๑๒/๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๗ อรูป ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ อยู่เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดย ประการทั้งปวง ๒. ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ ๓. ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ ๔. ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานา- สัญญายตนฌานอยู่ ๘ อปัสเสนธรรม (ธรรมเป็นดุจพนักพิง) ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาแล้วเสพอย่างหนึ่ง ๒. พิจารณาแล้วอดกลั้นอย่างหนึ่ง ๓. พิจารณาแล้วเว้นอย่างหนึ่ง ๔. พิจารณาแล้วบรรเทาอย่างหนึ่ง @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๒๙/๗๕ @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๐/๔๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๙
อริยวงศ์ ๔ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. สันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวร ตามแต่จะได้ ไม่มีการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะจีวรเป็นเหตุ ไม่ได้ จีวรก็ไม่กระวนกระวาย ครั้นได้แล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ใช้สอยอยู่ และไม่ยก ตนข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้นั้น ภิกษุใด ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคงในความสันโดษด้วย จีวรตามแต่จะได้นั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ที่รู้กันว่า ล้ำเลิศ เป็นของเก่า ๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสริญความสันโดษ ด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้ ไม่มีการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะ บิณฑบาตเป็นเหตุ ไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่กระวนกระวาย ครั้นได้แล้วก็ ไม่ติดใจ ไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่อง สลัดออก ฉันอยู่ และไม่ยกตนข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วย บิณฑบาตตามแต่จะได้นั้น ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคงในความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้นั้น ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ เป็นของเก่า @เชิงอรรถ : @ อริยวงศ์ แปลว่าวงศ์ของพระอริยะ แบบแผนของพระอริยะ และประเพณีของพระอริยะ หมายถึง@วงศ์ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า (ที.ปา.อ. ๓๐๙/๒๐๙,@องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๘/๓๑๑) ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๘/๔๓-๔๔@ มองเห็นโทษ ในที่นี้หมายถึงมองเห็นการต้องอาบัติเพราะการแสวงหาไม่สมควร และการบริโภคลาภ@ที่ติดใจ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๘/๓๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้นั้น ไม่มีการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ไม่ได้เสนาสนะก็ไม่กระวนกระวาย ครั้นได้แล้วก็ไม่ติดใจ ไม่ หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ใช้สอยอยู่ และไม่ยกตนข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้นั้น ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคงในความสันโดษ ด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้นั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ เป็นของเก่า ๔. มีปหานะ (การละ) เป็นที่ยินดี ยินดีในปหานะ มีภาวนาเป็นที่ยินดี ยินดีในภาวนาและไม่ยกตนข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีปหานะเป็นที่ยินดี ยินดีในปหานะ เพราะความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดี ยินดีในภาวนานั้น ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคงในปหานะและ ภาวนานั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ เป็นของเก่า ๑๐
ปธาน ๔ ๑. สังวรปธาน (เพียรระวัง) ๒. ปหานปธาน (เพียรละ) ๓. ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ) ๔. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๔/๒๔-๒๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ สังวรปธาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อม ปฏิบัติเพื่อความสำรวมจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาป อกุศลธรรม คืออภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา) และโทมนัส (ความทุกข์ใจ) ครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อ ไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ นี้เรียกว่า สังวรปธาน ปหานปธาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไม่ยินดีกามวิตกที่เกิดขึ้น ละ บรรเทา ทำให้หมด สิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี ไม่ยินดีพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้น ฯลฯ ไม่ยินดีวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ฯลฯ ไม่ยินดีบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี นี้เรียกว่า ปหานปธาน ภาวนาปธาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เจริญสติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเฟ้นธรรม) ... เจริญ@เชิงอรรถ : @ รวบถือ (นิมิตฺตคฺคาหี) คือมองภาพรวม โดยเห็นเป็นหญิงหรือเป็นชาย เห็นว่ารูปสวย เสียงไพเราะ@กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่อ่อนนุ่ม เป็นอารมณ์ ที่น่าปรารถนาด้วยอำนาจฉันทราคะ@(อภิ.สงฺ.อ. ๑๓๕๒/๔๕๖-๔๕๗) @ แยกถือ (อนุพฺยญฺชนคฺคาหี) คือ มองแยกแยะเป็นส่วนๆ ไป ด้วยอำนาจกิเลส เช่นเห็นมือ เท้า ว่าสวย@หรือไม่สวย เห็นอาการยิ้มแย้ม หัวเราะ การพูด การเหลียวซ้าย แลขวา ว่าน่ารัก หรือไม่น่ารัก ถ้าเห็นว่า@สวยน่ารัก ก็เป็นอิฏฐารมณ์ ถ้าเห็นว่าไม่สวยไม่น่ารัก ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ (อภิ.สงฺ.อ. ๑๓๕๒/๔๕๖-๔๕๗)@ วิเวก (ความสงัด) วิราคะ (ความคลายกำหนัด) นิโรธ (ความดับ) ทั้ง ๓ คำนี้ เป็นชื่อเรียกนิพพาน@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๔/๒๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) ... เจริญปีติสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) ... เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบกายสงบใจ) ... เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) ... เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ตามรักษาสมาธินิมิต ที่ชัดดีซึ่งเกิดขึ้นแล้ว คือ อัฏฐิกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน) ปุฬุวกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด) วินีลกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ) วิปุพพกสัญญา (กำหนดหมาย ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ที่แตกปริออก) วิจฉิททกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่ขาดจากกันเป็น ๒ ท่อน) อุทธุมาตกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่เน่า พองขึ้นอืด) นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน ๑๑ ญาณ (ความรู้) ๔ ๑. ธัมมญาณ (ความรู้ในธรรม) ๒. อันวยญาณ (ความรู้ในการคล้อยตาม) ๓. ปริยญาณ (ความรู้ในการกำหนดจิตของผู้อื่น) ๔. สัมมติญาณ (ความรู้ในสมมติ) ๑๒ ญาณ ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. ทุกขญาณ (ความรู้ในทุกข์) ๒. ทุกขสมุทยญาณ (ความรู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓. ทุกขนิโรธญาณ (ความรู้ในความดับแห่งทุกข์) ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ (ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์) ๑๓
องค์แห่งการบรรลุโสดาบัน ๔ ๑. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ) ๒. สัทธัมมัสสวนะ (การฟังพระสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยแยบคาย) ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ๑๔ องค์แห่งพระโสดาบัน ๔ พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วย พระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้ง โลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นพระศาสดาของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วย ตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๔๘/๓๖๘ @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๕๙/๑๐๓, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๕๒/๘๖-๘๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติสมควร ได้แก่ พระอริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล พระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่การ ต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม ของโลก’ ๔. เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑๕ สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ๑. โสดาปัตติผล ๒. สกทาคามิผล ๓. อนาคามิผล ๔. อรหัตตผล ๑๖ ธาตุ ๔ ๑. ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ๒. อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ๓. เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ๔. วาโยธาตุ (ธาตุลม) ๑๗ อาหาร ๔ ๑. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด ๒. ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ) ๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา) (ตกหล่น ๔. วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ) - ธัมมโชติ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๗/๒๔๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๑๘ วิญญาณฐิติ ๔ ๑. วิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์) ที่เข้าถึงรูป เมื่อดำรงอยู่ ก็มีรูปเป็น อารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง เข้าไปเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ๒. วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ... ๓. วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ... ๔. วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อดำรงอยู่ ก็มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง เข้าไปเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้ ๑๙ การถึงอคติ (ความลำเอียง) ๔ ๑. ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ) ๒. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง) ๓. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะหลง) ๔. ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว) ๒๐ เหตุเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ ๑. ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดเพราะจีวรเป็นเหตุ ๒. ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดเพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ ๓. ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ๔. ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดเพราะปัจจัยที่ดีและดีกว่าเป็นเหตุ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗/๒๙ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙/๑๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๒๑ ปฏิปทา ๔ ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ช้า) ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว) ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า) ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก และรู้ได้เร็ว) ๒๒ ปฏิปทา ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. อักขมา ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ไม่อดทน) ๒. ขมา ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่อดทน) ๓. ทมา ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ข่มใจ) ๔. สมา ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ระงับ) ๒๓ ธรรมบท ๔ ๑. ธรรมบทคืออนภิชฌา (ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา) ๒. ธรรมบทคืออพยาบาท (ความไม่คิดร้าย) ๓. ธรรมบทคือสัมมาสติ (ความระลึกชอบ) ๔. ธรรมบทคือสัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๖๑/๒๒๖ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๖๔/๒๓๐ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๙/๔๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๒๔ การสมาทานธรรม (การถือปฏิบัติธรรม) ๔ ๑. การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ๒. การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต ๓. การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ๔. การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคต ๒๕ ธรรมขันธ์ ๔ ๑. สีลขันธ์ (กองศีล) ๒. สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ) ๓. ปัญญาขันธ์ (กองปัญญา) ๔. วิมุตติขันธ์ (กองวิมุตติ) ๒๖ พละ ๔ ๑. วิริยพละ (กำลังคือวิริยะ) ๒. สติพละ (กำลังคือสติ) ๓. สมาธิพละ (กำลังคือสมาธิ) ๔. ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) ๒๗ อธิษฐาน(ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) ๔ ๑. ปัญญาธิษฐาน (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจคือปัญญา) ๒. สัจจาธิษฐาน (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจคือสัจจะ) ๓. จาคาธิษฐาน (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจคือจาคะ) ๔. อุปสมาธิษฐาน (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจคืออุปสมะ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๔๗๕/๕๑๖-๕๑๗ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๘/๒๒๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๒๘
ปัญหาพยากรณ์ ๔ ๑. เอกังสพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ควรตอบโดยนัยเดียว) ๒. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ควรตอบโดยย้อนถาม) ๓. วิภัชชพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ควรแยกตอบ) ๔. ฐปนียปัญหา (ปัญหาที่ควรงดตอบ) ๒๙ กรรม ๔ ๑. กรรมดำ มีวิบากดำ ๒. กรรมขาว มีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาว มีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม ๓๐ สัจฉิกรณียธรรม (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง) ๔ ๑. ปุพเพนิวาส ควรทำให้แจ้งด้วยสติ ๒. การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ควรทำให้แจ้งด้วยจักษุ ๓. วิโมกข์ ๘ ควรทำให้แจ้งด้วยกาย ๔. ความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญา @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๒/๗๐ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๓๒/๓๔๕ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๘๙/๒๗๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓๑ โอฆะ (ห้วงน้ำ) ๔ ๑. กาโมฆะ (โอฆะคือกาม) ๒. ภโวฆะ (โอฆะคือภพ) ๓. ทิฏโฐฆะ (โอฆะคือทิฏฐิ) ๔. อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา) ๓๒ โยคะ (สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ๔ ๑. กามโยคะ (โยคะคือกาม) ๒. ภวโยคะ (โยคะคือภพ) ๓. ทิฏฐิโยคะ (โยคะคือทิฏฐิ) ๔. อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา) ๓๓ วิสังโยคะ (ความพราก) ๔ ๑. กามโยควิสังโยคะ (ความพรากจากกามโยคะ) ๒. ภวโยควิสังโยคะ (ความพรากจากภวโยคะ) ๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ (ความพรากจากทิฏฐิโยคะ) ๔. อวิชชาโยควิสังโยคะ (ความพรากจากอวิชชาโยคะ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๓๘/๒๓๙ @ ดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๓๗/๕๘๘ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐/๑๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓๔ คันถะ (เครื่องร้อยรัด) ๔ ๑. อภิชฌากายคันถะ (กายคันถะคืออภิชฌา) ๒. พยาปาทกายคันถะ (กายคันถะคือพยาบาท) ๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (กายคันถะคือสีลัพพตปรามาส) ๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ (กายคันถะคือความยึดถือว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง)๓๕ อุปาทาน (ความถือมั่น) ๔ ๑. กามุปาทาน (ความถือมั่นในกาม) ๒. ทิฏฐุปาทาน (ความถือมั่นในทิฏฐิ) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ความถือมั่นในศีลพรต) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ความถือมั่นในวาทะว่ามีอัตตา) ๓๖ โยนิ (กำเนิด) ๔ ๑. อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่) ๒. ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) ๓. สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล) ๔. โอปปาติกโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๗๕/๑๐๒-๑๐๓ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๓๘/๕๘๘ @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๕๒/๑๕๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓๗ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ ๑. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ไม่รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา ไม่รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา (และ) ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๑ ๒. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา แต่ไม่รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๒ ๓. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา แต่ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของมารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๓ ๔. สัตว์บางชนิดในโลกนี้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา (และ) รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของมารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๔ ๓๘ การได้อัตภาพ ๔ ๑. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป ๒. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของตนดำเนินไป ๓. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนและสัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป ๔. การได้อัตภาพที่มิใช่สัญเจตนาของตนและมิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๑๔๗ หน้า ๑๐๗ ในเล่มนี้ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๑/๒๔๐-๒๔๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๓๙
ทักขิณาวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา) ๔ ๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) ๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ๔๐ สังคหวัตถุ (ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว) ๔ ๑. ทาน (การให้) ๒. เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) ๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) ๔. สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ๔๑ อนริยโวหาร(วิธีการพูดของผู้มิใช่อริยะ) ๔ ๑. มุสาวาท (พูดเท็จ) ๒. ปิสุณาวาจา (พูดส่อเสียด) ๓. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) ๔. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๘/๑๒๓ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๓๒/๕๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๔๒ อริยโวหาร(วิธีการพูดของผู้เป็นอริยะ) ๔ ๑. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ) ๒. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด) ๓. ผรุสาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ) ๔. สัมผัปปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ) ๔๓ อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น ๒. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๓. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๔. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ ๔๔ อริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๒. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๓. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๔. การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๐/๓๖๘ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๑/๓๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๔๕ อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. การกล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๒. การกล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๓. การกล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๔. การกล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ๔๖ อริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. การกล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น ๒. การกล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๓. การกล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๔. การกล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้ ๔๗
บุคคล ๔ ๑. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน ๒. เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ๓. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ๔. เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน เขาผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ ไม่หิว ดับร้อน เย็นใจ เสวยสุขมีตนอันประเสริฐอยู่ในปัจจุบันเทียว @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๒/๓๖๙ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๕๓/๓๗๐ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๙๘/๓๐๓, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๗๔-๑๗๗/๒๐๖-๒๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๔ ๔๘ บุคคล ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ๒. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง ๓. เป็นผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง และไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ๔. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง และปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ๔๙ บุคคล ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. ตโม ตมปรายโน (ผู้มืดมา และมืดไป) ๒. ตโม โชติปรายโน (ผู้มืดมา แต่สว่างไป) ๓. โชติ ตมปรายโน (ผู้สว่างมา แต่มืดไป) ๔. โชติ โชติปรายโน (ผู้สว่างมา และสว่างไป) ๕๐ บุคคล ๔ อีกนัยหนึ่ง ๑. สมณอจละ (สมณะผู้ไม่หวั่นไหว) ๒. สมณปทุมะ (สมณะเหมือนดอกปทุม) ๓. สมณปุณฑริกะ (สมณะเหมือนดอกบุณฑริก) ๔. สมเณสุ สมณสุขุมาละ (สมณะผู้ละเอียดอ่อน ในหมู่สมณะ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๖/๑๔๕ @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๕/๑๒๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๖๘/๒๐๑-๒๐๒@ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๗/๑๓๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๔ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๔ จบ ภาณวารที่ ๑ จบ สังคีติหมวด ๕
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๕ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๕ ประการ คืออะไร คือ ๑ ขันธ์ ๕ ๑. รูปขันธ์ (กองรูป) ๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑/๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) ๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร) ๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ) ๒ อุปาทานขันธ์ (ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น) ๕ ๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) ๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) ๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) ๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ) ๓ กามคุณ ๕ ๑. รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ๒. เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู ... ๓. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูก ... ๔. รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ... ๕. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รักชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๖๓/๕๗๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๔ คติ (ภพที่สัตว์ไปเกิด) ๕ ๑. นิรยะ (นรก) ๒. ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน) ๓. เปตติวิสัย (แดนเปรต) ๔. มนุสสะ (มนุษย์) ๕. เทวะ (เทวดา) ๕ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๕ ๑. อาวาสมัจฉริยะ (ความตระหนี่อาวาส) ๒. กุลมัจฉริยะ (ความตระหนี่ตระกูล) ๓. ลาภมัจฉริยะ (ความตระหนี่ลาภ) ๔. วัณณมัจฉริยะ (ความตระหนี่วรรณะ) ๕. ธัมมมัจฉริยะ (ความตระหนี่ธรรม) ๖ นิวรณ์ (สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดี) ๕ ๑. กามฉันทนิวรณ์ (นิวรณ์คือความพอใจในกาม) ๒. พยาบาทนิวรณ์ (นิวรณ์คือความคิดร้าย) ๓. ถีนมิทธนิวรณ์ (นิวรณ์คือความหดหู่และเซื่องซึม) ๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ (นิวรณ์คือความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ (นิวรณ์คือความลังเลสงสัย) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๓๙/๔๙๐ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๙๓/๕๖๑ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๘/๒๒๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๑/๕๙๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๗ โอรัมภาคิยสังโยชน์ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์เบื้องต่ำ) ๕ ๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) ๒. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต) ๔. กามฉันทะ (ความกำหนัดในกามคุณ) ๕. พยาบาท (ความคิดร้าย) ๘ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์เบื้องสูง) ๕ ๑. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน) ๒. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน) ๓. มานะ (ความถือตัว) ๔. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ๕. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) ๙ สิกขาบท ๕ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทานา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่ เจ้าของเขามิได้ให้) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓/๒๑, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒@ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๐๓/๔๔๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ) ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท) ๑๐
อภัพพฐาน (ฐานะที่เป็นไปไม่ได้) ๕ ๑. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุขีณาสพจะจงใจปลงชีวิตสัตว์ ๒. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุขีณาสพจะถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ได้ให้โดยอาการขโมย ๓. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุขีณาสพจะเสพเมถุนธรรม ๔. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุขีณาสพจะพูดเท็จทั้งที่รู้ ๕. เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุขีณาสพจะสั่งสม บริโภคกามเหมือนเมื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑๑ พยสนะ (วิบัติ) ๕ ๑. ญาติพยสนะ (ความวิบัติแห่งญาติ) ๒. โภคพยสนะ (ความวิบัติแห่งโภคะ) ๓. โรคพยสนะ (ความวิบัติเพราะโรค) ๔. สีลพยสนะ (ความวิบัติแห่งศีล) ๕. ทิฏฐิพยสนะ (ความวิบัติแห่งทิฏฐิ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๗/๔๔๖ @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๓๐/๒๐๙-๒๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความวิบัติแห่งญาติเป็นเหตุ เพราะความวิบัติแห่งโภคะเป็นเหตุ หรือเพราะความวิบัติเพราะโรคเป็นเหตุ แต่สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความวิบัติแห่งศีลเป็นเหตุ หรือเพราะความวิบัติแห่งทิฏฐิเป็นเหตุ ๑๒ สัมปทา (ความถึงพร้อม) ๕ ๑. ญาติสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งญาติ) ๒. โภคสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งโภคะ) ๓. อาโรคยสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค) ๔. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งศีล) ๕. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ) ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว จะไม่ไปเกิดในสุคติโลก สวรรค์ เพราะความถึงพร้อมแห่งญาติเป็นเหตุ เพราะความถึงพร้อมแห่งโภคะ เป็นเหตุ หรือเพราะความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรคเป็นเหตุ แต่สัตว์ทั้งหลาย หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นเหตุหรือเพราะความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิเป็นเหตุ ๑๓ โทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕ ๑. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติในโลกนี้ ย่อมถึงความเสื่อมโภคทรัพย์เป็นอันมาก ซึ่งมีความประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นโทษประการที่ ๑ แห่งศีลวิบัติของ บุคคลผู้ทุศีล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๓๐/๒๑๐ @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๘๕/๙๘-๙๙, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๔๙/๙๓-๙๔, องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๑๓/๓๕๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๒. กิตติศัพท์อันชั่วของบุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ ย่อมกระฉ่อนไป นี้เป็นโทษ ประการที่ ๒ แห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๓. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ จะเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมไม่ แกล้วกล้า เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นโทษประการที่ ๓ แห่งศีลวิบัติของบุคคล ผู้ทุศีล ๔. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ ย่อมหลงลืมสติตาย นี้เป็นโทษประการที่ ๔ แห่ง ศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษประการที่ ๕ แห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๑๔ อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕ ๑. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมมีโภคทรัพย์เป็นอันมาก ซึ่งมี ความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของ บุคคลผู้มีศีล ๒. กิตติศัพท์อันงามของบุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมขจรไป นี้เป็น อานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๓. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล จะเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติย- บริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัท ก็ตาม ย่อมแกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๓ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๔. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมไม่หลงลืมสติตาย นี้เป็นอานิสงส์ ประการที่ ๔ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลก สวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๕๐/๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๑๕ ธรรมสำหรับผู้เป็นโจทก์ ๕ ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้มั่นในตนแล้ว จึงโจทผู้อื่น คือ ๑. เราจักกล่าวในกาลอันควร จักไม่กล่าวในกาลอันไม่ควร ๒. เราจักกล่าวถ้อยคำจริง จักไม่กล่าวถ้อยคำไม่จริง ๓. เราจักกล่าวถ้อยคำอ่อนหวาน จักไม่กล่าวถ้อยคำหยาบ ๔. เราจักกล่าวถ้อยคำอันประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าวถ้อยคำอันไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ๕. เราจักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่เพ่งโทษกล่าว ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้มั่นในตน แล้วจึงโจทผู้อื่น ๑๖
องค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์ เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นพระศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๖๗/๒๗๗ @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๕๓/๙๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๒. เป็นผู้มีอาพาธน้อย โรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่อนนัก ปานกลาง เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร ๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ทำตนให้เปิดเผยตามความเป็นจริงในพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ๕. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ๑๗
สุทธาวาส (ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์) ๕ ๑. อวิหา ๒. อตัปปา ๓. สุทัสสา ๔. สุทัสสี ๕. อกนิฏฐา ๑๘ พระอนาคามี ๕ ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้ที่จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ที่จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งไปแล้ว) ๓. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ที่จะปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรมาก) ๔. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ที่จะปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก) ๕. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี (ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ชั้นอกนิฏฐภพ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๘/๓๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๑๙
กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ ต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความ เพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๑ ๒. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ฯลฯ ๓. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา) ฯลฯ ๕. เป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะ (ความคิดประทุษร้าย) กระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้โกรธไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะกระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ ต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความ เพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๕ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๔/๒๒-๒๓ @ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา ในที่นี้หมายถึงไม่เชื่อว่า พระสรีระของพระพุทธเจ้าประดับด้วยลักษณะมหา-@บุรุษ ๓๒ ประการ ไม่เชื่อว่าพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าสามารถรู้อดีต อนาคต และปัจจุบันได้@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐๕/๘๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๒๐
วินิพันธา (กิเลสเครื่องผูกใจ) ๕ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความ เร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกามทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ยัง ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจาก ความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ ปราศจากความอยากในกามทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความ เพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๑ ๒. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ในกาย ฯลฯ ๓. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ในรูป ฯลฯ ๔. ฉันอาหารตามความต้องการจนอิ่มเกินไป ประกอบความสุขในการนอนความสุขในการเอกเขนก ความสุขในการหลับอยู่ ฯลฯ ๕. ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ เราจะเป็นเทพเจ้า หรือ เทพองค์ใดองค์หนึ่ง’ จิตของภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความ ปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือ พรหมจรรย์นี้ เราจะเป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง’ ย่อมไม่ น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลส เครื่องผูกใจประการที่ ๕ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๘๕-๑๘๙/๑๙๗-๒๐๓, องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๐๖/๓๔๘-๓๕๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๒๑ อินทรีย์ ๕ ๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือตา) ๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือหู) ๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือจมูก) ๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์คือลิ้น) ๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์คือกาย) ๒๒ อินทรีย์ ๕ อีกนัยหนึ่ง ๑. สุขินทรีย์ (อินทรีย์คือความสุขกาย) ๒. ทุกขินทรีย์ (อินทรีย์คือความทุกข์กาย) ๓. โสมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์คือความสุขใจ) ๔. โทมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์คือความทุกข์ใจ) ๕. อุเปกขินทรีย์ (อินทรีย์คืออุเบกขา) ๒๓ อินทรีย์ ๕ อีกนัยหนึ่ง ๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑๐๑๒/๖๖๐ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๒๒๐/๑๙๙-๒๐๐ @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๒๒๐/๒๐๐-๒๐๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๒๔
ธาตุ ที่สลัด ๕ ๑. เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการกามทั้งหลาย จิตของเธอ ย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย แต่ เมื่อเธอมนสิการเนกขัมมะ จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในเนกขัมมะ จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากกาม ทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ และความเร่าร้อนที่ก่อความ คับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดกามทั้งหลาย ๒. เมื่อภิกษุมนสิการพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในพยาบาท แต่เมื่อเธอมนสิการอพยาบาท จิต ของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอพยาบาท จิตนั้นของเธอ ชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความ เร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอ @เชิงอรรถ : @ ธาตุในที่นี้หมายถึงธัมมธาตุและมโนวิญญาณธาตุขั้นพิเศษ เป็นสภาวะที่ว่างจากอัตตา (อัตตสุญญสภาวะ)@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐๐/๘๒) หรือสภาวะที่ปราศจากชีวะ (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๐๐/๙๑)@ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๐๐/๓๔๐-๓๔๒ @ มนสิการกามทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงวิธีการที่ท่านผู้ออกจากอสุภฌาน (เพ่งความไม่งาม) แล้วส่งจิตคิด@ถึงกามคุณ เพื่อตรวจดูจิตว่า ‘บัดนี้จิตเราแน่วแน่ต่อเนกขัมมะหรือไม่ กามวิตกยังเกิดขึ้นอยู่หรือไม่’ เหมือน@คนจับงูพิษ เพื่อทดลองดูว่างูมีพิษหรือไม่ (ที.ปา.อ. ๓๒๑/๒๓๐, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๐๐/๙๑)@ อาสวะ ในที่นี้หมายถึงอาสวะ ๔ คือ กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ทิฏฐาสวะ@(อาสวะคือทิฏฐิ) อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา) (สํ.สฬา.อ. ๓/๕๓-๖๒/๑๔, องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๘/๑๔๐)@ ความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ในที่นี้หมายถึงความเร่าร้อนเพราะกิเลสหรือความเร่าร้อนเพราะวิบาก@กรรมที่ก่อความคับแค้นให้ หรือให้เกิดทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ อันเป็นผลมาจากอาสวะ@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๘/๑๔๐, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๕๘/๑๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัด พยาบาท ๓. เมื่อภิกษุมนสิการวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในวิหิงสา แต่เมื่อเธอมนสิการอวิหิงสา จิตของเธอ จึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอวิหิงสา จิตนั้นของเธอชื่อว่า เป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสา เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อน ที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่ เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดวิหิงสา ๔. เมื่อภิกษุมนสิการรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการอรูป จิตของ เธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอรูป จิตนั้นของเธอชื่อว่า เป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความ เร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่ เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดรูปทั้งหลาย ๕. เมื่อภิกษุมนสิการสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในสักกายะ แต่เมื่อเธอมนสิการสักกายนิโรธ (ความดับแห่งสักกายะ) จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไป ในสักกายนิโรธ จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว @เชิงอรรถ : @ มนสิการสักกายะในที่นี้หมายถึงวิธีการที่พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ(ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วนๆ)ผู้เห็นนิพพาน@ด้วยอรหัตตมรรคและอรหัตตผล ออกจากผลสมาบัติแล้ว ส่งจิตไปยังอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา@สังขาร วิญญาณ เพื่อจะทดสอบดูว่า ‘ความยึดมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอัตตายังมี@อยู่หรือไม่’ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐๐/๘๓) @อนึ่ง ๔ วิธีแรกดังกล่าวมาแล้ว เป็นวิธีของท่านผู้เป็นสมถยานิกะ (ผู้บำเพ็ญสมถกัมมัฏฐาน) แต่วิธี@ที่ ๕ นี้เป็นวิธีของท่านผู้เป็นวิปัสสนายานิกะ (ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน) (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๐๐/๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ เธอหลุดพ้น แล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะ สักกายะเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดสักกายะ ๒๕
เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ๑. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดงธรรมแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ในธรรมนั้น ตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดง แก่เธอ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมี ปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๑ ๒. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แต่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้ เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ฯลฯ ๓. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตาม ที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร แต่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ตน ได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๖/๓๓-๓๕ @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔ (ที.ปา.ฏีกา ๓๒๒/๓๑๖, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘)@ รู้แจ้งอรรถ ในที่นี้หมายถึงรู้ความหมายแห่งบาลีนั้นว่า ศีลมาในที่นี้ สมาธิมาในที่นี้ ปัญญามาในที่นี้@(ที.ปา.ฏีกา ๓๒๒/๓๑๖, องฺ.ติก.อ. ๒/๔๓/๑๕๒-๑๕๓, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘)@ รู้แจ้งธรรม ในที่นี้หมายถึงรู้บาลีคือพระพุทธพจน์ เช่น ทรงจำบาลีที่ให้รู้ความหมายได้อย่างถูกต้อง@(ที.ปา.ฏีกา ๓๒๒/๓๑๖, องฺ.ติก.อ. ๒/๔๓/๑๕๒-๑๕๓, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๕ ๔. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้ เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร แต่ภิกษุตรึกตามตรองตามเพ่งตาม ด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา ฯลฯ ๕. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ตนได้ สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร และไม่ได้ตรึกตามตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา แต่ เธอเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ในธรรมนั้น ตามที่เธอได้เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๕ ๒๖ สัญญาที่ควรเจริญเพื่อวิมุตติ ๕ ๑. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๒. อนิจเจ ทุกขสัญญา (กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๓. ทุกเข อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์) ๔. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย) ๕. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะเป็นธรรมละเอียดประณีต) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๖๑/๑๑๐, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๖/๑๒๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๕ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๕ จบ สังคีติหมวด ๖
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๖ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๖ ประการ คืออะไร คือ ๑ อายตนะภายใน ๖ ๑. จักขวายตนะ (อายตนะคือตา) ๒. โสตายตนะ (อายตนะคือหู) ๓. ฆานายตนะ (อายตนะคือจมูก) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๖, สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑/๑-๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๔. ชิวหายตนะ (อายตนะคือลิ้น) ๕. กายายตนะ (อายตนะคือกาย) ๖. มนายตนะ (อายตนะคือใจ) ๒ อายตนะภายนอก ๖ ๑. รูปายตนะ (อายตนะคือรูป) ๒. สัททายตนะ (อายตนะคือเสียง) ๓. คันธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น) ๔. รสายตนะ (อายตนะคือรส) ๕. โผฏฐัพพายตนะ (อายตนะคือโผฏฐัพพะ) ๖. ธัมมายตนะ (อายตนะคือธรรมารมณ์) ๓ หมวดวิญญาณ ๖ ๑. จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา) ๒. โสตวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางหู) ๓. ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางจมูก) ๔. ชิวหาวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางลิ้น) ๕. กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางกาย) ๖. มโนวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางใจ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๔-๖/๔-๕ @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๗, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑๒๑/๘๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๔ หมวดผัสสะ ๖ ๑. จักขุสัมผัส (ความกระทบทางตา) ๒. โสตสัมผัส (ความกระทบทางหู) ๓. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมูก) ๔. ชิวหาสัมผัส (ความกระทบทางลิ้น) ๕. กายสัมผัส (ความกระทบทางกาย) ๖. มโนสัมผัส (ความกระทบทางใจ) ๕ หมวดเวทนา ๖ ๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากจักขุสัมผัส) ๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากโสตสัมผัส) ๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากฆานสัมผัส) ๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากชิวหาสัมผัส) ๕. กายสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากกายสัมผัส) ๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส) ๖ หมวดสัญญา ๖ ๑. รูปสัญญา (กำหนดหมายรู้รูป) ๒. สัททสัญญา (กำหนดหมายรู้เสียง) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๖ @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๖ @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๙๓/๒๙๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๓. คันธสัญญา (กำหนดหมายรู้กลิ่น) ๔. รสสัญญา (กำหนดหมายรู้รส) ๕. โผฏฐัพพสัญญา (กำหนดหมายรู้โผฏฐัพพะ) ๖. ธัมมสัญญา (กำหนดหมายรู้ธรรมารมณ์) ๗ หมวดสัญเจตนา ๖ ๑. รูปสัญเจตนา (ความจำนงรูป) ๒. สัททสัญเจตนา (ความจำนงเสียง) ๓. คันธสัญเจตนา (ความจำนงกลิ่น) ๔. รสสัญเจตนา (ความจำนงรส) ๕. โผฏฐัพพสัญเจตนา (ความจำนงโผฏฐัพพะ) ๖. ธัมมสัญเจตนา (ความจำนงธรรมารมณ์) ๘ หมวดตัณหา ๖ ๑. รูปตัณหา (ความทะยานอยากได้รูป) ๒. สัททตัณหา (ความทะยานอยากได้เสียง) ๓. คันธตัณหา (ความทะยานอยากได้กลิ่น) ๔. รสตัณหา (ความทะยานอยากได้รส) ๕. โผฏฐัพพตัณหา (ความทะยานอยากได้โผฏฐัพพะ) ๖. ธัมมตัณหา (ความทะยานอยากได้ธรรมารมณ์) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ข. (แปล) ๑๗/๕๖/๘๔ @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๙๕/๒๙๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๙
อคารวะ (ความไม่เคารพ) ๖ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา ๒. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม ๓. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์ ๔. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา ๕. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในความไม่ประมาท ๖. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในปฏิสันถาร ๑๐ คารวะ (ความเคารพ) ๖ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา ๒. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระธรรม ๓. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระสงฆ์ ๔. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา ๕. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในความไม่ประมาท ๖. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในปฏิสันถาร @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๔๐/๔๙๑-๔๙๒ @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๔๐/๔๙๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๑๑ โสมนัสสูปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส) ๖ ๑. เห็นรูปทางตาแล้ว ใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๒. ฟังเสียงทางหูแล้ว ใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๓. ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๔. ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ใคร่ครวญธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส๑๒ โทมนัสสูปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส) ๖ ๑. เห็นรูปทางตาแล้ว ใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๒. ฟังเสียงทางหูแล้ว ใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๓. ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๔. ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ใคร่ครวญธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส๑๓ อุเปกขูปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา) ๖ ๑. เห็นรูปทางตาแล้ว ใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๒. ฟังเสียงทางหูแล้ว ใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๓. ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๔. ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ใคร่ครวญธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา๑๔ สารณียธรรม (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึง) ๖ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. ตั้งมั่นเมตตากายกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้า และลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่ เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อ ความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๒. ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความ สามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๓. ตั้งมั่นเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความ สามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๔. บริโภคโดยไม่แบ่งแยก ลาภทั้งหลายอันประกอบด้วยธรรม ได้มา โดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต (อาหารในบาตร) บริโภคกับ เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๒/๔๒๗ @ เมตตากายกรรม ในที่นี้หมายถึงกายกรรมที่พึงทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรมและ@เมตตามโนกรรม ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกันนี้ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๑/๙๗)@ ไม่แบ่งแยก หมายถึงไม่แบ่งแยกบุคคลโดยคิดว่า “จะให้แก่คนนั้น ไม่ให้แก่คนนี้”@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๑/๙๙, องฺ.ฉกฺก. ฏีกา ๓/๑๑/๑๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่ วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๕. มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ที่ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ เสมอกันกับเพื่อน พรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๖. มีอริยทิฏฐิ อันเป็นธรรมเครื่องนำออก เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความ สามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๑๕
วิวาทมูล (มูลเหตุแห่งวิวาท) ๖ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้ ภิกษุใดเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้ ภิกษุ นั้นอยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา อยู่ อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม อยู่อย่างไม่มี ความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์ และไม่ทำสิกขาให้ บริบูรณ์ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่อย่างไม่มีความเคารพ @เชิงอรรถ : @ อริยทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิในอริยมรรค (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๑/๑๐๓)@ อันเป็นธรรมเครื่องนำออก ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค@และอรหัตตมรรค) ที่ตัดมูลเหตุแห่งวัฏฏะ ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วออกจากวัฏฏะได้@(อภิ.สงฺ. (แปล) ๓๔/๑๒๙๕/๓๒๗, อภิ.สงฺ.อ. ๘๓-๑๐๐/๙๘) @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๓๖/๔๘๔-๔๘๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา อยู่อย่างไม่มีความเคารพ อยู่อย่างไม่มี ความยำเกรงในพระธรรม อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำ เกรงในพระสงฆ์ และไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์ ย่อมก่อวิวาทให้เกิดขึ้น ในสงฆ์ ซึ่งเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คน หมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์ เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณา เห็นมูลเหตุแห่งวิวาทเช่นนี้ภายในหรือภายนอก ท่านทั้งหลายพึง พยายามเพื่อละมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปภายในหรือภายนอกนั้นแล ถ้าท่านทั้งหลายไม่พิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งวิวาทเช่นนี้ภายในหรือ ภายนอก ท่านทั้งหลายพึงปฏิบัติเพื่อให้มูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาป นั้นแลไม่ยืดเยื้อต่อไป การละมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้นย่อมมีได้ และมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้น ย่อมไม่ยืดเยื้อต่อไป ๒. เป็นผู้ลบหลู่ ตีเสมอ ฯลฯ ๓. เป็นผู้ริษยา มีความตระหนี่ ฯลฯ ๔. เป็นผู้โอ้อวด มีมายา ฯลฯ ๕. เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ ๖. เป็นผู้ยึดมั่นทิฏฐิของตน มีความถือรั้น สละสิ่งที่ตนยึดมั่นได้ยาก ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุใดเป็นผู้ยึดมั่นทิฏฐิของตน มีความ ถือรั้น สละสิ่งที่ตนยึดมั่นได้ยาก ภิกษุนั้นอยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มี ความยำเกรงในพระธรรม อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง @เชิงอรรถ : @ เป็นมิจฉาทิฏฐิ หมายถึงเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคลพวกที่ถือนัตถิกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า ทานที่บุคคลให้แล้ว@ไม่มีผล) อเหตุกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย) และอกิริยวาทะ@(ลัทธิที่ถือว่า การกระทำทุกอย่างไม่มีผล ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม)@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๓๖/๑๑๗) และดูเทียบ ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๕/๕๓, ๑๖๗/๕๔, ๑๗๓/๕๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ในพระสงฆ์และไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุ ผู้อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา อยู่ อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม อยู่อย่างไม่มี ความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์ และไม่ทำสิกขาให้ บริบูรณ์ ย่อมก่อการวิวาทให้เกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์ เพื่อไม่ เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งวิวาทเช่นนี้ภายในหรือ ภายนอก ท่านทั้งหลายพึงพยายามเพื่อละมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาป ภายในหรือภายนอกนั้นแล ถ้าท่านทั้งหลายไม่พิจารณาเห็นมูลเหตุ แห่งวิวาทเช่นนี้ภายในหรือภายนอก ท่านทั้งหลายพึงปฏิบัติเพื่อให้ มูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้นแลไม่ยืดเยื้อต่อไป การละมูลเหตุแห่ง วิวาทที่เป็นบาปนั้นย่อมมีได้ และมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้น ย่อม ไม่ยืดเยื้อต่อไป ๑๖ ธาตุ ๖ ๑. ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ๒. อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ๓. เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ๔. วาโยธาตุ (ธาตุลม) ๕. อากาสธาตุ (ธาตุคือที่ว่าง) ๖. วิญญาณธาตุ (ธาตุคือความรู้อารมณ์) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑๗๒/๑๓๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๑๗
ธาตุที่สลัด ๖ ๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญเมตตาเจโต-วิมุตติ แล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่พยาบาท(ความคิดร้าย) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอ ว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดี เลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลย ที่ภิกษุได้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ ยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดพยาบาท ๒. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญกรุณา-เจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสา(ความเบียดเบียน) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอ ว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๓/๔๒๙-๔๓๑ @ เมตตาเจโตวิมุตติในที่นี้หมายถึงเมตตาที่เกิดจากตติยฌานและจตุตถฌาน เพราะพ้นจากปัจจนีกธรรม@(ธรรมที่เป็นข้าศึก) กล่าวคือนิวรณ์ ๕ ประการ ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ@วิจิกิจฉา (ที.ปา.อ. ๓๒๖/๒๓๔, องฺ.เอกก.อ. ๑/๑๗/๔๒, องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๓/๑๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลย ที่ภิกษุได้เจริญกรุณาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ ยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสาก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะกรุณาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดวิหิงสา ๓. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญมุทิตา-เจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ(ความไม่ยินดี) ก็ยัง ครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้ กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ ได้เจริญมุทิตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ ก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมุทิตา- เจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดอรติ ๔. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญอุเบกขา-เจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ราคะก็ยังครอบงำจิตของ ข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าว อย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่ พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มี พระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญ อุเบกขาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้ เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ราคะก็ยัง ครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอุเบกขา- เจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดราคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๕. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญอนิมิตตา-เจโตวิมุตติ แล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณของ ข้าพเจ้าก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลย ที่ภิกษุได้เจริญอนิมิตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็น ดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณ ของภิกษุนั้นก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอนิมิตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดนิมิตทั้งปวง ๖. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าปราศจาก อัสมิมานะ และไม่พิจารณาเห็นว่า ‘เราเป็นนี้’ แต่ลูกศรคือความ เคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย พึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้ กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการ กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มี อายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุปราศจากอัสมิมานะแล้ว และไม่พิจารณา @เชิงอรรถ : @ อนิมิตตาเจโตวิมุตติ หมายถึงพลววิปัสสนา(วิปัสสนาที่มีพลัง) คือ อรหัตตผลสมาบัติ ที่ชื่อว่า อนิมิต@(ไม่มีเครื่องหมาย) เพราะไม่มีราคนิมิต (นิมิตคือราคะ) ไม่มีโทสนิมิต (นิมิตคือโทสะ) ไม่มีโมหนิมิต@(นิมิตคือโมหะ) ไม่มีรูปนิมิต (นิมิตคือรูป) ไม่มีนิจจนิมิต (นิมิตคือความเที่ยง) เป็นต้น@(ที.ปา.อ. ๓๒๖/๒๓๔, องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๓/๑๐๔) @อีกอย่างหนึ่ง อนิมิตตาเจโตวิมุตติ เป็นชื่อของญาณ ๔ คือ (๑) ภยตุปัฏฐานญาณ (ญาณในการเห็น@สังขารปรากฏโดยความเป็นภัย) (๒) อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ญาณในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณา@เห็นโทษ) (๓) มุญจิตุกัมมยตาญาณ (ญาณหยั่งรู้อันทำให้ต้องการจะพ้น) (๔) ภังคญาณ (ญาณที่พิจารณา@เห็นความดับ) (องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๑๓/๑๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ เห็นว่า ‘เราเป็นนี้’ แต่ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยัง ครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสภาวะที่ ถอนอัสมิมานะ นี้เป็นธาตุที่สลัดลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย ๑๘
อนุตตริยะ ๖ ๑. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอันยอดเยี่ยม) ๒. สวนานุตตริยะ (การฟังอันยอดเยี่ยม) ๓. ลาภานุตตริยะ (การได้อันยอดเยี่ยม) ๔. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอันยอดเยี่ยม) ๕. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำรุงอันยอดเยี่ยม) ๖. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกอันยอดเยี่ยม) ๑๙ อนุสสติฏฐาน ๖ ๑. พุทธานุสสติ (การระลึกถึงพระพุทธเจ้า) ๒. ธัมมานุสสติ (การระลึกถึงพระธรรม) ๓. สังฆานุสสติ (การระลึกถึงพระสงฆ์) ๔. สีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) ๕. จาคานุสสติ (การระลึกถึงการบริจาค) ๖. เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา) @เชิงอรรถ : @ สภาวะที่ถอนอัสมิมานะ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมรรค ที่เรียกว่าสภาวะที่ถอนอัสมิมานะ เพราะเมื่อเห็นนิพพาน@ด้วยอำนาจผลที่เกิดจากอรหัตตมรรค อัสมิมานะจึงไม่มี (ที.ปา.อ. ๓๒๖/๒๓๕, องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๓/๑๐๕)@ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๘/๔๑๙-๔๒๐ @ อนุสสติฏฐาน แปลว่า “ฐานคืออนุสสติ” หมายถึงเหตุคืออนุสสติ ได้แก่ ฌาน ๓ (ที.ปา.อ. ๓๒๗/๒๓๕,@องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๕/๑๑๐, ๓/๒๙/๑๑๒) @อนุสสติ ที่เรียกว่า “ฐาน” เพราะเป็นเหตุให้ได้รับประโยชน์เกื้อกูลและความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า@เช่น พุทธานุสสติ ย่อมเป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษ เพราะเมื่อบุคคลระลึกถึงพุทธคุณอยู่ ปีติ (ความอิ่มใจ)@ย่อมเกิด จากนั้น จึงพิจารณาปีติให้เห็นความสิ้นไปเสื่อมไปจนได้บรรลุอรหัตตผล@อนุสสติฏฐาน นี้จัดเป็นอุปจารกัมมัฏฐาน แม้คฤหัสถ์ก็สามารถบำเพ็ญได้ (ขุ.อป.อ. ๑/๒๕/๑๓๗,@องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๙/๑๐๘) และดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๙/๔๒๐-๔๒๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๖ ๒๐
สตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ของพระขีณาสพ) ๖ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๒. ฟังเสียงทางหูแล้ว ... ๓. ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ... ๔. ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ... ๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ... ๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะอยู่ ๒๑
อภิชาติ ๖ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นกัณหาภิชาติ (เกิดในตระกูลต่ำ) ประพฤติ ธรรมดำ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นกัณหาภิชาติ ประพฤติธรรมขาว ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นกัณหาภิชาติ บรรลุนิพพานที่ไม่ดำ ไม่ขาว ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นสุกกาภิชาติ (เกิดในตระกูลสูง) ประพฤติธรรมดำ ๕. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นสุกกาภิชาติ ประพฤติธรรมขาว ๖. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นสุกกาภิชาติ บรรลุนิพพานที่ไม่ดำ ไม่ขาว @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๓๕๖ หน้า ๓๙๔ ในเล่มนี้ @ อภิชาติ ในที่นี้หมายถึงการกำหนดหมายชนเป็นชั้น เป็นกลุ่ม เช่น หมู่คนที่ประพฤติอย่างนี้ๆ@กำหนดเรียกอย่างนี้ๆ (ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๗) หรือหมายถึงชาติกำเนิด (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๗/๑๓๙,@องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๕๗/๑๕๐) และดู ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๘/๕๕, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๗/๕๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๒๒ นิพเพธภาคิยสัญญา (กำหนดหมายในญาณอันเป็นส่วนชำแรกกิเลส) ๖ ๑. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๒. อนิจเจ ทุกขสัญญา (กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๓. ทุกเข อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์) ๔. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย) ๕. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ๖. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๖ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๖ จบ สังคีติหมวด ๗
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๗ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๖/๑๒๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ธรรมหมวดละ ๗ ประการ คืออะไร คือ ๑ อริยทรัพย์ ๗ ๑. สัทธาธนะ (ทรัพย์คือศรัทธา) ๒. สีลธนะ (ทรัพย์คือศีล) ๓. หิริธนะ (ทรัพย์คือหิริ) ๔. โอตตัปปธนะ (ทรัพย์คือโอตตัปปะ) ๕. สุตธนะ (ทรัพย์คือสุตะ) ๖. จาคธนะ (ทรัพย์คือจาคะ) ๗. ปัญญาธนะ (ทรัพย์คือปัญญา) ๒ โพชฌงค์ ๗ ๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือการเฟ้นธรรม) ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบกายสงบใจ) ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง)@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๕/๘ @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๐๒/๒๔๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๓ ธรรมที่เป็นบริขารแห่งสมาธิ ๗ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๔ อสัทธรรม ๗ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ ๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ ๔. เป็นผู้มีสุตะน้อย ๕. เป็นผู้เกียจคร้าน ๖. เป็นผู้มีสติหลงลืม ๗. เป็นผู้มีปัญญาทราม ๕ สัทธรรม ๗ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีศรัทธา ๒. เป็นผู้มีหิริ ๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ ๔. เป็นพหูสูต @เชิงอรรถ : @ บริขารแห่งสมาธิ หมายถึงองค์ประกอบแห่งมรรคสมาธิ (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๔๔-๔๕/๑๘๒)@และดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๕/๖๘-๖๙ @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๙๓/๑๘๓ @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๙๔/๑๘๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๕. เป็นผู้ปรารภความเพียร ๖. เป็นผู้มีสติมั่นคง ๗. เป็นผู้มีปัญญา ๖ สัปปุริสธรรม ๗ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นธัมมัญญ (ผู้รู้จักเหตุ) ๒. เป็นอัตถัญญ (ผู้รู้จักผล) ๓. เป็นอัตตัญญ (ผู้รู้จักตน) ๔. เป็นมัตตัญญ (ผู้รู้จักประมาณ) ๕. เป็นกาลัญญ (ผู้รู้จักกาลเวลา) ๖. เป็นปริสัญญ (ผู้รู้จักชุมชน) ๗. เป็นปุคคลัญญ (ผู้รู้จักบุคคล) ๗
นิททสวัตถุ (เหตุให้ได้ชื่อว่าผู้มีอายุไม่ถึง ๑๐ ปี) ๗ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา และไม่ปราศจาก ความรักในการสมาทานสิกขาต่อไป @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก.(แปล) ๒๓/๖๘/๑๔๓ @ นิททสวัตถุ แปลว่า ธรรมที่เป็นเหตุให้ชื่อว่า “นิททสะ” ซึ่งแปลว่า มีอายุไม่ถึง ๑๐ ปี คำนี้เป็นคำที่พวก@เดียรถีย์ใช้เรียกนิครนถ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์กำหนด ๑๒ ปี ถ้าตายลงเมื่อถึง ๑๐ ปี เรียกผู้นั้นว่า@“นิททส” คือเมื่อมาเกิดอีก จะมีอายุไม่ถึง ๑๐ ปี และอาจไม่ถึง ๙ ปี - ๑ ปี แต่พระผู้มีพระภาคทรงใช้คำนี้@หมายถึงพระขีณาสพในความหมายว่า “ไม่มีการเกิดอีก” ไม่ว่าจะเกิดมาเพียงวันเดียวหรือครู่เดียวโดย@มีเงื่อนไขว่า ผู้นั้นต้องเพียบพร้อมด้วยธรรม ๗ ประการ ส่วนเวลาประพฤติพรหมจรรย์มากน้อยไม่สำคัญ@(ที.ปา.อ. ๓๓๑/๒๓๘, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๔-๑๖๕) @ สมาทานสิกขา ในที่นี้หมายถึงการบำเพ็ญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์และถูกต้อง@(องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๒) @ ไม่ปราศจากความรักในการสมาทานสิกขาต่อไป ในที่นี้หมายถึงกาลเวลาแห่งการบำเพ็ญที่เนื่องกัน@ไม่ขาดระยะ มิได้หมายถึงภพในอนาคต (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๒. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และไม่ปราศจาก ความรักในการใคร่ครวญธรรมต่อไป ๓. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และไม่ปราศจาก ความรักในการกำจัดความอยากต่อไป ๔. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และไม่ปราศจากความรักในการหลีกเร้นต่อไป ๕. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และไม่ปราศจาก ความรักในการปรารภความเพียรต่อไป ๖. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน และไม่ปราศจากความรักในสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตนต่อไป ๗. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และไม่ปราศจาก ความรักในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิต่อไป ๘ สัญญา ๗ ๑. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๒. อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง) @เชิงอรรถ : @ การใคร่ครวญธรรม แปลจากบาลีว่า “ธมฺมนิสนฺติ” หมายถึงการเพ่งพินิจพิจารณาเห็นธรรมโดยเป็น@สภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา คำว่า “ธมฺมนิสนฺติ” เป็นชื่อของวิปัสสนา (ที.ปา.อ. ๓๓๑/๒๓๙,@องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๒) @ การกำจัดความอยาก หมายถึงการกำจัดหรือข่มตัณหาได้ด้วยอำนาจภังคานุปัสสนาญาณ (ญาณที่@พิจารณาเห็นความดับ) (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๒) หรือด้วยอำนาจ@วิปัสสนาญาณมีวิราคานุปัสสนา เป็นต้น (ที.ปา.ฏีกา ๓๓๑/๓๒๖) @ สติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน ในที่นี้หมายถึงสติและเนปักกปัญญา กล่าวคือสติและสัมปชัญญะ@(องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๓) @ การแทงตลอดด้วยทิฏฐิ แปลจากบาลีว่า “ทิฏฐิปฏิเวธ” หมายถึงมัคคทัสสนะ (การเห็นด้วยมรรค)@กล่าวคือ การเห็นแจ้งด้วยมัคคสัมมาทิฏฐิ (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตฺตก.ฏีกา ๓/๒๐/๑๙๓)@ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๗/๑๒๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๓. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย) ๔. อาทีนวสัญญา (กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ) ๕. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย) ๖. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ๗. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ๙ พละ ๗ ๑. สัทธาพละ (กำลังคือศรัทธา) ๒. วิริยพละ (กำลังคือวิริยะ) ๓. หิริพละ (กำลังคือหิริ) ๔. โอตตัปปพละ (กำลังคือโอตตัปปะ) ๕. สติพละ (กำลังคือสติ) ๖. สมาธิพละ (กำลังคือสมาธิ) ๗. ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) ๑๐
วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ๗ ๑. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๓/๔ @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๒๗/๗๒-๗๓ @ เทพบางพวก หมายถึงเทพในสวรรค์ชั้นกามาวจรภูมิ ๖ คือ (๑) ชั้นจาตุมหาราช (๒) ชั้นดาวดึงส์@(๓) ชั้นยามา (๔) ชั้นดุสิต (๕) ชั้นนิมมานรดี (๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (ที.ม.อ. ๒/๑๒๗/๑๐๙)@ วินิปาติกะบางพวก หมายถึงพวกเวมานิกเปรตที่พ้นจากอบายภูมิ ๔ เช่น ยักษิณีผู้เป็นมารดาของ@อุตตระ ยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระ ยักษิณีผู้เป็นมารดาของผุสสะ ร่างกายของเปรตเหล่านี้แตกต่างกัน@คือ มีทั้งอ้วน ผอม เตี้ย สูง มีผิวขาว ผิวดำ ผิวสีทอง และสีนิล มีลักษณะ มีสัญญาต่างกัน ด้วยติเหตุกะ@ทุเหตุกะ และอเหตุกะ เหมือนของมนุษย์ เวมานิกเปรตเหล่านี้ไม่มีศักดิ์มาก เหมือนพวกเทพบางพวก@ได้รับทุกข์ในข้างแรม ได้รับสุขในข้างขึ้น แต่เวมานิกเปรตที่เป็นติเหตุกะสามารถบรรลุธรรมได้ เช่น@การบรรลุธรรมของยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระเป็นต้น (ที.ม.อ. ๑๒๗/๑๐๙, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๔๔-๔๕/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๒. มีสัตว์ทั้งหลายมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือพวกเทพ ชั้นพรหมกายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒ ๓. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน คือ พวก เทพชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓ ๔. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวก เทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๔ ๕. มีสัตว์ทั้งหลายบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า “อากาศ หาที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตต- สัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕ ๖. มีสัตว์ทั้งหลายล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖ ๗. มีสัตว์ทั้งหลายล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน โดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๗ @เชิงอรรถ : @ เทพชั้นพรหมกายิกา หมายถึงพรหมชั้นปฐมฌานภูมิ (ระดับปฐมฌาน) ๓ ชั้น คือ (๑) พรหมปาริสัชชา@(พวกบริษัทบริวารมหาพรหม) (๒) พรหมปโรหิตา (พวกปุโรหิตมหาพรหม) (๓) มหาพรหมา (พวกท้าว@มหาพรหม) (ที.ม.อ. ๑๒๗/๑๐๙-๑๑๐) @ อากาสานัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดอากาศ คือช่องว่างอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้น@ที่ ๑ ของอรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘) @ วิญญาณัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้นที่ ๒ ของ@อรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘) @ อากิญจัญญายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดภาวะอันไม่มีอะไร (ความว่าง) เป็นอารมณ์ ฌานนี้เรียก@อีกอย่างหนึ่งว่า สัญญัคคะ (ที่สุดแห่งสัญญา) เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญา กล่าวคือผู้บรรลุ@อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ชั้นต่อไปจะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง เข้าถึงสัญญาเวทยิต-@นิโรธบ้าง (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๑๑ ทักขิเณยยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา) ๗ ๑. อุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้ง ๒ ส่วน) ๒. ปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) ๓. กายสักขี (ผู้เป็นพยานในนามกายด้วยกาย) ๔. ทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ) ๕. สัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) ๖. ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม) ๗. สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธา) ๑๒ อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) ๗ ๑. กามราคานุสัย (อนุสัยคือความกำหนัดในกาม) ๒. ปฏิฆานุสัย (อนุสัยคือความยินร้าย) ๓. ทิฏฐานุสัย (อนุสัยคือความเห็นผิด) ๔. วิจิกิจฉานุสัย (อนุสัยคือความลังเลสงสัย) ๕. มานานุสัย (อนุสัยคือความถือตัว) ๖. ภวราคานุสัย (อนุสัยคือความติดใจในภพ) ๗. อวิชชานุสัย (อนุสัยคือความไม่รู้แจ้ง) @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๑ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๑ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๔ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๑ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๕ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๑ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๑ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๒ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๑๒ ในเล่มนี้ @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๑/๑๗, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๙/๖๐๕-๖๐๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๗ ๑๓ สังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ๗ ๑. อนุนยสังโยชน์ (สังโยชน์คือความยินดี) ๒. ปฏิฆสังโยชน์ (สังโยชน์คือความยินร้าย) ๓. ทิฏฐิสังโยชน์ (สังโยชน์คือความเห็นผิด) ๔. วิจิกิจฉาสังโยชน์ (สังโยชน์คือความลังเลสงสัย) ๕. มานสังโยชน์ (สังโยชน์คือความถือตัว) ๖. ภวราคสังโยชน์ (สังโยชน์คือความติดใจในภพ) ๗. อวิชชาสังโยชน์ (สังโยชน์คือความไม่รู้แจ้ง) ๑๔ อธิกรณสมถธรรม (ธรรมเป็นเครื่องระงับอธิกรณ์) ๗ เพื่อระงับ เพื่อดับอธิกรณ์ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วๆ ๑. สงฆ์พึงให้สัมมุขาวินัย ๒. สงฆ์พึงให้สติวินัย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๘/๑๔ @ ความยินดี หมายถึงกามราคะ (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๘/๑๖๐) @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๘๔/๑๗๙ @ อธิกรณ์ หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ อย่าง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การถกเถียงกันเกี่ยวกับ@พระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้อง@อาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวเองให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ@เช่น การให้อุปสมบท การให้ผ้ากฐิน เป็นต้น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๕/๑๓) และดู วิ.จู. (แปล) ๖/๒๑๕/๓๓๐-๓๓๒@ สัมมุขาวินัย วิธีระงับอธิกรณ์ ในที่พร้อมหน้า คือต้องพร้อมทั้ง ๔ พร้อม คือ (๑) พร้อมหน้าสงฆ์@ได้แก่ ภิกษุเข้าร่วม ประชุมครบองค์ประชุมตามที่กำหนดไว้แต่ละกรณี (๒) พร้อมหน้าบุคคลได้แก่คู่กรณี@หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นอยู่พร้อมหน้า (๓) พร้อมหน้าวัตถุ ได้แก่ ยกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมาวินิจฉัย@(๔) พร้อมหน้าธรรม ได้แก่ วินิจฉัยถูกต้องตามธรรมวินัย @สติวินัย หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยประกาศให้ทราบว่า พระอรหันต์เป็นพระอริยะ ผู้มีสติสมบูรณ์@เป็นวิธีระงับโดยเอาสติเป็นหลักในกรณีที่มีผู้โจทพระอรหันต์ เป็นการบอกให้รู้ว่า ใครจะโจทพระอรหันต์@ไม่ได้ (วิ.ม. (แปล) ๕/๔๐๐-๔๐๑/๒๘๘-๒๙๑) และดูเทียบ วิ.จู. (แปล) ๖/๑๘๕-๒๑๒/๒๙๕-๓๒๘,@วิ.ป. (แปล) ๘/๒๗๕/๓๗๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๓. สงฆ์พึงให้อมูฬหวินัย ๔. สงฆ์พึงให้ปฏิญญาตกรณะ ๕. สงฆ์พึงให้เยภุยยสิกา ๖. สงฆ์พึงให้ตัสสปาปิยสิกา ๗. สงฆ์พึงให้ติณวัตถารกะ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๗ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๗ จบ ภาณวารที่ ๒ จบ สังคีติหมวด ๘
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๘ ประการที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ อมูฬหวินัย หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์ให้แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว ในกรณีที่มีผู้@โจทภิกษุด้วยอาบัติที่ต้องในขณะเป็นบ้า สงฆ์จะสวดประกาศสมมติเพื่อมิให้ใครๆ โจทเธอด้วยอาบัติ@ปฏิญญาตกรณะ หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยปรับอาบัติตามคำรับสารภาพของภิกษุผู้ต้องอาบัติ@เยภุยยสิกา หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินตามเสียงข้างมาก สงฆ์จะใช้วิธีการนี้ในกรณีที่บุคคล@หลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน @ตัสสปาปิยสิกา หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด เมื่อสงฆ์พิจารณาตามหลักฐาน@พยานแล้ว เห็นว่ามีความผิดจริง แม้เธอจะไม่รับสารภาพก็ตาม @ติณวัตถารกะ หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยให้ทั้ง ๒ ฝ่ายประนีประนอมกัน เปรียบเหมือนเอาหญ้า@กลบไว้ ไม่ต้องชำระสะสางความ วิธีนี้จะใช้ระงับอธิกรณ์ที่ยุ่งยาก เช่น กรณีพิพาทกันของภิกษุชาวกรุง@โกสัมพี (วิ.ม. ๕/๔๕๑-๔๕๒/๓๓๓-๓๓๕) และ ดูเทียบ วิ.จู. (แปล) ๖/๑๘๕-๒๑๒/๒๙๕-๓๒๘,@วิ.ป. (แปล) ๘/๒๗๕/๓๗๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ธรรมหมวดละ ๘ ประการ คืออะไร คือ ๑ มิจฉัตตะ (ความเป็นธรรมที่ผิด) ๘ ๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) ๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) ๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด) ๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) ๒ สัมมัตตะ (ความเป็นธรรมที่ถูก) ๘ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓๒/๒๘๒ @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓๓/๒๘๒-๒๘๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๓ ทักขิเณยยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา) ๘ ๑. พระโสดาบัน ๒. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ๓. พระสกทาคามี ๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ๕. พระอนาคามี ๖. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ๗. พระอรหันต์ ๘. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ๔
กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ๘ ๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องทำงาน เมื่อเราทำงานอยู่ กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยัง ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำ ให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๑ ๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานอยู่ กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอน เสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๒ ๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องเดินทาง เมื่อเราเดินทางอยู่ กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๓ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๙/๔๔๘-๔๔๙, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๐๗/๒๒๙@ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๘๐/๔๐๐-๔๐๒, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๕๓/๖๑๐-๖๑๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเดินทางแล้ว เมื่อเราเดินทางอยู่ กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๔ ๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ก็ไม่ได้โภชนะเศร้าหมองหรือ ประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของเรานั้นเมื่อยล้าแล้ว ไม่ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๕ ๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือ ประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เรา เที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว กายของเรานั้นหนัก ไม่ควรแก่ การงาน จะเหมือนถั่วราชมาสชุ่มด้วยน้ำ อย่ากระนั้นเลย เรา จะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นกุสีต วัตถุประการ ที่ ๖ ๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดมี อาพาธ ขึ้นเล็กน้อยแล้ว มีข้ออ้างที่จะนอนได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็น กุสีตวัตถุประการที่ ๗ ๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน กายของเรายัง อ่อนแอไม่ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสียไม่ปรารภ ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยัง ไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุ ประการที่ ๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๕
อารัมภวัตถุ (เหตุแห่งการปรารภความเพียร) ๘ ๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจัก ต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน การจะใส่ใจคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่ทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภ ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร เพื่อ ถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๑ ๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอ จึงปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๒ ๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องเดินทาง การที่เราเดินทางอยู่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิใช่ทำ ได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำ ให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๓ ๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเดินทางแล้ว เมื่อเราเดินทางอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๔ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๘๐/๔๐๒-๔๐๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะที่เศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมองหรือ ประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของเรานั้นเบา ควรแก่ การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำ ให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๕ ๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือ ประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เรา เที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว ร่างกายของเรานั้นมีกำลัง ควรแก่ การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำ ให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๖ ๗. ภิกษุเกิดมีอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดมีอาพาธขึ้นเล็กน้อยแล้ว เป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะพึงรุนแรงขึ้น อย่ากระนั้น เลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียรฯลฯ นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๗ ๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่าง นี้ว่า ‘เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เป็นไปได้ที่อาพาธ ของเราจะพึงกลับกำเริบขึ้น อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๖
ทานวัตถุ (เหตุแห่งการให้ทาน) ๘ ๑. ให้ทานเพราะประสบเข้า ๒. ให้ทานเพราะกลัว ๓. ให้ทานเพราะคิดว่า ‘เขาได้ให้แก่เราแล้ว’ ๔. ให้ทานเพราะคิดว่า ‘เขาจักให้แก่เรา’ ๕. ให้ทานเพราะคิดว่า ‘การให้ทานเป็นการดี’ ๖. ให้ทานเพราะคิดว่า ‘เราหุงหากินเองได้ ชนเหล่านี้หุงหากินเองไม่ได้การที่เราหุงหากินเองได้ จะไม่ให้ทานแก่ชนเหล่านี้ผู้หุงหากินเองไม่ได้ไม่ควร’ ๗. ให้ทานเพราะคิดว่า ‘เมื่อเราให้ทานนี้ กิตติศัพท์อันงาม ย่อมขจรไป’ ๘. ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับจิต และปรุงแต่งจิต๗
ทานุปปัตติ (ผลที่เกิดจากการให้ทาน) ๘ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณะ หรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาเห็นพวกขัตติย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๑/๒๘๗ @ ให้ทานเพราะประสบเข้า หมายถึงเมื่อพบว่าเขามาหา ให้รอสักครู่ก็สามารถให้ทานได้ ไม่รู้สึกหนักใจที่@จะถวายทาน (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๑/๒๕๓) @ ให้ทานเพราะกลัว ในที่นี้หมายถึงให้ทาน เพราะกลัวตำหนิติเตียน หรือกลัวอบายภูมิ@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๑/๒๕๓) @ ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับจิตและปรุงแต่งจิต ในที่นี้หมายถึงให้ทานเครื่องประดับจิตในการเจริญ@สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะทานจะทำจิตใจให้อ่อนโยน เหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐาน@ทั้งสอง (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๑/๒๕๓) @ ดูเทียบ องฺ.อฏฐก. (แปล) ๒๓/๓๕/๒๙๒-๒๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ มหาศาล พราหมณมหาศาล หรือคหบดีมหาศาล ผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม บำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ จึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ หลังจาก ตายแล้ว เราพึงเกิดร่วมกับพวกขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล หรือคหบดีมหาศาล’ เขาตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นอยู่ จิตของเขานั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อ เกิดในที่นั้น ข้อนั้นแล เรากล่าวไว้สำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มโนปณิธานของท่านผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะ เป็นผู้บริสุทธิ์ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้นจาตุ- มหาราช มีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก’ จึงมีความ ปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดร่วมกับ พวกเทพชั้นจาตุมหาราช’ เขาตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นอยู่ จิตของเขานั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อ เกิดในที่นั้น ข้อนั้นแล เรากล่าวไว้สำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มโนปณิธานของท่านผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะ เป็นผู้บริสุทธิ์ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้น ดาวดึงส์ ฯลฯ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้นยามา ฯลฯ’@เชิงอรรถ : @ เกิดในที่นั้น หมายถึงเกิดในสถานที่ที่ตนปรารถนาไว้ขณะทำบุญ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๕/๒๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๕. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้นดุสิต ฯลฯ’ ๖. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้น นิมมานรดี ฯลฯ’ ๗. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี มีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก’ จึงมีความ ปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดร่วมกับพวก เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี’ เขาตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตอยู่ จิตของเขานั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อ เกิดในที่นั้น ข้อนั้นแล เรากล่าวไว้สำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มโนปณิธานของท่านผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะ เป็นผู้บริสุทธิ์ ๘. บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาได้สดับมาว่า ‘พวกเทพชั้นพรหม- กายิกา มีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก’ จึงมีความปรารถนา อย่างนี้ว่า ‘โอหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดร่วมกับพวกเทพชั้น พรหมกายิกา’ เขาตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นอยู่ จิตของเขา นั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ข้อนั้นแล เรากล่าวไว้สำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล สำหรับผู้ ปราศจากราคะ ไม่ใช่สำหรับผู้มีราคะ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มโนปณิธาน ของท่านผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้ เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๘ บริษัท (ชุมนุม) ๘ ๑. ขัตติยบริษัท (ชุมนุมกษัตริย์) ๒. พราหมณบริษัท (ชุมนุมพราหมณ์) ๓. คหบดีบริษัท (ชุมนุมคหบดี) ๔. สมณบริษัท (ชุมนุมสมณะ) ๕. จาตุมหาราชบริษัท (ชุมนุมเทพชั้นจาตุมหาราช) ๖. ดาวดึงสบริษัท (ชุมนุมเทพชั้นดาวดึงส์) ๗. มารบริษัท (ชุมนุมเทพชั้นนิมมานรดี) ๘. พรหมบริษัท (ชุมนุมพรหม) ๙ โลกธรรม ๘ ๑. ได้ลาภ ๒. เสื่อมลาภ ๓. ได้ยศ ๔. เสื่อมยศ ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ ๗. สุข ๘. ทุกข์ ๑๐
อภิภายตนะ (อายตนะที่ยอดเยี่ยมด้วยกำลังฌาน) ๘ ๑. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดเล็ก มี สีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๑ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๖๙/๓๗๑-๓๗๒, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๗๒/๑๑๘-๑๑๙@ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๕/๒๐๒-๒๐๓ @ อภิภายตนะ หมายถึงเหตุครอบงำ เหตุที่มีอิทธิพล ได้แก่ฌาน หรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำนิวรณ์ ๕ และ@อารมณ์ทั้งหลาย คำว่า อภิภายตนะ มาจากคำว่า อภิภู + อายตนะ ที่ชื่อว่า อภิภู เพราะครอบงำอารมณ์@และชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็นที่เกิดความสุขอันวิเศษแก่พระโยคีทั้งหลาย แต่ในที่นี้หมายถึงมนายตนะ@และธัมมายตนะ (ที.ม.อ. ๑๗๓/๑๖๔, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๕/๒๗๐, องฺ.อฏฺฐก.ฏีกา ๓/๖๑-๖๕/๓๐๒) และ@ดูเทียบ องฺ.ทสก.(แปล) ๒๔/๒๙/๗๑-๗๓ @ มีรูปสัญญาภายใน หมายถึงมีความหมายรู้รูปภายในโดยการบริกรรมรูปภายใน (ที.ม.อ. ๑๗๓/๑๖๔,@องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๕/๒๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ ๒. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดใหญ่ มีสีสันดี หรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๒ ๓. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๓ ๔. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๔ ๕. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสี เขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม เปรียบเหมือนดอกผักตบที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้า ในเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่เขียว มีสีเขียว เปรียบ ด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบ ด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๕ ๖. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสี เหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม เปรียบเหมือนดอก กรรณิการ์ที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้าน ที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ฉันใด บุคคล หนึ่งมีอรูปสัญญาภายในก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ครอบงำรูป @เชิงอรรถ : @ มีอรูปสัญญาภายใน หมายถึงมีความหมายรู้รูปภายใน คือ เว้นจากสัญญาโดยการบริกรรมรูปภายใน@(ที.ม.อ. ๑๗๓/๑๖๕, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๕/๒๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๘ เหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะ ประการที่ ๖ ๗. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม เปรียบเหมือนดอกชบาที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมือง พาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วย ของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายในก็ฉันนั้น เหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะประการที่ ๗ ๘. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม เปรียบเหมือนดาวประกายพรึกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือน ผ้าเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่ขาว มีสีขาว เปรียบ ด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายในก็ฉันนั้น เหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะประการที่ ๘ ๑๑
วิโมกข์ (ความหลุดพ้น) ๘ ๑. บุคคลผู้มีรูป เห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๑ ๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ประการที่ ๒ @เชิงอรรถ : @ วิโมกข์ แปลว่า ความหลุดพ้น หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้น@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๖/๒๗๒) ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๗๔/๑๒๒ @ มีรูป ในที่นี้หมายถึงได้รูปฌานที่เกิดจากการทำบริกรรมในรูปภายในตน เช่นทำบริกรรมผม เหงื่อ เนื้อ@เลือด กระดูก ฟัน เล็บ โดยวิธีการบริกรรมเป็นสีต่างๆ มีสีเขียว เหลือง แดง เป็นต้น@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๕/๒๗๐, ๖๖/๒๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๓. บุคคลเป็นผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๓ ๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุด มิได้’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๔ ๕. บุคคลล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญ-จายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ประการที่ ๕ ๖. บุคคลล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๖ ๗. บุคคลล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานา-สัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๗ ๘. บุคคลล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๘ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๘ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๘ จบ สังคีติหมวด ๙
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๙ ประการที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ธรรมหมวดละ ๙ ประการ คืออะไร คือ ๑ อาฆาตวัตถุ (เหตุผูกอาฆาต) ๙ ๑. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่เรา’ ๒. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’ ๓. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’ ๔. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รัก ที่ชอบพอของเรา’ ๕. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รัก ที่ชอบพอของเรา’ ๖. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รัก ที่ชอบพอของเรา’ ๗. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’ ๘. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’ ๙. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ป. (แปล) ๘/๓๘๐/๕๕๘-๕๕๙, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๗๙/๑๗๗, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๖๗/๖๑๙@ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ในที่นี้หมายถึงความพินาศ เสียหาย ไม่เจริญ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๘๘-๘๙/๑๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๒ อาฆาตปฏิวินยะ (อุบายเป็นเครื่องกำจัดอาฆาต) ๙ ๑. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๒. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๓. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๔. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็น ทีรักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๕. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รัก ที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๖. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่ รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบ พอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๗. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ที่ไม่เป็น ที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็น ที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๘. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่ เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็น ที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๘๐/๑๗๘-๑๗๙ @ ดูประกอบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๘๐/๑๗๘-๑๗๙ ซึ่งมีสำนวนบาลีต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ในเล่ม ๒๔@ใช้ว่า “อนตฺถํ เม อจริ, ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ. แต่ในที่นี้ใช้ว่า “อนตฺถํ เม อจรีติ ตํ กุเตตฺถ@ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ.
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๙. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่ รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’ ๓
สัตตาวาส (ภพเป็นที่อยู่ของสัตว์) ๙ ๑. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพ บางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๑ ๒. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพ ชั้นพรหมกายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดในปฐมฌาน นี้เป็น สัตตาวาสที่ ๒ ๓. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพ ชั้นอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๓ ๔. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวก เทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๔ ๕. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ คือ พวกเทพชั้นอสัญญี- สัตตพรหม นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๕ ๖. มีสัตว์ทั้งหลายผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศ หาที่สุดมิได้’ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตต- สัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๖ ๗. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจาญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ นี้เป็น สัตตาวาสที่ ๗ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ข้อ ๓๕๙ หน้า ๔๒๐ ในเล่มนี้, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๒๗/๗๒, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๔/๖๗-๖๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๘. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๘ ๙. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๙ ๔
กาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๙ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว และทรงแสดงธรรม ที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการ ตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงนรก นี้เป็น กาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑ ๒. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการ ตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงกำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ข้อที่ ๒ ๓. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงเปรตวิสัย นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓ ๔. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงอสุรกาย นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๔ ๕. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงเทพนิกาย ที่มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่ง นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ข้อที่ ๕ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๒๙/๒๗๔-๒๗๖ @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๒๒ หน้า ๓๑๓ ในเล่มนี้ @ เทพนิกาย ในที่นี้หมายถึงเทพที่เป็นอสัญญีสัตว์ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๒๙/๒๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๖. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับไปเกิดในปัจจันตชนบท อยู่ในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ผ่านไปมา นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหม- จรรย์ข้อที่ ๖ ๗. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็น มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลก หน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ ก็ไม่มีในโลก นี้ก็เป็นกาล ที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗ ๘. พระตถาคต ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ ไม่สามารถจะรู้เนื้อความแห่ง สุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๘ ๙. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก และไม่ทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว ถึงบุคคลนี้จะกลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท และเป็นผู้มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เป็นคนเซอะ สามารถรู้เนื้อความแห่ง สุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๙ @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกสัตว์ คือสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้@เช่น เทวดาและสัตว์นรก (ที.สี.อ. ๑/๑๗๑/๑๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๙ ๕
อนุปุพพวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ) ๙ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจารปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจาก สมาธิอยู่ ๓. เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย นามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ๔. เพราะละสุขและทุกข์ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์และสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ๕. บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ อยู่เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดย ประการทั้งปวง ๖. ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ ๗. ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ ๘. ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานา- สัญญายตนฌานอยู่ ๙. ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิต-นิโรธอยู่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๓๒/๔๙๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ๖
อนุปุพพนิโรธ (ความดับไปตามลำดับ) ๙ ๑. กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป ๒. วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป ๓. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป ๔. ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป ๕. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป ๖. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌานดับไป ๗. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌานดับไป ๘. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานดับไป ๙. สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ดับไป ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๙ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สังคีติหมวด ๙ จบ สังคีติหมวด ๑๐
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ ที่พระผู้มี พระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดย ชอบแล้วมีอยู่ พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น ฯลฯ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๓๑/๔๙๓ @ สัญญาเวทยิตนิโรธ หมายถึงสมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนามี ๒ คือ อสัญญาสมาบัติ และนิโรธสมาบัติ@ที่เป็นอสัญญาสมาบัติมีแก่ปุถุชน ที่เป็นนิโรธสมาบัติ มีเฉพาะแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ชำนาญ@ในสมาบัติ ๘ แล้วเท่านั้น จึงจะเข้าได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๓๕/๒๘๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ คืออะไร คือ ๑ นาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) ๑๐ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระ (มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการ สังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัย ในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นนาถ- กรณธรรม ๒. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรมทั้งหลายที่มี ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ แม้การที่ ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๓. เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๔. เป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗/๓๑-๓๓ @ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิหมายถึงรู้แจ้งธรรมโดยผลและเหตุด้วยปัญญา (ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๖,@องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒/๓๐๐) @ มิตรดี หมายถึงมิตรที่มีคุณธรรม คือ ศีล เป็นต้น (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๒) @ สหายดี หมายถึงเพื่อนร่วมงานที่ดี (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๒) @ เพื่อนดี หมายถึงเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนม รู้ใจกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน (ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๖, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ นี้ ก็เป็นนาถกรณธรรม ๕. เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงานสูงและ งานต่ำ ของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะ ต้องช่วยกันทำทั้งงานสูงและงานต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ฯลฯ สามารถทำได้ สามารถจัดได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๖. เป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็นที่พอใจ มีความ ปราโมทย์อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย แม้การที่ภิกษุเป็น ผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็นที่พอใจ มีความปราโมทย์ อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๗. เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชช- บริขารตามแต่จะได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้ นี้ก็เป็นนาถ- กรณธรรม ๘. เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความ เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรม เกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม @เชิงอรรถ : @ งานสูง หมายถึงงานย้อมจีวร หรืองานโบกทาพระเจดีย์ ตลอดถึงงานที่จะต้องช่วยกันทำที่โรงอุโบสถ@เรือนพระเจดีย์ เรือนต้นโพธิ์ เป็นต้น งานต่ำ หมายถึงงานเล็กน้อย มีล้างเท้า และนวดเท้า เป็นต้น@(ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๖, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๒) @ ผู้ใคร่ธรรม ในที่นี้หมายถึงรักพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก (ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๗, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๒)@ พระอภิธรรม หมายถึงสัตตัปปกรณธรรม คือพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ มรรค ๔ และ@ผล ๔ (ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๗, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๓) @ พระอภิวินัย หมายถึงขันธกบริวาร หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องระงับกิเลส@(ที.ปา.อ. ๓๔๕/๒๔๗, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๗/๓๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ๙. เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน อย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและ คำที่พูดแม้นาน นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๑๐. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความ เกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้น ทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม ๒
กสิณายตนะ (บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์) ๑๐ ๑. บุคคลหนึ่งจำปฐวีกสิณ (กสิณคือดิน)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางไม่มีสอง ไม่มีประมาณ ๒. บุคคลหนึ่งจำอาโปกสิณ (กสิณคือน้ำ)ได้ ... ๓. บุคคลหนึ่งจำเตโชกสิณ (กสิณคือไฟ)ได้ ... ๔. บุคคลหนึ่งจำวาโยกสิณ (กสิณคือลม)ได้ ... ๕. บุคคลหนึ่งจำนีลกสิณ (กสิณคือสีเขียว)ได้ ... ๖. บุคคลหนึ่งจำปีตกสิณ (กสิณคือสีเหลือง)ได้ ... ๗. บุคคลหนึ่งจำโลหิตกสิณ (กสิณคือสีแดง)ได้ ... ๘. บุคคลหนึ่งจำโอทาตกสิณ (กสิณคือสีขาว)ได้ ... @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๓๑ หน้า ๓๑๓ ในเล่มนี้ @ บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ หมายถึงที่เกิดหรือที่เป็นไปแห่งธรรมทั้งหลายโดยบริกรรมกสิณ@เป็นอารมณ์ คำว่า กสิณ หมายถึงวัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ (ที.ปา.อ. ๓๔๖/๒๔๗,@องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๕/๓๓๓, องฺ.ทสก.ฏีกา ๓/๒๕/๓๙๕) และดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๕/๕๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ๙. บุคคลหนึ่งจำอากาสกสิณ (กสิณคือความว่าง)ได้ ... ๑๐. บุคคลหนึ่งจำวิญญาณกสิณ (กสิณคือวิญญาณ)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ ๓
อกุศลกรรมบถ (ทางแห่งอกุศลกรรม) ๑๐ ๑. ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทาน (การลักทรัพย์) ๓. กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาท (การพูดเท็จ) ๕. ปิสุณาวาจา (การพูดส่อเสียด) ๖. ผรุสวาจา (การพูดคำหยาบ) ๗. สัมผัปปลาปะ (การพูดเพ้อเจ้อ) ๘. อภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา) ๙. พยาบาท (ความคิดร้าย) ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๔ กุศลกรรมบถ (ทางแห่งกุศลกรรม) ๑๐ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทานา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์) ๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ) ๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด) ๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ) ๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗๘/๓๓๐ @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗๘/๓๓๐-๓๓๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ๘. อนภิชฌา (ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา) ๙. อพยาบาท (ความไม่คิดร้าย) ๑๐. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ๕
อริยวาส (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ๓. เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก ๔. เป็นผู้มีอปัสเสนธรรม (ธรรมเป็นดุจพนักพิง) ๔ ประการ ๕. เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะ อันบรรเทาได้ ๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี ๗. เป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว ๘. เป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ ๙. เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี ๑๐. เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ได้ เป็นผู้ละพยาบาท (ความคิดร้าย) ได้ เป็นผู้ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม)ได้ เป็นผู้ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ได้ เป็นผู้ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ได้ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๐/๓๙-๔๒ @ ปัจเจกสัจจะ หมายถึงความเห็นส่วนตัวของแต่ละคนที่แตกต่างกันไปโดยยึดถือว่า “ความเห็นนี้เท่านั้นจริง@ความเห็นนี้เท่านั้นจริง” (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๑, องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๐/๓๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยใจที่รักษาด้วยสติ ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาแล้วเสพอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้ว อดกลั้นอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากของสมณพราหมณ์จำนวนมากที่มีอยู่ทั้งหมด ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้บรรเทาได้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ ปล่อยวางได้ ละได้ สละคืนได้ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละการแสวงหากามได้ ละการแสวงหาภพได้ระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้ ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละความดำริในกามได้ เป็นผู้ละความดำริ ในพยาบาทได้ เป็นผู้ละความดำริในวิหิงสาได้ ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัวเป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ พิจารณาแล้วเสพ หมายถึงพิจารณาแล้วใช้สอยปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น พิจารณาแล้วอดกลั้น หมายถึง@พิจารณาแล้วอดกลั้นต่อความหนาว เป็นต้น พิจารณาแล้วบรรเทา หมายถึงพิจารณาแล้วบรรเทา@อกุศลวิตก มีกามวิตก (ความตรึกในทางกาม) เป็นต้น พิจารณาแล้วเว้น หมายถึงพิจารณาแล้วเว้นช้าง@ดุร้าย หรือคนพาล เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๓๐๘/๒๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว จึงบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์และไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากราคะ มีจิตหลุดพ้นจาก โทสะ มีจิตหลุดพ้นจากโมหะ ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ชัดว่า ‘ราคะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โทสะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โมหะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล ๖ อเสขธรรม (ธรรมที่เป็นอเสขะ) ๑๐ ๑. สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นอเสขะ ๒. สัมมาสังกัปปะที่เป็นอเสขะ ๓. สัมมาวาจาที่เป็นอเสขะ @เชิงอรรถ : @ อเสขธรรม หมายถึงธรรมที่เป็นผลและธรรมที่สัมปยุตด้วยธรรมเป็นผลนั้น เป็นธรรมระดับโลกุตตระของ@พระอเสขะ คือพระอรหันตขีณาสพ (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๔๘/๓๔๙,@องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๒/๓๒๐, ๓/๑๑๒/๓๗๔) และดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๑๑/๒๕๖@ สัมมาทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ทำหน้าที่เห็นอารมณ์ของตนถูกต้อง (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๑๐. สังคีติสูตร] สังคีติหมวด ๑๐ ๔. สัมมากัมมันตะที่เป็นอเสขะ ๕. สัมมาอาชีวะที่เป็นอเสขะ ๖. สัมมาวายามะที่เป็นอเสขะ ๗. สัมมาสติที่เป็นอเสขะ ๘. สัมมาสมาธิที่เป็นอเสขะ ๙. สัมมาญาณะ ที่เป็นอเสขะ ๑๐. สัมมาวิมุตติที่เป็นอเสขะ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วพวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” สังคีติหมวด ๑๐ จบ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสกับท่านพระสารีบุตร ดังนี้ว่า “ดีละ ดีละ ดีแท้ สารีบุตร ที่เธอกล่าวสังคีติปริยาย(แนวทางแห่งการสังคายนา)แก่ภิกษุทั้งหลาย” ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวสังคีติปริยายนี้แล้วพระศาสดาทรงพอพระทัย และภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรแล้วแล สังคีติสูตรที่ ๑๐ จบ @เชิงอรรถ : @ สัมมาญาณะ ในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ของตนถูกต้อง ทั้งสัมมาทิฏฐิและสัมมาญาณะ@ในพระสูตรนี้หมายถึงปัญญาเหมือนกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน @(ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๑/๓๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๓๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังคีติสูตร
ว่าด้วยธรรมหมวด ๑
สังคีติสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น
ในสังคีติสูตรนั้น มีคำอธิบายไปตามลำดับบท ดังต่อไปนี้.
คำว่า จาริกญฺจรมาโน หมายถึง เสด็จเที่ยวไปอย่างนิพัทธจาริก.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระศาสดาทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปในหมื่นจักรวาล ตรวจดูสัตว์โลกอยู่ ได้ทรงเล็งเห็นเหล่ามัลลราช ชาวเมืองปาวา จึงทรงคำนึงว่า "ราชาเหล่านี้มาปรากฏในข่ายคือสัพพัญญุตญาณของเรา. จะมีอะไรหรือหนอ?"ก็ได้ทรงเห็นความข้อนี้ว่า "ราชาทั้งหลายให้สร้างสัณฐาคารขึ้นแห่งหนึ่ง เมื่อเราไปก็จักให้เรากล่าวมงคล,เรากล่าวมงคลแก่ราชาเหล่านั้นแล้ว ส่ง (กลับ) ไปแล้ว จักบอกสารีบุตรว่า "เธอจงกล่าวธรรมกถาแก่หมู่ภิกษุ. สารีบุตรพิจารณาโดยพระไตรปิฎกแล้ว จักกล่าวสังคีติสูตรแก่หมู่ภิกษุ ประดับไปด้วยปัญหา ๑,๐๑๔ ข้อ,ภิกษุ ๕๐๐ รูปรำลึกถึงพระสูตร (นี้) แล้ว จักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา" ดังนี้ จึงได้เสด็จจาริกไป.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มลฺเลสุ จาริกญฺจรมาโน
อุพฺภตกนวสณฺฐาคารวณฺณนา
คำว่า อุพฺภตกํ เป็นชื่อของสัณฐาคารแห่งนั้น. อีกนัยหนึ่ง ท่านเรียกว่า (อุพฺภตกํ) อย่างนั้น เพราะเป็นอาคารสูง. คำว่า สณฺฐาคารํ หมายถึง ศาลาที่ประชุมกลางเมือง. ในคำว่า สมเณน วา นี้เพราะเหตุที่เทวดาทั้งหลาย ย่อมถือเอาที่อยู่ของตนในเวลาที่กำหนดพื้นที่ (ปลูก) เรือนนั่นเองฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เทเวน วา แต่กล่าวว่า สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน สมณพราหมณ์หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์.
คำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า พวกเจ้ามัลละได้สดับ (ข่าวว่า) พระผู้มีพระภาคเสด็จมา จึงดำริว่า "แม้พวกเราจะมิได้ไปทูลเชิญพระผู้มีพระภาคมา ทั้งมิได้ส่งทูตไปกราบทูลให้เสด็จมาแต่พระองค์ก็เสด็จมาที่อยู่ของพวกเราเอง มีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร, แลพวกเราก็ได้สร้างสัณฐาคารศาลาขึ้นแล้ว,เราจักเชิญเสด็จพระทศพลมาให้ทรงกล่าวมงคล ณ สัณฐาคารศาลานี้" ดังนี้ จึงได้เข้าไปเฝ้า.
คำว่า เยน สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า พวกเจ้ามัลละเหล่านั้นคิดว่า "ได้ทราบว่า ช่างทำจิตรกรรมในสัณฐาคารเสร็จแล้ว แต่พวกป้อมยาม (หอคอย) เพิ่งจะเสร็จในวันนั้นและธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระอัธยาศัย (ชอบ) ป่า ยินดีในป่า พึงทรง (พอพระทัย) ประทับอยู่ภายในบ้านหรือไม่ (ก็ไม่อาจทราบได้)เพราะฉะนั้น เราทราบถึงพระทัยของพระผู้มีพระภาคก่อนแล้ว จึงจักเตรียมการ" ดังนี้แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค.
แต่บัดนี้ พวกเจ้ามัลละประสงค์จะเตรียมการให้ต้องพระทัยพระผู้มีพระภาคจึงเข้าไปยังสัณฐาคาร.
คำว่า สพฺพสนฺถรึ หมายความว่า ปูลาดอย่างพร้อมสรรพ.
อนึ่ง ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ นี้มีความว่า พวกเจ้ามัลละเหล่านั้นจัดแจงสัณฐาคารเสร็จแล้วจึงให้แผ้วถางถนนในเมือง ให้ยกธงขึ้นแล้วตั้งหม้อน้ำเต็มเปี่ยม ทั้งต้นกล้วย ณ ประตูบ้านทั้งหลาย ทำเมืองทั้งสิ้นให้เกลื่อนกล่นไปด้วยระเบียบแห่งโคมไฟ ประหนึ่งว่าดวงดาว แล้วให้ป่าวประกาศว่า "พวกทารกที่ยังไม่อดนม จงให้ดื่มนมเสีย, พวกเด็กรุ่นๆ จงรีบให้บริโภค (ข้าวปลาอาหาร) แล้วให้นอนเสียอย่าได้ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม, วันนี้ พระศาสดาจักประทับภายในหมู่บ้านคืนหนึ่ง, อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงพอพระทัยในความสงบเงียบ" ดังนี้แล้ว พากันถือคบเพลิงด้วยตัวเอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ.
คำว่า ภควนฺตํเยว ปุรกฺขิตฺวา แปลว่า กระทำพระผู้มีพระภาคไว้เบื้องหน้า.
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุและอุบาสกทั้งหลาย ในสัณฐาคารนั้นย่อมไพโรจน์ยิ่งนัก เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสโดยรอบ มีพระฉวีวรรณเพียงทองงดงามน่าชม. พระรัศมีมีพรรณเพียงดังทองพวยพุ่งจากพระกายเบื้องหน้าแผ่ไปถึง ๘๐ ศอก. พระรัศมีมีพรรณเพียงดังทองพวยพุ่งจากพระกายท่ามกลางจากพระหัตถ์เบื้องขวา จากพระหัตถ์เบื้องซ้ายก็แผ่ไปได้ข้างละ ๘๐ ศอก (ดุจกัน). พระรัศมีมีพรรณเพียงสร้อยคอมยุราพวยพุ่งจากกลุ่มพระเกษาทั้งหมด ตั้งแต่ริมพระเกษาเบื้องบนแผ่ไปในพื้นนภากาศถึง ๘๐ ศอก. พระรัศมีมีพรรณเพียงแก้วประพาฬพวยพุ่งจากฝ่าพระบาทเบื้องใต้ แผ่ไปในแผ่นดินทึบได้ถึง ๘๐ ศอก. พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการพวยพุ่งรุ่งเรืองพร่างพรายตลอดที่ประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบด้วยประการดังนี้.
สรรพทิศาภาคก็กระจ่างแจ้งดังว่าโปรยปรายไปด้วยดอกจำปาทอง ประหนึ่งว่าโรยรดด้วยสุวรรณรสอันไหลจากหม้อทอง ปานว่าดาดาดลาดไปด้วยแผ่นทอง และประดุจว่าเกลื่อนกล่นไปด้วยผงดอกทองกวาว และกรรณิการ์อันฟุ้งตลบด้วยเวรัมภวาต.
แม้พระวรกายแห่งพระผู้มีพระภาคอันรุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ พระรัศมี (โดยปรกติ) ประมาณวาหนึ่ง และวรลักษณ์ ๓๒ ประการ ก็ไพโรจน์เพียงพื้นอัมพรอันพร่างพราวด้วยดวงดาวประหนึ่งดอกประทุมอันบานสะพรั่ง ดุจดังปาริฉัตรประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ผลิบานเต็มต้น ราวกับจะเผยพระสิริ ครอบงำเสียซึ่งสิริแห่งพระอาทิตย์พระจันทร์ พระเจ้าจักรพรรดิ ท้าวเทวราช (และ) มหาพรหม อย่างละ ๓๒ อันตั้งวางไว้โดยลำดับกัน (ให้อับรัศมีไป) ฉะนั้น.
แม้ภิกษุทั้งสิ้นอันนั่งแวดล้อมอยู่นั้น ก็ล้วนเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงบไม่พลุกพล่าน ทำความเพียร เป็นผู้บอก ทนต่อคำบอก เป็นผู้เตือน ติเตียนบาป สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ.
พระผู้มีพระภาคอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ไพโรจน์ประหนึ่งท่อนทองอันห่อหุ้มด้วยผ้ากัมพลแดงประดุจเรือนทองอันลอยลำอยู่ในท่ามกลางดงประทุมแดง เสมือนปราสาททอง อันล้อมรอบไปด้วยเวทีแก้วประพาฬ.
ฝ่ายพระอสีติมหาเถระทรงผ้าบังสกุลสีปานเมฆ เป็นมหานาค ปานว่า จอมปลวกแก้วมณี คลายราคะแล้ว ทำลายกิเลสสิ้นแล้ว ถางชัฏออกหมดแล้ว ตัดเครื่องผูกได้แล้ว ไม่ติดข้องในตระกูลหรือในหมู่คณะก็นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาค ด้วยประการดังนี้.
พระผู้มีพระภาคผู้ทรงบำราศจากโทสะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้บำราศจากโทสะแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงบำราศจากโมหะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้บำราศจากโมหะแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงไร้ตัณหาด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้ไร้ตัณหาแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงไร้กิเลสด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้ไร้กิเลสแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงเป็นพุทธะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้เป็นพุทธะ ผู้พหูสูตแวดล้อมแล้ว.
ประหนึ่งเกสรอันแวดล้อมไปด้วยกลีบ ประดุจกรรณิกาอันแวดล้อมไปด้วยเกสร เสมือนพญาช้างฉัททันต์อันแวดล้อมไปด้วยช้างบริวารทั้งแปดพัน ปานว่าจอมหงส์ธตรัฐอันแวดล้อมไปด้วยหงส์บริวารเก้าแสนดังว่าพระเจ้าจักรพรรดิอันแวดล้อมไปด้วยเหล่าเสนางคนิกร ประดุจท้าวสักกเทวราชอันแวดล้อมไปด้วยเหล่าทวยเทพ ปานว่าหาริตมหาพรหมอันแวดล้อมไปด้วยคณะพรหม.
ได้ประทับนั่งในท่ามกลางบริษัทเหล่านั้น ด้วยพุทธเพศอันหาที่เสมอเหมือนมิได้ ด้วยพุทธวิลาศอันหาประมาณมิได้ ทรงยังพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาให้เห็น ฯลฯ ด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงส่งไป.
และในที่นี้พึงทราบว่า ปกิณกกถา อันประกอบไปด้วยคำอนุโมทนาในสัณฐาคาร ชื่อว่า ธรรมกถา. แท้จริงในคราวนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสปกิณกกถาอันนำมาซึ่งประโยชน์และความสุขแก่เจ้ามัลละแห่งนครปาวาประหนึ่งว่ายังอากาศคงคาให้หลั่งลงอยู่ เสมือนว่าทรงรวบรวมมาซึ่งโอชะแห่งปฐพี ปานว่าทรงจับยอดต้นมหาชมพู แล้วสั่นให้หวั่นไหวอยู่และประดุจว่าทรงคั้นรวงผึ้งอันควรแก่การคั้นด้วยเครื่องจักร แล้วยังบุคคลให้ดูดดื่มเอาซึ่งน้ำหวาน ฉะนั้น.
คำว่า ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ความว่า ทรงเหลียวดูทิศใดๆ หมู่ภิกษุในทิศนั้นๆ นิ่งสงบทีเดียว. คำว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า เหลียวดูโดยทิศนั้นๆ ด้วยจักษุ ๒ อย่าง คือ มังสจักษุและทิพยจักษุ.
จริงอยู่ ทรงกำหนดอิริยาบถภายนอกของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้นมิได้มีภิกษุผู้คะนองมือคะนองเท้าแม้สักรูปเดียว ไม่มีรูปไหนยื่นศีรษะพูดจา หรือนั่งหลับ. ภิกษุทั้งปวงนั้นเป็นผู้ศึกษาอบรมมาแล้วด้วยไตรสิกขา นั่งสงบนิ่ง เสมือนหนึ่งเปลวประทีปในที่อันสงัดลม ฉะนั้น. ทรงกำหนดอิริยาบถนี้ของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ ด้วยประการดังนี้.
อนึ่ง ทรงเจริญอาโลก (แสงสว่าง) จนเห็นหทัยรูปของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงตรวจดูศีลภายใน ด้วยทิพยจักษุ. พระองค์ได้ทรงเห็นศีลอันเข้าถึงพระอรหัตของภิกษุหลายร้อย ประดุจว่าประทีปอันสว่างโพลงอยู่ภายในหม้อ. แท้จริงภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ปรารภวิปัสสนา. ได้ทรงเห็นศีลของภิกษุเหล่านั้นด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า "ภิกษุเหล่านี้คู่ควรแก่เรา ทั้งเราก็คู่ควรแก่ภิกษุเหล่านี้"แล้วทรงตั้งนิมิตไว้ในพื้นจักษุ ตรวจดูหมู่สงฆ์ แล้วตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรว่า " เราเมื่อยหลัง."
เพราะเหตุไร จึงทรงเมื่อยหลัง?
เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญความเพียรอย่างแรงกล้าอยู่ถึง ๖ ปี ได้เกิดความลำบากพระวรกายเป็นอันมาก. ครั้นกาลต่อมาถึงคราวทรงพระชรา ลมเสียดหลังย่อมเกิดขึ้นแก่พระองค์ได้ (เป็นธรรมดา).
คำว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า ได้ยินว่า เจ้ามัลละเหล่านั้นให้ปูลาดเตียงอันเป็นกัปปิยะไว้ที่ข้างด้านหนึ่งของสัณฐาคารด้วยความมุ่งหมายว่า บางทีพระศาสดาจะพึงบรรทมบ้าง. ฝ่ายพระศาสดาทรงดำริว่า "เตียงที่เราใช้สอยด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ จักมีผลานิสงส์มากแก่เจ้ามัลละเหล่านี้"จึงรับสั่งให้ปูลาดผ้าสังฆาฏิบนเตียงนั้น แล้วบรรทม.
ภินฺนนิคณฺฐวตฺถุวณฺณนา
คำที่ควรกล่าว ในคำว่า ตสฺส กาลกิริยาย เป็นต้นได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมดในหนหลัง.
คำว่า อามนฺเตสิ ความว่า ทรงประสงค์จะแสดงสวากขาตธรรมอันกระทำความสงบระงับเหตุมีการบาดหมางกันเป็นต้น จึงได้ตรัสเรียก.
เอกกวณฺณนา
คำว่า ตตฺถ แปลว่า ในธรรมนั้น. คำว่า สงฺคายิตพฺพํ ความว่า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันพึงสังคายนา คือสงฆ์ผู้มีถ้อยคำเป็นอันเดียวกัน มีถ้อยคำไม่แย้งกัน พึงสวด.
คำว่า น วิวทิตพฺพํ ความว่า ไม่ควรกล่าวแย้งกันในอรรถะก็ตาม ในพยัญชนะก็ตาม. คำว่า เอโก ธมฺโม ความว่า พระเถระมีความประสงค์จะแสดงสามัคคีรสมากๆ อย่าง เช่น หมวดหนึ่งหมวดสอง หมวดสาม เป็นต้น จึงกล่าวว่า เอโก ธมฺโม (ธรรมหนึ่ง) ดังนี้เป็นอันดับแรก.
คำว่า สพฺเพ สตฺตา หมายถึง สัตว์ทั้งปวงในภพทั้งปวง เช่นในกามภพเป็นต้น ในสัญญีภพเป็นต้น และในเอกโวการภพเป็นต้น.
คำว่า อาหารฏฺฐิติกา มีบทนิยามว่า สัตว์เหล่านั้นดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร ดังนั้นจึงชื่อว่า อาหารฏฺฐิติกา ผู้ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร. อาหารย่อมเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ได้แห่งสรรพสัตว์ ด้วยประการดังนี้.
พระเถระแสดงความหมายว่า "ท่านทั้งหลาย ธรรมหนึ่ง คือสัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้เพราะอาหารนี้พระศาสดาของเราทั้งหลายทรงทราบตามความเป็นจริงแล้ว ได้ตรัสไว้เป็นอันถูกต้อง."ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ คำที่ตรัสไว้ว่า "เทพจำพวกอสัญญสัตตะ เป็นอเหตุกะ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ" ดังนี้เป็นต้นจะมิเป็นอันคลาดเคลื่อนไปละหรือ.
ไม่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้เพราะเทพพวกนั้นก็มีฌานเป็นอาหาร.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๙๙
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้คำที่ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าอาหารเพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่อการตามประคับประคองพวกสัมภเวสีทั้งหลาย มีอยู่ ๔ อย่าง ๔ อย่างอะไรบ้าง ๑. กพฬิงการาหาร จะหยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร" ดังนี้ ก็คลาดเคลื่อน.
แม้คำนี้ก็ไม่คลาดเคลื่อน เพราะว่าในพระสูตรนั้น ตรัสธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะเป็นอาหารโดยตรงนั่นแลว่า อาหาร. แต่ในที่นี้ตรัสเรียกปัจจัยโดยอ้อมว่า "อาหาร".
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๒๘
จริงอยู่ ปัจจัยควรจะได้แก่ธรรมทั้งปวง. และปัจจัยนั้นยังผลใดๆ ให้เกิด ก็ย่อมชื่อว่านำมาซึ่งผลนั้นๆ เพราะฉะนั้น จึงเรียกได้ว่า อาหาร.
ด้วยเหตุนั้นแล จึงตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิใช่ไม่มีอาหาร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวนิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิใช่ไม่มีอาหาร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรจะกล่าวว่า อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ดังนี้.
____________________________
องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑
อาหารคือปัจจัยนี้ประสงค์เอาในพระสูตรนี้. ก็เมื่อถือเอาปัจจัยเป็นอาหารอย่างหนึ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นอันถือเอาทั้งหมด ทั้งอาหารโดยอ้อม ทั้งอาหารโดยตรง. ในอสัญญภพนั้น ย่อมได้ปัจจัยอาหาร.
เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติขึ้น พวกนักบวชในลัทธิเดียรถีย์ ทำบริกรรมในวาโยกสิณแล้ว ยังฌานที่ ๔ ให้เกิดขึ้นได้แล้วออกจากฌานนั้นแล้ว ให้เกิดความยินดีชอบใจว่า "น่าติเตียนจิต จิตนี้น่าติเตียนแท้, ชื่อว่าการไม่มีจิตนั่นแลเป็นความดี,เพราะอาศัยจิต จึงเกิดทุกข์อันมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นเป็นปัจจัย, เมื่อไม่มีจิต ทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี " ดังนี้ ไม่เสื่อมฌาน สิ้นชีวิตแล้วไปเกิดในอสัญญภพ.
ผู้ใดตั้งมั่นอิริยาบถใด ในมนุษยโลก, ผู้นั้นก็เกิดโดยอิริยาบถนั้น เป็นผู้ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้างตลอด ๕๐๐ กัป, เป็นประดุจว่านอนอยู่ตลอดกาลนานถึงเพียงนี้.
แม้สัตว์ทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้ ก็ย่อมได้ปัจจัยอาหาร.
แท้จริง สัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใด แล้วไปเกิด. ฌานนั้นแหละย่อมเป็นปัจจัยของสัตว์เหล่านั้น. ปัจจัยคือฌาน ยังมีอยู่ตราบใด ก็ย่อมดำรงอยู่ได้ตราบนั้น อุปมาเหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยแรงส่งแห่งสาย, แรงส่งแห่งสายยังมีเพียงใดก็พุ่งไปได้เพียงนั้น ฉะนั้น. เมื่อปัจจัยคือฌานนั้นหมดลง สัตว์เหล่านั้นก็ย่อมตกไป ดุจลูกศรที่สิ้นแรงส่งแห่งสายฉะนั้น.
ส่วนพวกสัตว์นรกที่ท่านกล่าวไว้ว่า มิได้เป็นอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิได้เป็นอยู่ด้วยผลแห่งบุญ เหล่านี้มีอะไรเป็นอาหาร.
กรรมนั่นเองเป็นอาหารของสัตว์นรกเหล่านั้น.
ถ้าจะถามว่า อาหารมี ๕ อย่าง กระนั้นหรือ?.
(ก็ต้องตอบว่า) คำว่า "๕ อย่างหรือไม่ใช่ ๕ อย่าง" นี้ไม่ควรพูด. ท่านกล่าวคำนี้ไว้แล้วมิใช่หรือว่า " ปัจจัยคืออาหาร " เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใดกรรมนั้นนั่นเองจัดว่าเป็นอาหาร เพราะเป็นปัจจัยแห่งความดำรงอยู่ของสัตว์เหล่านั้น ดังที่ตรัสมุ่งหมายถึงไว้ว่า "จะยังไม่สิ้นชีวิต ตราบเท่าที่บาปกรรมอันนั้นยังไม่หมดสิ้น." และในที่นี้ไม่ควรจะต้องโต้เถียงกัน ด้วยเรื่องกพฬิงการาหาร เพราะแม้แต่น้ำลายที่เกิดในปากก็ยังให้สำเร็จกิจในเชิงอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นได้.
จริงอยู่ น้ำลายนั้นในนรกนับว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ในสวรรค์นับว่าเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา จัดว่าเป็นปัจจัยได้.
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๕๑๙
ดังนั้น ในกามภพโดยตรงมีอาหาร ๔ อย่าง ในรูปภพและอรูปภพ ยกเว้นอสัญญสัตตะ ที่เหลือนอกนั้นมีอาหาร ๓ อย่าง, สำหรับอสัญญสัตตะและเทพอื่นๆ (นอกจากที่กล่าวแล้ว) มีอาหารคือปัจจัยอาหารด้วยประการดังนี้.
พระเถระกล่าวปัญหาข้อหนึ่งว่า สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร ด้วยอาหารตามที่แสดงมานี้แล้วได้แก้ไขปัญหาข้อที่ ๒ ว่า "สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร" ดังนี้ โดยมิได้กำหนดหมายอย่างว่านี้อยํ โข อาวุโส (นี้แลท่านทั้งหลาย) ทั้งมิได้ไขความอีกว่า อตฺถิ โข อาวุโส (มีอยู่แล ท่านทั้งหลาย).
เพราะเหตุไร จึงมิได้กำหนดหมาย ทั้งมิได้ไขความอีก.
เพราะการที่จะเรียนและสอนในเมื่อมัวแต่กำหนดหมาย ทั้งมัวแต่ไขความอยู่นั้น เป็นเรื่องยาก ฉะนั้น ท่านจึงแก้ไขทั้งสองประเด็นรวมกันไปเลย.
แม้ในการแก้ไขปัญหาข้อที่ ๒ นี้ ปัจจัยที่ได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นเอง ก็เรียกว่าสังขาร เพราะปรุงแต่งผลของตน. อาหารปัจจัยได้กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
ความแตกต่างกันอย่างน้อยที่สุดในปัญหาข้อนี้ ก็คือข้อนี้ - ในที่นี้ เป็นสังขารปัจจัย.
(แต่) พระมหาสิวเถระกล่าวว่า
เมื่อถือเอาอย่างนี้ว่า อาหารโดยตรงถือเอาแล้วในหนหลัง ในที่นี้หมายเอาอาหารโดยอ้อมดังนี้ ความแตกต่างกันก็จะปรากฏขึ้น แต่ว่าท่านมิได้ถือเอา (อย่างนั้น).
แท้จริง ธรรมทั้งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ทั้งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ควรที่จะได้ปัจจัยแล.
ขึ้นชื่อว่าธรรม เว้นจากปัจจัยย่อมไม่มี.
บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น ธรรมที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์เช่นหญ้า ต้นไม้ และเครือเถาเป็นต้นย่อมมีรสแผ่นดินและรสน้ำเป็นปัจจัย. เพราะเมื่อฝนไม่ตก หญ้าเป็นต้นก็เหี่ยว. แต่จะสดเขียว เมื่อฝนตก. รสแผ่นดินและรสน้ำเป็นปัจจัยของหญ้าเป็นต้นเหล่านั้นด้วยประการดังนี้.
ธรรมที่เนื่องด้วยอินทรีย์มีสิ่งเป็นต้นว่า อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร เป็นปัจจัย. ปัจจัยในหนหลังนั่นแล ท่านเรียกว่าอาหาร (แต่) ในที่นี้ ท่านเรียกว่าสังขาร ความแตกต่างกันในเรื่องนี้มีเพียงเท่านี้แล.
บทว่า อยํ โข อาวุโส ความว่า ท่านทั้งหลาย ธรรมหนึ่งอันนี้ พระศาสดาของพวกเราประทับนั่ง ณ มหาโพธิมณฑล ทรงทำให้แจ้งด้วยพระองค์ด้วยพระสัพพัญญุตญาณแล้วได้ทรงแสดงไว้ อันเป็นธรรมหนึ่งที่ท่านทั้งหลายพึงสังคายนาพร้อมเพรียงกัน ไม่พึงโต้แย้งกัน.
คำว่า ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ ความว่า ศาสนพรหมจรรย์นี้พึงตั้งมั่นอยู่ได้ ดังที่เมื่อท่านทั้งหลายสังคายนาอยู่.
คือ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายธรรมหนึ่งอันพระศาสดาตรัสไว้ชอบแล้วมีอยู่, ธรรมหนึ่งคืออะไร คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร" ดังนี้.
ภิกษุรูปหนึ่งได้ฟังคำกล่าวของภิกษุรูปนั้นแล้วก็บอกกล่าวต่อไป อีกรูปหนึ่งได้ฟังก็บอกกันต่อไปอีก โดยกำหนดคำบอกกล่าวสืบๆ กันไป ด้วยประการอย่างนี้แลพรหมจรรย์นี้ก็จักดำรงอยู่ตลอดกาลนาน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระได้แสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่งด้วยประการดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๑
ว่าด้วยธรรมหมวด ๒
ครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่ง ดังกล่าวมานี้แล้ว บัดนี้ พระเถระได้เริ่มเทศนาต่อไป เพื่อแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง.
ในธรรมหมวดสอง คือ นามรูป นั้น นามได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน ๑.
บรรดาธรรมเหล่านี้ ขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป.
คำว่า ด้วยอรรถว่าน้อมไป หมายความว่า ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ. เหมือนอย่างว่า พระเจ้ามหาสมมตมีพระนามว่า "มหาสมมต" ก็เพราะมหาชนสมมติ (ยกย่อง, หมายรู้พร้อมกันขึ้น) หรือเหมือนอย่างพ่อแม่ตั้งชื่อให้เป็นที่กำหนดหมายแก่บุตร อย่างนี้ว่า "คนนี้ชื่อดิศ คนนี้ชื่อบุส"หรือเหมือนอย่างชื่อที่ได้มาโดยคุณสมบัติว่า "พระธรรมกถึก พระวินัยธร" ดังนี้ฉันใด ขันธ์ทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นจะได้ชื่อฉันนั้น หามิได้.
แท้จริง เวทนาเป็นต้นย่อมมีชื่อของตนเกิดขึ้น (เอง) เหมือนมหาปฐพีเป็นต้น. เมื่อขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชื่อของขันธ์เหล่านั้นก็เป็นอันเกิดขึ้นด้วยทีเดียว. เพราะไม่มีใครที่จะมากล่าวกับเวทนาที่เกิดขึ้นว่า "เจ้าจงชื่อว่าเวทนา" และธุระที่จะต้องตั้งชื่อแก่เวทนานั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หามีไม่.
เหมือนอย่างเมื่อแผ่นดินเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า เจ้าจงชื่อแผ่นดิน เมื่อจักรวาล เขาพระสุเมรุ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตรเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อจักรวาล ฯลฯ เจ้าจงชื่อนักษัตร" ชื่อเป็นอันเกิดขึ้นทีเดียว ตกลงเป็นบัญญัติที่เกิดขึ้นได้เองฉันใด
เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อเวทนา" เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอันเกิด มีชื่อว่าเวทนาเลยทีเดียวฉันนั้น. แม้สัญญาเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.
เวทนาแม้ในอดีต ก็คงชื่อว่า เวทนา. สัญญา สังขาร วิญญาณในอดีต แม้ในอนาคต แม้ในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า สัญญา สังขาร วิญญาณเช่นเดียวกัน.
อนึ่ง นิพพาน ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า นิพพาน ทุกเมื่อไปแล.
ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ ด้วยประการดังนี้.
อนึ่ง ขันธ์ ๔ ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่านาม แม้ด้วยอรรถว่าน้อมไป เพราะขันธ์เหล่านั้นย่อมมุ่งหน้าน้อมไปในอารมณ์. แม้สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป. ขันธ์ ๔ ย่อมยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์. นิพพานย่อมยังธรรมอันไม่มีโทษให้น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นใหญ่ในอารมณ์.
คำว่า รูป หมายถึง มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าต้องย่อยยับไป. คำบรรยายโดยละเอียดสำหรับรูปนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคปกรณ์.
คำว่า อวิชฺชา ได้แก่ ความไม่รู้ในสัจจะมีทุกข์เป็นต้น. แม้เรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในวิสุทธิมรรคเช่นกัน.
คำว่า ภวตณฺหา หมายถึง ความปรารถนาภพ. สมดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดาตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร คือความพอใจ ความเป็นในภพทั้งหลาย ดังนี้เป็นอาทิ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๕
คำว่า ภวทิฏฺฐิ (นี้) ความเที่ยง ท่านเรียกว่า ภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความเห็นว่าเที่ยง แม้ทิฐินั้นท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น ภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนมี โลกมี ดังนี้.
คำว่า วิภวทิฏฺฐิ (นี้) ความขาดสูญ ท่านเรียกว่า วิภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเห็นว่าขาดสูญ แม้ทิฐินั้น ท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมเช่นเดียวกันโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น วิภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนไม่มี โลกไม่มี ดังนี้.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๖
คำว่า อหิริกํ ได้แก่ความไม่ละอาย ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความไม่ละอายด้วยสิ่งที่ควรจะละอาย. คำว่า อโนตฺตปฺปํ ได้แก่ อาการที่ไม่หวาดกลัวที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความไม่สะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรจะสะดุ้งกลัว.
คำว่า หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ ได้แก่ ความละอายและความสะดุ้งกลัว ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ความสะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรสะดุ้งกลัว.
อีกประการหนึ่ง บรรดาธรรม ๒ อย่างนี้ หิริมีสมุฏฐานจากภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานจากภายนอก หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความละอายใจ โอตตัปปะตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความกลัว. คำอธิบายโดยละเอียดในเรื่องหิริโอตตัปปะนี้ ได้กล่าวไว้ครบถ้วนแล้วในวิสุทธิมรรค.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๐ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๑
คำว่า โทวจสฺสตา มีบทนิยาม ดังนี้ :-
การว่ากล่าวในบุคคลนี้ ผู้มักถือเอาแต่สิ่งน่ารังเกียจติดใจในสิ่งที่เป็นข้าศึก ไม่เอื้อเฟื้อ เชื่อฟังเป็นการยาก ดังนั้น บุคคลผู้นี้จึงชื่อ ทุพฺพโจ ผู้ว่ายาก. การกระทำของบุคคลผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสํ. ภาวะของโทวจัสสะนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสตา ภาวะแห่งการกระทำของผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก.
ความเป็นผู้ว่ายากนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น โทวจัสสตาคืออะไร?
คือความเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ในเมื่อเพื่อนสหธรรมิกกำลังว่ากล่าวตักเตือนอยู่.
โทวจัสสตานั้นโดยความหมายย่อมเป็นสังขารขันธ์. แต่บางท่านกล่าวว่า คำนี้เป็นชื่อของขันธ์ทั้ง ๔ ที่เป็นไปโดยอาการเช่นนี้.
คำว่า ปาปมิตฺตตา มีบทนิยามดังนี้ :-
คนชั่วทั้งหลายมีคนไร้ศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของผู้นั้น ดังนั้น เขาจึงชื่อว่า ปาปมิตฺโต (ผู้มีคนชั่วเป็นมิตร), ภาวะแห่งปาปมิตตะนั้น ชื่อว่า ปาปมิตฺตตา (ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตร). ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตรนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น ปาปมิตฺตตา คืออะไร?
คือการคบหาสมาคมซ่องเสพ มั่วสุม จงรักภักดี ประพฤติคล้อยตามบุคคลผู้ไร้ศรัทธา ทุศีล ขาดการศึกษา ตระหนี่ และไม่มีปัญญา.
แม้ปาปมิตตตานั้นโดยความหมายก็พึงทราบเช่นเดียวกับโทวจัสสตา.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๒
ความเป็นผู้ว่าง่ายและความมีคนดีเป็นมิตร พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว. คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ ในที่นี้ท่านกล่าวระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
คำว่า อาปตฺติกุสลตา คือ ความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องอาบัติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ คือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาบัติ ๕ กอง อาบัติ ๗ กองเหล่านั้น.
คำว่า อาปตฺติวุฏฐานกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดการออกจากอาบัติ พร้อมทั้งกรรมวาจา ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากอาบัติเหล่านั้น.
คำว่า สมาปตฺติกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดอัปปนาพร้อมทั้งบริกรรม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมาบัติเหล่านั้นที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นสมาบัติที่มีวิตกวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร.
คำว่า สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาเครื่องกำหนดเวลาที่จะออกจากสมาบัติว่า พอตะวันเกินไปแค่นี้ เราจะออก. ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถจะออกจากสมาบัติได้ตรงตามเวลาที่กำหนด ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากสมาบัติเหล่านั้น.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๔ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๕
คำว่า ธาตุกุสลตา คือ ปัญญาในการสดับฟัง การทรงจำ การพิจารณาและการรู้แจ้งอันเป็นเครื่องกำหนดสภาวะแห่งธาตุ ๑๘ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ คือความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุ ๑๘ อย่าง คือ จักษุธาตุ ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ.
คำว่า มนสิการกุสลตา ได้แก่ ปัญญาในการพิจารณา การรู้แจ้ง การเพ่งพิศธาตุทั้งหลายเหล่านั้นแล ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจธาตุทั้งหลายเหล่านั้น.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๖
คำว่า อายตนกุสลตา คือ ปัญญาในการเรียนรู้ การใส่ใจ การเข้าใจ อายตนะ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ คือ ความรู้ความเข้าใจในอายตนะ ๑๒ คือ จักษุอายตนะ ฯลฯ ธรรมายตนะ.
อีกประการหนึ่ง ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ย่อมควรในการเรียนรู้ การใส่ใจ การสดับฟัง การพิจารณา การรู้แจ้งและการเพ่งพิศ.
ส่วนความแตกต่างกันในธรรมเหล่านี้มีดังนี้
การสดับฟัง การเรียนรู้ และการเพ่งพิศ เป็นโลกิยะ, การรู้แจ้ง เป็นโลกุตระ, การพิจารณา การใส่ใจเป็นโลกิยะและโลกุตระระคนกัน.
คำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา คือ ปัญญาที่เป็นไปด้วยอำนาจเป็นต้นว่า การเรียนรู้ปัจจยาการ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในปัจจยาการที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการดังนี้.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๗
คำว่า ฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดฐานะอย่างนี้ว่า จักษุ รูป เป็นฐานะและเป็นเหตุแห่งจักษุวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นฐานะ.
คำว่า อฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดอฐานะอย่างนี้ว่า โสตวิญญาณเป็นต้น ย่อมไม่เกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จักษุรูปจึงไม่เป็นฐาน ไม่เป็นเหตุแห่งโสตวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า มิใช่เป็นเหตุ มิใช่เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นอฐานะ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๘
อีกประการหนึ่ง พึงทราบความหมายในธรรมหมวดสองนี้ โดยพระสูตรนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงควรจะกล่าวได้ว่า ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ.
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ พึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นไม่เป็นฐานะ ไม่เป็นโอกาสที่จะมีได้, ส่วนข้อที่ปุถุชนจะพึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้.
คำว่า อาชฺชวํ ได้แก่ ความไม่ตรง ๓ ชนิด คือ โคมุตตวังกตา จันทวังกตา และนังคลโกฏิวังกตา.
อธิบายว่า ภิกษุบางรูปในปฐมวัยประพฤติในอเนสนา ๒๑ และอโคจร ๖ แต่ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัยเป็นผู้มีความละอาย รังเกียจ ใคร่การศึกษา, อันนี้ชื่อว่า โคมุตตวังกตา (คดดังโคมูตร).
ภิกษุรูปหนึ่งในปฐมวัยและปัจฉิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในมัชฌิมวัยเหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า จันทวังกตา (คดดังวงจันทร์).
ภิกษุรูปหนึ่งทั้งในปฐมวัยและมัชฌิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในปัจฉิมวัย เหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า นังคลโกฏิวังกตา (คดดังปลายไถ).
ภิกษุรูปหนึ่งละความคดทั้งหมดนั่นเสียแล้ว มีศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา ทั้ง ๓ วัย ความตรงของภิกษุรูปนั้น อันนี้แลชื่อว่า อาชฺชวํ.
แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น อาชชวะ คือ อะไร คือ ความตรง ความไม่งอ ความไม่คด ความไม่โกง อันนี้เรียกว่าอาชชวะ.
คำว่า ลชฺชวํ ได้แก่ ความเป็นมีความละอาย ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ลัชชวะคืออะไร คือ ละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ละอายต่อการประพฤติบาปธรรม อกุศลธรรม อันนี้เรียกว่าลัชชวะ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๙
คำว่า ขนฺติ ได้แก่ อธิวาสนขันติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ขันติคืออะไร? คือ ความอด ความทน ความกลั้น ความไม่เดือดดาล ความไม่หุนหันพลันแล่น ความใจเย็นแห่งจิต.
คำว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ความเสงี่ยม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสรัจจะคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกาย ความไม่ล่วงล้นออกมาทางวาจา ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกายและวาจา นี้เรียกว่า โสรัจจะ.
แม้ศีลสังวรทั้งหมด ก็จัดว่าเป็นโสรัจจะ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๐
คำว่า สาขลฺยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ร่าเริงอ่อนโยน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น สาขัลยะคืออะไร? คือ ความมีวาจาอ่อนหวาน ความมีวาจาไพเราะ ความมีวาจาไม่หยาบ ในท่านผู้ละถ้อยคำอันหยาบช้า สามานย์ เผ็ดร้อน ดุด่าผู้อื่น ชวนโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบเช่นนั้นเสียแล้ว พูดจาแต่ถ้อยคำอันสุภาพ เสนาะโสต น่ารัก ถูกใจ ทันสมัย เป็นที่พอใจ รักใคร่ของชนหมู่มากเช่นนั้น นี้เรียกว่า สาขัลยะ.
คำว่า ปฏิสนฺถาโร ได้แก่ การรับรองด้วยอามิสและด้วยธรรม เหมือนกับว่าปูตั่งด้วยเครื่องลาด โดยลักษณะที่โลกสันนิวาสนี้ซึ่งมีช่องอยู่ ๒ ช่อง คือ ช่องอามิสและช่องธรรมนั้นจะไม่ปรากฏช่องได้เลย. แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสันถารคืออะไร? คือ ปฏิสันถาร ๒ อย่าง ได้แก่ อามิสปฏิสันถาร การรับรองด้วยอามิส และธรรมปฏิสันถาร การรับรองด้วยธรรม. บางคนในโลกนี้เป็นผู้ปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถารบ้าง ด้วยธรรมปฏิสันถารบ้าง. นี้เรียกว่า ปฏิสันถาร.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๑
และในที่นั้น การสงเคราะห์ด้วยอามิส ชื่อว่าอามิสปฏิสันถาร. เมื่อจะทำอามิสปฏิสันถารนั้นแก่บิดามารดา ชาววัด แก่ไวยาวัจกร แก่พระราชาและแก่โจร ไม่ควรจะเอาส่วนดีๆ ไว้เสียก่อนแล้วให้ (แต่ส่วนที่ไม่ดี) เพราะเมื่อถือเอาเสียก่อนแล้ว จึงให้ (เช่นนั้น) พระราชาและโจรย่อมจะทำความพินาศให้บ้าง ให้ถึงสิ้นชีวิตบ้าง. เมื่อไม่ถือเอาก่อนแล้วให้ พระราชาและโจรย่อมจะพอใจ.
และในกรณีเช่นนี้ ควรจะเล่าเรื่องโจรนาคเป็นต้น (เป็นตัวอย่าง). เรื่องเหล่านั้นมีรายละเอียดอยู่ในสมันตปาสาทิกาอรรถกถาพระวินัยแล้ว. การตั้งใจสงเคราะห์ด้วยธรรมอย่างนี้ คือให้อุเทศ อธิบายพระบาลี กล่าวธรรมกถา ชื่อว่าธรรมปฏิสันถาร.
คำว่า อวิหึสา หมายเอาทั้งกรุณาทั้งบุรพภาคแห่งกรุณา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อวิหิงสาคืออะไร? คือ ความกรุณาสงสาร เอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งกรุณาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยกรุณา) นี้เรียกว่าอวิหิงสา.
คำว่า โสเจยฺยํ หมายถึง ความสะอาดด้วยอำนาจเมตตาและบุรพภาคแห่งเมตตา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสเจยยะคืออะไร? คือ ไมตรี ความเมตตา รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งเมตตาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยเมตตา) นี้เรียกว่าโสเจยยะ.
คำว่า มุฏฺฐสจฺจํ คือ การอยู่อย่างขาดสติ.
สมดังที่กล่าวไว้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น มุฏฐสัจจะคืออะไร? คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่ามุฏฐสัจจะ.
คำว่า อสมฺปชญฺญํ ได้แก่ อวิชชานั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อสัมปชัญญะคืออะไร? คือความไม่รู้ ไม่เห็น ฯลฯ ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล.
สติก็คือสตินั่นเอง. สัมปชัญญะคือญาณ (ความรู้).
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๔
คำว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา หมายถึง การขาดความสำรวมอินทรีย์ ที่ท่านแถลงไว้อย่างละเอียดโดยนัยเป็นต้นว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายคืออะไร?
คือ (อาการที่) ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้ยึดถือเอาโดยนิมิต.
คำว่า โภชเน อมตฺตญฺญุตา คือ ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ที่มาอย่างนี้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะคืออะไร?
คือ ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ไม่พิจารณาเสียก่อน บริโภคอาหารโดยไม่แยบคาย เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อตกแต่ง เพื่อสวยงาม, ความไม่สันโดษ ความไม่รู้จักประมาณ ในโภชนะที่มิได้พิจารณา (แล้วบริโภค).
ธรรมหมวดสองในลำดับนั้น พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๒
คำว่า ปฏิสงฺขานพลํ ได้แก่ ญาณอันไม่หวั่นไหว เพราะไม่ได้พิจารณา ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสังขานพละคืออะไร? คือ ความรู้ ความเข้าใจ.
คำว่า ภาวนาพลํ หมายถึง พละที่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้อบรมอยู่.
โดยความหมาย ก็คือโพชฌงค์ ๗ โดยหัวข้อมีวิริยสัมโพชฌงค์. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น ภาวนาพละคืออะไร? คือ การเสพคุ้น การทำให้มี การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ภาวนาพละ.
แม้โพชฌงค์ ๗ ก็จัดเป็นภาวนาพละ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๖
คำว่า สติพลํ ก็คือสตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ.
คำว่า สมาธิพลํ ก็คือสมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน.
สมถะ คือสมาธิ. วิปัสสนา คือปัญญา.
สมถะนั่นเอง ชื่อว่าสมถนิมิตด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก. แม้ในปัคคาหนิมิต (นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร) ก็นัยนี้เช่นกัน.
ปัคคาหะ ก็คือความเพียร. อวิกเขปะ ก็คือความมีใจแน่วแน่. ต่อจากธรรมหมวดสองทั้ง ๖ คู่เหล่านี้ คือ สติและสัมปชัญญะ ๑ ปฏิสังขานพละและภาวนาพละ ๑ สติพละและสมาธิพละ ๑ สมถะและวิปัสสนา ๑ สมถนิมิตและปัคคาหนิมิต ๑ ปัคคาหะและอวิกเขปะ ๑.
พระเถระได้กล่าวธรรมทั้งโลกิยะและโลกุตระระคนกัน คือศีลสัมปทาและทิฐิสัมปทาอย่างละคู่.
คำว่า สีลวิปตฺติ หมายถึงความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิบัติคืออะไร? คือ ความล่วงละเมิดทางกาย ฯลฯ ความเป็นผู้ทุศีลทุกอย่าง ชื่อว่าศีลวิบัติ.
คำว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ หมายถึงมิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิบัติคืออะไร? คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๐
คำว่า สีลสมฺปทา ความว่า โสรัจจะนั่นเองที่กล่าวไว้ข้างต้น อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลสัมปทาคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ดังนี้ เรียกชื่อว่าศีลสัมปทา เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์. แต่คำที่กล่าวในที่นี้ว่า ศีลสังวรทั้งหมด ชื่อว่าศีลสัมปทา. นี้กล่าวไว้เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน.
คำว่า ทิฏฺฐิสมฺปทา หมายถึง ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิสัมปทาคืออะไร? คือความรู้ ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล ฯลฯ ท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๑
คำว่า สีลวิสุทฺธิ คือ ศีลอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้.
ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงศีลวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิสุทธิคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า ศีลวิสุทธิ.
คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ ทัสสนะอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้. ในพระอภิธรรม ท่านกล่าวถึงทิฐิวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิสุทธิคืออะไร?
คือ กัมมัสสกตญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคีญาณ ผลสมังคีญาณ.
และในบรรดาญาณเหล่านี้ ความรู้อย่างนี้ว่า ทุจริต ๓ อย่างทั้งที่ตนเองทำ ทั้งที่ผู้อื่นทำ ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะหักรานประโยชน์. สุจริต ๓ อย่างชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ ชื่อว่ากัมมัสสกตญาณ.
ผู้ที่ตั้งอยู่ในญาณแล้วขวนขวาย (ทำ) กรรมอันเป็นไปในวัฏฏะเป็นอันมาก และบรรลุพระอรหัตโดยสะดวกดายมีจำนวนเหลือที่จะนับ. ส่วนวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ เพราะอนุโลมวจีสัจจะ ฯลฯ และไม่สวนทางกับปรมัตถสัจจะ.
ในคำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ (ความหมดจดแห่งทิฐิ และความเพียรของผู้มีทิฐิ) นี้ ญาณทัสสนะ ท่านเรียกว่า ทิฐิวิสุทฺธิ.
คำว่า ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ หมายถึง ความเพียรที่ประกอบไปด้วยญาณทัสสนะนั้น.
อีกนัยหนึ่ง บทแรก หมายถึง จตุมรรคญาณ, บทหลัง หมายถึง ความเพียรที่ประกอบด้วยจตุมรรคญาณนั้น.
ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงธรรมหมวดสองคู่นี้ไว้อย่างนี้ว่า
คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ความไม่หลง ความสอดส่องธรรม สัมมาทิฐิ.
คำว่า ยถา ทิฏฺฐสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ความริเริ่มความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ.
ในคำว่า สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ นี้ ที่ชื่อว่าสังเวคะ ได้แก่ ญาณทัสสนะโดยการเห็นความเกิดเป็นต้นโดยเป็นภัย อย่างนี้ว่า ชาติภัย (ความเกิดเป็นภัย) ชราภัย (ความแก่เป็นภัย) พยาธิภัย (ความเจ็บเป็นภัย) มรณภัย (ความตายเป็นภัย).
คำว่า สํเวชนียํ ฐานํ หมายถึง ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ. ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ท่านเรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชอย่างนี้ว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์.
คำว่า สํวิคฺคสฺส จ โยนิโสปธานํ คือ ความเพียรโดยแยบคายของท่านผู้ที่เกิดความสังเวชอย่างนี้. คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่มาแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้น.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๓ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๔
คำว่า อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม.
ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอสันตุฏฐิตานั้น บำเพ็ญศีลแล้วย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น, ได้ฌานแล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา, เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง.
คำว่า อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหัตแล้ว ไม่ท้อถอยในความเพียรที่ริเริ่มขึ้น ด้วยอำนาจชาคริยานุโยคที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่าการทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ การเสพคุ้น การทำให้มีขึ้น การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๕
คำว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓. คำว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ อธิมุตติแห่งจิตและนิพพาน. และในที่นี้ สมาบัติ ๘ ชื่อว่าอธิมุตติ เพราะพ้นแล้วเป็นอันดีจากกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น. นิพพาน พึงทราบว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง.
คำว่า ขเย ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป. คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ
หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ ฆ่าได้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า ขเย ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค. คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๗
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น พึงประกอบความตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดหนึ่งนั่นแล. พระเถระแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง รวม ๓๕ คู่ ด้วยประการดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๒
ว่าด้วยธรรมหมวด ๓
ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง ดังนี้แล้ว บัดนี้ พระเถระเริ่มเทศนาต่อไป เพื่อจะแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสาม.
บรรดาธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าโลภะ ด้วยอรรถว่าอยากได้. อกุศลนั้นด้วย เป็นมูลรากด้วย หรือว่า (โลภะเป็น) มูลรากแห่งอกุศลทั้งหลาย ดังนั้น จึงชื่อว่าอกุศลมูล. ชื่อว่าโทสะ ด้วยอรรถว่าประทุษร้าย. ชื่อว่าโมหะ ด้วยอรรถว่างมงาย.
ส่วนอโลภะเป็นต้น พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับโลภะเป็นต้นเหล่านั้น.
ความประพฤติเลวร้าย หรือว่าความประพฤติผิดรูป ดังนั้น จึงชื่อว่าทุจริต. ทุจริตด้วยกาย หรือว่าทุจริตอันเป็นไปทางกาย ดังนั้น จึงชื่อว่ากายทุจริต.
แม้คำที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความประพฤติถูกต้อง หรือว่าความประพฤติดีงาม ดังนั้น จึงชื่อว่าสุจริต. และธรรมหมวดสามทั้ง ๒ ข้อนี้ ควรจะกล่าวโดยบัญญัตินัยหนึ่ง โดยกรรมบถนัยหนึ่ง.
จะว่าโดยบัญญัติก่อน.
ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในกายทวาร ชื่อว่ากายทุจริต. ความไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่ากายสุจริต. ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในวจีทวาร ชื่อว่าวจีทุจริต. ความไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าวจีสุจริต. ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในทวารทั้ง ๒ นั่นเอง ชื่อว่ามโนทุจริต, ความไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่ามโนสุจริต. นี้กล่าวโดยบัญญัติ.
ส่วนเจตนา ๓ อย่างมีปาณาติบาตเป็นต้นที่เกิดขึ้น ทั้งในกายทวาร ทั้งในวจีทวาร ชื่อว่ากายสุจริต. เจตนา ๔ อย่างมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าวจีทุจริต. ธรรม ๓ อย่างที่ประกอบด้วยเจตนา คืออภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้ของเขา) พยาบาท (ปองร้ายเขา) มิจฉาทิฐิ (เห็นผิด) ชื่อว่ามโนทุจริต.
เจตนาก็ดี วิรัติก็ดี ทั้ง ๓ อย่าง ที่เกิดขึ้นแก่ผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า กายสุจริต. เจตนาก็ดี วิรัติก็ดี ทั้ง ๔ อย่างที่เกิดขึ้นแก่ผู้งดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าวจีสุจริต. ธรรม ๓ อย่างที่ประกอบด้วยเจตนา คืออนภิชฌา (ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา) อพยาบาท (ไม่ปองร้ายเขา) สัมมาทิฐิ (เห็นถูก) ชื่อว่ามโนสุจริต. นี้กล่าวโดยกรรมบถ.
วิตกที่ประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามวิตก. วิตกที่ประกอบด้วยพยาบาท ชื่อว่าพยาบาทวิตก. วิตกที่ประกอบด้วยวิหิงสา (ความเบียดเบียน) ชื่อว่าวิหิงสาวิตก.
บรรดาวิตกเหล่านี้ วิตก ๒ อย่างย่อมเกิดขึ้นทั้งในสัตว์ ทั้งในสังขาร. เป็นความจริงที่เมื่อคิดถึงสัตว์ก็ตาม สังขารก็ตามที่น่ารักใคร่พอใจ กามวิตกย่อมเกิดขึ้น. ตั้งแต่เวลาที่โกรธแล้วมองดูสัตว์ก็ตาม สังขารก็ตาม ที่ไม่รักไม่ชอบใจ จนกระทั่ง (เห็นสัตว์หรือสังขารนั้น) พินาศไป พยาบาทวิตกย่อมเกิดขึ้น. วิหิงสาวิตกย่อมไม่เกิดขึ้นในสังขาร เพราะสังขารที่ชื่อว่าควรจะทำให้ถึงความลำบากได้ หามีไม่. แต่วิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้นในสัตว์ในเวลาที่คิดว่า สัตว์พวกนี้จงถูกฆ่า จงขาดสูญไป จงพินาศไป หรือว่าจงอย่าได้มี.
วิตกที่ประกอบด้วยเนกขัมมะ (ความออกจากกาม) ชื่อว่าเนกขัมมวิตก. เนกขัมมวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งอสุภฌาน, จัดเป็นรูปาวจรในอสุภฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล. วิตกที่ประกอบด้วยอพยาบาท ชื่อว่าอพยาบาทวิตก. อพยาบาทวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งเมตตาฌาน, จัดเป็นรูปาวจรในเมตตาฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล. วิตกที่ประกอบด้วยอวิหิงสา ชื่อว่าอวิหิงสาวิตก. อวิหิงสาวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งกรุณา, จัดเป็นรูปาวจรในกรุณาฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล.
เมื่อใดอโลภะเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตาม. เมื่อใดเมตตาเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตาม. เมื่อใดกรุณาเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตามด้วยประการดังนี้. ส่วนกามสังกัปปะเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. เพราะข้อนี้เป็นแต่เพียงเทศนาเท่านั้น. แต่โดยความหมายแล้ว ทั้งกามวิตกเป็นต้นและกามสังกัปปะเป็นต้น ไม่มีอะไรที่ทำให้แตกต่างกัน.
สัญญาที่ประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามสัญญา. สัญญาที่ประกอบด้วยพยาบาท ชื่อว่าพยาบาทสัญญา. สัญญาที่ประกอบด้วยวิหิงสา ชื่อว่าวิหิงสาสัญญา. แม้อาการที่เกิดขึ้นแห่งสัญญาเหล่านั้น ก็พึงทราบเช่นเดียวกับกามวิตกเป็นต้น. เพราะสัญญาเหล่านี้ก็ล้วนแต่ประกอบด้วยกามวิตกเป็นต้นนั้นเช่นเดียวกัน. แม้เนกขัมมสัญญาเป็นต้นก็ประกอบด้วยเนกขัมมวิตกเป็นต้นเช่นกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบความเป็นกามาวจรเป็นต้นแห่งสัญญาเหล่านั้น เช่นเดียวกับเนกขัมมวิตกเป็นต้นนั้นนั่นเอง
พึงทราบวินิจฉัยในธรรมทั้งหลายมีกามธาตุเป็นต้น (ต่อไป).
ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยกาม นี้เรียกว่ากามธาตุ. อกุศลธรรมทั้งปวง ชื่อว่ากามธาตุ ดังกล่าวมานี้คือกามธาตุ. ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยพยาบาท นี้เรียกว่าพยาบาทธาตุ. ความอาฆาต ความกระทบแห่งจิต ความไม่พอใจ ในบรรดาวัตถุแห่งความอาฆาต ๑๐ อย่าง ดังกล่าวมานี้ คือพยาบาทธาตุ. ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยวิหิงสา นี้เรียกว่าวิหิงสาธาตุ,บางคนในโลกนี้ย่อมเบียดเบียน สัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัตราบ้าง ด้วยเชือกบ้าง ด้วยวัตถุหรือกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ดังกล่าวมานี้ คือวิหิงสาธาตุ.
ในเรื่องกามธาตุนั้น มีกถาอยู่ ๒ อย่าง คือ สัพพสังคาหิกกถาและอสัมภินนกถา.
ในกถา ๒ อย่างนั้น ถือเอากามธาตุ ย่อมเป็นอันถือเอาธาตุ ๒ อย่างนอกนี้ด้วย แต่ทรงแยกออกจากธาตุนั้นแสดงว่า นี้คือพยาบาทธาตุ นี้คือวิหิงสาธาตุ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าสัพพสังคาหิกกถา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสกามธาตุ ก็ทรงงดพยาบาทธาตุไว้ในที่ของพยาบาทธาตุ ทรงงดวิหิงสาธาตุไว้ในที่ของวิหิงสาธาตุ แล้วตรัสส่วนที่เหลือว่า นี้คือกามธาตุ, ดังที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าอสัมภินนกถา.
พึงทราบวินิจฉัยในธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมธาตุเป็นต้น.
ความตรึก วิตก ความดำริถูกที่ประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ เรียกว่าเนกขัมมธาตุ. กุศลธรรมทั้งปวง ชื่อว่าเนกขัมมธาตุ ดังกล่าวมานี้ คือเนกขัมมธาตุ. ความตรึก ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอพยาบาท นี้เรียกว่าอพยาบาทธาตุ. ไมตรีในสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุตติ ดังกล่าวมานี้ คืออพยาบาทธาตุ. ความตรึก ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอวิหิงสา นี้เรียกว่าอวิหิงสาธาตุ. ความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ กรุณาเจโตวิมุตติ ดังกล่าวมานี้ คืออวิหิงสาธาตุ. แม้กถา ๒ อย่างในที่นี้ ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หนหลังนั่นแล.
คำว่า อปราปิ ติสฺโส ธาตุโย หมายถึงธาตุอย่างอื่นอีก ๓ ด้วยอรรถว่าเปล่า. บรรดาธาตุเหล่านั้น กามภพที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธาตุเหล่านั้น กามธาตุคืออะไร? คือ กามภพมีอเวจีนรกเบื้องต่ำให้เป็นที่สุด ดังนี้ ชื่อว่ากามธาตุ. ส่วนรูปภพและอรูปภพ ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า รูปภพมีพรหมโลกชั้นต่ำเป็นที่สุด. อรูปภพมีเทพที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะเป็นที่สุด ดังนี้ ชื่อว่ารูปธาตุและอรูปธาตุ ทั้ง ๒.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๑๐๓
ในที่มาแห่งธาตุ พึงกำหนดเขตด้วยภพ. ในที่มาแห่งภพ พึงกำหนดเขตด้วยธาตุ. ในที่นี้ ท่านแถลงการกำหนดเขตด้วยภพ.
พึงทราบวินิจฉัยในรูปธาตุเป็นต้น.
รูปธาตุและอรูปธาตุ ก็คือรูปภพ และอรูปภพนั่นเอง. ท่านแถลงนิพพานด้วยนิโรธธาตุ.
พึงทราบวินิจฉัยในหีนธาตุเป็นต้น.
คำว่า หีนธาตุ ได้แก่ จิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒. ธรรมที่เหลืออันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า มัชฌิมธาตุ. โลกุตตรธรรม ๙ ชื่อว่า ปณีตธาตุ.
คำว่า กามตัณหา ได้แก่ราคะอันประกอบด้วยเบญจกามคุณ. ส่วนราคะในรูปภพและอรูปภพจัดเป็นฌานนิกันติ (ความติดใจในฌาน), ราคะที่ประกอบด้วยสัสสตทิฐิคือการปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่าภวตัณหา. ราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.
อีกนัยหนึ่ง ยกเว้นตัณหา ๒ อย่างหลัง (คือภวตัณหา และวิภวตัณหา) ตัณหาที่เหลือ ชื่อว่ากามตัณหา.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บรรดาตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร? คือราคะที่ประกอบด้วยสัสสตทิฐิ, สาราคะ (ความกำหนัดจัด) ฯลฯ สาราคะแห่งจิต นี้เรียกว่าภวตัณหา.
บรรดาตัณหาเหล่านั้น วิภวตัณหาคืออะไร? คือราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ, สาราคะ ฯลฯ สาราคะแห่งจิต นี้เรียกว่าวิภวตัณหา.
ตัณหาที่เหลือ ชื่อว่ากามตัณหา.
พึงทราบวินิจฉัยในกามตัณหาเป็นต้น อีกหมวดหนึ่ง.
ราคะอันประกอบด้วยเบญจกามคุณ ชื่อว่ากามตัณหา. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่ารูปตัณหาและอรูปตัณหา ๒ อย่างนอกนี้.
ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแถลงรายละเอียดเรื่องตัณหาหมวดนี้ไว้อย่างนี้ว่า ฉันทราคะที่ประกอบด้วยกามธาตุ ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอรูปธาตุ.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๓
ด้วยวาระนี้ ท่านแสดงอย่างไร.
ท่านรวมเอาตัณหาทั้งหมดไว้ด้วยกามตัณหาว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา ด้วยอรรถว่าน่ากำหนัดยินดี. แล้วแสดงตัณหา ๒ อย่างนอกนี้แยกออกจากกามตัณหานั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในรูปตัณหาเป็นต้น.
ฉันทราคะในรูปภพ ชื่อว่ารูปตัณหา. ฉันทราคะในอรูปภพ ชื่อว่าอรูปตัณหา. ราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ ชื่อว่านิโรธตัณหา.
พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชน์ ๓ อย่าง.
ชื่อว่าสังโยชน์ เพราะอรรถว่าร้อยรัดผูกพันไว้ในวัฏฏะ. ความเห็นในกายเช่นรูปเป็นต้นว่ามีอยู่ หรือว่าความเห็นในกายอันมีอยู่ ดังนั้น จึงชื่อว่าสักกายทิฐิ. เมื่อพิจารณาเลือกเฟ้นอยู่ ย่อมสงสัย คือไม่สามารถที่จะตกลงใจได้ เพราะธรรมชาติอันนี้ ดังนั้น ธรรมชาติอันนั้นจึงชื่อว่าวิจิกิจฉา. บุคคลย่อมลูบคลำ (ยึดติด) ศีลด้วย วัตรด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่าสีลัพพตปรามาส.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๒
แต่ว่าโดยความหมายแล้ว ทิฐิอันมีวัตถุ ๒๐ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า "ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่าเป็นตัวตน" ชื่อว่าสักกายทิฐิ. ความสงสัยอันมีวัตถุ ๘ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า "ย่อมสงสัยในพระศาสดา" ชื่อว่าวิจิกิจฉา. การยึดถืออย่างผิดปรกติ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า บางคนในโลกนี้ลูบคลำ (ยึดติด) ศีล ลูบคลำวัตร ลูบคลำศีลพรตว่า"หมดจดได้ด้วยศีล หมดจดได้ด้วยวัตร หมดจดได้ด้วยศีลพรต ทิฐิความเห็นไปข้างทิฐิมีลักษณะอย่างนี้" ดังนี้ ชื่อว่าสีลัพพตปรามาส.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ตโย อาสวา นี้ต่อไป.
ชื่อว่าอาสวะ ด้วยอรรถว่า เป็นฐานะที่อาศัยอยู่ช้านานบ้าง ด้วยอรรถว่าไหลไปทั่วบ้าง. ใน ๒ ความหมายนั้น พึงทราบอาสวะโดยความหมายที่ว่า เป็นฐานะที่อาศัยอยู่ช้านาน ก่อนอย่างนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏว่า ก่อนแต่นี้อวิชชามิได้มี ต่อมาภายหลังจึงได้มี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ภวทิฐิ ย่อมไม่ปรากฏว่า ก่อนแต่นี้ภวทิฐิมิได้มี ต่อมาภายหลังจึงได้มี ดังนี้.
____________________________
องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑
พึงทราบอาสวะโดยความหมายที่ว่า ไหลไปทั่ว อย่างนี้ว่า
อาสวะย่อมไหลไป ไหลไปทั่ว ไหลทั่วไป เป็นไปในรูป โดยทางตา ในเสียง โดยทางหู ในกลิ่น โดยทางจมูก ในรส โดยทางลิ้น ในโผฏฐัพพะ โดยทางกาย. ย่อมไหลไป ไหลไปทั่ว ไหลทั่วไป เป็นไปในธรรมารมณ์ โดยทางใจ ดังนี้.
แต่ในพระบาลีบางแห่ง อาสวะมีมา ๒ อย่าง คือ ทิฏฐธรรมิกาสวะ (อาสวะในภพนี้) และสัมปรายิกาสวะ (อาสวะในภพหน้า). บางแห่งมีมา ๓ อย่าง เช่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ เหล่านี้ คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ.
ในพระอภิธรรม อาสวะ ๓ เหล่านั้นเอง รวมกับทิฐิอาสวะ เป็น ๔.
ในนิพเพธิกปริยายสูตรมี ๕ อย่างนี้คือ :-
ภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่ยังให้ถึงนรกมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงกำเนิดดิรัจฉานมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงเปรตวิสัยมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงมนุษย์โลกมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงเทวโลก มีอยู่.
ในอาหุเนยยสูตร ฉักกนิบาต มี ๖ อย่างนี้คือ :-
ภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่พึงละด้วยความสำรวมระวังมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการคบหามีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการเว้นรอบมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยความอดกลั้นมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการบรรเทามีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการอบรมมีอยู่.
ในสัพพาสวปริยายสูตร อาสวะ ๖ เหล่านี้เองรวมกับอาสวะที่พึงละด้วยทัสสนะเป็น ๗.
ส่วนในสังคีติสูตรนี้ อาสวะมีมา ๓ อย่าง.
บรรดาอาสวะ ๓ อย่างนั้น ราคะที่ประกอบด้วยเบญจกามคุณ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า กามฉันทะในกามทั้งหลาย ดังนี้ ชื่อว่ากามาสวะ. ราคะที่ประกอบด้วยสัสตทิฐิ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภวฉันทะในภพทั้งหลาย ดังนี้ หรือความปรารถนาเนื่องด้วยภพ ชื่อว่าภวาสวะ. อวิชชาที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ความไม่รู้ทุกข์ ชื่อว่าอวิชชาสวะ ดังนี้แล.
กามภพเป็นต้นได้กล่าวมาแล้วโดยเกี่ยวกับกามธาตุเป็นต้นนั่นเอง.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๑
พึงทราบวินิจฉัยในกาเมสนาเป็นต้น.
ราคะที่แสวงหากาม อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น กาเมสนาคืออะไร? คือกามฉันทะในกามทั้งหลาย ฯลฯ ความจมลงในกาม นี้เรียกว่ากาเมสนา (แสวงหากาม).
ราคะที่แสวงหาภพ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ภเวสนาคืออะไร? คือ ภวฉันทะในภพทั้งหลาย ฯลฯ ความจมลงในภพนี้เรียกว่า ภเวสนา (แสวงหาภพ).
ทิฐิที่แสวงหาพรหมจรรย์ที่รู้กันว่าเป็นคติแห่งทิฐิ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น พรหมจริเยสนาคืออะไร? คือทิฐิ ความเห็นไปข้างทิฐิ การยึดถืออย่างผิดปรกติ ถึงขนาดนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีกบ้าง สัตว์ตายแล้วจะไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา (แสวงหาพรหมจรรย์) ดังนี้ ชื่อว่าพรหมจริเยสนา.
มิใช่เฉพาะภวราคทิฐิอย่างเดียวเท่านั้น แม้กรรมที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น ก็จัดเป็นเอสนาเช่นกัน.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บรรดาเอสนาเหล่านั้น กาเมสนาคืออะไร? คือกามราคะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่ากาเมสนา.
บรรดาเอสนาเหล่านั้น ภเวสนาคืออะไร? คือภวราคะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่าภเวสนา.
บรรดาเอสนาเหล่านั้น พรหมจริเยสนาคืออะไร? คือทิฐิที่ยึดถือจนสุดเหวี่ยง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่าพรหมจริเยสนา.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๖
พึงทราบวินิจฉัยในวิธา.
การตั้งไว้ซึ่งอาการ ดังเช่นในประโยคว่า บัณฑิตกล่าวถึงคนมีศีลว่าเป็นอย่างไร, กล่าวถึงคนมีปัญญาว่าเป็นอย่างไร ดังนี้ ชื่อว่าวิธา.
ส่วนก็ชื่อว่าวิธา ดังเช่นในประโยคว่า ญาณวัตถุโดย ๑ ส่วน, ญาณวัตถุโดย ๒ ส่วน.
มานะชื่อว่าวิธา ดังเช่นในประโยคว่า วิธา (มานะ) ว่าเราดีกว่าเขา.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๙๖
ในที่นี้มุ่งหมายเอาวิธาที่แปลว่า มานะ นั้น.
อันที่จริง มานะ ท่านเรียกว่าวิธา เพราะจัดแจงด้วยอำนาจที่ให้ถือว่าดีกว่าเขาเป็นต้น. ด้วยคำว่า เสยฺโย หมสฺมิ นี้ท่านกล่าวถึงมานะ ๓ อย่าง คือดีกว่าเขา เสมอเขา เลวกว่าเขา. แม้ในสทิสวิธา และหีนวิธา ก็มีนัยเดียวกันนี้.
ที่จริง มานะนี้มี ๙ อย่าง คือ คนดีกว่าเขามีมานะ ๓ อย่าง คนเสมอเขามีมานะ ๓ อย่าง คนเลวกว่าเขามีมานะ ๓ อย่าง.
บรรดามานะ ๙ อย่างนั้น สำหรับคนดีกว่าเขา มานะว่าเราดีกว่าเขา ย่อมเกิดขึ้นแก่พระราชาและบรรพชิต. พระราชาย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะทางราชอาณาเขต ทางราชทรัพย์ หรือว่าทางไพร่พลพาหนะ. ฝ่ายบรรพชิตก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ใครเล่าจะมาทัดเทียมเราได้ด้วยศีลคุณ และธุดงคคุณเป็นต้น.
แม้มานะว่า เราเสมอเขาสำหรับคนดีกว่าเขา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้แก่พระราชาและบรรพชิตนั้นเช่นกัน. พระราชาย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับราชาอื่นๆ ไม่ว่าจะทางราชอาณาเขต ทางราชทรัพย์ หรือว่าทางไพร่พลพาหนะ. ฝ่ายบรรพชิตก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า อะไรเล่าที่จะมาผิดแผกกัน ระหว่างเรากับภิกษุอื่น ไม่ว่าจะโดยศีลคุณหรือธุดงคคุณเป็นต้น.
แม้มานะว่า เราเลวกว่าเขาสำหรับคนดีกว่าเขา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้แก่พระราชาและบรรพชิตนั้นเช่นกัน. พระราชาองค์ใดมีราชอาณาเขต ราชทรัพย์ หรือไพร่พลพาหนะเป็นต้น ไม่สมบูรณ์มากนัก. พระราชาองค์นั้นย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า เขาสักแต่เรียกเราว่าพระราชาไปอย่างนั้นเอง อย่างเราน่ะรึ ชื่อว่าราชา. ฝ่ายบรรพชิตที่ลาภสักการะน้อย ก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า เขาก็เพียงแต่เรียกเราว่า พระธรรมกถึก พหูสูต พระมหาเถระ ไปอย่างนั้นเอง อย่างเราไม่มีลาภสักการะ จะเป็นพระธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระ ไปได้อย่างไร.
สำหรับคนเสมอเขามานะว่า เราดีกว่าเขาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่อำมาตย์เป็นต้น. อำมาตย์หรือข้าราชการย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ข้าราชการอื่นๆ ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นทางโภคทรัพย์ หรือทางยานพาหนะ เป็นต้น ดังนี้บ้างว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับคนอื่น ดังนี้บ้าง. ว่า เขาสักแต่เรียกเราว่า อำมาตย์ไปอย่างนั้นเอง แม้เพียงของกินและเสื้อผ้าเราก็ไม่มี อย่างเรานี้หรือจะชื่อว่า อำมาตย์ ดังนี้บ้าง.
สำหรับคนเลวกว่าเขา มานะว่าเราดีกว่าเขาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่คนใช้เป็นต้น. คนใช้ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ชื่อว่าคนใช้อื่นๆ ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะฝ่ายข้างแม่ หรือว่าฝ่ายข้างพ่อก็ตาม พวกอื่นๆ น่ะไม่สามารถจะเลี้ยงชีพอยู่ได้ จึงต้องมาเป็นขี้ข้าเขา แต่เรานี้ดีกว่าเพราะเป็นคนใช้สืบกันมาตามเชื้อสาย ดังนี้บ้าง. ว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับคนใช้คนโน้น ไม่ว่าจะโดยความเป็นคนใช้ สืบกันมาตามเชื้อสาย หรือว่าโดยความเป็นคนใช้ขนานแท้ ทางฝ่ายแม่และฝ่ายพ่อ ดังนี้บ้าง. ว่า เราน่ะ ต้องเป็นคนใช้เขาก็เพราะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ว่ากันให้ถึงที่สุดพ่อแม่แล้ว เรามิได้มีฐานะเป็นคนใช้เลย อย่างเรานะรึจะชื่อว่าเป็นคนใช้ ดังนี้บ้าง.
แม้พวกคนขนขยะ และคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ ดุจเดียวกับคนใช้เหมือนกัน.
บรรดามานะเหล่านี้ คนดีกว่า มานะว่าเราดีกว่าเขา. คนเสมอเขา มานะว่าเราเสมอเขา และคนเลวกว่าเขา มานะว่าเราเลวกว่าเขา ทั้ง ๓ ประเภทนี้ได้ชื่อว่าเป็นมานะอย่างเข้มข้น จะฆ่าเสียได้ด้วยอรหัตตมรรค.
ธรรมที่เหลือได้ชื่อว่าเป็นมานะอย่างไม่เป็นไปตามความจริง ฆ่าเสียได้ด้วยมรรคชั้นต้น.
คำว่า ตโย อทฺธา หมายถึง กาล ๓.
ในคำเป็นต้นว่า อตีโต อทฺธา มีปริยาย ๒ อย่าง คือ ปริยายแห่งพระสูตร และปริยายแห่งพระอภิธรรม. โดยปริยายแห่งพระสูตร ก่อนแต่ปฏิสนธิ ชื่อว่าอตีตัทธา (กาลอดีต). ภายหลังแต่จุติ ชื่อว่าอนาคตัทธา (กาลอนาคต). ในระหว่างนั้น พร้อมทั้งจุติและปฏิสนธิ ชื่อว่าปัจจุปปันนัทธา (กาลปัจจุบัน).
อภิธมฺมปริยาเยน ตีสุ ขเณสุ ภงฺคโต อุทฺธํ อตีโต อทฺธา นามฯ
อุปฺปาทโต ปุพฺเพ อนาคโต อทฺธา นาม ฯ
ขณตฺตเย ปจฺจุปฺปนฺโนอทฺธา นาม ฯ
อันว่า อัทธาอันต่างโดยอตีตัทธาเป็นต้นนี้ย่อมมีแก่ธรรมทั้งหลาย มิใช่มีแก่กาลเวลา. แต่อาศัยธรรมอันต่างโดยอตีตัทธาเป็นต้น กาลเวลาแม้จะไม่มีโดยปรมัตถ์ในที่นี้ ท่านก็เรียก (ว่า อตีตัทธาเป็นต้น) โดยโวหารนั้นนั่นเอง. พึงทราบตามที่กล่าวมานี้.
คำว่า ตโย อนฺตา หมายถึง ส่วนทั้ง ๓.
ที่สุดนั่นเอง ชื่อว่าอันตะ (ริม) ดังเช่นในประโยคว่า ริม (หรือชาย) ผ้ารัดประคต ย่อมเก่าไป. ส่วนอื่นชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในประโยคว่า นั่นเป็นส่วนอื่นแห่งทุกข์. ความเลวทราม ชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความเลวทรามของการเลี้ยงชีวิต. ส่วนชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในประโยคว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สักกายะแลเป็นส่วนที่หนึ่ง.
____________________________
วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๑๖๔ สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๘๕ สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๙๕
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๖๗ องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๒
ในที่นี้หมายเอาอันตะที่แปลว่าส่วน.
คำว่า สกฺกาโย หมายถึง อุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕.
คำว่า สกฺกายสมุทโย หมายถึง ตัณหาในเบื้องต้นอันเป็นตัวทำให้เกิดอุปาทานขันธ์เหล่านั้น. คำว่า สกฺกายนิโรโธ หมายถึง ความดับที่ทำให้อุปาทานขันธ์และตัณหาทั้งคู่นั้นเป็นไปไม่ได้. ส่วนมรรคพึงทราบว่า เมื่อกล่าวถึงนิโรธแล้วก็เป็นอันกล่าวถึงด้วยทีเดียว เพราะเป็นอุบายแห่งการบรรลุนิโรธ.
คำว่า ทุกฺขทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะเป็นทุกข์. คำนี้เป็นชื่อของทุกขเวทนา.
คำว่า สงฺขารทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะความเป็นสังขาร. คำนี้เป็นชื่อของอทุกขมสุขเวทนา. ความเป็นทุกข์เพราะสังขารนั้นมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ถูกความแตกดับบีบคั้น เพราะเป็นสภาพที่ถูกปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวความเป็นทุกข์เพราะสังขารไว้ โดยเว้นจากสภาวะแห่งทุกข์อื่น.
คำว่า วิปริณามทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะแปรปรวนไป. คำนี้เป็นชื่อของสุขเวทนา. แท้จริง เพราะสุขแปรปรวนไป ทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกสุขว่า ทุกข์เพราะแปรปรวน.
อีกประการหนึ่ง ธรรมทั้งปวงอันเป็นไปในภูมิ ๓ เว้นทุกขเวทนาและสุขเวทนา พึงทราบว่าทุกข์เพราะสังขาร โดยพระบาลีว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐
คำว่า มิจฺฉตฺตนิยโต คือ เป็นสภาพความผิดที่แน่นอน. คำนี้เป็นชื่อของอนันตริยกรรม พร้อมทั้งนิยตมิจฉาทิฐิ. ชื่อว่าสัมมัตตนิยตะ เพราะแน่นอนในสภาพที่ถูกต้อง. คำนี้เป็นชื่อของ อริยมรรค ๔. ชื่อว่าอนิยตะ เพราะไม่แน่นอน. คำนี้เป็นชื่อของธรรมที่เหลือ.
อวิชชา ชื่อว่า ตมะ (ความมืด) ในคำว่า ตโย ตมา เพราะพระบาลีว่า ห้วงน้ำคืออวิชชาทำให้มืดมิด ลุ่มหลง มีภัยมาก. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงวิจิกิจฉา โดยหัวข้อว่า อวิชชา. คำว่า อารพฺภ เท่ากับ อาคมฺม (แปลว่า มาถึงหรืออาศัย). คำว่า กงฺขติ ความว่า ให้เกิดความสงสัย. คำว่า วิจิกิจฺฉติ ความว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ย่อมถึงอาการลังเล ไม่อาจที่จะตกลงใจได้. คำว่า นาธิมุจฺจติ ความว่า ไม่อาจที่จะน้อมเชื่อในกาลนั้น.
บทว่า น สมฺปสีทติ ความว่า ไม่อาจเพื่อจะปลูกความเลื่อมใสโดยอาศัยกาลนั้น.
คำว่า อรกฺเขยฺยานิ แปลว่า ไม่ต้องรักษาไว้. ท่านแสดงความหมายว่า ไม่มีหน้าที่จะต้องรักษาเป็นอย่างๆ ไป ในทวารทั้ง ๓, ทุกอย่างรักษาไว้แล้วด้วยสติอย่างเดียว. คำว่า ปฏิจฺฉาเทมิ ความว่า กายทุจริต. ข้อนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รอบคอบของเรา, เราจะรักษาไว้มิให้คนอื่นรู้. คำว่า นตฺถิ ตถาคตสฺส ความว่า กายทุจริตที่จะต้องรักษาอย่างนั้น ไม่มีแก่พระตถาคต. แม้ในส่วนที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ถามว่า พระขีณาสพอื่นๆ มีกายสมาจารเป็นต้น ไม่บริสุทธิ์กระนั้นหรือ.
ตอบว่า ไม่ใช่ไม่บริสุทธิ์ เพียงแต่ว่าบริสุทธิ์ไม่เท่ากับพระตถาคต. พระขีณาสพที่ฟังมาน้อย ย่อมไม่ต้องอาบัติที่เป็นโลกวัชชะ ก็จริงอยู่ แต่เพราะไม่ฉลาดในพุทธบัญญัติ ก็ย่อมจะต้องอาบัติในกายทวาร ประเภททำวิหาร ทำกุฏิ (คลาดเคลื่อนไปจากพุทธบัญญัติ) อยู่ร่วมเรือน นอนร่วมกัน (กับอนุปสัมบันเป็นต้น). ย่อมต้องอาบัติในวจีทวารประเภทชักสื่อ กล่าวธรรมโดยบท พูดเกินกว่า ๕-๖ คำ บอกอาบัติที่เป็นจริง (เป็นต้น). ย่อมต้องอาบัติเพราะรับเงินรับทอง ในทางมโนทวารด้วยอำนาจยินดีเงินทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน.
แม้พระขีณาสพขนาดพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรก็ยังเกิดมโนทุจริตขึ้นได้ ด้วยอำนาจที่นึกตำหนิในมโนทวาร. เมื่อศากยะปาตุเมยยกะขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์แก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะในคราวที่ทรงประณาม. พระเถระทั้งสองนั้นพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ในเรื่องปาตุมะ.
พระเถระอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า เธอคิดอย่างไร สารีบุตร เมื่อภิกษุสงฆ์ถูกเราประณามแล้ว ดังนี้ก็ให้เกิดความคิดขึ้นว่า เราถูกพระศาสดาประณาม เพราะไม่ฉลาดเรื่องบริษัท, ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจะไม่สอนคนอื่นละ. จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุสงฆ์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประณามแล้วบัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฐธรรมสุขวิหารธรรมอยู่. แม้เราทั้งสองก็จักขวนขวายน้อย ประกอบทิฐธรรมสุขวิหารธรรมอยู่.
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงยกข้อตำหนิเพราะมโนทุจริตนั้นของพระเถระ จึงตรัสว่า เธอจงรอก่อนสารีบุตร. ความคิดอย่างนี้ไม่ควรที่เธอจะให้เกิดขึ้นอีกเลย สารีบุตร. แม้เพียงความคิดว่า เราจะไม่ว่ากล่าวสั่งสอนคนอื่น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเป็นมโนทุจริตของพระเถระ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มีพระดำริเช่นนั้น และการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จะไม่พึงมีทุจริตนั้น ไม่ใช่ของน่าอัศจรรย์. แม้แต่ดำรงอยู่ในภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ ทรงประกอบความเพียรอยู่ ๖ ปี พระองค์ก็มิได้มีทุจริต. แม้เมื่อเหล่าเทวดาเกิดความสงสัยขึ้นอย่างนี้ว่า หนังท้องติดกระดูกสันหลัง (อย่างนี้) พระสมณโคดมถึงแก่การดับสูญ (เสียละกระมัง).
เมื่อถูกมารใจบาปกล่าวอยู่ว่า สิทธัตถะ ท่านจะต้องมาลำบากลำบนทำไม ท่านสามารถที่จะเสวยโภคสมบัติไปด้วย สร้างบุญกุศลไปด้วยได้ ดังนี้. แม้เพียงความคิดว่า "เราจัก (กลับไป) เสวยโภคสมบัติ" ก็ไม่เกิด.
ครั้นแล้ว มารก็ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ถึง ๖ ปีในเวลาที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อีก ๑ ปี ก็มิได้เห็นโทษผิดอันหนึ่งอันใด จึงกล่าวความข้อนี้ไว้ แล้วหลบไปว่า :-
เราติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทุกย่างก้าว
ตลอดเวลา ๗ ปี ก็มิได้เห็นข้อบกพร่องใดๆ ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระสติไพบูลย์นั้นเลย.
อีกประการหนึ่ง พึงทราบความไม่มีทุจริตของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ด้วยอำนาจแห่งพุทธธรรม ๑๘ ประการ.
อันว่าพุทธธรรม ๑๘ ประการ ดังนี้
พระตถาคตไม่มีกายทุจริต ๑ ไม่มีวจีทุจริต ๑ ไม่มีมโนทุจริต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอดีต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอนาคต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในปัจจุบัน ๑กายกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑ วจีกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑มโนกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑ ไม่มีความเสื่อมฉันทะ ๑ ไม่มีความเสื่อมวิริยะ ๑ ไม่มีความเสื่อมสติ ๑ไม่มีการเล่น ๑ ไม่มีการวิ่ง ๑ ไม่มีความพลาดพลั้ง ๑ ไม่มีความผลุนผลัน ๑ ไม่มีพระทัยที่ไม่ขวนขวาย ๑ ไม่มีอกุศลจิต ๑.
คำว่า กิญฺจนา หมายถึง ปลิโพธ เครื่องกังวล. คำว่า ราโค กิญฺจนํ มีคำนิยามว่า ราคะ เมื่อเกิดขึ้นย่อมผูกมัดขัดข้องสัตว์เอาไว้ (ไม่ให้หลุดพ้นจากวัฏฏะ)ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่า กิญฺจนะ (เครื่องข้อง). แม้ใน ๒ บทนอกนี้ก็มีนัยเดียวกันนี้แล.
คำว่า อคฺคิ มีคำนิยามว่า ชื่อว่าอัคคี เพราะอรรถว่าตามเผาไหม้.
คำว่า ราคคฺคิ มีคำนิยามว่า ราคะ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมตามไหม้เผาผลาญสัตว์ให้ร้อน ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่า อัคคี.
แม้ใน ๒ บทนอกนี้ ก็มีนัยเดียวกันนี้.
ในกรณีนั้น มีเรื่อง (ดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง).
ภิกษุณีสาวรูปหนึ่งไปยังโรงอุโบสถ ที่จิตตลบรรพตวิหาร ยืนมองร่างของนายทวารบาลอยู่. ครั้นแล้ว ราคะก็เกิดขึ้นภายในใจของเธอ. เธอถูกราคะนั้นเองเผาเอาจนตายไป (ในขณะที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอง). พวกภิกษุณี เมื่อจะกลับ จึงกล่าวขึ้นว่า ภิกษุณีรูปนี้ยืนอยู่ (ตรงนั้นเอง) ไปเรียกเธอมา. ภิกษุณีรูปหนึ่งเดินไปจับแขนพูดว่า ยืนทำอะไรอยู่. พอถูกเข้าร่างภิกษุณีสาวนั้นก็ล้มพับลงไป. นี้เป็นเรื่องที่ราคะตามเผาเอาก่อน.
ส่วนเรื่องที่โทสะตามเผาเอานั้น ก็อย่างพวกเทวดาประเภทมโนปโทสิกา (พวกถูกทำร้ายด้วยใจ คือโกรธขึ้นมาแล้วต้องจุติไป).
เรื่องที่โมหะตามเผาเอานั้น พึงเห็นอย่างพวกเทวดาประเภทขิฑฑาปโทสิกา (พวกถูกทำร้ายด้วยการเล่น). คือ เทวดาพวกนั้นหลงลืมสติด้วยอำนาจโมหะ. เพราะฉะนั้น พอเลยเวลาอาหารไปแล้ว มัวแต่เที่ยวเล่นอยู่จึงต้องสิ้นชีวิตไป.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อาหุเนยฺยคฺคิ เป็นต้น.
เครื่องสักการะ ท่านเรียกว่าอาหุนะ. บุคคลผู้ควรแก่อาหุนะ ชื่อว่าอาหุไนย. แท้จริง มารดาบิดาย่อมควรแก่อาหุนะ เพราะมีอุปการะมากแก่บุตร. บุตรทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติผิดพลาดในมารดาบิดา ก็ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น. ดังนั้น แม้ว่า มารดาบิดาจะไม่ตามเผาไหม้บุตรก็จริง แต่ก็เป็นต้นเหตุแห่งการถูกเผาไหม้. ท่านเรียกว่า อาหุเนยยัคคิ (ไฟคืออาหุไนยบุคคล) โดยอรรถว่าตามเผาไหม้ ด้วยประการดังนี้.
ความข้อนี้นั้น พึงทราบด้วยเรื่องนายมิตตวินทุกะ.
เรื่องมีอยู่ว่า นายมิตตวินทุกะถูกมารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย วันนี้เจ้าจงรักษาอุโบสถฟังธรรมที่วัดตลอดทั้งคืนเถิด แม่จะให้เจ้าพันหนึ่ง. ด้วยความอยากได้ทรัพย์จึงสมาทานอุโบสถไปวัด หมายใจว่าที่ตรงนี้ปลอดภัย จึงหลบเข้าไปนอนอยู่ใต้ธรรมาสน์ หลับไปตลอดทั้งคืน (รุ่งเช้า) ก็กลับบ้าน.
ฝ่ายมารดาต้มยาคูไว้ แต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วก็ยกเข้าไปให้. นายมิตตวินทุกะดื่มยาคูทั้งๆ ที่ยังกำเงินพันไว้. ต่อมาเขามีความคิดขึ้นว่าจะรวบรวมทรัพย์. ก็เลยคิดอยากจะไป (ค้าขาย) ทางเรือเดินทะเล. ทีนั้น มารดาห้ามเขาไว้ว่า ลูกเอ๋ย ในตระกูลนี้มีทรัพย์อยู่ถึง ๔๐ โกฏิแล้ว อย่าไปเลย. เขาไม่เอาใจใส่ต่อคำขอร้องของมารดา ขืนจะไปให้ได้. มารดาจึงยืนขวางหน้าไว้. เขาโกรธมารดาว่า แม่นี่มายืนขวางหน้าเราได้ จึงเตะมารดาล้มลง แล้วเดินข้ามไป.
มารดาลุกขึ้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าคงจะสำคัญว่า ทำกรรมเห็นปานนี้ในคนที่เป็นแม่อย่างเรา แล้วเดินทางไป จักมีความสุขในที่ที่ไปถึง.
เมื่อนายมิตตวินทุกะลงเรือไป ถึงวันที่ ๗ เรือก็หยุด (ขึ้นมาเฉยๆ). คนทั้งหลาย (ที่ไปในเรือ) เหล่านั้นพากันกล่าวว่า ในเรือลำนี้มีคนบาปอยู่เป็นแน่ จงจับสลากกันดูเถิด. เมื่อจับสลากกันก็ตกอยู่แก่นายมิตตวินทุกะนั่นเองถึง ๓ ครั้ง. คนเหล่านั้นก็เอาเขาลงแพ ลอยไปในทะเล.
เขาไปถึงเกาะแห่งหนึ่งเสวยสมบัติอยู่กับพวกนางเวมานิกเปรต เมื่อเปรตพวกนั้นบอกว่า อย่าไปต่อๆ ไปอีกเลย ก็กลับมองเห็นสมบัติ (ข้างหน้า) เป็นสองเท่าอยู่ร่ำไป จนกระทั่งได้พบสัตว์ตนหนึ่งมีจักรคม (พัดผันอยู่ที่ศีรษะ).
เขาเห็นจักรนั้นเป็นประหนึ่งดอกบัว จึงกล่าวกับสัตว์ตนนั้นว่า นี่แม่ท่านจงให้ดอกบัวที่ท่านประดับอยู่นี้แก่ข้าพเจ้าเถิด.
สัตว์นั้นกล่าวว่า นายเอย นี่มิใช่ดอกบัวดอก นี่มันจักรคม. เขากลับพูดว่า ท่านหลอกข้าพเจ้า, ดอกบัวทำไมข้าพเจ้าจะไม่เคยเห็น ดังนี้แล้วกล่าวต่อไปว่า ท่านลูบไล้จันทน์แดงอยู่แล้ว ไม่อยากจะให้ดอกบัวเครื่องประดับแก่ข้าพเจ้า.
สัตว์ตนนั้นคิดว่า บุรุษผู้นี้คงจะได้ทำกรรมอย่างเดียวกับที่เราทำ จึงอยากจะเสวยผลกรรมนั้น. ครั้นแล้ว จึงกล่าวกับนายมิตตวินทุกะว่า เอาเถิด ข้าพเจ้ายกให้ แล้วเหวี่ยงจักรไปบนศีรษะของเขา.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า
ได้สี่แล้วอยากได้แปด ได้แปดแล้วอยากได้สิบหก
ได้สิบหกแล้วอยากได้สามสิบสอง จึงต้องมาทูนจักรไว้
คนที่ถูกความอยากเล่นงานเอา จักรกำลังหมุนอยู่บนหัว.
เจ้าของเรือน ท่านเรียกว่าคฤหบดี, คฤหบดีนั้น ชื่อว่ามีอุปการะมากแก่มาตุคามด้วยการเพิ่มให้ซึ่งสิ่งของ เช่นที่นอน ผ้าผ่อนเครื่องแต่งตัวเป็นต้น. มาตุคามนอกใจคฤหบดี ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ดังนั้น คฤหบดีนั้น ท่านจึงเรียกว่า คหปตัคคิ ด้วยอรรถว่าตามเผาไหม้โดยนัยก่อนเช่นกัน.
ในกรณีนั้น มีเรื่อง (นี้เป็นตัวอย่าง) :-
ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ภริยาของอุบาสกผู้เป็นโสดาบัน ประพฤตินอกใจ. อุบาสกเห็นเหตุนั้นโดยประจักษ์จึงกล่าวว่า เหตุไร เธอจึงทำอย่างนี้. ภริยาตอบว่า ถ้าดิฉันทำเห็นปานนั้น (จริงอย่างที่ท่านว่า)ขอให้สุนัขตัวนี้ทิ้งกัดดิฉันเถิด ดังนี้แล้วตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่สระกัณณมุณฑกะ. กลางวันเสวยสมบัติ กลางคืนเสวยทุกข์.
คราวนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จล่าเนื้อเข้าไปในป่า เสด็จไปถึงสระกัณณมุณฑกะโดยลำดับ ได้เสวยสมบัติอยู่กับนาง. นางเปรตลวงท้าวเธอไปเสวยทุกข์ในตอนกลางคืน. พระราชาทรงทราบความแล้ว ทรงสงสัยว่านางไปที่ไหนหนอ จึงเสด็จตามไปข้างหลัง ทรงหยุดอยู่ไม่ห่างนักทอดพระเนตรเห็นสุนัขตัวหนึ่งออกมาจากสระกัณณมุณฑกะ กัดกินนาง เสียงดังกรุบๆ กรับๆ อยู่ จึงทรงฟันด้วยพระแสงดาบ ขาดสองท่อน. สุนัขกลับเพิ่มขึ้นเป็น ๒. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เป็น ๔. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เพิ่มเป็น ๘. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เพิ่มเป็น ๑๖.
นางทูลว่า สวามี พระองค์ทรงทำอะไร.
ท้าวเธอตรัสว่า นี้อะไรกัน.
นางทูลว่า พระองค์อย่าทำอย่างนั้น จงทรงถ่มก้อนเขฬะลงบนพื้นแล้วขยี้ด้วยพระบาท. ท้าวเธอทรงทำตามที่นางทูลบอก. สุนัขทั้งหลายก็หายไป. วันนั้น พอดีนางสิ้นกรรม. พระราชาไม่ทรงสบายพระทัย จึงทรงเริ่มจะเสด็จกลับ. นางทูลว่า สวามี กรรมของหม่อมฉันสิ้นแล้ว อย่าเสด็จไปเลย. พระราชาไม่ทรงฟัง เสด็จไปจนได้.
ส่วนในคำว่า ทกฺขิเณยฺยคฺคิ นี้. คำว่า ทกฺขิณา คือปัจจัย ๔. ภิกษุสงฆ์ ชื่อว่าทักขิไณยบุคคล. ภิกษุสงฆ์ ชื่อว่ามีอุปการะมากแก่คฤหัสถ์ ด้วยการชักนำให้ประพฤติในกัลยาณธรรมทั้งหลายเป็นต้นว่า สรณะ ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ การเลี้ยงดูมารดาบิดา การบำรุงสมณพราหมณ์ผู้มีธรรม. คฤหัสถ์ที่ปฏิบัติผิดในภิกษุสงฆ์ บริภาษด่าทอภิกษุสงฆ์ ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ดังนั้นแม้ภิกษุสงฆ์ ท่านก็เรียกว่าทักขิเณยยัคคิ ด้วยอรรถว่าตามเผาไหม้โดยนัยก่อนเช่นกัน. และเพื่อจะให้ความข้อนี้กระจ่าง ควรจะแถลงเรื่องเวมานิกเปรตโดยละเอียดด้วย.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ติวิเธนรูปสงฺคโห นี้ต่อไป.
คำว่า ติวิเธน แปลว่า ๓ ส่วน.
คำว่า สงฺคโห หมายเอาสังคหะ ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ สัญชาติสังคหะ กิริยสังคหะและคณนสังคหะ.
บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น การรวบรวมเป็นต้นว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา ดังนี้ ชื่อว่า ชาติสังคหะ (รวบรวมตามชาติกำเนิด). การรวบรวมเป็นต้นว่า ชาวโกศลทั้งหมดจงมา ดังนี้ ชื่อว่า สัญชาติสังคหะ (รวบรวมตามสัญชาติ). การรวบรวมเป็นต้นว่า ควาญช้างทั้งหมดจงมา ดังนี้ ชื่อว่า กิริยสังคหะ (รวบรวมตามอาการที่ทำ). การรวบรวมนี้ว่า ถามว่า อายตนะคือจักษุนับเข้าในขันธ์ไหน. ตอบว่า อายตนะคือจักษุนับเข้าในรูปขันธ์. พระสกวาทีกล่าวว่า ถ้าอายตนะคือจักษุนับเข้าในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น ก็ควรจะกล่าวว่า อายตนะคือจักษุ สงเคราะห์เข้าด้วยรูปขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ (รวบรวมตามการนับเข้าได้).
____________________________
อภิ. ก. เล่ม ๓๗/ข้อ ๑๑๒๘
คณนสังคหะนั้นมุ่งหมายเอาในที่นี้. เพราะฉะนั้น คำว่า ติวิเธน รูปสงฺคโห จึงมีความหมายว่า การนับรูปเป็น ๓ ส่วน.
พึงทราบวินิจฉัยในสนิทัสสนะเป็นต้น.
รูปพร้อมทั้งนิทัสสนะ กล่าวคือจักษุวิญญาณที่เป็นไปปรารภตน ชื่อว่าสนิทัสสนะ. รูปพร้อมทั้งปฏิฆะ เพราะสามารถที่จะกระทบจักษุ ชื่อว่าสัปปฏิฆะ. สัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คือรูปายตนะนั่นเอง. นิทัสสนะกล่าวคือจักษุวิญญาณของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ. รูปพร้อมทั้งปฏิฆะ เพราะสามารถที่จะกระทบโสต ชื่อว่าสัปปฏิฆะ. สัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คืออายตนะ ๙ มีอายตนะคือจักษุเป็นต้น. นิทัสสนะมีประการดังกล่าวมาแล้วของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ. ปฏิฆะของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอัปปฏิฆะ. อัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คือสุขุมรูปที่เหลือ ยกเว้นอายตนะ ๑๐.
คำว่า ตโย สงฺขารา มีคำนิยามว่า ชื่อว่าสังขาร เพราะปรุงขึ้น คือทำให้เป็นกลุ่มขึ้น ซึ่งธรรมที่เกิดร่วมกัน และธรรมที่มีผลในกาลต่อไป. ชื่อว่าอภิสังขาร เพราะปรุงขึ้นอย่างยิ่ง. อภิสังขารคือบุญ ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร.
คำว่า ปุญญาภิสังขาร นั้นเป็นชื่อของมหาจิตเจตนา อันเป็นกามาวจรกุศล ๘ ดวง และเจตนาอันเป็นรูปาวจรกุศล ๕ ดวง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขารคืออะไร คือ กุศลเจตนาเป็นกามาวจร รูปาวจร สำเร็จด้วยทาน สำเร็จด้วยศีล สำเร็จด้วยภาวนา.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๕๗
บรรดาเจตนาเหล่านั้น เฉพาะเจตนา ๘ ดวง สำเร็จด้วยทาน สำเร็จด้วยศีล. ทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา. อุปมาเหมือนบุคคลสาธยายธรรมที่ตนคล่อง แม้จะว่าไป ๑ หรือ ๒ หัวข้อแล้วก็ไม่รู้ ภายหลังระลึกขึ้นมาจึงรู้ฉันใด ท่านผู้ทำกสิณบริกรรม พิจารณาฌานที่ตนคล่องอยู่ภาวนาก็ย่อมเป็นญาณวิปยุต (ไม่ประกอบด้วยความรู้) ได้บ้างฉันนั้นเหมือนกันฯ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่าทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา.
บรรดาปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยทานเป็นต้นนั้น ความตั้งใจจำนง จงใจที่ปรารภทานเกิดขึ้น มีทานเป็นหลัก นี้ท่านเรียกว่าปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยทาน. ความตั้งใจจำนง จงใจที่ปรารภศีล ... ปรารภภาวนาเกิดขึ้น มีภาวนาเป็นหลัก นี้ท่านเรียกว่าปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยภาวนา. ดังกล่าวมานี้ เป็นสังเขปเทศนา.
เจตนาที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ ของผู้ถวายสิ่งของนั้นๆ ในจำพวกปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น อารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้นหรือทานวัตถุ ๑๐ อย่างมีข้าวเป็นต้น คือในกาลเบื้องต้นตั้งแต่ยังสิ่งของเหล่านั้นให้เกิดขึ้น ๑ ในกาลขณะกำลังบริจาค ๑ในกาลที่หวนระลึกในภายหลังด้วยจิตโสมนัส ๑ ดังนี้ ชื่อว่าทานมัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยทาน).
ส่วนเจตนาที่เป็นไปแล้ว ของท่านผู้ไปวัดด้วยตั้งใจว่าจักบวชบำเพ็ญศีล ของผู้กำลังบวช ของผู้ยังมโนรถให้ถึงที่สุดแล้วหวนระลึกว่า เราบวชแล้วหนอ สำเร็จประโยชน์ด้วยของผู้สำรวมพระปาฏิโมกข์ ของผู้พิจารณาปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นของผู้สำรวมทวารมีจักษุทวารเป็นต้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่มาถึงเข้า และของผู้ชำระอาชีวะให้หมดจด (ดังนี้) ชื่อว่าสีลมัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยศีล).
เจตนาที่เป็นไปแล้วของท่านผู้อบรมจักษุ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาด้วยวิปัสสนา. มรรคที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทา ของท่านผู้อบรมใจ ฯลฯ ของท่านผู้อบรมจักษุวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส มโนสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส ในรูปารมณ์ ในธรรมารมณ์,ของท่านผู้อบรมรูปสัญญา ฯลฯ ชรามรณะ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชื่อว่าภาวนามัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยภาวนา),
ดังกล่าวมานี้ เป็นวิตถารกถา.
อภิสังขารนั้นด้วย มิใช่บุญ (เป็นบาป) ด้วยดังนั้น จึงชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารอันเป็นบาป).
คำว่า อปุญญาภิสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตนาที่สัมปยุตด้วยอกุศลจิต.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น อปุญญาภิสังขารคืออะไร? คืออกุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร นี้เรียกว่าอปุญญาภิสังขาร.
ชื่อว่าอาเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งอรูปนั่นเองที่เป็นวิบาก ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน สงบ.
คำว่า อาเนญชาภิสังขาร นี้เป็นชื่อของกุศลเจตนาอันเป็นอรูปาวจร ๔ ดวง.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น อาเนญชาภิสังขารคืออะไร? คือกุศลเจตนาอันเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่าอาเนญชาภิสังขาร.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๕๗
พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลัตติกะต่อไป.
บุรุษบุคคล ๗ ชนิด ย่อมศึกษาไตรสิกขา ดังนั้น จึงชื่อว่าเสกขะ (ผู้ยังต้องศึกษา). พระขีณาสพไม่ต้องศึกษาอีก เพราะศึกษาไตรสิกขาจบแล้ว ดังนั้น จึงชื่อว่าอเสกขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา). ปุถุชน ชื่อว่าเสกขะก็ไม่ใช่ อเสกขะก็ไม่ใช่ เพราะอยู่ภายนอกจากสิกขาทั้งหลาย.
พึงทราบวินิจฉัยในเถรัตติกะต่อไป.
ท่านเป็นผู้ใหญ่โดยชาติ ชื่อว่า คิหิชาติเถระ.
ท่านผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างเดียว หรือหลายอย่าง ในบรรดาธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้ คือ พระเถระในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ได้ฌาน ๔ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงพร้อมอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้แล ดังนี้ชื่อว่าธรรมเถระ.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๒
ท่านผู้มีชื่อว่าเถระอย่างนี้ คือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ชื่อว่าพระเถระก็ดี คนทั้งหลายเห็นนักบวชเช่นสามเณรเป็นต้นที่บวชเวลามีอายุมากแล้วเรียกขานว่า พระเถระ พระเถระก็ดี นี้ชื่อว่าสมมติเถระ.
พึงทราบวินิจฉัยในบุญกิริยาวัตถุต่อไป.
ทานนั่นเอง ชื่อว่าทานมัย. การทำบุญนั้นด้วยวัตถุ (คือที่ตั้ง) แห่งบุญญานิสงส์เหล่านั้นด้วย ดังนั้น จึงชื่อบุญญกิริยาวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ). แม้ในบุญญกิริยาวัตถุข้ออื่นๆ ก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
แต่โดยความหมาย พึงทราบบุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างเหล่านี้ พร้อมทั้งบุรพภาคเจตนา (ความตั้งใจก่อนแต่จะทำ) และอปรภาคเจตนา (ความตั้งใจภายหลังจากทำแล้ว) ด้วยอำนาจแห่งเจตนาที่สำเร็จด้วยทานเป็นต้น ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น.
และในเรื่องนี้ บุคคลทำกรรมอย่างหนึ่งๆ ด้วยกาย นับตั้งแต่บุรพภาคเจตนา ก็จัดเป็นกายกรรม. เมื่อเปล่งวาจาอันมีความหมายอย่างนั้น จัดเป็นวจีกรรม. เมื่อไม่ได้ยังองค์แห่งกายและองค์แห่งวาจาให้ไหว คิดด้วยใจ (อย่างเดียว) ก็จัดเป็นมโนกรรม.
อีกนัยหนึ่ง สำหรับผู้ให้ทานวัตถุมีข้าวเป็นต้น (ในเวลาที่กล่าวว่า) ข้าพเจ้าให้อันนทาน (ให้ข้าว) เป็นต้นก็ดี ในเวลาที่ระลึกถึงทานบารมีแล้วให้ก็ดี จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน. ตั้งอยู่ในวัตรและศีลแล้วให้ จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล. เริ่มตั้งความพิจารณาโดยความสิ้นไปเสื่อมไปแล้วให้ จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา.
บุญกิริยาวัตถุอย่างอื่นมีอีก ๗ อย่าง คือ บุญญกิริยาวัตถุอันประกอบด้วยความเคารพยำเกรง ประกอบด้วยการขวนขวาย (ช่วยทำกิจของผู้อื่น) การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาส่วนบุญ อันสำเร็จด้วยการแสดงธรรม อันสำเร็จด้วยการฟังธรรม บุญกิริยาวัตถุคือการทำความเห็นให้ตรงดังนี้.
บรรดาบุญญกิริยาวัตถุทั้ง ๗ นั้น ความเคารพยำเกรง พึงทราบโดยอาการ เช่นเห็นพระผู้เฒ่าแล้ว ลุกรับ รับบาตรจีวร กราบไหว้ หลีกทางให้เป็นต้น. การขวนขวาย พึงทราบด้วยการทำวัตร ปฏิบัติแก่พระภิกษุผู้แก่กว่าตน ด้วยการที่เห็นภิกษุเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตแล้วถือบาตรไปชักชวน รวบรวมภิกษาในบ้าน และด้วยการได้ฟังว่า ไปเอาบาตรของพวกภิกษุมา ดังนี้แล้วเร่งรีบไปนำบาตรมา เป็นต้น. การให้ส่วนบุญพึงทราบ ด้วยการที่ถวายปัจจัย ๔ แล้ว (ตั้งจิตอุทิศ) ให้เป็นไปว่าส่วนบุญจงมีแก่สรรพสัตว์. การอนุโมทนาส่วนบุญ พึงทราบด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญที่ผู้อื่นให้ว่า สาธุ ถูกดีนักแล้ว.
ภิกษุรูปหนึ่งตั้งอยู่ในความปรารถนาว่า คนทั้งหลายจักรู้จักเราว่าเป็นธรรมกถึกด้วยอุบายอย่างนี้. เป็นผู้หนักในลาภแสดงธรรม ข้อนั้นไม่มีผลมาก. ภิกษุรูปหนึ่งแสดงธรรมที่ตนคล่องแก่ชนอื่นๆ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน นี้ชื่อว่าบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.
บุคคลผู้หนึ่ง เมื่อจะฟังธรรมก็ฟังด้วยความมุ่งหมายว่า คนทั้งหลายจักได้รู้จักเราว่ามีศรัทธาด้วยอาการอย่างนี้ ข้อนั้นไม่มีผลมาก. บุคคลผู้หนึ่งฟังธรรมด้วยจิตที่อ่อนโยนแผ่ประโยชน์ว่าจักมีผลมากแก่เราด้วยอาการอย่างนี้ นี้ชื่อว่าบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟังธรรม.
ส่วนการทำความเห็นให้ตรงเป็นลักษณะกำหนดสำหรับบุญญกิริยาวัตถุทุกอย่าง.
ที่จริง คนทำบุญอย่างใดๆ ก็ตาม มีผลมากได้ ก็ด้วยความเห็นตรงนั่นเอง.
บุญญกิริยาวัตถุ ๗ อย่างเหล่านี้ พึงทราบว่ารวมเข้าได้กับบุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างข้างต้นนั่นเองด้วยประการดังนี้. ในที่นี้ ความเคารพยำเกรงและการขวนขวาย (ช่วยทำกิจของผู้อื่น) รวมลงได้ในสีลมัยบุญญกิริยาวัตถุ. การให้ส่วนบุญและการอนุโมทนาส่วนบุญ รวมลงได้ในทานมัยบุญญกิริยาวัตถุ, การแสดงธรรมและการฟังธรรม รวมลงได้ในภาวนามัยบุญญกิริยาวัตถุ, การทำความเห็นให้ตรง รวมลงได้ทั้ง ๓ อย่าง.
คำว่า โจทนาวตฺถิ หมายถึงเหตุที่จะโจท (กล่าวหา) กัน.
คำว่า ทิฏฺเฐน หมายความว่า เห็นความผิดด้วยตาเนื้อก็ตาม ด้วยตาทิพย์ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า สุเตน หมายความว่า ได้ยินเสียง (เล่าอ้าง) ของผู้อื่นด้วยหูธรรมดาก็ตาม ด้วยหูทิพย์ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า ปริสงฺกาย หมายความว่า โจทขึ้นด้วยความสงสัยเพราะได้เห็นมาก็ตาม ด้วยความสงสัยเพราะได้ยินมาก็ตาม ด้วยความสงสัยเพราะได้ทราบมาก็ตาม.
นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้. ส่วนรายละเอียดพึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกานั่นแล.
บทว่า ผู้เข้าถึงกาม หมายความว่า ผู้เข้าไปเสพกาม หรือได้เฉพาะกาม.
บทว่า ผู้มีกามปรากฏแล้ว ได้แก่ ผู้มีกามผูกมัดไว้ คือผู้มีอารมณ์ผูกมัด.
คำว่า เปรียบเหมือนมนุษย์ คือ เหมือนพวกมนุษย์. เพราะว่า พวกมนุษย์ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันเท่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์ในมาตุคามคนใดก็ให้เงินร้อยหนึ่งบ้าง สองร้อยบ้าง แล้วนำมาตุคามนั้นมาบริโภคโภคะที่ผูกพัน. เทพยดาผู้อยู่ในเทวโลก ๔ เหล่า ชื่อว่าเทพยดาบางพวก. แม้เทพยดาเหล่านั้นก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั่นแหละ. เทพยดาที่เหลือ เว้นพวกสัตว์นรก ชื่อว่าพวกวินิบาต. เพราะแม้ปลาและเต่าเป็นต้นก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั้นแหละ.
อธิบายว่า ปลาก็ยังอำนาจให้เป็นไปกับนางปลา เต่าก็ยังอำนาจให้เป็นไปกับนางเต่า.
สองบทว่า เนรมิตแล้วๆ ความว่า เนรมิตรูปนั้นๆ ที่ปรารถนาสำหรับตน โดยเป็นรูปสีเขียวและรูปสีเหลืองเป็นต้น เหมือนเทวดาเหล่ามนาปกายิกาเนรมิตรูปไว้ข้างหน้าท่านพระอนุรุทธะฉะนั้น.
บทว่า นิมฺมานรตี ความว่า ชื่อว่าเทวดาเหล่านิมมานรดี เพราะอรรถว่าเทวดาเหล่านั้นยินดีในของเนรมิตที่ตนเนรมิตแล้วๆ อย่างนั้น.
บทว่า ปรนิมฺมิตกามา แปลว่า ผู้มีกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้. เพราะว่าเทวดาพวกอื่นรู้ใจของเทวดาเหล่านั้น แล้วก็เนรมิตกามโภคะตามที่ชอบใจให้ เทวดาเหล่านั้นย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามโภคะนั้นนั่นแหละ.
ถามว่า ผู้อื่นรู้ใจของคนอื่นได้อย่างไร.
ตอบว่า รู้ได้ด้วยอำนาจการเสพใช้ตามปรกติ.
อุปมาเหมือนพ่อครัวผู้ฉลาด เมื่อพระราชาเสวยอยู่ย่อมรู้ได้ว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงรับสิ่งใดๆ มากพระองค์ย่อมโปรดสิ่งนั้นๆ. ผู้อื่นรู้อารมณ์ที่เขาชอบใจมากตามปรกติด้วยอาการอย่างนี้แล้วจึงเนรมิตอารมณ์เช่นนั้นนั่นแลให้ พวกเขาย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในสิ่งที่เขาเนรมิตให้นั้น คือเสพเมถุน.
ส่วนพระเถระบางท่านกล่าวว่า กามกิจย่อมสำเร็จแก่พวกเขาด้วยอาการสักว่าหัวเราะ สักว่ามองดูและสักว่าการสวมกอด. คำของพระเถระบางท่านนั้นถูกคัดค้านไว้ในอรรถกถาว่าคำที่กล่าวนั้นไม่มี. กามกิจที่จะพึงถูกต้องจะสำเร็จแก่ผู้ไม่ถูกต้องด้วยกาย หามิได้. เพราะว่า กามทั้งหลายของเหล่าเทพชั้นฉกามาวจรเป็นไปตามปรกติเหมือนกัน.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
เทพเหล่ากามาวจรหกชั้นเหล่านั้น พรั่งพร้อมด้วย
กามทั้งปวง อายุของเทพเหล่านั้น เมื่อนับรวมกัน
จะเป็นเท่าไร.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๑๐๖
บทว่า สุขูปปตฺติโย แปลว่า ผู้ได้เฉพาะสุข.
คำว่า อุปฺปาเทตฺวา อุปฺปาเทตฺวา สุขํ วิหรนฺติ ความว่า ยังความสุขในปฐมฌานให้เกิดขึ้นในขั้นต่ำ แล้วเสวยความสุขในฌานอันเป็นตัววิบากในชั้นสูง.
สองบทว่า สุเขน อภิสนนา แปลว่า ชุ่มฉ่ำด้วยสุข ในทุติยฌาน.
บทว่า ปริสนฺนา แปลว่า ชุ่มฉ่ำโดยทั่วถึง.
บทว่า ปริปูรา แปลว่า บริบูรณ์.
บทว่า ปริปฺผุฏา เป็นไวพจน์ของคำว่า ปริปูรา นั้นนั่นแหละ.
แม้คำนี้ที่ว่า สุขหนอ สุขหนอ ก็ทรงตรัสหมายเอาความสุขอันเป็นตัววิบากนั้นนั่นเอง.
ได้ยินว่า เทพเหล่านั้นเกิดความโลภในภพมากชั้น เพราะฉะนั้น จึงเปล่งอุทานอย่างนั้นในที่บางแห่ง ในบางเวลา.
บทว่า สนฺตเมว แปลว่า ประณีตแท้.
บทว่า สนฺตุสิตา หมายความว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะไม่ต้องการสุขยิ่งขึ้นไปกว่านั้น.
สองบทว่า สุขํ ปฏิเวเทนฺติ แปลว่า เสวยสุขในตติยฌาน.
ปัญญาของพระอริยเจ้า ๗ พวก ชื่อว่าเสกขปัญญา ปัญญาของพระอรหันต์เป็นอเสกขปัญญา ปัญญาที่เหลือเป็นเนวเสกขานาเสกขปัญญา (เป็นเสกขปัญญาก็ไม่ใช่ เป็นอเสกขปัญญาก็ไม่ใช่).
ในปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นต้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้
ที่ว่าบรรดาปัญญาเหล่านั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นไฉน
ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา หรือในบ่อเกิดของศิลปะที่น้อมนำไปด้วยปัญญา หรือในสถานที่ของวิชาที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา บุคคลไม่ได้ฟังมาแต่ผู้อื่น กลับได้กัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมิกขันติ ทิฐิ รุจิ มุนี เปกขะ ธัมมนิชฌานขันติ เห็นปานนี้ อันใดว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา.
ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังเป็นไฉน
ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา ได้ฟังจากผู้อื่นเท่านั้น จึงกลับได้ ฯลฯ ธัมมนิชฌานขันติ นี้เรียกว่าสุตมยปัญญา.
ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนาเป็นไฉน
ปัญญาแม้ทั้งหมดของผู้เข้าสมาบัติ ชื่อว่าภาวนามยปัญญา.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๔
บทว่า สุตาวุธํ ได้แก่ อาวุธคือสุตะ.
อาวุธคือสุตะนั้น โดยใจความได้แก่ พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก. เพราะว่า ภิกษุอาศัยอาวุธนั้น คืออาศัยอาวุธ ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ไม่ครั่นคร้าม ข้ามล่วงสังสารกันดารได้ เหมือนทหารกล้าไม่ครั่นคร้ามข้ามล่วงมหากันดารได้ฉะนั้น.
เพราะเหตุนั้นแหละ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเป็นอาวุธ ย่อมละอกุศล ทำกุศลให้เจริญ ละสิ่งที่มีโทษ ทำสิ่งที่ไม่มีโทษให้เจริญ บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่ดังนี้.
____________________________
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔
บทว่า ปวิเวกาวุธํ ความว่า อาวุธคือวิเวก แม้สามประการนี้คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. วิเวก ๓ ประการนั้นมีการกระทำต่างๆ กัน. กายวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีกายหลีกออกไป ยินดีในเนกขัมมะ. จิตตวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ บรรลุถึงความผ่องแผ้วอย่างยอด และอุปธิวิเวกสำหรับบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ถึงซึ่งวิสังขาร (คือพระนิพพาน). ก็บุคคลผู้ยินดียิ่งแล้วในวิเวก ๓ อย่างนี้ ย่อมไม่กลัวแต่ที่ไหนๆ เพราะฉะนั้น วิเวกแม้นี้ก็เรียกว่าอาวุธ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งอาศัย.
อาวุธคือปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ จัดเป็นอาวุธคือปัญญา. เพราะว่า บุคคลผู้มีอาวุธคือปัญญานั้น ย่อมไม่กลัวแต่ที่ไหนๆ ทั้งใครๆ ก็ไม่กลัวบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น ปัญญาแม้นั้นก็เรียกว่าอาวุธ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งอาศัย.
บทว่า อนญฺญตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ความว่า อินทรีย์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติด้วยหวังว่า เรารู้จักธรรมที่ยังไม่รู้ ยังไม่แจ้งในกาลก่อนแต่นี้.
คำว่า อนญฺญตญฺญตสฺสามีตินฺทฺริยํ นี้ เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ.
บทว่า อญฺญินฺทฺริยํ ได้แก่ อินทรีย์อันเป็นความรู้ทั่วถึง คือเป็นความรู้.
คำว่า อญฺญินฺทฺริยํ นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ ประการ เริ่มแต่โสดาปัตติผลไป.
บทว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นี้ได้แก่ อินทรีย์ในธรรมทั้งหลายที่เป็นของท่านผู้รู้ทั่วถึง คืออันถึงที่สุดกิจของการรู้.
คำว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นี้เป็นชื่อของอรหัตตผลญาณ.
มังสจักขุ ได้แก่จักขุประสาท. ทิพยจักขุ ได้แก่ญาณอาศัยแสงสว่าง. ปัญญาจักขุ ได้แก่ปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ.
พึงทราบวินิจฉัยในอธิสีลสิกขาเป็นต้นต่อไป.
ศีลอันยิ่งนั้นด้วย ชื่อว่าสิกขา เพราะจะต้องศึกษาด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอธิสีลสิกขา. แม้ในสิกขาทั้ง ๒ นอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในอธิสีลสิกขาเป็นต้นนั้น ศีลคือศีลอันยิ่ง จิตคือจิตอันยิ่ง ปัญญาก็คือปัญญาอันยิ่ง เพราะเหตุนั้น พึงทราบความต่างกันเพียงเท่านี้.
ศีล ๕ และศีล ๑๐ ชื่อว่าศีล. ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ชื่อว่าศีลอันยิ่ง. สมาบัติ ๘ จัดเป็นจิต (สมาธิ). ฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนาจัดเป็นจิตอันยิ่ง. กัมมัสสกตาญาณจัดเป็นปัญญา. วิปัสสนาจัดเป็นปัญญาอันยิ่ง. เพราะว่า ศีล ๕ และศีล ๑๐ ย่อมมีในพุทธุปบาทกาลแม้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ศีล ๕ ศีล ๑๐ จึงคงเป็นศีลนั้นแหละ. ปาติโมกขสังวรศีลย่อมมีเฉพาะในพุทธุปบาทกาลเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ปาติโมกขสังวรจึงจัดเป็นศีลอันยิ่ง. แม้ในจิตและปัญญาก็นัยนี้เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี ที่บุคคลปรารถนาพระนิพพานสมาทานแล้ว จัดเป็นศีลอันยิ่งเหมือนกัน แม้สมาบัติ ๘ ที่บุคคลเข้าแล้ว ก็จัดเป็นจิตอันยิ่งเหมือนกัน. หรือว่าโลกิยศีลทั้งหมดเป็นศีลเท่านั้น. (ส่วน) โลกุตตรศีลเป็นศีลอันยิ่ง. แม้ในจิตและปัญญาก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในภาวนาต่อไป.
กายอันเป็นไปในทวาร ๕ ของพระขีณาสพ ชื่อว่ากายภาวนา. สมาบัติ ๘ ชื่อว่าจิตตภาวนา. ปัญญาในอรหัตตผล ชื่อว่าปัญญาภาวนา. ก็พระขีณาสพย่อมเป็นผู้อบรมกายอันเป็นไปในทวาร ๕ มาดีแล้วโดยส่วนเดียว. สมาบัติ ๘ ของท่านก็ไม่ทุรพลเหมือนของคนอื่น และปัญญาของท่านเท่านั้น ชื่อว่าอบรมแล้ว เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในอนุตตริยะต่อไป.
วิปัสสนาจัดเป็นทัสสนานุตตริยะ มรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ. หรือว่า ผลเป็นทัสสนานุตตริยะ มรรคเป็นปฏิปทานุตตริยะ นิพพานเป็นวิมุตตานุตตริยะ. หรือว่า นิพพานจัดเป็นทัสสนานุตตริยะ เพราะว่า ธรรมดาสิ่งที่จะพึงเห็นที่ยิ่งไปกว่าพระนิพพานนั้น ย่อมไม่มีมรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ.
คำว่า อนุตฺตริยํ แปลว่า สูงสุด คือเจริญที่สุด.
พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิต่อไป.
สมาธิในปฐมฌาน มีทั้งวิตกและวิจาร. โดยปัญจกนัย สมาธิในทุติยฌานไม่มีวิตก มีแต่วิจาร. สมาธิที่เหลือ (จากสมาธิในทุติยฌาน) ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร.
กถาในสุญญตะเป็นต้น มี ๓ อย่างคือ โดยความสำเร็จ โดยคุณของตน โดยอารมณ์.
ภิกษุรูปหนึ่ง ยึดถือโดยความเป็นอนัตตา เห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมออกไป (คือหลุดพ้น) โดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่า (สุญญตะ) โดยความสำเร็จ. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นสุญญตะ.
เพราะเหตุไร.
เพราะกิเลสตัวกระทำไม่ให้เป็นสุญญตะไม่มี. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นสุญญตะ เพราะสำเร็จด้วยวิปัสสนา ผลสมาธิชื่อว่าเป็นสุญญตะ เพราะสำเร็จด้วยมรรค.
รูปอื่นอีก ยึดถือโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้วออกไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นอนิมิตตะ.
เพราะเหตุไร.
เพราะไม่มีกิเลสที่กระทำนิมิต. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นอนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา. ผลชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดยมรรค.
รูปอื่นอีก ยึดมั่นโดยความเป็นทุกข์ เห็นโดยความเป็นทุกข์ แล้วออกไป (หลุดพ้น) โดยความเป็นทุกข์. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะหาที่ตั้งมิได้.
เพราะเหตุไร.
เพราะไม่มีกิเลสตัวที่กระทำปณิธิที่ปรารถนา. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา. ผลชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะ เพราะสำเร็จโดยมรรค.
กถาโดยความสำเร็จมีเท่าที่พรรณนามานี้แล.
ก็มรรคสมาธิ ชื่อว่าสุญญตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้น ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะไม่มีราคะเป็นนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะไม่มีราคะเป็นที่ตั้งอาศัยเป็นต้น.
กถาโดยคุณของตนมีเท่าที่พรรณนามานี้แล.
พระนิพพาน ชื่อว่าสุญญตะ อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้น และเพราะไม่มีราคะเป็นต้นเป็นเครื่องหมายและเป็นที่ตั้งอาศัย. มรรคสมาธิซึ่งมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ จึงเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ.
กถาว่าโดยอารมณ์มีเพียงเท่านี้.
ธรรมอันทำความสะอาด คือปฏิปทาแห่งความสะอาด ชื่อว่า โสเจยฺยานิ. ก็ในข้อที่ว่าด้วยความสะอาดนี้ พึงทราบความพิสดารด้วยอำนาจสุจริต ๓ ซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิดังนี้ว่า ในความสะอาด ๓ อย่างนั้นความสะอาดทางกายเป็นไฉน คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต.
ธรรมอันทำความเป็นมุนี ได้แก่ โมเนยฺยปฏิปทา ชื่อว่า โมเนยฺยานิ.
ความพิสดารแห่งธรรมอันทำความเป็นมุนีเหล่านั้น ดังนี้ว่า
ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางกายเป็นไฉน คือการละกายทุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็นอารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้กายเป็นกายโมเนยยะ การละฉันทราคะในกาย เป็นกายโมเนยยะ การเข้าจตุตถฌานอันดับเสียซึ่งกายสังขาร เป็นกายโมเนยยะ.
ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน การละวจีทุจริต ๔ เป็นวจีโมเนยยะ. วจีสุจริต ๔ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้วาจา การละฉันทราคะในวาจา การเข้าทุติยฌานอันดับเสียซึ่งวจีสังขาร เป็นวจีโมเนยยะ.
ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางใจเป็นไฉน การละมโนทุจริต ๓ เป็นมโนโมเนยยะ. มโนสุจริต ๓ ญาณมีใจเป็นอารมณ์ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้ใจ การละฉันทราคะในใจ การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอันดับเสียซึ่งจิตตสังขาร เป็นมโนโมเนยยะ.
พึงทราบวินิจฉัยในความเป็นผู้ฉลาดต่อไป.
ความเจริญ ชื่อว่าอายะ. ความไม่เจริญ ชื่อว่าอปายะ. เหตุแห่งความเจริญและไม่เจริญนั้นๆ เป็นอุบาย. ความรู้ทั่วถึงความเจริญ ความไม่เจริญ และเหตุแห่งความเจริญและไม่เจริญเหล่านั้น เป็นความฉลาด.
ก็ความพิสดารตรัสไว้ในวิภังค์นั่นแล.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
ในความฉลาดเหล่านั้น ความฉลาดในความเจริญเป็นไฉน
ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความเห็นชอบในความเจริญนั้นอันใดว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปก็หรือว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญภาพ เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ นี้เรียกว่าความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ
ในความฉลาดเหล่านั้น ความฉลาดในความไม่เจริญเป็นไฉน
ปัญญา ความรอบรู้ ฯลฯ ความเห็นชอบในความไม่เจริญนั้น อันใดว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิด และกุศลที่เกิดแล้ว ย่อมดับไปก็หรือว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญภาพ เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ฉลาดในความไม่เจริญ.
ปัญญาอันเป็นอุบายในความเจริญและความไม่เจริญนั้น แม้ทั้งหมดเป็นความฉลาดในอุบาย ดังนี้.
ก็ความฉลาดในอุบายนี้ พึงทราบด้วยอำนาจการรู้เหตุแห่งฐานะที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขกิจรีบด่วนหรือภัยนั้น ในตอนที่กิจรีบด่วนหรือภัยเกิดขึ้น.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๗
บทว่า มทา แปลว่า เป็นไปด้วยอำนาจแห่งอาการมัวเมา.
ในบรรดาความมัวเมาเหล่านั้น การกระทำมานะอย่างนี้ว่า เราเป็นคนไม่มีโรคตั้ง ๖๐ หรือ ๗๐ ปีล่วงไปแล้ว แม้แต่ชิ้นสมอเรายังไม่เคยขบเคี้ยว ส่วนคนอื่นเหล่านี้เที่ยวพูดว่า ที่โน้นยอกขัด พวกเราจะเคี้ยวกินยา ใครอื่นชื่อว่าเป็นคนไม่มีโรคเหมือนเราดังนี้ ชื่อว่าความเมาในความเป็นผู้ไม่มีโรค. การที่ยังอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว แล้วทำมานะว่า พวกเราจักทำบุญในตอนแก่ ตอนนี้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ก่อน ดังนี้ ชื่อว่าเมาในความเป็นหนุ่มสาว. การกระทำมานะอย่างนี้ว่า เราเป็นอยู่มานานแล้ว ยังเป็นอยู่นาน จักเป็นอยู่อีกนาน เราอยู่เป็นสุขมาแล้ว กำลังเป็นอยู่อย่างเป็นสุข จักเป็นอยู่อย่างเป็นสุข (ต่อไป) ดังนี้ ชื่อว่าเมาในชีวิต.
พึงทราบวินิจฉัยในความเป็นใหญ่ต่อไป
คุณชาติอันมาแล้วจากความเป็นใหญ่ ชื่อว่าอาธิปเตยยะ. การทำตนให้เป็นใหญ่คือให้เป็นหัวหน้าอย่างนี้ว่า เราเป็นคนเท่านี้โดยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติข้อนั้นไม่ควรแก่เรา ดังนี้แล้วไม่กระทำความชั่ว ชื่อว่าอัตตาธิปไตย. การทำชาวโลกให้เป็นใหญ่แล้วไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าโลกาธิปไตย. การทำโลกุตตรธรรมให้เป็นใหญ่แล้วไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าธรรมาธิปไตย.
เหตุของการกล่าวถ้อยคำ ชื่อว่า กถาวัตถุ.
สองบทว่า อตีตํ วา อทฺธานํ แปลว่า คติธรรมที่ล่วงไปแล้ว. อธิบายว่า ขันธ์ที่เป็นอดีต.
อีกอย่างหนึ่ง พึงแสดงเนื้อความในคำว่า อตีตํ วา อทฺธานํ นี้ โดยนิรุตติปถสูตร (สูตรที่ว่าด้วยหลักภาษา) ซึ่งมีที่มาอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายรูปใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว การนับรูปนั้นว่าได้มีแล้วการบัญญัติรูปนั้นว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อรูปนั้นว่าได้มีแล้ว รูปนั้นไม่นับว่าจักมี รูปนั้นไม่นับว่ามีอยู่.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๓๔
บทว่า วิชฺชา ความว่า ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงทะลุความมืด. ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำให้รู้แจ้งก็ได้. ก็บุพเพนิวาสานุสสติญาณซึ่งเกิดขึ้นอยู่ ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดซึ่งตั้งปกปิดขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนและกระทำขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ให้รู้แจ้ง. จุตูปปาตญาณ ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดที่ปกปิดจุติ และกระทำจุติและปฏิสนธินั้นให้รู้แจ้ง. ญาณ ความรู้ในความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดที่ปกปิดสัจจะ ๔ และกระทำสัจจะธรรมทั้ง ๔ ให้รู้แจ้ง.
พึงทราบวินิจฉัยในวิหารธรรมต่อไป.
สมาบัติ ๘ ชื่อว่าทิพยวิหารธรรม. อัปปมัญญา ๔ ชื่อว่าพรหมวิหารธรรม. ผลสมาบัติ ชื่อว่าอริยวิหารธรรม.
ปาฏิหาริย์ทั้งหลายทรงให้พิสดารแล้วในเกวัฏฏสูตร.
ในคำว่า อิเม โข อาวุโส ดังนี้เป็นต้น พึงประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๑๘๐ ข้อด้วยอำนาจติกะ ๖๐ ถ้วน จึงได้แสดงสามัคคีรสไว้ด้วยประการฉะนี้แล. จบธรรมหมวด ๓
ว่าด้วยธรรมหมวด ๔
พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจหมวด ๓ ด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้ หวังจะแสดงด้วยอำนาจหมวด ๔ จึงเริ่มเทศนาอีก.
บรรดาหมวด ๔ เหล่านั้น หมวด ๔ ว่าด้วยสติปัฏฐาน ท่านให้พิสดารแล้วในเบื้องต้นนั่นเอง.
พึงทราบอธิบายในหมวด ๔ ว่าด้วยสัมมัปปธาน.
ข้อว่า ฉนฺทํ ชเนติ ความว่า ให้เกิดกัตตุกัมยตาฉันทะ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความพอใจ ความเป็นผู้มีความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่จะทำอันใดนั้นจัดเป็นกุศล คือความเป็นผู้มีความพอใจในธรรม.
ข้อว่า วายมติ ความว่า ทำความพยายาม.
ข้อว่า วิริยํ อารภติ ความว่า ทำความเพียรให้เกิดขึ้น.
ข้อว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหติ ความว่า ค้ำชูจิตไว้.
นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในสัมมัปปธานวิภังค์นั่นเอง.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๖๕
ในอิทธิบาททั้งหลาย พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.
สมาธิที่อาศัยฉันทะเป็นไป ชื่อว่าฉันทสมาธิ. สังขารทั้งหลายที่เป็นประธาน ชื่อว่าปธานสังขาร.
ข้อว่า สมนฺนาคตํ ความว่า เข้าถึงแล้วด้วยธรรมเหล่านี้. บาทแห่งฤทธิ์ หรือทางอันเป็นเครื่องถึงซึ่งเป็นความสำเร็จ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อิทธิบาท.
แม้ในอิทธิบาทข้อที่เหลือ ก็นัยนั้นเหมือนกัน.
นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในอิทธิบาทวิภังค์นั่นแล.
ส่วนเนื้อความของอิทธิบาทนั้น ท่านแสดงไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. กถาว่าด้วยฌาน ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน.
ข้อว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การอยู่สบายในอัตตภาพนี้นั่นเทียว. ผลสมาบัติและฌาน และฌานที่พระขีณาสพให้เกิดขึ้นแล้ว ในเวลาต่อมา ท่านกล่าวไว้ในที่นี้. ข้อว่า อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ ความว่า ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และแก้วมณีเป็นต้น ทั้งกลางวันหรือกลางคืนว่า อาโลโก ดังนี้. ข้อว่า ทิวาสญฺญํ อธิฏฺฐาติ ความว่า ครั้นมนสิการอย่างนี้แล้ว ก็ตั้งสัญญาไว้ว่า กลางวัน ดังนี้.
ข้อว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า เห็นแสงสว่างในกลางวันฉันใด ในกลางคืนก็มนสิการไปเหมือนฉันนั้น. ข้อว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า เห็นแสงสว่างในกลางคืนฉันใด ในกลางวันก็มนสิการไปฉันนั้นเหมือนกัน.
ข้อว่า อิติ วิวเฏน เจตสา ความว่า มีจิตที่เปิดแล้วอย่างนี้.
ข้อว่า อปริโยนทฺเธน ความว่า ไม่ถูกผูกมัดไว้โดยรอบ.
ข้อว่า สปฺปภาสํ ความว่า เป็นไปกับแสงสว่าง.
ข้อว่า ญาณทสฺสนปฏิลาภาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การได้ญาณทัสสนะ.
ท่านกล่าวอะไรไว้ด้วยคำนี้. ท่านกล่าวถึงแสงสว่างที่เป็นเครื่องบรรเทาถีนมิทธะ หรือแสงสว่างในการบริกรรม. แม้ด้วยคำนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงอะไร. เป็นอันท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณของพระขีณาสพ.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อทิพยจักษุญาณนั้นมาแล้วก็ตาม ยังไม่มาก็ตาม ท่านหมายถึงสมาบัติที่มีฌานเป็นบาทนั่นแหละ จึงกล่าวคำว่า ยังจิตที่มีแสงสว่างให้เกิดมีขึ้น.
ข้อว่า สติสมฺปชญฺญาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่สติสัมปชัญญะอันมีสัตว์เป็นที่ตั้ง.
ในข้อว่า วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ เป็นต้นความว่า วัตถุเป็นอันพระขีณาสพรู้แล้ว อารมณ์ก็เป็นอันรู้แล้วเวทนาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ย่อมตั้งอยู่อย่างนี้ ย่อมดับไปอย่างนี้ เพราะรู้ทั้งวัตถุและอารมณ์. ไม่เฉพาะเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ แม้สัญญาเป็นต้นก็เป็นอันรู้ชัดแล้ว ย่อมเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ และย่อมดับไป.
อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาก็เป็นอันท่านรู้แล้ว ความตั้งอยู่ก็เป็นอันท่านรู้แล้ว. ภิกษุแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความเกิดขึ้นว่า เพราะอวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด เพราะกรรมเกิด เพราะผัสสะเกิด จึงเกิดเวทนาชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดของเวทนาขันธ์. ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้.
ท่านทราบถึงความตั้งอยู่แห่งเวทนาอย่างไร.
เมื่อท่านมนสิการอยู่โดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมเป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของสิ้นไป. เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของน่ากลัว. เมื่อมนสิการอยู่ โดยความเป็นอนัตตา ก็ย่อมทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่แห่งเวทนาเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้. ท่านย่อมรู้โดยความเป็นของสิ้นไป โดยความเป็นของน่ากลัว โดยความเป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา เป็นอันท่านทราบแล้วอย่างไร. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา ย่อมมีได้อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ เวทนาจึงดับ ฯลฯ ดังนี้. ในข้อนี้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยแม้นี้.
คำว่า รูปํ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.
ข้อว่า อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ความว่า สมาธิภาวนาซึ่งฌานเป็นบาทนี้ ย่อมมีแก่ญาณเป็นเครื่องรู้ถึงความสิ้นอาสวะ.
ข้อว่า อปฺปมญฺญา ความว่า อัปปมัญญา ด้วยอำนาจการไม่ถือเอาประมาณแผ่ไปหมดทั้งสิ้น.
ทัสสนภาวนาและวิธีแห่งสมาธิ ซึ่งมีการพรรณนาไปตามลำดับบทแห่งอัปปมัญญาเหล่านั้น ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล. แม้กถาว่าด้วย อรูป (ฌาน) ท่านก็ให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแหละ.
ข้อว่า อปสฺเสนานิ ความว่า ที่สำหรับอิง.
ข้อว่า สงฺขาย ความว่า ด้วยญาณ
ข้อว่า ปฏิเสวติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมเสพเฉพาะของที่ควรเสพได้เท่านั้น. ก็ความพิสดารแห่งการเสพนั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงเสพจีวร.
ข้อว่า สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมอดกลั้นอารมณ์ที่ควรจะอดกลั้นได้นั่นแล. ก็ในข้อนี้ พึงทราบความพิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความหนาวได้.
ข้อว่า ปริวชฺเชติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมเว้นสิ่งที่ควร เพื่อละเว้นนั่นแล. ความพิสดารแห่งการเว้นนั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงช้างดุเสีย.
ข้อว่า วิโนเทติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมบรรเทาสิ่งควรบรรเทานั่นแล คือไล่ออก นำออกไม่ให้อยู่ในภายใน. ความพิสดารแห่งการบรรเทานั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุอดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนี้.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗
อริยวํสจตุกฺกวณฺณนา
ข้อว่า อริยวํสา ความว่า วงศ์ของพระอริยะ.
เหมือนอย่างว่า วงศ์กษัตริย์ วงศ์พราหมณ์ วงศ์แพทย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์พระราชาฉันใด วงศ์พระอริยะแบบแผนพระอริยะที่ ๘ แม้นี้ก็ชื่อว่าประเพณีของพระอริยะฉันนั้น.
ก็อริยวงศ์นี้นั้นแล ท่านกล่าวว่าเป็นเลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ ดุจกลิ่นมีกลิ่นกะลัมพักเป็นต้น เป็นยอดกว่ากลิ่นที่เกิดจากรากเป็นต้นฉะนั้น.
ก็วงศ์เหล่านี้มีอยู่แก่พระอริยะเหล่าใด พระอริยะเหล่านั้นได้แก่คนจำพวกไหน.
ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านเรียกว่า พระอริยะ. วงศ์ของพระอริยเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.
จริงอยู่ ในกาลก่อนแต่นี้ มีพระพุทธเจ้า ๔ องค์ คือ พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร พระพุทธเจ้าสรณังกรพระพุทธเจ้าทีปังกร ทรงอุบัติขึ้นแล้วในที่สุด สี่อสงไขยกับแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นชื่อว่าพระอริยวงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อริยวงศ์.
ในกาลต่อมาแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเหล่าล่วงไปหนึ่งอสงไขยพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ฯลฯ ในกัปป์นี้ มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๔ องค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราพระนามว่าโคดม วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.
อีกอย่างหนึ่ง วงศ์ของพระอริยะ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.
ก็อริยวงศ์เหล่านี้นั้นแล พึงทราบว่าเป็นวงศ์ขั้นยอด เพราะรู้กันว่าเป็นวงศ์อันล้ำเลิศ พึงทราบว่าเป็นไปตลอดกาลนาน เพราะรู้จักกันมานาน พึงทราบว่าเป็นวงศ์ เพราะรู้ว่าเป็นวงศ์.
ข้อว่า เป็นวงศ์เก่า ความว่า มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้.
ข้อว่า ไม่กระจัดกระจาย ความว่า ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่ถูกนำออกไป.
ข้อว่า อสงฺกิณฺณปุพฺพา ความว่า เป็นวงศ์ไม่เคยถูกนำออกไป เพราะอรรถว่าเป็นวงศ์ไม่เคยเกลื่อนกล่นแม้กับอดีตพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเกลื่อนกล่นกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ได้อย่างไร.
ข้อว่า น สํกิยนฺติ ความว่า ถึงในบัดนี้ ก็มิได้ถูกนำออกไป.
ข้อว่า น สํกิยิสฺสนฺติ ความว่า แม้อันพระพุทธเจ้าในอนาคตทั้งหลายก็จักไม่นำออกไป. สมณะและพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูเหล่าใดในโลก ก็ไม่ถูกสมณะและพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนเหล่านั้น สาปแช่ง นินทา ติเตียน.
ข้อว่า สนฺตุฏฺโฐ โหติ ความว่า เป็นผู้สันโดษด้วยอำนาจความสันโดษในปัจจัย.
ข้อว่า อิตรีตเรน จีวเรน ความว่า (เป็นผู้สันโดษ) ด้วยบรรดาจีวรที่เนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต มั่นคง เก่าชนิดใดชนิดหนึ่งหามิได้โดยที่แท้ เป็นผู้สันโดษด้วยบรรดาจีวรตามที่ได้เป็นต้น ชนิดใดชนิดหนึ่งตามแต่จะได้.
ก็ในจีวรมีสันโดษ ๓ คือ สันโดษตามได้ สันโดษตามกำลัง สันโดษตามสมควร. แม้ในบิณฑบาตเป็นต้น ก็นัยนั้นเหมือนกัน. กถาโดยพิสดารแห่งสันโดษเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสามัญญผลสูตรนั้นแล.
คำว่า เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามที่ได้เป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่ง ท่านกล่าวหมายเอาสันโดษ ๓ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในข้อนี้พึงทราบจีวร พึงทราบเขตแห่งจีวร พึงทราบบังสุกูลจีวร พึงทราบความสันโดษในจีวร พึงทราบธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับจีวร.
ข้อว่า จีวรํ ชานิตพฺพํ ความว่า พึงทราบ จีวร ๖ ชนิดมีผ้าเปลือกไม้เป็นต้น อนุโลมจีวร ๖ ชนิดมีผ้าทุกูลเป็นต้น จีวร ๑๒ ชนิดเหล่านี้ ชื่อว่ากัปปิยจีวร.
ส่วนจีวรมีอาทิอย่างนี้ว่า ผ้าคากรอง ผ้าเปลือกปอ ผ้าทอเป็นแผ่น ผ้ากัมพลทอด้วยผมมนุษย์ ผ้ากัมพลทอด้วยขนหางสัตว์หนังเสือ หนังสัตว์ ปีกนกเค้า ผ้าที่พันด้วยต้นไม้ ผ้าที่ใช้เถาวัลย์ถัก ผ้าที่ทำด้วยตระไคร้น้ำ ผ้าที่ถักด้วยปอกล้วย ผ้าที่สานด้วยดอกไม้ไผ่ชื่อว่าอกัปปิยจีวร (จีวรที่ไม่สมควรจะใช้).
ข้อว่า จีวรกฺเขตฺตํ ความว่า ชื่อว่า เขตมี ๖ อย่าง เพราะเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จากสงฆ์ จากคณะ จากญาติ จากมิตร จากทรัพย์ของตน หรือเป็นผ้าบังสุกูล. ส่วนเขต ๘ พึงทราบด้วยอำนาจมาติกา ๘.
ข้อว่า ปํสุกูลํ ความว่า พึงทราบผ้าบังสุกูล ๒๓ ชนิดคือ
๑. ผ้าโสสานิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า)
๒. ผ้าปาปณิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามทางเข้าตลาด)
๓. ผ้ารถิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามตรอก)
๔. ผ้าสังการโจฬกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในกองหยากเยื่อ)
๕. ผ้าโสตถิยะ (ผ้าที่เขาใช้เช็ดครรภ์มลทินแล้วทิ้ง)
๖. ผ้าสินานะ (ผ้าที่เขาผลัดอาบน้ำมนต์แล้วทิ้ง)
๗. ผ้าติตถะ (ผ้าที่ทิ้งอยู่ตามท่าน้ำ)
๘. ผ้าคตปัจจาคตะ (ผ้าที่ใช้ห่มศพไปป่าช้า แล้วนำกลับมาทิ้งไว้)
๙. ผ้าอัคคิทัฑฒะ (ผ้าถูกไฟไหม้แล้วเขาทิ้งไว้)
๑๐. ผ้าโคขายิตะ (ผ้าที่โคเคี้ยวแล้วเขาทิ้งไว้)
๑๑. ผ้าอุปจิกขายิตะ (ผ้าปลวกกัดแล้วเขาทิ้งไว้)
๑๒. ผ้าอุนธูรขายิตะ (ผ้าหนูกัดแล้วเขาทิ้งไว้)
๑๓. ผ้าอันตัจฉินนะ (ผ้าขาดริมแล้วเขาทิ้งไว้)
๑๔. ผ้าทสัจฉินนะ (ผ้าขาดชายแล้วเขาทิ้งไว้)
๑๕. ผ้าธชาหฏะ (ผ้าที่เขาชักเป็นธงแล้วทิ้งไว้)
๑๖. ผ้าถูปะ (ผ้าที่เขาบูชาจอมปลวกทิ้งไว้)
๑๗ ผ้าสมณจีวร (ผ้าของภิกษุด้วยกัน)
๑๘. ผ้าสามุททิยะ (ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นฝั่ง)
๑๙. ผ้าอาภิเสกิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในที่ราชาภิเษก)
๒๐. ผ้าปันถิกะ (ผ้าที่ตกอยู่ตามหนทาง ไม่ปรากฏเจ้าของ)
๒๑. ผ้าวาตาหฏะ (ผ้าที่ลมหอบเอาไปไม่มีเจ้าของติดตาม)
๒๒. ผ้าอิทธิมยะ (ผ้าสำหรับเอหิภิกษุ)
๒๓. ผ้าเทวทัตติยะ (ผ้าที่เทวดาถวาย)
ก็บรรดาผ้าเหล่านี้ ผ้าที่ชื่อว่า โสตถิยะ ได้แก่ผ้าสำหรับเช็ดครรภ์มลทิน. ผ้าที่ชื่อว่า คตปัจจาคตะ ได้แก่ผ้าที่เขาห่มศพนำไปป่าช้าแล้วนำกลับมา. ผ้าที่ชื่อว่า ธชาหฏะ ได้แก่ผ้าที่เขาชักเป็นธง แล้วภิกษุนำมาจากที่นั้น. ผ้าที่ชื่อว่า ถูปะ ได้แก่ผ้าที่เขาบูชาจอมปลวก. ผ้าที่ชื่อว่า สามุททิยะ ได้แก่ผ้าที่ถูกคลื่นทะเลซัดขึ้นบก. ผ้าที่ชื่อว่า ปันถิกะ ได้แก่ผ้าที่คนเดินทางใช้แผ่นหินทุบแล้วห่ม เพราะกลัวโจร. ผ้าที่ชื่อว่า อิทธิมยะ ได้แก่ผ้าของเอหิภิกขุ. ผ้าที่เหลือปรากฏชัดแล้ว.
ข้อว่า จีวรสนฺโตโส ได้แก่ ความสันโดษในจีวร ๒๐.
ก็ในจีวรมีสันโดษ ๒๐ คือ สันโดษในการตรึก สันโดษในการไป สันโดษในการแสวงหา สันโดษในการได้ สันโดษในการรับแต่พอประมาณ สันโดษในการเว้นจากความอยากได้ สันโดษตามแต่ได้ สันโดษตามกำลังสันโดษตามความสมควร สันโดษในน้ำ (ซัก) สันโดษในการซัก สันโดษในการทำ สันโดษในปริมาณ สันโดษในด้ายสันโดษในการเย็บ สันโดษในการย้อม สันโดษในการทำกัปปะ สันโดษในการใช้สอย สันโดษในการเว้นจากการสะสม สันโดษในการสละ.
บรรดาสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีอยู่จำพรรษาประจำครบไตรมาส จะตรึกเพียงเดือนเดียวก็ควร. ก็ภิกษุนั้นปวารณาแล้วย่อมทำจีวรในเดือนที่ทำจีวร. ภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลย่อมทำโดยครึ่งเดือนเท่านั้น. การตรึกเพียงหนึ่งเดือนหรือครึ่งเดือน ชื่อว่าสันโดษในการตรึกด้วยประการฉะนี้. ก็ภิกษุผู้สันโดษด้วยการสันโดษในการตรึก พึงเป็นผู้เช่นกับพระบังสุกูลเถระผู้จำพรรษาอยู่ในปาจีนขัณฑราชีวิหารเถิด.
มีเรื่องเล่ามาว่า พระเถระมาด้วยความหวังว่าจักไหว้พระเจดีย์ในเจติยบรรพตวิหาร ครั้นไหว้พระเจดีย์แล้วก็คิดว่า จีวรของเราเก่าแล้ว เราจักได้ในที่อยู่ของภิกษุมาก. ท่านจึงไปยังมหาวิหาร พบพระสังฆเถระ แล้วถามถึงที่อยู่ แล้วก็อยู่ในที่นั้น.
วันรุ่งขึ้นจึงถือเอาจีวรมาไหว้พระเถระ. พระเถระถามว่า อะไรคุณ. ก็ตอบว่า ท่านขอรับ ผมจักไปประตูบ้าน. พระเถระจึงกล่าวว่า คุณ แม้ผมจักไป. จึงกล่าวว่า ดีแล้ว ขอรับ พลางไปยืนที่ซุ้มประตูด้านต้นมหาโพธิ์คิดว่า เราจักได้จีวรที่น่าพอใจในที่อยู่ของคนผู้มีบุญ แล้วจึงกลับคิดได้ว่า การตรึกของเราไม่บริสุทธิ์ กลับจากที่นั้นทันที.
รุ่งขึ้นจึงไปยังที่ใกล้เนินมะม่วง รุ่งขึ้นก็กลับจากประตูด้านทิศเหนือของมหาเจดีย์เหมือนอย่างนั้น แม้ในวันที่ ๔ ก็ได้ไปยังสำนักของพระเถระ. พระเถระรู้ว่า ภิกษุนี้จักมีความตรึกไม่บริสุทธิ์ จึงถือเอาจีวร ถามปัญหาพลางเข้าบ้านไปกับเธอทีเดียว.
ก็ในคืนนั้น มนุษย์คนหนึ่งถูกอุจจาระเบียดเบียนเอา จึงถ่ายอุจจาระลงในผ้าสาฎกนั้นทิ้งผ้าสาฎกนั้นไว้ในกองขยะ. พระบังสุกูลิกเถระเห็นผ้าสาฎกนั้นมีแมลงวันหัวเขียวรุมตอมอยู่ จึงประคองอัญชลี. พระมหาเถระจึงถามว่า ทำไมคุณจึงได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อเล่า. ก็ตอบว่า ท่านขอรับ ผมมิได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อดอก ผมประคองอัญชลีต่อพระทศพลพระบิดาของผมต่างหากท่านขอรับ การที่ภิกษุถือเอาผ้าบังสุกุลที่เขาห่มซากของนางปุณณทาสีแล้วทิ้งไว้ ไล่ตัวสัตว์เล็กๆ ประมาณทะนานหนึ่งออกมาจากป่าช้า ทำได้ยาก. พระมหาเถระคิดว่า การตรึกของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลหมดจดแล้ว. แม้พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุลยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง เจริญวิปัสสนาบรรลุผล ๓ ถือเอาผ้าสาฎกผืนนั้นทำเป็นจีวรห่มไปยังปาจีนขัณฑราชีวิหารบรรลุพระอรหัตต์ซึ่งเป็นผลชั้นเลิศ.
ก็การที่ภิกษุเมื่อไปเพื่อต้องการจีวร ไม่ต้องคิดว่า จักได้ที่ไหน แล้วไปโดยมุ่งกรรมฐานเป็นใหญ่ทีเดียว ชื่อว่าสันโดษในการไป. ก็การที่ภิกษุเมื่อแสวงหา อย่าแสวงหากับใครส่งๆ ไป พาเอาภิกษุผู้เป็นลัชชีมีศีลเป็นที่รักไปแสวงหา ชื่อว่าสันโดษในการแสวงหา. การที่ภิกษุเมื่อแสวงหาไปอย่างนี้ เห็นคนนำจีวรมาแต่ไกล อย่าตรึกอย่างนี้ว่า จีวรนั่นจักเป็นของน่าพอใจ จีวรนั่นไม่เป็นของน่าพอใจ ดังนี้แล้วยินดีด้วยบรรดาจีวรเนื้อหยาบหรือเนื้อละเอียดเป็นต้นตามแต่จะได้ ชื่อว่าสันโดษในการได้. การที่ภิกษุแม้รับเอาจีวรที่ได้แล้วอย่างนี้ ยินดีโดยประมาณที่เพียงพอแก่ตนเท่านั้นว่า ผ้าเท่านี้จักมีเพื่อจีวร ๒ ชั้น ผ้าเท่านี้จักมีเพื่อจีวรชั้นเดียวชื่อว่าสันโดษในการรับแต่พอประมาณ.
ก็การที่ภิกษุเมื่อแสวงหาจีวร ไม่ต้องคิดว่า เราจักได้จีวรที่น่าพอใจที่ประตูเรือนของคนโน้น ดังนี้แล้วเที่ยวไปตามลำดับประตู ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากความอยากได้. การที่ภิกษุเมื่อสามารถจะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยบรรดาจีวรที่เศร้าหมองหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่งยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรตามที่ได้นั่นแหละ ชื่อว่าสันโดษตามได้. การที่ภิกษุรู้ถึงกำลังของตนแล้ว สามารถจะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรชนิดใด ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรนั้น ชื่อว่าสันโดษตามกำลัง. การที่ภิกษุให้จีวรที่น่าชอบใจแก่ภิกษุอื่น ตนเองยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสันโดษตามความเหมาะสม.
การที่ภิกษุไม่เลือกว่า น้ำที่ไหนน่าพอใจ ที่ไหนไม่น่าพอใจดังนี้แล้ว ซักด้วยน้ำที่พอจะซักได้บางอย่าง ชื่อว่าสันโดษในน้ำ. ก็การที่ภิกษุจะเว้นน้ำที่ขุ่นไปด้วยดินสีเหลือง ดินสอพอง และในหญ้าเน่าเสียก็ควร. ก็การที่ภิกษุเมื่อซักไม่ใช้ไม้ค้อนเป็นต้นทุบ ใช้มือขยำซัก ชื่อว่าสันโดษในการซัก. การที่ภิกษุใส่ใบไม้ลงไปแล้วซักจีวรที่ไม่สะอาดอย่างนั้น แม้ด้วยน้ำร้อนก็ควร. การที่ภิกษุเมื่อซักทำไปอย่างนี้ ไม่ให้ใจกำเริบว่า ผ้าผืนนี้เนื้อหยาบ ผ้าผืนนี้เนื้อละเอียด ทำไปโดยทำนองที่เพียงพอนั้นแหละ ชื่อว่าสันโดษในการกระทำ. การทำจีวรที่เพียงพอจะปิดมณฑล ๓ ได้นั่นแหละ ชื่อว่าสันโดษในปริมาณ.
ก็เพื่อจะทำจีวร การที่ภิกษุไม่กะเกณฑ์ลงไปว่า เราจักแสวงหาด้ายที่ถูกใจดังนี้ แล้วนำด้ายในสถานที่มีตรอกเป็นต้นหรือในเทวสถานมา หรือถือเอาด้ายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละที่เขาวางไว้ใกล้เท้ามากระทำ ชื่อว่าสันโดษในเส้นด้าย. ก็ในเวลาเย็บกุสิพึงสอยได้ ๗ ครั้งห่างกันประมาณ ๑ องคุลี. ก็เมื่อภิกษุทำอย่างนี้ ภิกษุรูปใดไม่มีสหาย แม้วัตตเภทก็ไม่มีแก่ภิกษุนั้น. แต่พึงสอย ๗ ครั้งประมาณ ๓ องคุลี. ภิกษุผู้กระทำอย่างนี้ พึงมีสหายผู้เดินทางด้วยกันเถิด. ภิกษุใดไม่มีสหาย เป็นวัตตเภทแก่ภิกษุนั้น. นี้ชื่อว่าความสันโดษในการเย็บ.
ก็ภิกษุเมื่อย้อมไม่พึงเที่ยวแสวงหาไทรดำเป็นต้น ได้สิ่งใด บรรดาเปลือกไม้สีดำเป็นต้น พึงย้อมด้วยเปลือกไม้นั้น. เมื่อไม่ได้ พึงถือเอาน้ำย้อมที่พวกมนุษย์ ถือเอาปอในป่าแล้วทิ้งไว้ หรือกากที่พวกภิกษุต้มแล้วทิ้งไว้ ย้อมเถิด. นี้ชื่อว่าความสันโดษในการย้อม. การที่ภิกษุถือเอาบรรดาสีเขียว เปลือกตม สีดำและสีครามอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำกัปปะขนาดเท่าคนนั่งบนหลังช้างมองเห็น ชื่อว่าสันโดษในการทำกัปปะ. การใช้สอยเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่จะทำให้ความอายกำเริบ ชื่อว่าสันโดษในการบริโภค.
ก็ภิกษุได้ท่อนผ้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ด้าย เข็มหรือ ผู้ (ช่วย) ทำ จะเก็บไว้ก็ควร. เมื่อได้แล้วจะเก็บไว้ไม่ควร. ถ้าประสงค์จะให้จีวรที่ทำเสร็จแล้วแก่พวกอันเตวาสิกเป็นต้น แต่พวกอันเตวาสิกนั้นไม่อยู่ ควรจะเก็บไว้จนกว่าพวกเขาจะมา พอเมื่อพวกอันเตวาสิกมาถึงพึงให้เถิด เมื่อไม่สามารถจะให้ได้ก็พึงอธิษฐานไว้ เมื่อมีจีวรอื่นจะอธิษฐานเป็นผ้าปูพื้นก็ควร ก็จีวรที่ไม่ได้อธิษฐานเท่านั้นจึงเป็นสันนิธิจีวร ที่อธิษฐานแล้วหาเป็นสันนิธิไม่ พระมหาสิวเถระกล่าวไว้ดังนี้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการสะสม. ภิกษุเมื่อสละ ไม่พึงให้โดยเห็นแก่หน้า. พึงตั้งอยู่ในสาราณียธรรมแล้ว สละเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการสละ.
ปังสุกูลิกังคธุดงค์และเตจีวริกังคธุดงค์ ชื่อว่าธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยจีวร.
กถาอย่างพิสดารของธุดงค์ทั้ง ๒ นั้น พึงทราบจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ข้อว่า การสันโดษด้วยจีวร ย่อมรักษาธุดงค์ ๒ ข้อนี้ไว้ได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุเมื่อรักษาธุดงค์ ๒ ข้อนี้ได้ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสันโดษด้วยตามมหาอริยวงศ์ข้อว่า การสันโดษด้วยจีวร.
บทว่า วณฺณวาที พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.
ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษจริงๆ แต่หากล่าวพรรณนาถึงความสันโดษไม่. อีกรูปหนึ่งไม่เป็นผู้สันโดษ แต่กลับกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. อีกรูปหนึ่งทั้งไม่สันโดษ ทั้งไม่กล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. อีกรูปหนึ่งทั้งเป็นผู้สันโดษทั้งกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. เพื่อแสดงเหตุผลข้อนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า เป็นผู้มีปกติกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษในจีวรตามมีตามได้.
บทว่า อเนสนํ ความว่า การแสวงหาอันไม่สมควร อันต่างด้วยการส่งข่าวสาส์น การเดินทาง และการตามประกอบในกรรมทั้ง ๒ นั้น ซึ่งเป็นการงานของทูต.
บทว่า อปฺปฏิรูปํ ความว่า ไม่ควร.
บทว่า อลทฺธา จ แปลว่า ไม่ได้. ภิกษุผู้สันโดษถึงไม่ได้จีวร ก็หาเดือดร้อนเหมือนภิกษุบางรูปคิดว่า เราจักได้จีวรอย่างไรหนอแล้วเข้าพวกกับภิกษุผู้มีบุญ ทำการหลอกลวง ย่อมสะดุ้ง ย่อมเดือดร้อนฉันนั้นไม่.
บทว่า ลทฺธา จ ความว่า ได้โดยชอบธรรม.
บทว่า อคธิโต ความว่า ผู้ไม่ถูกความโลภผูกมัดไว้. บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า ไม่ถึงความสยบ เพราะความอยากจัด. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน ความว่า ไม่ถูกตัณหาท่วมทับ คือมัดไว้.
บทว่า อาทีนวทสฺสาวี ความว่า เห็นโทษในอาบัติที่ต้องเพราะการแสวงหาอันไม่สมควร และในการบริโภคลาภที่ถูกความอยากผูกมัดไว้.
บทว่า นิสฺสรณปญฺโญ ความว่า ผู้รู้ถึงการสลัดออกที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพียงเพื่อบำบัดความหนาวเป็นต้น.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔
บทว่า อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา ความว่า ด้วยการสันโดษด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ไม่ทำการยกตนขึ้นว่า เราเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเราสมาทานปังสุกูลังกังคธุดงค์ ตั้งแต่อยู่ในโรงอุปสมบททีเดียว จะมีใครเหมือนเรา ดังนี้.
สองบทว่า น ปรํ วมฺเภติ ความว่า ไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ก็ภิกษุพวกอื่นนี้หาเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลไม่ หรือว่า ภิกษุพวกนี้หามีแม้แต่เพียงปังสุกูลิกังคธุดงค์ไม่ดังนี้.
หลายบทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ความว่า ผู้ใดเป็นผู้ขยัน ฉลาดเฉียบแหลม ในการสันโดษด้วยจีวรนั้น หรือในคุณมีความเป็นผู้กล่าวพรรณนาเป็นต้น.
บทว่า อนลโส ความว่า เว้นจากความเกียจคร้าน โดยการทำติดต่อ.
สองบทว่า สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญาในการรู้ตัว และด้วยการระลึกได้.
สองบทว่า อริยวํเส ฐิโต ความว่า ดำรงอยู่ในอริยวงศ์.
ข้อว่า อิตริตเรน ปิณฺฑปาเตน ความว่า ด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง.
แม้ในข้อนี้ บัณฑิตก็พึงทราบบิณฑบาต เขตในการเที่ยวบิณฑบาต ความสันโดษในบิณฑบาต ธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยบิณฑบาต.
บรรดา ๔ ข้อนั้น ข้อว่าบิณฑบาต ๑๖ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาส ข้าวตู ปลา เนื้อ น้ำนม เนยส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ข้าวต้ม ของควรเคี้ยว ของควรลิ้ม ของควรเลีย (ชิม).
ข้อว่า ปิณฺฑปาตกฺเขตฺตํ ความว่า เขตแห่งการเที่ยวบิณฑบาตมี ๑๕ คือภัตที่เขาถวายพระสงฆ์ ภัตที่เขาถวายเจาะจง ภัตที่ได้ในที่นิมนต์ ภัตที่เขาถวายพร้อมกับสลาก ภัตที่เขาถวายประจำปักษ์ ภัตที่เขาถวายในวันอุโบสถภัตที่เขาถวายในวันปาฏิบท (คือวันขึ้นหรือแรมค่ำหนึ่ง) ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้จรมา ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เตรียมจะไป ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุไข้ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ ภัตที่เขาถวายในวิหารใกล้ ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เฝ้ากุฏิภัตที่เขาถวายประจำวัน ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เฝ้าวิหาร.
ข้อว่า ปิณฺฑปาตสนฺโตโส ความว่า สันโดษมี ๑๕ คือ สันโดษในการตรึกในบิณฑบาต สันโดษในการไป สันโดษในการแสวงหา สันโดษในการได้เฉพาะสันโดษในการรับ สันโดษในการรับแต่พอประมาณ สันโดษในการเว้นจากความอยากได้ สันโดษตามได้ สันโดษตามกำลังสันโดษตามสมควร สันโดษในการบำรุง สันโดษในการกำหนด สันโดษในการบริโภค สันโดษในการเว้นจากการสะสม สันโดษในการสละ.
บรรดาสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้ว ย่อมตรึก. ก็ภิกษุผู้เที่ยวไปกับคณะ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ในเวลาอุปัฏฐากพระเถระในเวลาเย็นถูกถามว่า พรุ่งนี้พวกเราจักเที่ยวบิณฑบาตที่ไหน. ตอบว่า ในบ้านชื่อโน้นขอรับ คิดเพียงเท่านี้ จากนั้นไปก็ไม่พึงตรึก (อีก). ภิกษุผู้เที่ยวไปรูปเดียว พึงยืนตรึกในโรงสำหรับตรึกเถิด. ภิกษุผู้ตรึกเกินกว่านั้น ย่อมเป็นผู้เคลื่อน เหินห่างจากอริยวงศ์. ข้อที่ว่ามานี้ ชื่อว่าสันโดษในการตรึก.
ก็ภิกษุผู้จะเข้าไปบิณฑบาต ไม่ต้องคิดว่า จักได้ที่ไหน พึงไปโดยมีกรรมฐานเป็นใหญ่เถิด. ข้อนี้ชื่อว่าสันโดษในการไป. ภิกษุผู้แสวงหาไม่ต้องกำหนดว่าเป็นอะไร พึงพาเอาภิกษุผู้เป็นลัชชี มีศีลเป็นที่รักเท่านั้น ไปแสวงหาเถิด. ข้อนี้ชื่อว่าสันโดษในการแสวงหา. ภิกษุเห็นคนนำอาหารมาแต่ไกล ไม่พึงให้เกิดความคิดขึ้นว่า ของนั้นน่าพอใจ ของนั่นไม่น่าพอใจ ดังนี้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการได้เฉพาะ.
ภิกษุไม่พึงคิดว่า ของนี้น่าชอบใจ เราจักรับ ของนี้ไม่น่าชอบใจ เราจะไม่รับ ดังนี้แล้ว รับเอาแต่เพียงอาหารพอยังอัตตภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการรับ.
ก็ในสันโดษข้อนี้ ไทยธรรมมีมาก แต่ทายกต้องการจะถวายแต่น้อย พึงรับเอาแต่น้อย. แม้ไทยธรรมก็มีมาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายมาก พึงรับเอาแต่พอประมาณเท่านั้น. ไทยธรรมมีไม่มาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายไม่มาก พึงรับเอาแต่น้อย. ไทยธรรมมีไม่มาก แต่ทายกต้องการจะถวายมาก ก็พึงรับเอาแต่พอประมาณเท่านั้น.
ก็ภิกษุผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับย่อมทำความเลื่อมใสของพวกมนุษย์ให้แปดเปื้อนทำศรัทธาไทยให้ตกไป ไม่กระทำคำสอน ไม่สามารถจะยึดจิตแม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้าได้. ภิกษุพึงรู้จักประมาณเสียก่อนแล้วจึงรับ ด้วยประการฉะนี้แล. นี้ชื่อว่าสันโดษในการรับแต่พอประมาณ.
ภิกษุไม่ไปยังตระกูลที่มั่งคั่งเท่านั้น พึงไปตามลำดับประตูเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการอยากได้.
ยถาลาภสันโดษเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในจีวรนั่นแหละ.
การที่ภิกษุรู้อุปการอย่างนี้ว่า เราจักฉันบิณฑบาตแล้ว รักษาสมณธรรมดังนี้แล้วฉัน ชื่อว่าอุปการสันโดษ.
ภิกษุไม่พึงรับบิณฑบาตที่เขาบรรจุเต็มบาตร แล้วนำมา (ถวาย) เมื่อมีอนุปสัมบัน (ลูกศิษย์) พึงให้อนุปสัมบันนั้นนำมา เมื่อไม่มี ก็พึงให้เขานำมาแล้วรับเท่าที่พอรับได้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการกำหนด.
การที่ภิกษุฉันโดยมนสิการอย่างนี้ว่า การฉันนี้บรรเทาความหิวได้ การออกไปจากภพจะมีได้ในเพราะการฉันนี้ ชื่อว่าสันโดษในการบริโภค. ภิกษุไม่พึงเก็บสะสมไว้ฉัน. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการสะสม. ภิกษุไม่พึงเห็นแก่หน้า ตั้งอยู่ในสาราณิยธรรมแล้ว พึงสละเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการสละ.
ก็ธุดงค์ ๕ ข้อคือ ปิณฑปาติกังคะ สปทานจาริกังคะ เอกาสนิกังคะ ปัตตปิณฑิกังคะ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ เกี่ยวเนื่องกับบิณฑบาต.
กถาอย่างพิสดารของธุดงค์ทั้ง ๕ ข้อนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในบิณฑบาต ย่อมรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ไว้ได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุเมื่อรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ได้ ย่อมเป็นผู้สันโดษตามมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษด้วยบิณฑบาต.
บทว่า วณฺณวาที เป็นต้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ในบทว่า เสนาสเนน นี้ บัณฑิตพึงทราบเสนาสนะ เขตแห่งเสนาสนะ ความสันโดษในเสนาสนะ ธุดงค์ที่เกี่ยวกับเสนาสนะ.
บรรดา ๔ ข้อนั้น ข้อว่า เสนาสนํ ความว่า เสนาสนะมี ๑๕ ชนิดนี้ คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน วิหาร เพิง ปราสาท ปราสาทโล้น ถ้ำ ที่เร้น ป้อม เรือนยอดเดียว พุ่มไม้ไผ่ โคนต้นไม้ ก็หรือว่าที่ที่สมควรแก่ภิกษุ.
ข้อว่า เขตของเสนาสนะ ความว่า เขตมี ๖ คือ จากสงฆ์ จากคณะ จากญาติ จากมิตร จากทรัพย์ของตน หรือเขตที่เป็นของบังสุกุล.
ข้อว่า สันโดษในเสนาสนะ ความว่า ในเสนาสนะ มีสันโดษ ๑๕ อย่าง มีสันโดษในการตรึกเป็นต้น. สันโดษเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในบิณฑบาตนั่นแหละ.
ก็ธุดงค์ ๕ ข้อคือ อารัญญิกังคะ รุกขมูลิกังคะ อัพโภกาสิกังคะ โสสานิกังคะ ยถาสันถติกังคะ เกี่ยวเนื่องด้วยเสนาสนะ. กถาอย่างพิสดารของธุดงค์เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ ย่อมชื่อว่ารักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ด้วยประการฉะนี้. เมื่อรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ได้ จัดว่าเป็นผู้สันโดษตามมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ.
ก็คิลานปัจจัยรวมเข้าในบิณฑบาตนั่นแหละ. ในคิลานปัจจัยนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้สันโดษด้วยการสันโดษตามได้ สันโดษตามกำลัง และสันโดษตามสมควรทีเดียว.
ภิกษุ (เมื่อสมาทาน) เนสัชชิกังคธุดงค์ ชื่อว่าย่อมคบอริยวงค์ ข้อว่าการยินดีในภาวนา.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ในเสนาสนะท่านกล่าวธุดงค์ไว้ ๕ ข้อ ธุดงค์ ๕ ข้อ
อาศัยอาหาร ข้อหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับความเพียร และ
อีก ๒ ข้ออาศัยจีวร.
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ กล่าวอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในจีวรข้อที่หนึ่ง เป็นเหมือนกับจะแบ่งขยายมหาปฐวี เป็นเหมือนกับจะยังท้องน้ำให้เต็ม และเป็นเหมือนกับจะขยายอากาศให้กว้างขวาง.
กล่าวอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในบิณฑบาต ข้อที่ ๒ เป็นเหมือนกับจะยังพระจันทร์ให้ตั้งขึ้น และเป็นเหมือนกับจะยังพระอาทิตย์ให้โลดขึ้นมา.
กล่าวอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ ข้อที่ ๓ เป็นเหมือนกับจะยกเขาสิเนรุขึ้น บัดนี้เพื่อจะกล่าวอริยวงศ์ข้อว่าความยินดีในภาวนา ข้อที่ ๔ ซึ่งประดับไปด้วยนัยหนึ่งพัน จึงเริ่มเทศนาว่า ท่านผู้มีอายุ ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ยินดีในการละ ดังนี้.
ในข้อนั้น ความยินดี ชื่อว่า อาราโม อธิบายว่า ความยินดียิ่ง. ภิกษุชื่อว่ายินดีในการละ เพราะอรรถว่ามีความยินดีในการละ ๕ อย่าง.
ภิกษุชื่อว่ายินดีแล้วในการละ เพราะอรรถว่ายินดีแล้วในการละอย่างนี้ว่า เมื่อละความพอใจในกามได้ ย่อมยินดี เมื่อเจริญเนกขัมมะย่อมยินดี เมื่อละพยาบาทได้ย่อมยินดี ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งหมดได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอรหัตตมรรค ย่อมยินดี.
ภิกษุชื่อว่ายินดีในภาวนา เพราะอรรถว่ามีความยินดีในภาวนา ตามนัยที่กล่าวนั่นแล. ชื่อว่ายินดีแล้วในภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในภาวนา.
ก็บรรดาอริยวงศ์ ๔ ข้อเหล่านี้ ด้วยอริยวงศ์ข้างต้น ๓ ข้อแรก เป็นอันท่านกล่าวถึงวินัยปิฎกทั้งสิ้นด้วยอำนาจแห่งธุดงค์ ๑๓ ข้อ และการสันโดษในปัจจัย ๔. ด้วยอริยวงศ์ข้อว่าการยินดีในภาวนา เป็นอันท่านกล่าวถึงปิฎก ๒ ข้อที่เหลือ.
ก็ภิกษุเมื่อกล่าวอริยวงศ์ ข้อว่าความยินดีในภาวนานี้ พึงกล่าวตามบาลีแห่งเนกขัมมะ ในปฏิสัมภิทามรรคพึงกล่าวโดยบรรยายแห่งทสุตตรสูตรในทีฆนิกาย พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย (และ) พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งนิเทสในอภิธรรมเถิด.
ใน ๔ ข้อนั้น ข้อว่า ปฏิสมฺภิทามคฺเค เนกฺขมฺมปาลิยา ความว่า ภิกษุพึงกล่าวตามบาลีแห่งเนกขัมมะ ในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า
ภิกษุนั้น เมื่อเจริญเนกขัมมะย่อมยินดี เมื่อละกามฉันทะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญความไม่พยาบาทย่อมยินดี เมื่อละความพยาบาทได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอาโลกสัญญาย่อมยินดี เมื่อละถีนมิทธะได้ย่อมยินดีเมื่อเจริญความสงบย่อมยินดี เมื่อละอุทธัจจะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญการกำหนดธรรมย่อมยินดี เมื่อละวิจิกิจฉาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญญาณ (ปัญญา) ย่อมยินดี เมื่อละอวิชชาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญปราโมชย่อมยินดี เมื่อละความไม่ยินดีได้ย่อมยินดีเมื่อเจริญปฐมฌานย่อมยินดี เมื่อละนิวรณ์ ๕ ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญทุติยฌานย่อมยินดี เมื่อละวิตกวิจารได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญตติยฌานย่อมยินดี เมื่อละปีติได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญจตุตถฌานย่อมยินดี เมื่อละสุขและทุกข์ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอากาสานัญจายตนสมาบัติย่อมยินดี เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมยินดี เมื่อละอากิญจัญญายตนสมาบัติได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนิจจานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละนิจจสัญญาได้ ย่อมยินดีเมื่อเจริญทุกขานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสุขสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนัตตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอัตตสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญนิพพิทานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละความพอใจได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิราคานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละราคะได้ย่อมยินดีเมื่อเจริญนิโรธานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสมุทัยได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละความยึดถือได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญขยานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละฆนสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวยานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิปริณามานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้ย่อมยินดีเมื่อเจริญอนิมิตตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละนิมิตได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอัปปณิหิตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละปณิธิ ย่อมยินดี เมื่อเจริญสุญญตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมยินดี เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอาทีนวานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอาลยาภินิเวส ย่อมยินดี เมื่อเจริญปฏิสังขาภินิเวส ย่อมยินดี เมื่อละอัปปฎิสังขะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิวัฏฏานุปัสสนา ย่อมยินดีเมื่อละสังโยคาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญโสดาปัตติมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับทิฏฐิได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญสกทาคามิมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสอย่างหยาบเสียได้ย่อมยินดีเมื่อเจริญอนาคามิมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสอย่างละเอียดได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอรหัตตมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสทั้งหมดได้ย่อมยินดี ดังนี้.
ข้อว่า ทีฆนิกาเย ทสุตฺตรสุตฺตนฺตปริยาเยน กเถตพฺโพ ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งทสุตตรสูตรในทีฆนิกาย อย่างนี้ว่า
ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี เมื่อละธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี ฯลฯ เมื่อเจริญธรรมสิบ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมได้ ๑๐ ย่อมยินดี.
ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดีเป็นไฉน
เมื่อเจริญกายคตาสติ อันเป็นธรรมที่สหรคตด้วยความยินดี ย่อมยินดี ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่งนี้ ย่อมยินดี.
ภิกษุเมื่อละธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี เป็นไฉน
เมื่อละอัสมิมานะได้ ย่อมยินดี ภิกษุเมื่อละธรรมอย่างหนึ่งนี้ได้ ย่อมยินดี.
เมื่อเจริญธรรม ๒ อย่าง ย่อมยินดี เป็นไฉน ฯลฯ เมื่อเจริญธรรมสิบอย่าง ย่อมยินดี เป็นไฉน
เมื่อเจริญกสิณสิบ ย่อมยินดี เมื่อเจริญธรรมเหล่านี้ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมสิบเหล่าไหนได้ ย่อมยินดี เมื่อละมิจฉัตตะสิบได้ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมสิบเหล่านี้ได้ ย่อมยินดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยินดีในภาวนา อย่างนี้แล.
ข้อว่า มชฺฌิมนิกาเยน สติปฏฺฐานสุตฺตนฺตปริยาเย กเถตพฺโพ ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกายอย่างนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นหนทางเครื่องดำเนินไปอย่างเอก ฯลฯ เพียงเพื่อความรู้ เพียงเพื่อเป็นที่อาศัยระลึก เธอไม่ติดอาศัยอยู่ และไม่ยึดถืออะไรในโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุย่อมเป็นผู้ยินดีในภาวนา เป็นผู้ยินดีแล้วในภาวนา เป็นผู้ยินดีในการละ เป็นผู้ยินดีแล้วในการละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเมื่อกำลังไปก็รู้ว่า เรากำลังไป ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุแม้พึงเหมือนผู้เห็นร่างกายที่ทิ้งไว้ในป่าช้า ฯลฯ เป็นของเปื่อยเน่า ผุพัง เธอย่อมนำเข้าไปเปรียบเทียบกับกายนี้นี่แหละว่า ร่างกายแม้นี้แล ก็มีธรรมอย่างนี้ มีภาวะอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นภาวะอย่างนี้ไปได้ ดังนี้ เธอย่อมเห็นกายในกายอันเป็นภายในด้วยประการฉะนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยินดีในภาวนา แม้อย่างนี้แล.
ข้อว่า อภิธมฺเม นิทฺเทสปริยาเยน ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งนิเทสในอภิธรรมอย่างนี้ว่า ภิกษุเมื่อเห็นสังขตธรรมแม้ทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นแผล ฝี ฯลฯ เป็นธรรมมีความเศร้าหมอง ย่อมยินดี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลย่อมเป็นผู้ยินดีในภาวนา.
ข้อว่า เนว อตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่ทำการยกตนขึ้นอย่างนี้ว่า เมื่อเราทำการงานในวิปัสสนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตลอด ๖๐ หรือ ๗๐ ปี ในวันนี้จะมีใครเหมือนเรา ดังนี้.
ข้อว่า นรํปรํ วมฺเภติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่ทำการข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า แม้เพียงเหตุสักว่า วิปัสสนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ไม่มี (แก่ภิกษุเหล่านี้) ทำไมภิกษุเหล่านี้จึงละทิ้งกรรมฐานเที่ยวไป ดังนี้.
คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง.
ข้อว่า ปธานานิ ได้แก่ ความเพียรขั้นสูงสุด. ข้อว่า สํวรปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้สำรวมอายตนะมีจักษุเป็นต้น.
ข้อว่า ปหานปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ละกามวิตกเป็นต้น. ข้อว่า ภาวนาปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์. ข้อว่า อนุรกฺขนาปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ตามรักษาสมาธินิมิต.
ในข้อว่า วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น ความว่า แม้คำทั้ง ๓ คือวิเวก วิราคะ นิโรธก็เป็นชื่อของพระนิพพาน.
จริงอยู่ พระนิพพาน ชื่อว่าวิเวก เพราะสงัดจากอุปธิกิเลส ชื่อว่าวิราคะเพราะอรรถว่ากิเลสมีราคะเป็นต้น มาถึงพระนิพพานนั้นย่อมบำราศไป ชื่อว่านิโรธ เพราะอรรถว่าดับ เพราะเหตุนั้นในคำว่า วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น จึงมีอธิบายว่า อาศัยพระนิพพานด้วยอำนาจความเป็นอารมณ์ หรือด้วยอำนาจพึงบรรลุ.
ในคำว่า โวสฺสคฺคปริณามี นี้ ความว่า การสละลงมี ๒ อย่าง คือ การสละลงคือการบริจาค ๑ การสละลงคือการแล่นไป ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น วิปัสสนา ชื่อว่าการสละลงคือการบริจาค เพราะอรรถว่าสละกิเลสและขันธ์ได้ด้วยองค์นั้น. มรรคชื่อว่าการสละลงคือการแล่นไป เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่พระนิพพานโดยความเป็นอารมณ์.
เพราะฉะนั้นในข้อว่า โวสฺสคฺคปริณามี นี้จึงมีอธิบายอย่างนี้ว่า
สติสัมโพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญอยู่ ย่อมน้อมไปเพื่อความสละลง เธอย่อมบรรลุวิปัสสนาภาวนาและมรรคภาวนาฉันใด เธอย่อมเจริญโวสสัคคะฉันนั้น ดังนี้.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนั้นเหมือนกัน.
สมาธินิมิตอันเจริญ ท่านเรียกว่า ภทฺทกํ. สมาธินั่นแหละเป็นอันภิกษุบรรลุแล้วด้วยอำนาจอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น.
ข้อว่า อนุรกฺขติ ความว่า เมื่อภิกษุชำระราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายข้าศึก ย่อมรักษาสมาธิไว้ได้.
ก็ในข้อนี้ท่านกล่าวสัญญาไว้ ๕ ข้อมีอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น. ก็ในฐานะนี้ ท่านกล่าวอสุภะไว้ครบทั้ง ๑๐ โดยพิสดาร. ความพิสดารของอสุภเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
ข้อว่า ธมฺเม ญาณํ ความว่า ญาณในสัจจธรรมสี่ และญาณในนิโรธธรรมในภายในสัจจสี่ด้วยอำนาจการแทงตลอดเป็นอันเดียวกัน. เหมือนที่กล่าวไว้แล้ว.
ถามว่า ในญาณ ๒ นั้น ญาณในธรรมเป็นไฉน
ตอบว่า ญาณในมรรค ๔ ผล ๔.
ข้อว่า อนฺวเย ญาณํ ความว่า ญาณที่เป็นไปตามญาณนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุเห็นสัจจะ ๔ โดยประจักษ์ในบัดนี้ฉันใด ถึงในอดีต ถึงในอนาคต ก็ฉันนั้น ขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นเอง ชื่อว่าทุกขสัจจะ. ตัณหานี้นั่นแหละชื่อว่าสมุทัยสัจจะ. นิโรธนี้เทียว ชื่อว่านิโรธสัจจะ. มรรคนี้ทีเดียว ชื่อว่ามรรคสัจจะ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เธอย่อมนำนัยไปในอดีตและอนาคต ด้วยการรู้ การเห็น การบรรลุ การรู้ชัด การหยั่งเห็นตามธรรมนี้.
ข้อว่า ปริจฺเฉเท ญาณํ ความว่า ญาณในการกำหนดใจของคนพวกอื่น เหมือนที่ท่านกล่าวไว้แล้ว. บัณฑิตพึงให้ข้อความพิสดารว่า ในญาณนั้น ญาณในการกำหนดใจเป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้กำหนดใจของสัตว์อื่น บุคคลอื่นได้ด้วยใจ ก็ย่อมรู้ได้ ดังนี้.
ก็ญาณที่เหลือเว้นญาณ ๓ เหล่านี้ ชื่อว่าสัมมติญาณ เหมือนดังท่านกล่าวไว้แล้ว. ในข้อนั้น สัมมติญาณเป็นไฉน ญาณที่เหลือ เว้นญาณในธรรม เว้นญาณในการไปตาม เว้นญาณในการกำหนดใจเสียแล้ว ชื่อว่าสัมมติญาณ ดังนี้.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๒๕
กรรมฐานในสัจจะ ๔ ท่านกล่าวสรุปไว้สำหรับภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งบรรลุอรหัตด้วยญาณในทุกขสัจจะเป็นต้น.
บรรดาสัจจะ ๔ นั้น สัจจะ ๒ ข้อเป็นวัฏฏะ อีก ๒ ข้อเป็นวิวัฏฏะ. อภินิเวสะ (ความยึดมั่น) ย่อมมีในวัฏฏะ แต่หามีในวิวัฏฏะไม่. ภิกษุเรียนพระปริยัติในสำนักอาจารย์ ชื่อว่าย่อมทำการงานในสัจจะ ๒. ภิกษุย่อมทำงานในสัจจะ ๒ ข้อด้วยอำนาจการฟังว่า ธรรมดาว่า นิโรธสัจจะเป็นของดี น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ธรรมดาว่า มรรคสัจจะ เป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ. การแทงตลอดด้วยอำนาจการเรียน การสอบถาม การฟัง การทรงจำ การใคร่ครวญ ในสัจจะ ๒ ย่อมควร. การแทงตลอดด้วยอำนาจการฟังในสัจจะ ๒ ย่อมควร. เธอย่อมแทงตลอด สัจจะ ๓ ด้วยอำนาจกิจ. ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๑ ด้วยอำนาจความเป็นอารมณ์. สัจจะ ๒ ข้อเป็นของลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก. สัจจะ ๒ ข้อ ที่ชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะเป็นสภาพลึกซึ้ง.
โสตาปตฺติยงฺคาทิจตุกฺกวณฺณนา
ข้อว่า โสตาปตฺติยงฺคานิ ความว่า องค์แห่งการบรรลุกระแส. อธิบายว่า เหตุแห่งการได้โสดาปัตติมรรค. ข้อว่า สปฺปุริสสํเสโว ความว่า การเข้าไปคบหาสัตบุรุษ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. ข้อว่า สทฺธมฺมสฺสวนํ ความว่า การฟังธรรม คือพระไตรปิฎกอันเป็นที่สบาย. ข้อว่า โยนิโสมนสิกาโร ความว่า การทำไว้ในใจด้วยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้น. ข้อว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ความว่า ปฏิบัติ ข้อปฏิบัติอันมีในส่วนเบื้องต้น อันเป็นธรรมไปตามโลกุตตรธรรม. ข้อว่า อเวจฺจปฺปสาเทน ความว่า ด้วยศรัทธาอันมั่นคง.
พระพุทธคุณว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้เป็นต้น ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
หมวดสี่แห่งผล ธาตุ และอาหาร มีเนื้อความง่ายทีเดียว.
อีกอย่างหนึ่งในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบความเป็นของหยาบและละเอียด ด้วยอำนาจความเป็นของหยาบและประณีต.
ข้อว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย ความว่า ที่ชื่อว่าวิญญาณฐิติ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งของวิญญาณ. คำนี้ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจเป็นที่ตั้งของอารมณ์.
ข้อว่า รูปูปายํ ความว่า เป็นสภาพเข้าถึงรูป.
จริงอยู่ อภิสังขารวิญญาณอาศัยรูปขันธ์ ตั้งอยู่ในปัญจโวการภพ. คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงวิญญาณนั้น.
ข้อว่า รูปารมฺมณํ ความว่า มีรูปขันธ์เป็นอารมณ์. ข้อว่า รูปปฺปติฏฺฐํ ความว่า เป็นของตั้งอยู่เฉพาะแล้วในรูป. ข้อว่า นนฺทูปเสวนํ ความว่า เป็นของอันความพอใจเข้าไปอาศัย เพราะสัมปยุตด้วยจิตที่สหรคตด้วยโลภะ. นอกนี้เป็นของถูกส่วนสุดแห่งความประพฤติที่เคยชิน เข้าไปอาศัย.
ข้อว่า วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชติ ความว่า ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ซึ่งเป็นไปอยู่อย่างนี้ ๖๐ ปีบ้าง ๗๐ ปีบ้าง. นัยแม้ในอุบายแห่งเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้.
ก็ในจตุโวการภพ ท่านกล่าวอภิสังขารวิญญาณไว้ด้วยบททั้ง ๓ เหล่านี้. พึงทราบการถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ด้วยอำนาจความเป็นไปตราบเท่าชั่วอายุของวิญญาณนั้น. ท่านไม่กล่าวว่า อุบายแห่งวิญญาณ ดังนี้ เพราะมาแล้วด้วยเทศนาตามหมวด ๔. ก็เมื่อกล่าวไปอย่างนี้ ก็จะเป็นการฟั่นเฝือหนักขึ้นว่า ในที่นี้ กัมมวิญญาณเป็นไฉน วิบากวิญญาณเป็นไฉน แม้เพราะเหตุนั้น จึงไม่กล่าวไว้.
การถึงอคติ ท่านให้พิสดารไว้แล้วทีเดียว.
ข้อว่า จีวรเหตุ ความว่า เกิดขึ้นเพราะมีจีวรเป็นเหตุว่า เราจักได้จีวรที่ชอบใจในที่ไหน. อิติศัพท์ในข้อว่า อิติภวาภวเหตุ นี้ เป็นนิบาตลงในการชี้แจง. อธิบายว่า เหตุมีจีวรเป็นต้นเป็นฉันใด เหตุมีภพและอภพเป็นต้น (เหตุที่ประณีตและประณีตกว่า) ก็เป็นฉันนั้น.
ในข้อว่า ภวาภโว นี้ท่านประสงค์เอาน้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นที่ประณีตและประณีตกว่า. พึงทราบว่า ก็อริยวงศ์ ๔ ท่านแสดงไว้ตามลำดับทีเดียว เพื่อต้องการละตัณหา และอุปาทาน ๔ เหล่านี้.
หมวด ๔ แห่งปฏิปทา ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
ในการอดทนไม่ได้เป็นต้น มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้.
ภิกษุที่ชื่อว่าอักขมา เพราะอรรถว่าอดทนความหนาวเป็นต้นไม่ได้ ในเวลาทำความเพียร. ชื่อว่าขมา เพราะอรรถว่าทนได้. การฝึกอินทรีย์ ชื่อว่าทมา. ความสงบวิตก โดยนัยเป็นต้นว่า อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นไม่ได้ ชื่อสมา.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔
ข้อว่า ธมฺมปทานิ ความว่า ส่วนแห่งธรรม. ความไม่เพ่งเล็ง ชื่อว่าบทแห่งธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่โลภโดยมีความไม่โลภเป็นใหญ่ หรือการบรรลุฌานวิปัสสนามรรคผลและนิพพาน ก็ชื่อว่าบทแห่งธรรม. ความไม่พยาบาท ชื่อว่าบทแห่งธรรม หรือความไม่โกรธโดยมีเมตตาเป็นหลัก หรือการบรรลุฌานเป็นต้น ชื่อว่าบทแห่งธรรม. สัมมาสติ ชื่อว่าบทแห่งธรรม. อีกอย่างหนึ่ง การตั้งสติมั่น โดยมีสติเป็นหลัก หรือการบรรลุฌานเป็นต้น ชื่อว่าบทแห่งธรรม. สัมมาสมาธิ ชื่อว่าบทแห่งธรรม.
อีกอย่างหนึ่ง สมาบัติด้วยอำนาจสมาบัติ ๘ หรือการบรรลุฌานวิปัสสนามรรคผล และนิพพาน ชื่อว่าบทแห่งธรรม. การบรรลุฌานเป็นต้นด้วยอำนาจอสุภะ ๑๐ หรือความไม่เพ่งเล็ง ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๔ (หรือ) ความไม่พยาบาท ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจอนุสสติ ๑๐ และอาหารปฏิกูลสัญญา (หรือ) สัมมาสติ ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ และอานาปานสติ (หรือ) สัมมาสมาธิ ชื่อว่าบทแห่งธรรมดังนี้แล.
ในการสมาทานธรรมทั้งหลาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้.
การสมาทานข้อแรก เป็นปฏิปทาของอเจลกะ.
การสมาทานข้อที่ ๒ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์อย่างบริสุทธิ์ของบุคคลผู้มีกิเลสกล้า ไม่สามารถจะคว้าเอาพระอรหัตไว้ได้ ร้องไห้น้ำตาเปียกหน้าอยู่.
การสมาทานข้อที่ ๓ เป็นการสมาทานที่ตกไปในกามทั้งหลาย.
การสมาทานข้อที่ ๔ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนาของบุคคลผู้แม้ไม่ได้ปัจจัยสี่ แต่ก็พรั่งพร้อมไปด้วยความสุขตามอำนาจฌานและวิปัสสนา.
ในข้อว่า ธมฺมกฺขนฺธา นี้ ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในคุณ คือตั้งอยู่ในขันธ์. ข้อว่า ลีลกฺขนฺโธ ได้แก่ คุณของศีล. ก็ผลของศีล ท่านประสงค์เอาในข้อนี้. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ผลนั่นเอง ท่านกล่าวไว้ในฐานแม้ทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้.
ข้อว่า พลานิ ความว่า ที่ชื่อว่ากำลังทั้งหลาย เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องช่วยเหลือ และเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. บัณฑิตพึงทราบความที่กำลังเหล่านั้นเป็นของไม่หวั่นไหวด้วยธรรมมีโกสัชชะเป็นต้น ซึ่งเป็นข้าศึกกัน. กำลังแม้ทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจสมถะ วิปัสสนาและมรรค.
อธิศัพท์ในข้อว่า อธิฏฺฐานานิ นี้เป็นเพียงอุปสรรค. แต่ว่าโดยความหมายแล้ว ก็มีความหมายว่า เป็นเหตุตั้งอยู่ เป็นที่ตั้งอยู่ของคุณธรรม หรือว่าเป็นฐานะ คือความตั้งใจมั่นของคนที่สร้างสมคุณนั้นๆ. การตั้งใจมั่นคือปัญญา ชื่อว่าปัญญาธิฏฐาน.
ก็ในที่นี้ พระมูสิยาภยเถระกล่าวไว้ว่า บัณฑิตพึงทราบว่า ปัญญาในมรรคและผล ท่านกล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่หนึ่ง. วาจาสัตย์ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สอง. การบริจาคอามิส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สาม. การสงบกิเลส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สี่.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาในผล เริ่มต้นแต่กัมมัสสกตาปัญญาหรือวิปัสสนาปัญญา กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่หนึ่ง พระนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะ เริ่มต้นแต่วาจาสัตย์ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สอง การสละกิเลสด้วยอรหัตตมรรค เริ่มต้นแต่การบริจาคอามิส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สาม การสงบกิเลสด้วยอรหัตตมรรค เริ่มต้นแต่การข่มกิเลสได้ด้วยสมาบัติ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สี่.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาในอรหัตตผล กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานข้อหนึ่ง ปรมัตถสัจจะ กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานข้อที่เหลือ อีกอย่างหนึ่ง ปรมัตถสัจจะ กล่าวไว้ด้วยสัจจาธิฏฐานข้อหนึ่ง ปัญญาในอรหัตตผล กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานที่เหลือ ดังนี้.
ปญฺหพฺยากรณาทิจตุกฺกวณฺณนา
การพยากรณ์ปัญหา ท่านให้พิสดารแล้วในกถามหานิเทสนั้นแหละ.
ข้อว่า กณฺหํ แปลว่า อกุศลกรรมบถสิบ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดำ. ข้อว่า กณฺหวิปากํ ได้แก่ ผลของอกุศลกรรม เพราะให้สัตว์ผู้ทำเกิดในอบาย.
ข้อว่า สุกฺกํ ได้แก่ กุศลกรรมบถสิบ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายขาว. ข้อว่า สุกฺกวิปากํ ได้แก่ ผลของกุศลกรรม เพราะให้สัตว์ผู้ทำเกิดในสวรรค์.
ข้อว่า กณฺหสุกฺกํ ได้แก่ กรรมที่ระคนกัน. ข้อว่า กณฺหสุกฺกวิปากํ ได้แก่ ผลที่เป็นสุขและเป็นทุกข์.
จริงอยู่ บุคคลที่ทำกรรมอันเจือกันไปเกิดในที่แห่งช้างมงคลเป็นต้น ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เพราะอกุศล เสวยสุขในปัจจุบัน เพราะกุศล. บุคคลผู้เกิดแม้ในราชตระกูลเพราะกุศล ย่อมเสวยทุกข์ในปัจจุบันด้วยอกุศล.
ข้อว่า ไม่ดำไม่ขาว ความว่า ท่านประสงค์เอาญาณในมรรค ๔ อันทำความสิ้นกรรม.
จริงอยู่ กรรมนั้นถ้าเป็นกรรมฝ่ายดำ (อกุศล) ก็พึงให้ผลของกรรมฝ่ายดำ ถ้าเป็นกรรม ฝ่ายขาว (กุศล) ก็พึงให้ผลของกรรมฝ่ายขาว. กรรมที่ชื่อว่า ไม่ดำไม่ขาว เพราะไม่ให้ผลทั้งสอง เพราะมีผลไม่ดำไม่ขาว ในข้อนี้ มีอธิบายดังว่ามานี้.
ข้อว่า สจฺฉิกรณียานิ ความว่า พึงทำให้แจ้ง โดยทำให้ประจักษ์และโดยการได้เฉพาะ.
บทว่า จกฺขุนา ได้แก่ ทิพยจักษุ. ข้อว่า กาเยน ได้แก่ สหชาตนามกาย. ข้อว่า ปญฺญาย ได้แก่ ญาณในอรหัตตผล.
ในบทว่า โอฆะ มีวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่าโอฆะ เพราะอรรถว่ากดคือทำสัตว์ให้จมลงในวัฏฏะ. บรรดาโอฆะนั้น ความกำหนัดที่เกี่ยวเนื่องกับกามคุณ ๕ ชื่อว่าโอฆะคือกาม. ความกำหนัดด้วยความพอใจในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่าโอฆะคือภพ. ความติดใจในญาณ และความกำหนัดที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ก็เหมือนกัน. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่าโอฆะคือทิฏฐิ.
ที่ชื่อว่าโยคะ เพราะอรรถว่า ประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.
โยคะเหล่านั้นพึงทราบว่าเหมือนโอฆะ.
ที่ชื่อว่าวิสังโยค เพราะอรรถว่าไม่ประกอบสัตว์ไว้. ในวิสังโยคนั้น อสุภฌาน ชื่อว่าการไม่ประกอบไว้ด้วยกามโยคะ อนาคามิมรรคที่บุคคลบรรลุโดยทำอสุภฌานนั้นให้เป็นบาท ชื่อว่าการไม่ประกอบด้วยกามโยคะ โดยส่วนเดียวทีเดียว. อรหัตตมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบด้วยภวโยคะ. โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบในทิฏฐิโยคะ. อรหัตตมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบในอวิชชาโยคะ.
กิเลสที่ชื่อว่า คันถา ด้วยสามารถผูก (สัตว์) ไว้. ที่ชื่อว่ากายคันถะ เพราะอรรถว่าผูกคือพัน ได้แก่ร้อยรัดนามกายและรูปกายไว้ในวัฏฏะ. ข้อว่า อิทํสจฺจาภินิเวโส ความว่า อภินิเวส คือทิฏฐิที่เป็นไปอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ดังนี้.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๔๐
ข้อว่า อุปาทานานิ ได้แก่ การยึดมั่นถือมั่น. ความกำหนัด ชื่อว่ากาม. กามนั้นนั่นแหละ ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะอรรถว่าถือมั่น ด้วยอรรถว่ายึดไว้. มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิ. ทิฏฐิแม้นั้น ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะอรรถว่าถือมั่น ด้วยอรรถว่ายึดถือไว้. การยึดถือศีลพรตอย่างนี้ว่า ความหมดจดมีได้ด้วยศีลพรตนี้ ชื่อว่าการยึดมั่นศีลพรต. ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้เรียกว่าตน และเป็นเหตุแห่งการยึดมั่น.
ข้อว่า โยนิโย แปลว่า ส่วนทั้งหลาย. เหล่าสัตว์ที่ชื่อว่าอัณฑชะ เพราะอรรถว่าเกิดในไข่. ชื่อว่าชลาพุชะ เพราะอรรถว่าเกิดในครรภ์. ชื่อว่าสังเสทชะ เพราะอรรถว่า เกิดในเหงื่อไคล. คำนี้เป็นชื่อของสัตว์ที่เกิดในที่นอน และในที่โสโครกมีปลาเน่า เป็นต้น. ที่ชื่อว่าโอปปาติกะ เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนมาเกิดขึ้นโดยฉับพลัน.
ในข้อนั้น นี้เป็นความแตกต่างกันระหว่างสัตว์เกิดในเหงื่อไคล กับสัตว์ที่เกิดผุดขึ้นในจำพวกเทวดาและมนุษย์. สัตว์จำพวกสังเสทชะ เกิดเป็นตัวอ่อนเล็กๆ. สัตว์จำพวกโอปปาติกะ เกิดเป็นตัวเท่ากับคนอายุ ๑๖ ปี.
จริงอยู่ ในหมู่มนุษย์และภุมมเทวดาย่อมหากำเนิดสี่เหล่านี้ได้ครบ. ในจำพวกครุฑและนาคเป็นต้นซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉานก็เหมือนกัน.
สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาครุฑและนาคนั้น พวกครุฑซึ่งเป็นสัตว์ในไข่ ย่อมสังหารพวกนาค ซึ่งเป็นสัตว์เกิดในไข่ด้วยกัน แต่หาสังหารสัตว์จำพวกชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ไม่.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๓๑
เทวดาชั้นสูงๆ ขึ้นไปตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชิกา จัดเป็นจำพวกโอปปาติกะทั้งนั้น. สัตว์นรกก็เช่นกัน.
ในจำพวกเปรตก็หากำเนิดได้ครบทั้ง ๔.
การก้าวลงสู่ครรภ์ ท่านกล่าวไว้แล้วในสัมปสาทนียสูตร นั่นแล.
ในการกลับได้อัตตภาพ สัตว์จำพวกที่หนึ่งพึงทราบด้วยอำนาจการขวนขวายในการเล่น จำพวกที่สองพึงทราบด้วยอำนาจสัตว์ในภายในเป็นต้น ซึ่งถูกสัตว์ภายในเป็นต้นทำลาย จำพวกที่สามพึงทราบด้วยอำนาจการประทุษร้ายทางใจจำพวกที่สี่พึงทราบด้วยอำนาจเทวดาที่เหลือชั้นสูงขึ้นไปเริ่มตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชิกา.
จริงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ตายด้วยความจงใจของตนเอง ทั้งไม่ตายด้วยความจงใจของสัตว์อื่น.
ทกฺขิณาวิสุทฺธาทิจตุกฺกวณฺณนา
ในข้อว่า ทกฺขณาวิสุทฺธิโย มีวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่าทักษิณาวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ทักษิณากล่าวคือทาน หมดจดมีผลมาก.
ข้อว่า ทายกโต วิสุชฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ความว่า ในทักษิณาใด ทายกเป็นคนมีศีล ถวายไทยธรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรม แต่ปฏิคคาหก (ผู้รับ) เป็นคนทุศีล ทักษิณานี้เป็นเหมือนทักษิณาของพระเวสสันดรมหาราช.
ข้อว่า ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต ความว่า ในทักษิณาใด ปฏิคคาหกเป็นคนมีศีล แต่ทายกเป็นคนเสียศีล ถวายไทยธรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่เป็นธรรม ทักษิณานี้เป็นเหมือนทักษิณาของคนฆ่าโจร.
ข้อว่า เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ความว่า ในทักษิณาใดทั้งสองฝ่ายเป็นคนทุศีล ถึงไทยธรรมก็เกิดโดยไม่เป็นธรรม.
จำพวกที่ ๔ พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้าม.
ข้อว่า สงฺคหวตฺถูนิ ความว่า เหตุแห่งการสงเคราะห์. การสงเคราะห์เหล่านั้น ท่านจำแนกไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
ข้อว่า อนริยโวหารา ความว่า โวหารของบุคคลผู้มิใช่อริยะ คือของคนลามก.
ข้อว่า อริยโวหารา ความว่า โวหารของพระอริยะ คือสัตบุรุษ.
ข้อว่า ทิฏฺฐวาทิตา ความว่า ความเป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างนี้ว่า เราเห็นมา เป็นต้น. ก็ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจเจตนาเป็นเหตุให้ถ้อยคำนั้นๆ ตั้งขึ้น.
อตฺตนฺตปาทิจตุกฺกวณฺณนา
ในจำพวกชนที่มีตปะเป็นของตนเป็นต้น มีอธิบายดังนี้.
จำพวกที่หนึ่ง ได้แก่อเจลกะ. จำพวกที่สอง ได้แก่บรรดาคนภายในเป็นต้นคนใดคนหนึ่ง. จำพวกที่สาม ได้แก่คนบูชายัญ. จำพวกที่สี่ ได้แก่คนผู้ปฏิบัติชอบในศาสนา.
ในจำพวกชนผู้ที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตนเป็นต้น มีอธิบายดังนี้.
จำพวกที่หนึ่ง ได้แก่คนที่ตนเองเพียบพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น แต่ไม่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนท่านพระวักกลิเถระฉะนั้น. จำพวกที่สอง ได้แก่คนที่ตนเองไม่สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น แต่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนท่านพระอุปนันทะฉะนั้น. จำพวกที่สาม ได้แก่คนที่ตนเองก็ไม่สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และไม่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนพระเทวทัตต์ฉะนั้น. จำพวกที่สี่ ได้แก่บุคคลที่ตนเองก็สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และทั้งชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนพระมหากัสสปฉะนั้น.
ในบุคคลที่ชื่อว่า มืด เป็นต้นมีอธิบายดังนี้.
ข้อว่า ตโม ได้แก่ คนที่มืดสนิท.
ข้อว่า ตมปรายโน ความว่า คนที่ชื่อว่า ตมปรายโน เพราะอรรถว่ามีความมืดนั่นแล เป็นทางดำเนินไป คือไปในเบื้องหน้า. ในทุกๆ บทพึงทราบเนื้อความอย่างนี้.
ก็ในคนสี่จำพวกนี้ จำพวกที่หนึ่งเกิดในอัตตภาพที่เลว มีการเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง มีตระกูลคนจัณฑาลเป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูลต่ำ ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่สองก็เป็นคนอย่างนั้น แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่ ๓ บังเกิดในอัตตภาพที่สมบูรณ์ มีข้าวและน้ำมาก มีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูลอันโอฬาร แต่ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่ ๔ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์.
ข้อว่า สมณมจโล ความว่า สมณะผู้ไม่หวั่นไหว. ม อักษร เป็นเพียงบทสนธิ.
สมณะผู้ไม่หวั่นไหวนั้น พึงทราบ (ว่า) ได้แก่พระโสดาบัน.
จริงอยู่ พระโสดาบัน ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว เพราะอรรถว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ด้วยการกล่าวร้ายของคนอื่น เหมือนเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้ง ๔ ฉะนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธาอันไม่คลอนแคลน.
สมจริงตามคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ความพิสดารว่า
ก็บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว บุคคลบางคนในโลกนี้ (ที่ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว) เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓.
ส่วนพระสกทาคามี ชื่อว่าสมณะดอกปทุม เพราะอรรถว่ามีราคะโทสะและโมหะเบาบาง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะดอกปทุม บุคคลบางคนในโลกนี้มาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมทำความสิ้นทุกข์ได้ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่าสมณะดอกปทุม.
พระอนาคามี ชื่อว่าสมณะดอกบุณฑริก เพราะอรรถว่าจักตรัสรู้ (บาน) พลันทีเดียว เพราะไม่มีราคะและโทสะ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะดอกบุณฑริก บุคคลบางคนในโลกนี้ (ละ) สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ฯลฯ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่าสมณะดอกบุณฑริก.
ส่วนพระอรหันต์ ชื่อว่าสมณะสุขุมาล (สมณะผู้ละเอียดอ่อน) ในบรรดาสมณะ (ด้วยกัน) เพราะไม่มีกิเลสทุกอย่างที่ทำให้กระด้าง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็ในบรรดาสมณะบุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะสุขุมาละ บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯลฯ สำเร็จอยู่ บุคคลนี้ ท่านเรียกสมณสุขุมาละ ในบรรดาพระสมณะทั้งหลาย.
____________________________
อภิ. ปุ เล่ม ๓๖/ข้อ ๑๔๐
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบเข้าด้วยกันตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระเถระเมื่อกล่าว (แก้) ปัญหาสองร้อยข้อด้วยสามารถแห่งจตุกห้าสิบถ้วน ด้วยประการฉะนี้ ก็ชื่อว่าแสดงแล้วซึ่งสามัคคีรส ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๔
ว่าด้วยธรรมหมวด ๕
พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจหมวดสี่ ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้หวังจะแสดงด้วยอำนาจหมวด ๕ จึงเริ่มเทศนาอีก.
ในหมวด ๕ นั้น พึงทราบอธิบายดังนี้.
บรรดาขันธ์ ๕ รูปขันธ์เป็นโลกิยะ. ขันธ์ที่เหลือเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ. อุปทานขันธ์เป็นโลกิยะอย่างเดียว.
ก็กถาว่าด้วยขันธ์ ท่านกล่าวไว้โดยพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
กามคุณทั้งหลาย ท่านให้พิสดารแล้วในหนหลัง.
ที่ชื่อว่า คติ เพราะอรรถว่าสัตว์พึงดำเนินไป เพราะกรรมที่ทำดี และกรรมที่ทำไม่ดีเป็นต้น.
ข้อว่า นิรโย แปลว่า หมดความยินดี.
ขันธ์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้พร้อมกับโอกาส (ที่อยู่) ร่วมกัน. ขันธ์ที่เกิดขึ้นในที่ ๓ แห่ง นอกจากนี้ ท่านกล่าวแล้ว. แม้โอกาส ท่านก็กล่าวไว้แล้วในขันธ์ที่ ๔.
ความตระหนี่ในอาวาส ชื่อว่าอาวาสมัจฉริยะ.
ภิกษุผู้ประกอบด้วยอาวาสมัจฉริยะนั้น เห็นอาคันตุกะแล้ว กล่าวคำเป็นต้นว่า ในอาวาสหลังนี้ เขาเก็บบริขารของเจดีย์หรือของสงฆ์ไว้ ย่อมกันอาวาสแม้ที่เป็นของสงฆ์. เธอทำกาละแล้ว ย่อมไปเกิดเป็นเปรต หรืองูเหลือม.
ความตระหนี่ในตระกูลชื่อว่ากุลมัจฉริยะ.
ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในตระกูลนั้น ย่อมกันภิกษุพวกอื่นจะเข้าไปในตระกูลอุปัฏฐากของตน ด้วยเหตุนั้นๆ.
ความตระหนี่ในลาภ ชื่อว่าลาภมัจฉริยะ.
ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในลาภนั้น ตระหนี่ลาภแม้เป็นของสงฆ์ กระทำโดยประการที่ภิกษุพวกอื่นจะไม่ได้.
ความตระหนี่ในวรรณะ ชื่อว่าวรรณมัจฉริยะ.
ก็ในคำว่า วณฺโณ นี้ บัณฑิตพึงทราบทั้งสรีรวรรณะทั้งคุณวรรณะ.
ความตระหนี่ในปริยัติธรรม ชื่อว่าธรรมมัจฉริยะ. ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในปริยัติธรรมนั้น ย่อมไม่ให้ (ปริยัติธรรม) แก่ภิกษุอื่นด้วยคิดเสียว่า ภิกษุนี้เรียนธรรมนี้แล้วจักข่มเรา. ส่วนภิกษุใดไม่ให้เพราะอนุเคราะห์ธรรม หรืออนุเคราะห์บุคคล อันนั้นไม่จัดเป็นความตระหนี่ (สำหรับภิกษุนั้น).
ธรรมชาติที่ชื่อว่านิวรณ์ เพราะอรรถว่าห้าม คือปิดกั้นจิตไว้. กามฉันท์ที่ถึงความเป็นนิวรณ์ ฆ่าด้วยอรหัตตมรรคได้. อนุสัยคือกามราคะที่ถึงความเป็นกามราคสังโยชน์ ฆ่าด้วยอนาคามิมรรคได้. ถีนะเป็นความขัดข้องทางจิต. มิทธะเป็นความขัดข้องของขันธ์ ๓. ถีนะและมิทธะ แม้ทั้งสองฆ่าด้วยอรหัตตมรรคได้. อุทธัจจะก็เหมือนกัน. กุกกุจจะฆ่าด้วยอนาคามิมรรคได้. วิจิกิจฉาฆ่าด้วยโสดาปัตติมรรคได้.
ข้อว่า สญฺโญชนานิ ได้แก่ เครื่องผูกมัด.
ก็บรรดาบุคคลที่ถูกสัญโยชน์เหล่านั้นผูกไว้ พระโสดาบันและพระสกทาคามีซึ่งเกิดในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่านอนแล้วในภายนอกจากเครื่องผูกในภายใน. จริงอยู่ พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้น ยังมีเครื่องผูกมัดไว้ในกามภพ.
พระอนาคามี ชื่อว่านอนในภายในจากเครื่องผูกในภายนอก ในกามภพ. จริงอยู่ สำหรับพระอนาคามีเหล่านั้น ยังมีเครื่องผูกมัดไว้ในรูปภพและอรูปภพ. พระโสดาบันและพระสกทาคามี ชื่อว่านอนในภายในจากเครื่องผูกในภายใน ในกามภพ. พระอนาคามี ชื่อว่านอนในภายนอกจากเครื่องผูกในภายนอก ในรูปภพและอรูปภพ. พระขีณาสพไม่มีเครื่องมัดไว้ในทุกๆ ภพ.
บทที่พึงศึกษา ชื่อว่า สิกขาบท. อธิบายว่า ส่วนแห่งสิกขา.
อีกอย่างหนึ่งว่า บทแห่งสิกขา ชื่อว่าสิกขาบท. อธิบายว่า อุบายเครื่องบรรลุอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา.
นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนกถาแห่งสิกขาบทโดยพิสดารมาแล้วในสิกขาปทวิภังค์ในวิภังค์ปกรณ์นั่นแล.
อภพฺพฏฺฐาทิปญฺจกวณฺณนา
คำเป็นต้นว่า อาวุโส ภิกษุผู้ขีณาสพเป็นผู้ไม่ควรที่จะแกล้งฆ่าสัตว์ดังนี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนานั่นแล. ถึงแม้พระโสดาบันเป็นต้นก็เป็นผู้ไม่ควร.
การนินทาและการสรรเสริญ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ สำหรับปุถุชนและพระขีณาสพ. ธรรมดาว่า ปุถุชนที่เป็นคนต่ำช้า ย่อมทำแม้การฆ่ามารดาเสียก็ได้. ส่วนพระขีณาสพเป็นผู้สูงส่ง ย่อมไม่กระทำแม้การฆ่ามดดำมดแดงเป็นต้น.
ในความย่อยยับทั้งหลาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้.
ข้อว่า พฺยสติ แปลว่า ความฉิบหาย. อธิบายว่า ซัดไป คือกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเสีย. ความพินาศแห่งญาติ ชื่อว่าญาติพยสนะ. อธิบายว่า ความพินาศแห่งญาติ เพราะโจรภัยและโรคภัยเป็นต้น. ความพินาศแห่งโภคะ ชื่อว่าโภคพยสนะ. อธิบายว่า ความพินาศแห่งโภคะด้วยอำนาจพระราชาและโจรเป็นต้น. ความพินาศคือโรค ชื่อว่าโรคพยสนะ.
จริงอยู่ โรคย่อมทำลาย คือยังความไม่มีโรคให้พินาศไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพยสนะ.
ความพินาศแห่งศีล ชื่อว่าสีลพยสนะ. คำนี้เป็นชื่อของความทุศีล. ความย่อยยับ คือทิฏฐิซึ่งทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศเกิดขึ้น ชื่อว่าทิฏฐิพยสนะ.
ก็ในข้อนี้ ความย่อยยับ ๓ อย่างมีความย่อยยับแห่งญาติเป็นต้น เป็นอกุศลหามิได้ (ทั้ง) ไม่ทำลายลักษณะ ๓ ด้วย. ความย่อยยับแห่งศีลและทิฏฐิทั้ง ๒ เป็นอกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นาวุโส สตฺตา ญาติพฺยสนเหตุ วา ดังนี้.
ข้อว่า ญาติสมฺปทา ความว่า ความถึงพร้อม ความบริบูรณ์ ความมีญาติมาก. แม้ในความถึงพร้อมแห่งโภคะเป็นต้นก็นัยนี้. ความถึงพร้อมแห่งความเป็นผู้ไม่มีโรค ชื่อว่า อาโรคยสัมปทา ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรคตลอดกาลนาน. แม้ในความถึงพร้อมแห่งศีลและทิฏฐิเป็นต้นก็นัยนี้. แม้ในข้อนี้ ความถึงพร้อมแห่งญาติเป็นต้นไม่เป็นกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. ความถึงพร้อมแห่งศีลและทิฏฐิเป็นกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นาวุโส สตฺตา ญาติสมฺปทาเหตุ วา. กถาว่าด้วยศีลวิบัติและศีลสมบัติ ท่านให้พิสดารแล้วในมหาปรินิพพานสูตรแล.
ข้อว่า โจทเกน ความว่า ถูกโจทด้วยเรื่องสำหรับโจท ๔ อย่างคือ การเทียบเคียงเรื่องราว การเทียบเคียงอาบัติ การห้ามการอยู่ร่วม การห้ามสามีจิกรรม.
ในข้อว่า กาเลน วกฺขามิโน อกาเลน ความว่า สำหรับจำเลยต้องบอกเวลาสำหรับโจทก์ไม่ต้อง.
จริงอยู่ ภิกษุเมื่อจะโจทผู้อื่น ไม่พึงโจทในท่ามกลางบริษัท ในโรงอุโบสถ ในโรงปวารณา หรือในโรงฉัน โรงเลี้ยงเป็นต้น. เวลาที่ท่านนั่งพักในที่พักกลางวัน พึงให้ท่านให้โอกาสเสียก่อนแล้วจึงโจทขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ขอท่านจงให้โอกาส ผมต้องการจะพูดกับท่าน. ก็ครั้นสอบสวนบุคคลแล้ว ผู้ใดเป็นบุคคลเหลาะแหละ พูดเท็จ ยกโทษมิใช่ยศขึ้นแก่พวกภิกษุทั้งหลาย ผู้นั้นแม้เว้นการทำโอกาส ก็โจทได้.
ข้อว่า ภูเตน ความว่า ตามสภาพที่เป็นจริง.
ข้อว่า สณฺเหน ความว่า เกลี้ยงเกลา อ่อนโยน.
ข้อว่า อตฺถสญฺหิเตน ความว่า ด้วยการเข้าถึงโดยความเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ ความเป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูล.
ปธานิยงฺคปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า ปธานิยงฺคานิ ความว่า ภาวะที่เป็นที่ตั้ง ท่านเรียกว่าปธาน. ปธานของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าปธานิยะ. องค์แห่งภิกษุผู้มีปธาน ชื่อว่าปธานิยังคะ (องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร).
ข้อว่า สทฺโธ ความว่า ประกอบด้วยศรัทธา.
ก็ศรัทธามี ๔ อย่าง คือ อาคมนศรัทธา อธิคมนศรัทธา โอกัปปนศรัทธา ปสาทศรัทธา.
บรรดาศรัทธา ๔ อย่างนั้น ความเชื่อต่อปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอาคมนศรัทธา เพราะมาแล้วตั้งแต่ (เริ่มทำ) อภินิหาร. ความเชื่อต่อพระอริยสาวกทั้งหลาย ชื่อว่าอธิคมนศรัทธา เพราะบรรลุแล้วด้วยการแทงตลอด. เมื่อมีคนกล่าวว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ดังนี้แล้ว การปลงใจลงเชื่อโดยความไม่หวั่นไหว ชื่อว่าโอกัปปนศรัทธา. ความเกิดขึ้นแห่งความเลื่อมใส ชื่อว่าปสาทศรัทธา.
ในที่นี้ท่านประสงค์เอาศรัทธาคือการปลงใจลงเชื่อ.
ข้อว่า โพธึ ได้แก่ ญาณในมรรคที่ ๔. บุคคลย่อมเชื่อว่า ญาณในมรรคที่ ๔ นั้นเป็นอันพระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้ว. ก็คำนี้เป็นแง่แห่งเทศนานั่นเทียว. ก็ความเชื่อในรัตนะแม้ทั้ง ๓ ประการด้วยองค์นี้ ท่านประสงค์เอาแล้ว.
จริงอยู่ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ของบุคคลใดเป็นสภาพมีกำลัง ความเพียรที่ตั้งไว้ของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จได้.
ข้อว่า อปฺปาพาโธ แปลว่า ไม่มีโรค. ข้อว่า อปฺปาตงฺโก แปลว่า หมดทุกข์. ข้อว่า สมเวปากินิยา แปลว่า มีผลสุกงอม. ข้อว่า คหณิยา ได้แก่ เตโชธาตุซึ่งเกิดแต่กรรม.
ข้อว่า นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ความว่า ก็บุคคลที่มีน้ำย่อยออกมาเย็นมาก ย่อมกลัวต่อความเย็น. บุคคลที่มีน้ำย่อยออกมาร้อนมาก ย่อมกลัวต่อความร้อน. ความเพียรย่อมไม่สำเร็จแก่พวกเขา. สำหรับบุคคลผู้ที่มีน้ำย่อยพอปานกลาง สำเร็จได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เหมาะแก่ความเพียรระดับกลาง.
ข้อว่า ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา ความว่า ประกาศโทษของตนตามที่เป็นจริง.
ข้อว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า สามารถที่จะขึ้นไปและที่จะกำหนดถึงเวลาขึ้นและเวลาตก. อุทยัพยญาณที่กำหนดเอาลักษณะ ๕๐ ประการ ท่านกล่าวไว้ด้วยคำนี้.
ข้อว่า อริยาย ความว่า สะอาดหมดจด. ข้อว่า นิพฺเพธิกาย ความว่า สามารถเพื่อแทงตลอดขันธ์มีความโลภเป็นต้น ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน.
ข้อว่า สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ความว่า ทุกข์ใดๆ จะสิ้นไปได้ ดำเนินไปเพื่อความสิ้นทุกข์นั้นๆ เพราะละกิเลสได้ด้วยอำนาจองค์นั้นๆ. วิปัสสนาปัญญา ท่านกล่าวไว้ด้วยบทเหล่านี้ทุกบท ด้วยประการฉะนี้.
จริงอยู่ ความเพียรหาสำเร็จแก่คนทรามปัญญาไม่.
สุทฺธาวาสาทิปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า สุทฺธาวาสา ความว่า พวกพรหมชั้นสุทธาวาสอยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุทธาวาส. ข้อว่า สุทฺธา ได้แก่ พระอนาคามีและพระขีณาสพ ซึ่งปราศจากกิเลสมลทิน. คำใดที่พึงกล่าวในข้อว่า อวิหา เป็นต้น คำนั้นท่านกล่าวไว้แล้วในมหาปทานสูตรนั่นแล.
ในบรรดาพระอนาคามีบุคคลทั้งหลาย พึงทราบดังต่อไปนี้.
พระอนาคามีผู้ยังไม่ล่วงวัยกลางคน แล้วบรรลุพระอรหัต ซึ่งเป็นการดับกิเลสเสียได้ในระหว่าง ชื่อว่า อันตรปรินิพพายี (ปรินิพพานในระหว่าง). พระอนาคามีผู้ล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว จึงบรรลุชื่อว่า อุปหัจจปรินิพพายี (นิพพานเมื่อล่วงวัยกลางคนแล้ว).
พระอนาคามีผู้ไม่ลำบากเพราะไม่ต้องประกอบความเพียร โดยไม่มีสังขาร (เครื่องปรุงแต่งช่วยเหลือ) บรรลุได้อย่างง่ายดาย ชื่อว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี (นิพพานโดยไม่มีสังขาร). พระอนาคามีผู้ลำบาก เพราะต้องประกอบความเพียรพร้อมกับสังขาร บรรลุได้โดยความลำบาก ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี (ปรินิพพานพร้อมสังขาร).
พระอนาคามีทั้ง ๔ เหล่านี้หาได้ในสุทธาวาสทั้ง ๕ ชั้น.
บัณฑิตพึงทราบหมวด ๔ ในข้อว่า อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นี้ต่อไป.
ก็พระอนาคามีท่านใดชำระเทวโลกสี่ชั้น ตั้งแต่ชั้นอวิหาไปให้หมดจด ไปยังอกนิฏฐภพแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี มีกระแสในเบื้องบน ไปยังอกนิฏฐภพ.
พระอนาคามีท่านใดไปยังเทวโลกชั้นที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาไปแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี มีกระแสในเบื้องบน ไม่ไปยังอกนิฏฐภพ.
พระอนาคามีท่านใดจากกามภพ แล้วเกิดในอกนิฏฐภพแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี ไม่มีกระแสในเบื้องบน ไปยังอกนิฏฐภพ.
พระอนาคามีท่านใดบังเกิดในที่นั้นๆ นั่นแหละ บรรดาเทวโลก ๔ ชั้นเบื้องล่างแล้วปรินิพพาน (ที่ชั้นนั้นๆ) พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี.
ยุเม จตฺตาโร ปญฺจสุปิ สุทฺธาวาเสสุ ลพฺภนฺติ ฯ
อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามีติ เอตฺถ ปน จตุกฺกํ เวทิตพฺพํ ฯ โย หิ อวิหาโต ปฏฺฐาย จตฺตาโร เทวโลเก โสเธตฺวา อกนิฏฺฐํ คนฺตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นาม.
โย อวิหาโต ปฏฺฐาย ทุติยํ วา ตติยํ วา จตุตฺถํ วา เทวโลกํ คนฺตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี นาม.
โย กามภวโตว อกนิฏฺเฐสุ นิพฺพตฺติตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นามฯ
โย เหฏฺฐา จตูสุ เทวโลเกสุ ตตฺถ ตตฺเถว นิพฺพตฺติตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี นามาติ ฯ
____________________________
ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
เจโตขีลปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า เจโตขีลา ความว่า ภาวะที่จิตแข็งกระด้าง.
ข้อว่า สตฺถริ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยในพระสรีระหรือในพระคุณของพระศาสดา. บุคคลเมื่อสงสัยในพระสรีระย่อมสงสัยไปว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระที่ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีอยู่หรือไม่หนอ. บุคคลผู้สงสัยในพระคุณ ย่อมสงสัยว่า สัพพัญญุตญาณที่สามารถจะรู้อดีตอนาคตและปัจจุบัน มีหรือไม่หนอ.
ข้อว่า อาตปฺปาย ความว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร. ข้อว่า อนุโยคาย ความว่า โดยการประกอบเนืองๆ. ข้อว่า สาตจฺจาย ความว่า โดยกระทำติดต่อ. ข้อว่า ปธานาย ความว่า เพื่อการตั้งไว้.
ข้อว่า อยํ ปฐโม เจโตขีโล นี้ความว่า ความที่จิตกระด้างข้อแรกนี้ ได้แก่ความสงสัยในพระศาสดา.
ข้อว่า ธมฺเม ความว่า ในปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรม. บุคคลผู้สงสัยในปริยัติธรรม ย่อมสงสัยว่าคนทั้งหลายพูดกันว่า พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธพจน์นั้นมีอยู่หรือไม่หนอ. บุคคลผู้สงสัยในปฏิเวธธรรม ย่อมสงสัยว่า คนทั้งหลายพากันพูดว่าผลของวิปัสสนา ชื่อว่ามรรค ผลของมรรคชื่อว่าผล การสละสังขารทั้งปวงเสียได้ชื่อว่านิพพาน นิพพานนั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.
ข้อว่า สงฺเฆ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยว่า ประชุมแห่งบุคคลผู้ปฏิบัติปฏิทาอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งบทเป็นต้นว่า อุชุปฏิปนฺโน ดังนี้มี ๘ คือ พระผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ พระผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ พระสงฆ์นั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.
บุคคลผู้สงสัยในสิกขา ย่อมสงสัยว่า คนทั้งหลายพูดว่า ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา สิกขานั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.
ข้อว่า อยํ ปญฺจโม นี้ความว่า ภาวะที่จิตแข็ง ภาวะที่จิตเป็นดุจกองหยากเยื่อ ภาวะที่จิตเป็นดุจตอนี้เป็นที่ ๕ ได้แก่ความโกรธเคืองในเรื่องสพรหมจารีทั้งหลาย.
เจตโสวินีพนฺธาทิปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า เจตโส วินิพนฺธา ความว่า เหล่ากิเลสที่ชื่อว่า เป็นเครื่องผูกมัดจิตไว้ เพราะอรรถว่าผูกจิตยึดไว้ เหมือนทำไว้ในกำมือฉะนั้น. ข้อว่า กาเมสุ ความว่า ทั้งในวัตถุกาม ทั้งในกิเลสกาม. ข้อว่า กาเย ได้แก่ กรัชกายของตน. ข้อว่า รูเป ได้แก่ รูปภายนอก. ข้อว่า ยาวทตฺถํ ความว่า เท่าที่ต้องการ. ข้อว่า อุทราวเทหกํ ความว่า เต็มท้อง. จริงอยู่ ท้องนั้นท่านเรียกว่า อุทราวเทหกัง เพราะเลี้ยงร่างกายไว้. ข้อว่า เสยฺยสุขํ ความว่า มีความสุขเพราะเตียงและตั่ง. ข้อว่า ปสฺสสุขํ ความว่า สำหรับบุคคลผู้นอนกลิ้งไปตามสบาย นอนตะแคงขวาหรือนอนตะแคงซ้าย ก็มีความสุข ความสุขเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. ข้อว่า มิทฺธสุขํ ความว่า สุขอันเกิดจากความหลับ. ข้อว่า อนุยุตฺโต ความว่า ประกอบสิ่งที่สมควรอยู่. ข้อว่า ปณิธาย ความว่า ตั้งไว้แล้ว. ข้อว่า พฺรหฺมจริเยน ความว่า ประพฤติพรหมจรรย์งดเว้นเมถุน. ข้อว่า เทโว วา ภิวสฺสามิ ความว่า เราจักเป็นเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่หรือ. ข้อว่า เทวญฺญตโร วา ความว่า หรือว่าบรรดาเทพผู้มีศักดิ์น้อยทั้งหลาย เทพองค์ใดองค์หนึ่ง.
พึงทราบวินิจฉัยในอินทรีย์ทั้งหลายต่อไป.
อินทรีย์ที่เป็นโลกิยะเท่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในปัญจกะที่หนึ่ง. ปฐมฌานทุติยฌาน และจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ท่านกล่าวไว้แล้วในปัญจกะที่ ๒ ตติยฌานและปัญจมฌาน เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ (ท่านก็กล่าวไว้ในปัญจกะที่ ๒). ที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ท่านกล่าวไว้ในปัญจกะที่ ๓ ด้วยอำนาจสมถะวิปัสสนาและมรรค.
นิสฺสรนียปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า นิสฺสารณียา ความว่า แล่นออกไป คือหมดความทรงจำ.
ข้อว่า ธาตุโย ได้แก่ สภาวะที่ว่างจากตัวตน.
ข้อว่า กามํ มนสิกโรติ ความว่า นึกถึงแต่เรื่องกาม. อธิบายว่า ออกจากอสุภฌานแล้วส่งจิตมุ่งต่อกามเพื่อจะทดลองดู เหมือนคนจับงูแล้วจะทดลองพิษดูฉะนั้น.
ข้อว่า น ปกฺขนฺทติ ความว่า ไม่เข้าไป. ข้อว่า น ปสีทติ ความว่า ไม่ถึงกับเลื่อมใส. ข้อว่า น สนฺติฏฺฐติ ความว่า ตั้งอยู่ไม่ได้.
ข้อว่า น วิมุจฺจติ ความว่า ไม่หลุดพ้นไปได้. ขนปีกไก่ หรือท่อนเอ็นที่คนโยนเข้าในไฟ ย่อมหงิก งอ ม้วนเข้า คือไม่เหยียดออก ฉันใด จิตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมหดหู่ ไม่ร่าเริง.
ในข้อว่า เนกฺขมฺมํ โข ปน นี้ ความว่า ปฐมฌานในอสุภ ๑๐ ชื่อว่าเนกขัมมะ. เมื่อบุคคลนั้นมนสิการถึงปฐมฌานนั้น จิตก็ย่อมแล่นไป.
ข้อว่า ตสฺส ตํ จิตฺตํ ความว่า อสุภฌาน จิตดวงนั้นของบุคคลนั้น.
ข้อว่า สุคตํ ความว่า ดำเนินไปดี เพราะไปในโคจร. ข้อว่า สุภาวิตํ ความว่า อบรมมาอย่างดี เพราะเป็นส่วนที่ไม่เลวทราม. ข้อว่า สุวุฏฺฐิตํ ความว่า ออกจากกามได้ด้วยดี. ข้อว่า สุวิมุตฺตํ ความว่า พ้นเด็ดขาดด้วยดีจากกามทั้งหลาย. อาสวะ ๔ ที่มีกามเป็นเหตุ ชื่อว่าอาสวะมีกามเป็นปัจจัย.
ข้อว่า วิฆาตา แปลว่า เป็นทุกข์.
ข้อว่า ปริฬาหา ความว่า เร่าร้อนเพราะกามราคะ.
ข้อว่า น โส ตํ เวทนํ เวเทติ ความว่า บุคคลนั้นย่อมไม่เสวยเวทนาอันเกิดจากความใคร่ และเวทนาอันเกิดจากความคับแค้น และความเดือดร้อนนั้น.
ข้อว่า อิทมกฺขาตํ กามานํ นิสฺสรณํ ความว่า อสุภฌานนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเครื่องสลัดกามออกไป เพราะสลัดออกไปจากกามทั้งหลาย ก็บุคคลใดทำฌานนั้นให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลายบรรลุมรรคที่ ๓ เห็นพระนิพพานด้วยอนาคามิผล รู้ว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายไม่มีอีก จิตของบุคคลนั้นก็เป็นอันสลัดออกไปได้อย่างแน่นอน (จากกามทั้งหลาย).
แม้ในบททั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
อันนี้เป็นข้อที่แตกต่างกัน. ในวาระที่ ๒ เมตตาฌาน ชื่อว่าเป็นการสลัดพยาบาทออกไป. ในวาระที่ ๓ กรุณาฌาน ชื่อว่าการสลัดออกไปจากความเบียดเบียน. ในวาระที่ ๔ อรูปฌาน ชื่อว่าการสลัดออกไปซึ่งรูป. ก็ในข้อนี้ พึงประกอบอรหัตตผลเข้าในการสลัดออกได้อย่างแน่นอน
พึงทราบอธิบายในวาระที่ ๕ ต่อไป.
ข้อว่า สกฺกายํ มนสิกโรโต ความว่า พระขีณาสพสุกขวิปัสสกกำหนดเอาสังขารที่หมดจด แล้วบรรลุพระอรหัตออกจากผลสมาบัติ ส่งจิตมุ่งตรงไปยังอุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อจะทดลองดู.
ข้อว่า อิทมกฺขาตํ สกฺกายสฺส นิสฺสรณํ นี้ ความว่า จิตที่สัมปยุตด้วยอรหัตตผลสมาบัติเกิดขึ้นว่า ร่างกายของเราจะไม่มีอีกต่อไปของภิกษุผู้เห็นพระนิพพานด้วยอรหัตตมรรคและอรหัตตผล ท่านเรียกว่าการสลัดออกซึ่งกายของตน.
วิมุตฺตายตนปญฺจกวณฺณนา
ข้อว่า วิมุตฺตายตนานิ ความว่า เหตุแห่งการหลุดพ้น. ข้อว่า อตฺถปฏิสํเวทิโน ความว่า รู้อรรถแห่งพระบาลี. ข้อว่า ธมฺมปฏิสํเวทิโน ความว่า รู้พระบาลี. ข้อว่า ปาโมชฺชํ ได้แก่ ปีติอย่างอ่อน. ข้อว่า ปิติ ความว่า ปีติอย่างรุนแรง อันเป็นเหตุแห่งอาการยินดี. ข้อว่า กาโย ความว่า นามกายย่อมสงบ. ข้อว่า สุขํ เวเทติ ความว่า ได้รับความสุข.
ข้อว่า จิตฺตํ สมาธิยติ ความว่า จิตตั้งมั่นด้วยอรหัตตผลสมาธิ.
ก็บุคคลนี้เมื่อฟังธรรมนั้นย่อมรู้ฌานวิปัสสนามรรค และผลในฐานที่มาแล้วและมาแล้ว. เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ ปีติย่อมเกิดขึ้น. เธอไม่ยอมให้ปีตินั้นลดถอยลงเสียในระหว่าง เป็นผู้ประกอบไปด้วยอุปจารกัมมัฏฐาน เจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระอรหัต.
คำว่า จิตตั้งมั่นดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาพระอรหัตนั้น.
แม้ในคำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. นี้เป็นข้อที่แตกต่างกัน.
ข้อว่า สมาธินิมิตฺตํ ความว่า บรรดาอารมณ์ ๓๘ สมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง ชื่อว่าสมาธินิมิต.
ข้อว่า สุคหิตํ โหติ ความว่า เมื่อเธอเรียนเอากรรมฐานในสำนักอาจารย์ ก็ชื่อว่า เป็นอันเรียนอย่างดี.
ข้อว่า สุมนสิกตํ ความว่า ทำไว้ในใจอย่างดี.
ข้อว่า สุปธาริตํ ความว่า ทรงจำไว้ได้อย่างดี.
ข้อว่า สุปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย ความว่า ทำให้ประจักษ์ด้วยดีด้วยปัญญา.
ข้อว่า ตสฺมึ ธมฺเม ความว่า ธรรมในพระบาลีว่าด้วยเรื่องกรรมฐานนั้น.
ข้อว่า วิมุตฺติปริปาจนิยา ความว่า ความหลุดพ้น ท่านเรียกว่าอรหัต คุณธรรมเหล่าใดย่อมอบรมพระอรหัตต์นั้น เพราะเหตุนั้น คุณธรรมนั้นจึงชื่อว่า วิมุตติปริปาจนิยา.
บทว่า อนิจฺจสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในอนิจจานุปัสสนาญาณ.
ข้อว่า อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในทุกขานุปัสสนาญาณ.
ข้อว่า ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในอนัตตานุปัสสนาญาณ.
ข้อว่า ปหานสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในปหานานุปัสสนาญาณ.
ข้อว่า วิราคสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในวิราคานุปัสสนาญาณ.
คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส พึงประกอบเข้ากับนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๑๓๐ ด้วยสามารถแห่งปัญจกะ ๒๖ ชื่อว่าแสดงสามัคคีรสแล้ว ด้วยประการฉะนี้. จบธรรมหมวด ๕
ว่าด้วยธรรมหมวด ๖
พระเถระ (พระสารีบุตร) ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดห้า ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดหก จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาต่อไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺติกานิ ได้แก่ อายตนะภายใน.
บทว่า พาหิรานิ ได้แก่ อายตนะที่มีในภายนอกจากอายตนะภายในนั้น. ส่วนว่า อายตนะกถาโดยพิสดาร ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคแล้วแล.
บทว่า วิญฺญาณกายา ได้แก่ หมู่แห่งวิญญาณ.
บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ ได้แก่ วิญญาณที่เป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากอันอาศัยจักษุประสาท. ในวิญญาณทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ได้แก่ สัมผัสอันอาศัยจักษุ. แม้ในโสตสัมผัสเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มโนสมฺผสฺโส ได้แก่ สัมผัสทั้งปวงที่เหลือ เว้นสัมผัส ๑๐ เหล่านี้เสีย ชื่อว่ามโนสัมผัส. แม้หมวดหกแห่งเวทนาบัณฑิต ก็พึงทราบโดยนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า รูปสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่กระทำรูปให้เป็นอารมณ์บังเกิดขึ้น.
แม้สัญญาที่เหลือ บัณฑิตก็พึงทราบโดยอุบายนี้.
แม้ในหมวดหกแห่งเจตนาก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในหมวดหกแห่งตัณหาก็เหมือนกัน.
บทว่า อคารโว ได้แก่ เว้นจากความเคารพ.
บทว่า อปฺปฏิสฺโส ได้แก่ ไม่ยำเกรง คือไม่ประพฤติอ่อนน้อม.
ก็ภิกษุใด ในพระศาสนานี้ ครั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ย่อมไม่ไปสู่ที่บำรุง ในกาลทั้ง ๓ ครั้นเมื่อพระศาสดาไม่สวมรองเท้า เสด็จจงกรมอยู่ ก็สวมรองเท้าจงกรมครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ ในที่จงกรมต่ำ ก็จงกรมในที่จงกรมสูง ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จอยู่ในเบื้องล่าง ก็อยู่ในเบื้องบน ในที่เห็นพระศาสดา ก็ห่มคลุมไหล่ทั้งสอง กั้นร่ม สวมรองเท้า อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะก็หรือว่า ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่ไปเพื่อจะไหว้พระเจดีย์ กระทำกิจทั้งปวงตามที่กล่าวแล้ว ในที่พระเจดีย์ยังปรากฏอยู่ (หรือ) ในที่เห็นพระศาสดา ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระศาสดา.
ก็ภิกษุใด ครั้นเมื่อเขาประกาศการฟังธรรม ก็ไม่ไปโดยเคารพ ไม่ฟังธรรมโดยเคารพ นั่งคุยฟุ้งอยู่ ไม่เรียน ไม่บอก โดยเคารพ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระธรรม.
ก็ภิกษุใด อันภิกษุผู้เถระมิได้เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรม นั่งกล่าวปัญหา เบียดภิกษุผู้เฒ่า ไปยืน นั่งกระทำการรัดเข่าด้วยผ้าหรือด้วยมือในท่ามกลางสงฆ์ ก็ห่มคลุมไหล่ทั้งสอง กั้นร่ม หรือสวมรองเท้า ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระสงฆ์. ก็เมื่อภิกษุกระทำความไม่เคารพแม้ในภิกษุรูปเดียว ความไม่เคารพในพระสงฆ์ ก็จัดว่าเป็นอันเธอกระทำแล้วเหมือนกัน.
ส่วนภิกษุผู้ไม่ยังสิกขาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์อยู่นั่นแล ชื่อว่าไม่เคารพในสิกขา. ภิกษุผู้ไม่ตามพอกพูนซึ่งลักษณะแห่งความไม่ประมาท ชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาท. ภิกษุ เมื่อไม่กระทำปฏิสันถาร แม้ทั้ง ๒ อย่าง ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถาร.
ความเคารพ บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งนัยตรงกันข้ามตามที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า โสมนสฺสูปวิจารา ได้แก่ วิจารที่สัมปยุตด้วยโสมนัส.
บทว่า โสมนสฺสฏฺฐานียํ คือ เป็นเหตุแห่งโสมนัส.
บทว่า อุปวิจรติ ได้แก่ ตรึกด้วยวิตก (ก่อน) แล้วจึงกำหนดด้วยวิจาร.
ในคำที่เหลือทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
แม้โทมนัสสูปวิจาร บัณฑิตก็พึงทราบอย่างนั้นนั่นแหละ.
อุเปกขูปวิจารก็เหมือนกัน.
สาราณิยธรรม ท่านให้พิสดารในหนหลัง.
ส่วนปฐมมรรค ท่านกล่าวไว้ในโกสัมพิกสูตร ด้วยบทนี้ว่า ทิฏฺฐิสามญฺญคโต. มรรคแม้ทั้ง ๔ ท่านกล่าวไว้ในที่นี้.
วิวาทมูลฉกฺกวณฺณนา
บทว่า วิวาทมูลานิ ได้แก่ มูลแห่งวิวาท.
บทว่า โกธโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความโกรธ อันมีความเกรี้ยวกราดเป็นลักษณะ.
บทว่า อุปนาหิ ได้แก่ ประกอบด้วยความเข้าไปผูกโกรธไว้ อันมีการไม่สลัดการจองเวรกันเป็นลักษณะ.
หลายบทว่า อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ ได้แก่ วิวาทแห่งภิกษุทั้งสองย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างไร.
เหมือนอย่างในโกสัมพิกขันธกะ
เมื่อภิกษุ ๒ รูปวิวาทกัน พวกอันเตวาสิกของเธอทั้งสองนั้น ในวิหารนั้นก็วิวาทกัน. ภิกษุณีสงฆ์ผู้รับโอวาทของพวกภิกษุเหล่านั้นก็วิวาทกัน แต่นั้นพวกอุปัฏฐากของภิกษุเหล่านั้นก็วิวาทกัน. ลำดับนั้น เหล่าอารักขเทวดาของพวกมนุษย์ก็ (แยก) เป็นสองฝ่าย. บรรดาเทวดาเหล่านั้น เหล่าอารักขเทวดาของพวกมนุษย์ผู้เป็นธรรมวาที ก็เป็นธรรมวาทีด้วย. สำหรับพวกมนุษย์ผู้เป็นอธรรมวาที ก็เป็นอธรรมวาทีตาม.
จากนั้นเหล่าภุมมเทวดาผู้เป็นมิตรของอารักขเทวดา จึงแตกกัน. เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดยกเว้นพระอริยสาวกเสีย ต่อๆ กันไป จนกระทั่งถึงพรหมโลก ก็ (แยก) เป็นสองฝ่ายด้วยประการฉะนี้. ก็พวกที่เป็นอธรรมวาทีเทียวมีจำนวนมากกว่าพวกธรรมวาที.
ลำดับนั้น พวกเทวดาและมนุษย์ก็ปรารถนาที่จะยึดถือสิ่งที่ชนเป็นอันมากพากันยึดถือ พวกอธรรมวาทีที่มากกว่านั่นแหละ ก็แก้สภาพที่เป็นธรรมแล้ว พากันยึดถือสภาพที่มิใช่ธรรม. พวกอธรรมวาทีเหล่านั้น กระทำสภาพที่มิใช่ธรรมให้อยู่ในเบื้องหน้ากล่าวอยู่ จึงบังเกิดในอบายทั้งหลาย.
วิวาทของภิกษุทั้งสองฝ่าย ย่อมมีเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อชฺฌตฺตํ วา ได้แก่ ในภายในบริษัทของท่าน.
บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ในบริษัทของชนเหล่าอื่น.
บทว่า มกฺขิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความลบหลู่ อันมีการลบหลู่คุณของชนเหล่าอื่นเป็นลักษณะ.
บทว่า ปลาสิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยการตีตนเสมอ อันมีการแข่งดีเป็นลักษณะ.
บทว่า อิสฺสุกิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความริษยา อันมีการริษยาเครื่องสักการะของชนอื่นเป็นต้นเป็นลักษณะ.
บทว่า มจฺฉริ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ที่อยู่เป็นต้น.
บทว่า สโฐ ได้แก่ ผู้เต็มไปด้วยการหลอกลวง (ผู้โอ้อวด).
บทว่า มายาวี ได้แก่ ผู้ปกปิดความชั่วที่ตัวกระทำแล้ว.
บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ผู้ปรารถนาจะให้มีในสิ่งที่ไม่มี คือผู้ทุศีล.
บทว่า มิจฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ผู้มีปกติกล่าวว่าไม่มี ผู้มีปกติกล่าวว่าหาเหตุมิได้ ผู้มีปกติกล่าวว่าไม่เป็นอันทำฯ.
บทว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสิ คือ ลูบคลำทิฏฐิเองทีเดียว ฯ.
บทว่า อาธานคฺคาหี คือ ผู้ยึดถืออย่างมั่น ฯ.
บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ได้แก่ ไม่อาจที่จะสละสิ่งที่ตนยึดถือไว้ฯ.
ธาตุที่ตั้งอยู่เฉพาะ ชื่อว่าปฐวีธาตุ ฯ ธาตุที่เอิบอาบ ชื่อว่าอาโปธาตุ ฯ ธาตุที่ยังอาหารให้ย่อย ชื่อว่าเตโชธาตุ ฯ ธาตุที่เคลื่อนไหวได้ ชื่อว่าวาโยธาตุ ฯ ธาตุที่ถูกต้องไม่ได้ ชื่อว่าอากาสธาตุ ฯ ธาตุที่รู้ชัดอย่างเดียว ชื่อว่าวิญญาณธาตุ ฯ.
นิสฺสรณิยฉกฺกวณฺณนา
ธาตุที่พ้นออกไป ชื่อว่า นิสสารณียธาตุ.
หลายบทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐติ ได้แก่ ครอบงำให้เสื่อมแล้วคงอยู่.
หลายบทว่า มา เหวนฺติสฺส วจนีโย ได้แก่ เพราะเหตุที่ภิกษุพยากรณ์ ซึ่งคำพยากรณ์อันไม่เป็นจริง ฉะนั้น พึงถูกกล่าวว่า ท่านอย่าพูดอย่างนี้.
สองบทว่า ยทิทํ เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ ได้แก่ เมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออก ซึ่งความพยาบาท. อธิบายว่า ออกไปจากความพยาบาท. ก็ภิกษุใดออกจากติกฌานหรือจตุกกฌานด้วยเมตตา แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย บรรลุตติยมรรคแล้ว เห็นพระนิพพานด้วยตติยผลว่า พยาบาทไม่มีอีก จิตของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นจิตที่สลัดออกซึ่งความพยาบาทโดยส่วนเดียว.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.
สมาบัติของพระอรหัตตผล ชื่อว่าอนิมิตตาเจโตวิมุตติ. ก็สมาบัติของพระอรหัตตผลนั้น ท่านเรียกว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีราคนิมิตเป็นต้น. เพราะไม่มีรูปนิมิตเป็นต้น และเพราะไม่มีนิจจนิมิตเป็นต้น.
บทว่า นิมิตฺตานุสารี ความว่า ภิกษุผู้แล่นไปตามนิมิต อันมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่านิมิตตานุสารี (ผู้แล่นไปตามนิมิต).
บทว่า อสฺมิ ได้แก่ การถือว่าเรามีอยู่ (อัสมิมานะ).
บทว่า อยมหมสฺมิ ได้แก่ พระอรหัตต์เป็นอันท่านพยากรณ์แล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้ว่า เราชื่อนี้มีอยู่ในขันธ์ห้า.
บทว่า วิจิกิจฺฉากถํกถาสลฺลํ ได้แก่ ลูกศร คือความเคลือบแคลงสงสัยอันเป็นตัววิจิกิจฉา.
หลายบทว่า มา เหวนฺติสฺส วจนีโย ความว่า ถ้าว่า วิจิกิจฉาอันควรกำจัดด้วยปฐมมรรค จะบังเกิดขึ้นแก่ท่านไซร้ การพยากรณ์พระอรหัตต์ ก็เป็นอันผิด เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นพึงถูกห้ามว่า ท่านอย่ากล่าวคำที่ไม่จริง.
บทว่า อสฺมิ ความว่า พระอรหัตตมรรค ชื่อว่าถอนมานะเสียได้. ก็เมื่อบุคคลเห็นพระนิพพาน ด้วยอำนาจแห่งพระอรหัตตผลแล้ว อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเรามีอยู่) ย่อมไม่มีอีก เพราะเหตุนั้น พระอรหัตตมรรค ท่านจึงกล่าวว่า ถอนอัสมิมานะเสียได้.
อนุตฺตริยาทิฉกฺกวณฺณนา
บทว่า อนุตฺตริยานิ ได้แก่ ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า คือประเสริฐที่สุด. ไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่าในการเห็นทั้งหลาย ชื่อว่าทัสสนานุตตริยะ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาการเห็นเหล่านั้น การเห็นช้างแก้วเป็นต้นไม่จัดเป็นทัสสนานุตตริยะ. ส่วนว่าสำหรับผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว การเห็นพระทศพล หรือพระภิกษุสงฆ์ด้วยอำนาจแห่งความรักที่ตั้งมั่นแล้ว หรือว่าการเห็น บรรดากสิณนิมิตและอสุภนิมิตเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทัสสนานุตตริยะ.
การฟังคุณกถาของกษัตริย์เป็นต้นไม่จัดเป็นสวนานุตตริยะ. ส่วนสำหรับผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว การฟังคุณกถาของพระรัตนตรัยด้วยอำนาจแห่งความรักที่ตั้งมั่นแล้ว หรือว่าการฟังพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก ชื่อว่าสวนานุตตริยะ.
การได้รัตนะ คือแก้วมณีเป็นต้น ไม่จัดเป็นลาภานุตตริยะ. ส่วนการได้อริยทรัพย์ ๗ อย่าง ชื่อว่าลาภานุตตริยะ.
การศึกษาศิลปะ มีศิลปะเพราะช้างเป็นต้น ไม่จัดเป็นสิกขานุตตริยะ. ส่วนการบำเพ็ญสิกขาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ ชื่อว่าสิกขานุตตริยะ.
การบำเรอกษัตริย์เป็นต้น ไม่จัดเป็นปาริจริยานุตตริยะ. ส่วนการบำเรอพระรัตนตรัย ชื่อว่าปาริจริยานุตตริยะ.
การตามระลึกถึงคุณของกษัตริย์เป็นต้น ไม่จัดเป็นอนุสสรณานุตตริยะ (อนุสสตานุตตริยะ). ส่วนการตามระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ชื่อว่าอนุสสรณานุตตริยะ (อนุสสตานุตตริยะ).
อนุสสติทั้งหลายเทียว ชื่อว่าอนุสสติฐาน (ที่ตั้งแห่งความระลึกถึง). การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทธานุสสติ. ก็เมื่อบุคคลระลึกถึงอยู่อย่างนี้ ปีติย่อมบังเกิดขึ้น. บุคคลนั้นเริ่มตั้งปีตินั้นโดยความสิ้นไปโดยความเสื่อมไป ย่อมบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้. ธรรมดาว่าอุปจารกัมมัฏฐานนี้ แม้คฤหัสถ์ทั้งหลายก็ย่อมได้ (บรรลุได้) ในกัมมัฏฐานทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนกถาโดยพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
สตตวิหารฉกฺกวณฺณนา
การอยู่ประจำของพระขีณาสพ ชื่อว่า สตตวิหาร.
หลายบทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ความว่า ครั้นเมื่ออารมณ์แห่งจักขุทวารไปสู่คลอง ภิกษุเห็นรูปนั้นด้วยจักขุวิญญาณแล้วไม่ยินดีในชวนขณะที่น่ายินดี ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่ประทุษร้ายในชวนขณะที่ไม่น่ายินดี ย่อมเป็นผู้ไม่เสียใจ ไม่ยังโมหะให้บังเกิดขึ้นในเพราะการเพ่งที่ไม่สม่ำเสมอ วางเฉย มีตนเป็นกลางอยู่ มีสติ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสติ มีสัมปชัญญะ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสัมปชัญญะ.
แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ภิกษุย่อมวางเฉยอยู่ แม้ในทวารทั้ง ๖ ด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวฉฬังคุเบกขา ไว้ด้วยบทนี้.
ก็เพราะคำว่า สมฺปชาโน บัณฑิตย่อมได้ญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง.
คำว่า สตตวิหารา บัณฑิตย่อมได้มหาจิตแม้ทั้ง ๘ ดวง. เพราะคำว่า อรชฺชนฺโต อทุสฺสนฺโต บัณฑิตย่อมได้จิตแม้ทั้ง ๑๐ ดวง.
หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า โสมนัสจะมีได้อย่างไร.
แก้ว่า มีได้เพราะอาเสวนะ.
อภิชาติฉกฺกวณฺณนา
ชาติทั้งหลายชื่อว่า อภิชาติ.
สองบทว่า กณฺหาภิชาติโก สมาโน ความว่า ผู้เกิดแล้วในที่ดำ คือในตระกูลต่ำ. หลายบทว่า กณฺหํ ธมฺมํ อภิชายติ ความว่า ย่อมประสบ คือกระทำธรรมคือความเป็นผู้ทุศีล ๑๐ ประการ อันเป็นธรรมฝ่ายดำ. บุคคลนั้นประสบธรรม คือความเป็นผู้ทุศีล ๑๐ ประการนั้นแล้ว ย่อมบังเกิดในนรก.
สองบทว่า สุกฺกํ ธมฺมํ ความว่า เราเกิดแล้วในตระกูลต่ำ เพราะความที่ไม่ได้กระทำบุญไว้แม้ในกาลก่อน บัดนี้ เราจักทำบุญ เพราะเหตุนั้น เขาย่อมประสบธรรมฝ่ายขาว กล่าวคือบุญ. บุคคลนั้นย่อมบังเกิดในสวรรค์ด้วยธรรมฝ่ายขาว กล่าวคือบุญนั้น.
หลายบทว่า อกณฺหํ อสุกฺกํ นิพฺพานํ ความว่า ก็พระนิพพาน หากว่าจะพึงเป็นธรรมฝ่ายดำไซร้ ก็จะพึงให้วิบากที่ดำ หากว่าจะพึงเป็นธรรมฝ่ายขาวไซร้ ก็จะพึงให้วิบากที่ขาว แต่เพราะไม่ให้วิบากแม้ทั้ง ๒ พระนิพพาน ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ดำ ไม่ขาว.
ก็ธรรมดาว่า พระนิพพาน ท่านประสงค์เอาพระอรหัตต์ในอรรถนี้.
จริงอยู่ พระอรหัตต์นั้นชื่อว่าพระนิพพาน เพราะเกิดในที่สุดแห่งการดับกิเลส. บุคคลนั้นย่อมพบ คือประสบ กระทำ พระนิพพานนั้น.
สองบทว่า สุกฺกาภิชาติโก สมาโน ความว่า เป็นผู้เกิดแล้วในที่ขาว คือในตระกูลสูง.
คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
นิพฺเพธภาคิยฉกฺกวณฺณนา
บทว่า นิพฺเพธภาคิยา ความว่า พระนิพพาน ท่านเรียกว่านิพเพธ. ชนทั้งหลายย่อมคบ คือย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า นิพเพธภาคิยา (ส่วนแห่งการแทงตลอด).
อนิจจสัญญาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ในหมวดห้า.
ความกำหนดหมายในนิโรธานุปัสสนาญาณ ชื่อว่านิโรธสัญญา.
คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระเถระกล่าวอยู่ซึ่งปัญหา ๑๓๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหก ๒๒ หมวด แสดงสามัคคีรสด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล. จบหมวด ๖
ว่าด้วยธรรมหมวด ๗
พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดหก ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น ทรัพย์คือศรัทธา ชื่อว่าทรัพย์คือศรัทธา ด้วยอรรถว่าได้เฉพาะซึ่งสมบัติ. ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็บรรดาอริยทรัพย์เหล่านี้ ทรัพย์คือปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งปวง. เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในปัญญาแล้ว บำเพ็ญสุจริต ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ ให้บริบูรณ์ ย่อมเข้าถึงสวรรค์คือย่อมแทงตลอดซึ่งสาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณและพระสัพพัญญุตญาณได้. ปัญญา ท่านเรียกว่าทรัพย์คือปัญญา เพราะเป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งสมบัติเหล่านี้. ก็อริยทรัพย์แม้ทั้ง ๗ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า เจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระทีเดียว.
โพชฌงค์กถา ท่านกล่าวไว้แล้วเทียว.
บริวารแห่งสมาธิ ชื่อว่า สมาธิปริกฺขารา. สัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว. ด้วยบทว่า สัมมาทิฏฐิเป็นต้นเหล่านี้ บริขาร ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระเทียว.
ธรรมของอสัตบุรุษทั้งหลาย ชื่อว่าอสัทธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมอันไม่สงบ คือธรรมอันลามก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอสัทธรรม. บัณฑิตพึงทราบสัทธรรมโดยปริยายตรงกันข้าม.
บรรดาบทเหล่านี้ คำที่เหลือมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
ก็บรรดาสัทธรรมทั้งหลาย สัทธรรมแม้ทั้งปวงมีศรัทธาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้เฉพาะพระวิปัสสนา. ปัญญาแม้ในสัทธรรมเหล่านั้นเป็นทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระ.
นี้ความย่อ.
สองบทว่า สปฺปุริสานํ ธมฺมา ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษ.
ชนใดรู้ธรรม ในบรรดาสัปปุริสธรรมเหล่านั้นมีสุตตะและเคยยะเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าธัมมัญญู (รู้จักเหตุ). ชนใดรู้อรรถแห่งภาษิตนั้นๆ นั่นแล เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าอัตถัญญู (รู้จักผล). ชนใดรู้จักตนอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีประมาณเท่านี้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าอัตตัญญู (รู้จักตน). ชนใดรู้จักประมาณในการรับและการบริโภค เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่ามัตตัญญู (รู้จักประมาณ). ชนใดรู้จักกาลอย่างนี้ว่า นี้กาลแสดง นี้กาลไต่ถาม นี้กาลบรรลุโยคธรรม เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่ากาลัญญู (รู้จักกาล).
ก็บรรดากาลเหล่านั้น กาลแสดง ๕ ปี กาลไต่ถาม ๑๐ ปี นี้นับว่าคับแคบยิ่งนัก. กาลแสดง ๑๐ ปี กาลไต่ถาม ๒๐ ปี. เบื้องหน้าต่อแต่นั้นไป บัณฑิตพึงกระทำกรรมในการประกอบเถิด.
ชนใดรู้จักบริษัท ๘ อย่าง เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าปริสัญญู (รู้จักบริษัท). ชนใดรู้จักบุคคลที่ควรเสพหรือไม่ควรเสพ เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าปุคคลัญญู (รู้จักบุคคล).
วัตถุมีนิททสเป็นต้น ชื่อว่า นิททสวัตถุ. เหตุแห่งคำอย่างนี้ว่า ภิกษุไม่มี ๑๐ ภิกษุไม่มี ๒๐ ไม่มี ๓๐ ไม่มี ๔๐ ไม่มี ๕๐.
เล่ากันว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยเดียรถีย์. ก็พวกเดียรถีย์กล่าวถึงนิครนถ์ผู้ตายในเวลา ๑๐ ปี ว่าไม่ใช่ ๑๐. เล่ากันว่า นิครนถ์นั้นมีกาลฝน ๑๐ ก็ไม่ใช่อีก. อนึ่ง จะว่า ๑๐ ปีอย่างเดียวก็ไม่ใช่ แม้ ๙ ปี ฯลฯ แม้ ๑ ปีก็ไม่ใช่. โดยนัยนั้นนั่นแหละ พวกเดียรถีย์กล่าวถึงนิครนถ์ผู้ตายแม้ในเวลา ๒๐ ปีเป็นต้นว่า ไม่ใช่ ๒๐ ไม่ใช่ ๓๐ ไม่ใช่ ๔๐ ไม่ใช่ ๕๐.
ท่านพระอานนท์เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงไปยังวิหาร กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นี้ไม่ใช่คำของพวกเดียรถีย์หรอก นั่นเป็นคำของพระขีณาสพในศาสนาของเราดังนี้. ด้วยว่า พระขีณาสพปรินิพพานแล้วในเวลา ๑๐ ปี จะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑๐ อีกก็ไม่ใช่.
อนึ่ง พระขีณาสพจะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑๐ อย่างเดียวก็หามิได้ แม้จะเป็นผู้มีกาลฝน ๙ ฯลฯ แม้จะเป็นผู้มีกาลฝน ๑. อนึ่ง พระขีณาสพจะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑ อย่างเดียวก็หามิได้ จะเป็นผู้ชื่อว่า ๑๐ เดือนบ้าง ฯลฯ ๑ เดือนบ้าง ๑ วันบ้าง ครู่หนึ่งบ้าง ก็หามิได้นั่นเทียว.
ถามว่า เพราะเหตุอะไร.
แก้ว่า เพราะความไม่มีปฏิสนธิอีก.
แม้ในคำว่า ไม่มี ๒๐ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า นั่นเป็นคำของพระขีณาสพในศาสนาของเราด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงเหตุที่พระขีณาสพนั้น เป็นผู้มิใช่ (มีกาลฝน) ๑๐ จึงทรงแสดงนิททสวัตถุ ๗ ประการ. แม้พระเถระครั้นยกพระธรรมเทศนานั้นนั่นแหละขึ้นแล้ว จึงกล่าวนิททสวัตถุ ๗ ประการดังมีคำเป็นอาทิว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ภิกษุในพระศาสนานี้เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า ในการสมาทานสิกขา.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อิธ ได้แก่ ในพระศาสนานี้.
หลายบทว่า สิกฺขาสมาทาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ ความว่า เป็นผู้มีความพอใจอย่างมากในการบำเพ็ญไตรสิกขา.
หลายบทว่า อายติญฺจ สิกฺขาสมาทาเน อวิคตเปโม ความว่า เป็นผู้มาตามพร้อมด้วยความรักอันตนบรรลุแล้วในการบำเพ็ญสิกขา แม้ในวันรุ่งขึ้นเป็นต้น ในอนาคต.
บทว่า ธมฺมนิสนฺติยา ความว่า ด้วยการพิจารณาธรรม. คำนั่นเป็นชื่อของวิปัสสนา.
บทว่า อิจฺฉาวินเย ความว่า ในการปราบตัณหา.
บทว่า ปฏิสลฺลาเน ความว่า ในความเป็นผู้เดียว.
บทว่า วิริยารมฺเภ ความว่า ในการบำเพ็ญความเพียรที่เป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต.
บทว่า สติเนปกฺเก ความว่า ในสติและในความเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน.
บทว่า ทิฏฺฐิปฏิเวเธ ความว่า ในการเห็นมรรค.
คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่ทั้งปวงเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในสัญญาทั้งหลาย.
สัญญาในอสุภานุปัสสนาญาณ ชื่อว่าอสุภสัญญา. สัญญาในอาทีนวานุปัสสนาญาณ ชื่อว่าอาทีนวสัญญา. สัญญาที่เหลือท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
หมวด ๗ แห่งพละ หมวด ๗ แห่งวิญญาณฐิติ และหมวด ๗ แห่งบุคคล มีนัยอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.
กิเลสทั้งหลายเหล่าใดย่อมนอนเนื่อง ด้วยอรรถว่าละไม่ได้ เพราะเหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นชื่อว่าอนุสัย. กามราคะที่มีกำลังเรี่ยวแรง ชื่อว่ากามราคานุสัย. ในราคะทั้งปวงก็นัยนี้.
หมวดเจ็ดแห่งสัญโญชน์ มีเนื้อความชัดทั้งนั้น.
อธิกรณสมถสตฺตกวณฺณนา
พึงทราบวินิจฉัยในอธิกรณสมถะต่อไปนี้.
อธิกรณ์ทั้งหลายย่อมสงบ คือเข้าไประงับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อธิกรณสมถะ.
บทว่า อุปฺปนฺนุปฺปนฺนานํ ความว่า เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า อธิกรณานํ ความว่า แห่งอธิกรณ์ ๔ เหล่านี้คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑ อนุวาทาธิกรณ์ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑.
สองบทว่า สมถาย วูปสมาย ความว่า เพื่อสงบและเพื่อเข้าไประงับ.
พระวินัยธรพึงให้สมถะ ๗ เหล่านี้ คือพึงให้สัมมุขาวินัย ฯลฯ พึงให้ติณวัตถารกวินัย.
นัยแห่งการวินิจฉัยในสมถะเหล่านั้นดังต่อไปนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในอธิกรณ์ทั้งหลายก่อน
วิวาทอันใดแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้วิวาทกันด้วยวัตถุ ๑๘ ประการว่า ธรรมหรือมิใช่ธรรมก็ตาม อันนี้ชื่อว่าวิวาทาธิกรณ์ การกล่าวโทษ. การกล่าวโทษ การติเตียนและการโจทกันอันใด แห่งภิกษุผู้กล่าวโทษกันถึงศีลวิบัติก็ดี ถึงอาจารวิบัติและอาชีววิบัติก็ดี อันนี้ชื่อว่าอนุวาทาธิกรณ์. กองแห่งอาบัติแม้ทั้ง ๗ คือ กองแห่งอาบัติ ๕ มาในมาติกา กองแห่งอาบัติ ๒ มาในวิภังค์ อันนี้ชื่อว่าอาปัตตาธิกรณ์. การกระทำกรรม ๔ อย่างมีอปโลกนกรรมเป็นต้นแห่งสงฆ์ อันนี้ชื่อว่ากิจจาธิกรณ์.
บรรดาอธิกรณ์เหล่านั้น วิวาทาธิกรณ์ระงับได้ด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑. วิวาทาธิกรณ์ ระงับอยู่ด้วยสัมมุขาวินัยเท่านั้น คือ วิวาทาธิกรณ์เกิดขึ้นในวิหารใด อันสงฆ์วินิจฉัยแล้วในวิหารนั้นนั่นแหละ ย่อมระงับเมื่อภิกษุไปเพื่อจะระงับในที่อื่น อันสงฆ์วินิจฉัยแล้วในระหว่างทางก็ย่อมระงับได้ อันภิกษุไปมอบให้แก่สงฆ์ในที่ใด อันสงฆ์ในที่นั้นวินิจฉัยแล้วก็ย่อมระงับได้ หรือว่า ครั้นเมื่อสงฆ์ไม่อาจเพื่อจะระงับอันบุคคลผู้อันสงฆ์สมมติแล้ว วินิจฉัยเพื่อดึงออก (จากอาบัติ) ในที่นั้นนั่นแหละ ย่อมระงับได้เช่นกัน.
ก็แลครั้นเมื่อวิวาทาธิกรณ์นั้นระงับอยู่อย่างนี้ ความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล อันใด อันนี้ชื่อว่าสัมมุขาวินัย.
ก็บรรดาความพร้อมหน้าเหล่านั้น ความที่สงฆ์ผู้กระทำ (กรรม) พร้อมหน้ากันด้วยสามารถแห่งความสามัคคีของสงฆ์ อันนี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าสงฆ์. ความที่มีวัตถุ (เรื่อง) อันจะพึงระงับ ชื่อว่าความพร้อมหน้าธรรม. การพิจารณาโดยประการที่วิวาทาธิกรณ์จะพึงระงับไป ชื่อว่าความพร้อมหน้าวินัย. ภิกษุใดวิวาทกัน และวิวาทด้วยเนื้อความอันใด ความพร้อมหน้ากันแห่งเนื้อความและคู่กรณี (ข้าศึก) ทั้งสองนั้น ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคล.
ก็ความพร้อมหน้าสงฆ์ในวิวาทาธิกรณ์นี้ ย่อมเสื่อมหายไป ในเพราะการเข้าไประงับเพื่อดึงออก (จากอาบัติ). วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับไปด้วยสัมมุขาวินัยเท่านั้น อย่างนี้ก่อน.
ก็ถ้าว่า วิวาทาธิกรณ์ไม่ระงับไปแม้อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้พวกภิกษุผู้อันสงฆ์สมมุติ เพื่อดึงออก (จากอาบัติ) ย่อมมอบเรื่องนั้นแก่สงฆ์นั่นแหละด้วยคิดว่า พวกเราไม่อาจเพื่อจะระงับได้. ลำดับนั้น สงฆ์จึงสมมุติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ห้า ให้เป็นผู้จับฉลาก เพราะความที่พระธรรมวาทีแห่งบริษัท ผู้ยังภิกษุรูปนั้นให้จับฉลาก ด้วยสามารถแห่งวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาการจับฉลาก ๓ อย่างคือ ซ่อน ๑ เปิดเผย ๑ กระซิบที่หูของตน ๑ ประชุมกันแล้วมีมาก อธิกรณ์ที่เข้าไประงับโดยประการที่พระธรรมวาทีเหล่านั้นกล่าว ก็จัดว่าเป็นอันเข้าไประงับแล้วด้วยสัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา.
สัมมุขาวินัยในวิวาทาธิกรณ์นั้น มีนัยอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.
ก็การกระทำกรรมโดยเสียงข้างมากเป็นประมาณอันใด อันนี้ชื่อว่าเยภุยยสิกา.
วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.
อนุวาทาธิกรณ์ ย่อมระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมุฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. อนุวาทาธิกรณ์ระงับอยู่ด้วยสัมมุขาวินัยนั่นเทียว คือ ภิกษุผู้โจทกล่าวโทษ และโจทกล่าวโทษผู้ใด อนุวาทาธิกรณ์อันสงฆ์ฟังถ้อยคำของทั้งสองฝ่ายนั้นแล้ววินิจฉัยอย่างนี้ว่า ถ้าว่า อาบัติบางอย่างไม่มี ยังเธอทั้งสองให้อดโทษแล้ว ถ้าว่ามีอาบัติ อาบัติในอนุวาทาธิกรณ์นี้ ชื่อนี้ ย่อมเข้าไประงับได้. ลักษณะแห่งสัมมุขาวินัย ในอนุวาทาธิกรณ์นั้น มีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.
ก็ในกาลใด สงฆ์ให้สติวินัยด้วยญัตติจตุตถกรรมแก่ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถูกโจทด้วยศีลวิบัติอันหามูลมิได้ผู้ขอสติวินัยอยู่ ในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันระงับไปด้วยสัมมุขาวินัยและสติวินัย. ก็เมื่อสงฆ์ให้สติวินัยแล้ว การกล่าวโทษของใครๆ ย่อมไม่ขึ้นในบุคคลนั้นอีก.
ในกาลใด ภิกษุผู้เป็นบ้า ถูกพวกภิกษุโจทว่า ท่านผู้มีอายุระลึกถึงอาบัติเห็นปานนี้ได้หรือในความประพฤติอันไม่ใช่ของสมณะด้วยอำนาจแห่งความเป็นบ้า แม้กล่าวอยู่ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กระผมผู้เป็นบ้า กระทำกรรมนั้นแล้ว กระผมหาระลึกได้ไม่ ดังนี้แล้ว ยังถูกพวกภิกษุโจทอยู่เทียว ขออมุฬหวินัยเพื่อประโยชน์แก่การไม่โจทอีก และสงฆ์ให้อมุฬหวินัยแก่ภิกษุนั้นด้วยญัตติจตุตถกรรมในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและอมุฬหวินัย. ก็ครั้นเมื่อสงฆ์ให้อมุฬหวินัยแล้ว การกล่าวโทษของใครๆ เพราะความที่ภิกษุนั้นเป็นบ้า เป็นปัจจัย ย่อมไม่ขึ้นในบุคคลนั้นอีก.
ก็ในกาลใด เมื่อบุคคลผู้ลามกเพราะมากด้วยความชั่ว ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก หรือใกล้เคียงปาราชิก กลับประพฤติเป็นอย่างอื่น ถ้าว่าบุคคลผู้นี้จักเป็นผู้มีมูล อันตนต้องการแล้ว ประพฤติโดยชอบเทียว จักได้การรวมกัน (เข้าหมู่)ถ้าว่า เป็นผู้มีมูลอันตนตัดแล้ว สงฆ์สำคัญอยู่ว่า การขับไล่นี้นั่นแหละจักมีแก่บุคคลนั้น จึงกระทำตัสสปาปิยสิกา (การลงโทษแก่ผู้ผิด) ด้วยญัตติจตุตถกรรมในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและตัสสปาปิยสิกา.
อนุวาทาธิกรณ์ย่อมระงับไปด้วยสมถะ ๔ อย่างด้วยประการฉะนี้.
อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑. อาปัตตาธิกรณ์นั้นไม่มีการเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยทีเดียว. ก็ในกาลใด ภิกษุแสดงลหุกาบัติในสำนักแห่งภิกษุรูปหนึ่ง หรือในท่ามกลางคณะสงฆ์ ในกาลนั้น อาปัตตาธิกรณ์ย่อมเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและปฏิญญาตกรณะ. บรรดาสมถะเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในสัมมุขาวินัยก่อน ภิกษุผู้แสดงและแสดงแก่ผู้ใด ความพร้อมหน้ากันแห่งบุคคลทั้งสองนั้น ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคล. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
ความพร้อมหน้าสงฆ์ย่อมเสื่อมหายไปในกาลที่แสดงแก่บุคคลและคณะ. ก็บรรดาสมถะเหล่านี้ การกระทำปฏิญญาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมต้องแล้วซึ่งอาบัติชื่อนี้และว่า ขอรับ กระผมเห็นอยู่ (ผู้รับแสดงอาบัติกล่าวว่า) ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป อันใด อันนั้นชื่อว่าปฏิญญาตกรณะ. การขอปริวาสเป็นต้นจากอาบัติสังฆาทิเสสทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิญญา การให้ปริวาสเป็นต้นชื่อว่าปฏิญญาตกรณะ.
ก็พวกภิกษุผู้กระทำการทะเลาะกัน เกิดแยกเป็นสองฝ่าย ประพฤติล่วงละเมิดกิจอันมิใช่ของสมณะเป็นอันมาก ครั้นเมื่อลัชชีธรรมเกิดขึ้นอีกเห็นโทษในการชักชวนกันและกันให้กระทำอาบัติว่า ถ้าว่าพวกเราพึงกระทำกันและกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ อธิกรณ์นั้น แม้จะพึงมี ก็พึงเป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้หยาบช้า แล้วจึงกระทำติณวัตถารกกรรมในกาลใด ในกาลนั้น อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ.
ก็ภิกษุผู้เข้าอยู่ในหัตถบาสในกรรมนั้น ไม่กระทำกรรมให้แจ้งอันตนเห็นอย่างนี้ว่า กรรมนั้นไม่เหมาะแก่เรา แล้วพากันหลบไปเสีย. อาบัติทั้งปวงของภิกษุทั้งปวงเหล่านั้น เว้นโทษที่หยาบและที่ปฏิสังยุตต์ด้วยคฤหัสถ์ย่อมออกพ้นไปได้. อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ อย่างด้วยประการฉะนี้.
กิจจาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัยเท่านั้น.
อธิกรณ์ ๔ เหล่านี้ย่อมระงับด้วยสมถะ ๗ ประการเหล่านี้ตามสมควร. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เพื่อความสงบระงับอธิกรณ์ อันบังเกิดขึ้นแล้วๆ พึงให้สัมมุขาวินัย พึงให้สติวินัย พึงให้อมุฬหวินัย พึงปรับตามปฏิญญา พึงถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ พึงปรับตามความผิดของจำเลย พึงใช้ติณวัตถารกวิธี ดังนี้แล.
นี้เป็นนัยแห่งการวินิจฉัยในอธิกรณ์เหล่านี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในสมถขันธกะนั่นแล. แม้การวินิจฉัยแห่งความพิสดารนั้น ข้าพเจ้าก็กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกา.
คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นเทียว.
พระเถระกล่าว ๙๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด ๑๔ หมวด แสดงสามัคคีรสด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๗
ว่าด้วยธรรมหมวด ๘
พระเถระ ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ดด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดแปด จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาต่อไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉตฺตา คือ ไม่แน่นอน ได้แก่มีสภาพที่ผิด.
บทว่า สมฺมตฺตา คือ แน่นอน ได้แก่มีสภาพที่ถูกโดยชอบ.
บทว่า กุสีตวตฺถูนิ ได้แก่ เรื่อง คือที่พึ่งของคนเกียจคร้าน คือของคนขี้เกียจ. อธิบายว่า เหตุของความเกียจคร้าน.
หลายบทว่า กมฺมํ กตฺตพฺพํ โหติ ความว่า พึงกระทำกรรมมีการกะจีวรเป็นต้น.
หลายบทว่า น วิริยํ อารภติ ความว่า ไม่ปรารภความเพียรแม้ทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า อปฺปตฺตสฺส ความว่า เพื่อบรรลุธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลที่ตนยังไม่บรรลุ. บทว่า อนธิคตสฺส ความว่า เพื่อประโยชน์ คือการบรรลุธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลนั้นนั่นแหละอันตนยังมิได้บรรลุ.
บทว่า อสจฺฉิกตสฺส ความว่า เพื่อประโยชน์คือการกระทำให้แจ้งธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลนั้นที่ตนยังไม่กระทำให้แจ้ง.
สองคำนี้ว่า อิทํ ปฐมํ ได้แก่ การนั่งลง (ด้วยการคิด) อย่างนี้ว่า เอาเถิด เราจะนอน ดังนี้ จัดเป็นเรื่องของความเกียจคร้านทีแรก. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
ก็ถั่วราชมาสอันชุ่มชื่อว่ามาสาจิตะ ในคำนี้ว่า มาสาจิตํ มญฺเญ ดังนี้. อธิบายว่า เป็นผู้หนักเหมือนถั่วราชมาสที่เปียกชุ่ม เป็นของหนักฉะนั้น.
สองบทว่า คิลานวุฏฺฐิโต โหติ ความว่า เป็นไข้หายออกไปทีหลัง.
บทว่า อารพฺภวตฺถูนิ ได้แก่ เหตุแห่งความเพียร บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้เทียวแห่งบททั้งหลาย แม้เหล่านั้น.
บทว่า คือ เหตุแห่งทาน. หลายบทว่า อาสชฺช ทานํ เทติ ความว่า ถึงแล้วจึงให้ทาน. บุคคลเห็นภิกษุผู้มาแล้วเทียว นิมนต์ท่านให้นั่งครู่หนึ่งเท่านั้น แล้วจึงกระทำสักการะถวายทาน ย่อมไม่ลำบาก ด้วยการคิดว่า เราจักให้. ความหวังในการให้นี้ ชื่อว่า เหตุแห่งการให้ ด้วยประการฉะนี้.
เหตุทั้งหลายมีความกลัวเป็นต้น แม้ในคำเป็นต้นว่า ให้ทาน เพราะความกลัว บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นเหตุแห่งการให้. บรรดาเหตุเหล่านั้น ความกลัวต่อคำติเตียน หรือความกลัวต่ออบายว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้ไม่ให้ (ทาน) เป็นผู้ไม่กระทำ (สักการะ) ชื่อว่าความกลัว.
สองบทว่า อทาสิ เม ความว่า บุคคลย่อมให้ตอบด้วยคิดว่า บุคคลนั้นได้ให้วัตถุชื่อนี้แก่เราในกาลก่อน. สองบทว่า ทสฺสติ เม ความว่า บุคคลย่อมให้ด้วยคิดว่า เขาจักให้วัตถุชื่อนี้ในอนาคต. สองบทว่า สาหุ ทานํ ความว่า บุคคลย่อมให้ (ทาน) ด้วยคิดว่า ธรรมดาว่า การให้เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือเป็นกรรมดี อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญแล้ว.
หลายบทว่า จิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺกํ ทานํ เทติ ความว่า บุคคลย่อมให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับ และเพื่อเป็นบริวารของจิตในสมถะและวิปัสสนา.
จริงอยู่ ทานย่อมกระทำจิตให้อ่อนได้. อันผู้ใดได้วัตถุ แม้ผู้นั้นก็ย่อมมีจิตอ่อนว่า เราได้แล้ว. อันผู้ใดให้แล้ว แม้ผู้นั้นก็ย่อมมีจิตอ่อนว่า เราให้แล้ว. ทานย่อมกระทำจิตของบุคคลแม้ทั้งสองให้อ่อนได้ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้นว่า การฝึกจิตซึ่งยังไม่เคยฝึก (ชื่อว่าทาน). เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
การฝึกจิตซึ่งยังไม่เคยฝึก ชื่อว่าทาน
การไม่ให้เป็นเหตุประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว
สัตว์ทั้งหลายย่อมฟูขึ้นและฟุบลง ด้วยทาน
และวาจาที่อ่อนหวาน ดังนี้.
ก็บรรดาทานทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ ทานที่เป็นเครื่องประดับจิตเท่านั้นสูงสุด.
บทว่า ทานูปปตฺติโย ความว่า เข้าถึงเพราะทานเป็นปัจจัย. บทว่า ทหติ แปลว่า ตั้งไว้. คำว่า อธิฏฺฐาติ เป็นไวพจน์ของคำว่า ทหติ นั้นนั่นแหละ. บทว่า ภาเวติ แปลว่า ให้เจริญ.
สองบทว่า หีเน วิมุตฺตํ ความว่า หลุดพ้นกามคุณ ๕ อันเลว.
บทว่า อุตฺตริอภาวิตํ ความว่า แต่นั้น ไม่อบรมเพื่อต้องการมรรคผลอันยอดเยี่ยม.
สองบทว่า ตตฺรูปปตฺติยาสํวตฺตติ ความว่า บุคคลปรารถนา (เกิด) ที่ใด กระทำกุศลไว้ก็ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อประโยชน์แก่การเกิดในที่นั้นๆ.
บทว่า วีตราคสฺส ความว่า ผู้มีราคะอันตัดได้เด็ดขาดด้วยมรรค หรือผู้มีราคะอันข่มได้ด้วยสมาบัติ.
จริงอยู่ สัตว์ไม่อาจที่จะเกิดในพรหมโลกได้ด้วยกุศลสักว่าทานเท่านั้น. ก็ทานย่อมเป็นเครื่องประดับเป็นบริวารของจิตในสมาธิและวิปัสสนา. บุคคลผู้มีจิตอ่อนโยนเพราะทานนั้น เจริญพรหมวิหารแล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้. เพราะเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า ของผู้มีราคะไปปราศแล้ว ไม่ใช่ของผู้มีราคะ.
บริษัทของกษัตริย์ ชื่อว่าขัตติยปริสา (บริษัทของกษัตริย์) อธิบายว่า หมู่.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้นั่นเทียว.
ธรรมของโลก ชื่อว่าโลกธรรม. ธรรมดาว่าบุคคลผู้พ้นจากโลกธรรมเหล่านั้นไม่มี. แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ยังต้องมีนั่นเทียว.
สมจริงดังพระดำรัสแม้ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการเหล่านี้ย่อมหมุนเวียนไปตามโลก และโลกก็ย่อมหมุนเวียนไปตามโลกธรรม ๘ ประการดังนี้.
____________________________
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๙๕
สองบทว่า ลาโภ อลาโภ บัณฑิตพึงทราบว่า ครั้นเมื่อลาภมา ความไม่มีลาภก็มาด้วยนั่นเทียว. แม้ในยศเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
กถาว่าด้วยอภิภายตนะและวิโมกข์ ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วเหมือนกัน. พระเถระกล่าวปัญหา ๘๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดแปด ๑๑ หมวด แสดงสามัคคีรสแล้วด้วยประการฉะนี้แล. จบธรรมหมวด ๘
ว่าด้วยธรรมหมวด ๙
พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งหมวดแปดด้วยประการฉะนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า จึงปรารภพระธรรมเทศนาอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาฆาตวตฺถูนิ แปลว่า เหตุแห่งความอาฆาต.
สองบทว่า อาฆาตํ พนฺธติ ความว่า ผูกไว้คือกระทำได้แก่ยังความโกรธให้เกิดขึ้น.
หลายบทว่า ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา ความว่า การประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้น อย่าได้มีแล้ว เพราะเหตุนั้น อันบุคคลพึงได้จากที่ไหนคืออาจเพื่อจะได้ด้วยเหตุอะไรในบุคคลนี้. บุคคลคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าบุคคลอื่นย่อมกระทำความฉิบหายตามความพอใจแห่งจิตของตนแก่บุคคลอื่น ดังนี้ ย่อมบรรเทาความอาฆาตได้.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ถ้าว่า เราพึงกระทำความโกรธตอบไซร้ การกระทำความโกรธนั้นอันเราพึงได้แต่ที่ไหนในบุคคลนี้ หรือพึงได้ด้วยเหตุอะไร. บาลีว่า กุโต ลาภา ดังนี้ก็มี. ถ้าว่า เราพึงกระทำความโกรธในบุคคลนี้ไซร้ ธรรมดาว่า ลาภอันเราได้แต่ที่ไหนในการกระทำความโกรธของเรานั้น. อธิบายว่า ลาภเหล่าไหนพึงมี.
ก็ในอรรถนี้ ศัพท์ว่า ตํ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
บทว่า สตฺตาวาสา ได้แก่ ถิ่นเป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า ที่เป็นที่อยู่.
บรรดาสัตตาวาสเหล่านั้น แม้สุทธาวาสทั้งหลายก็จัดเป็นสัตตาวาสเหมือนกัน แต่ว่า ท่านมิได้จัดไว้ เพราะความที่ไม่เป็นไปในกาลทั้งปวง.
จริงอยู่ สุทธาวาสทั้งหลายเป็นเหมือนกับค่าย (ถิ่นที่ประทับ) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะว่าในอสงไขยกัปป์ ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าไม่บังเกิด ที่นั้นย่อมว่างเปล่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่จัดไว้ (ว่าเป็นสัตตาวาส) เพราะความที่ไม่เป็นไปในกาลทั้งปวง.
คำที่เหลือในอรรถนี้ บัณฑิตพึงทราบดังต่อไปนี้
คำที่จะพึงกล่าวท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในอขณะทั้งหลาย.
หลายบทว่า ธมฺโม จ เทสิยติ ความว่า สัจจธรรม ๔ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดง. บทว่า โอปสมิโก ความว่า กระทำการเข้าไประงับกิเลส. บทว่า ปรินิพฺพานิโก ความว่า นำมาซึ่งการดับรอบแห่งกิเลส. บทว่า สมฺโพธคามี ความว่า ผู้แทงตลอดด้วยมรรคญาณ ๔. บทว่า อญฺญตรํ ความว่า อสัญญภพหรือว่าอรูปภพ.
บทว่า อนุปุพฺพวิหารา ความว่า วิหารธรรมอันจะพึงเข้าไปตามลำดับ.
บทว่า อนุปุพฺพนิโรธา ความว่า ดับไปตามลำดับ.
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๕๔ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า ๖ หมวด แสดงสามัคคีรสแล้วด้วยประการฉะนี้ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๙
ว่าด้วยธรรมหมวด ๑๐
พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเก้าด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ จึงปรารภพระธรรมเทศนาอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาถกรณา ความว่า ธรรมอันกระทำที่พึ่งแห่งตน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าอยู่ไม่มีที่พึ่งเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้เป็นธรรมที่กระทำที่พึ่ง.
____________________________
องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๗
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กลฺยาณมิตฺโต เป็นต้น.
มิตรทั้งหลายของบุคคลนั้นถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น คือเป็นคนดี เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ากัลยาณมิตร (ผู้มีมิตรดี). อนึ่ง มิตรเหล่านั้นของบุคคลนั้น ชื่อว่าสหาย เพราะไปร่วมกันในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้นเพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ากัลยาณสหาย (ผู้มีสหายดี). ความเข้าพวกในกัลยาณมิตรนั่นแล น้อมไปทั้งจิตและกาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากัลยาณสัมปวังกะ (ผู้มีพวกดี).
สองบทว่า สุพฺพโจ โหติ ความว่า เป็นผู้อันเขาพึงว่ากล่าวได้โดยง่าย คืออันเขาพึงตามสอนได้โดยง่าย. บทว่า ขโม ความว่า ผู้ถูกเขาว่าด้วยถ้อยคำอันหนักคือหยาบคาย ได้แก่แข็งกระด้าง ย่อมอดทนได้ คือไม่โกรธ.
สองบทว่า ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนี ความว่า ผู้ไม่กระทำเหมือนบุคคลบางคน พอถูกเขาโอวาทก็รับโดยเบื้องซ้าย แตกแยกกันไป หรือไม่ฟังไปเสีย ย่อมรับเบื้องขวาด้วยกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงโอวาท จงตามสอนเถิด เมื่อท่านไม่โอวาท คนอื่นใครเล่า จักโอวาทดังนี้.
บทว่า อุจฺจาวจานิ ความว่า สูงและต่ำ.
บทว่า กึกรณียานิ ความว่า การงานอันจะพึงกล่าวกระทำอย่างนี้ว่า กระผมจะทำอะไร.
บรรดาการงานเหล่านั้น การงานมีอาทิอย่างนี้ว่า การกระทำจีวร การย้อมจีวร การทำความสะอาดที่พระเจดีย์ การงานอันจะพึงกระทำที่โรงอุโบสถ เรือนพระเจดีย์ และเรือนโพธิ์ทั้งหลาย ชื่อว่าการงานสูง. การงานเล็กน้อยมีการล้างเท้าและทาเท้าเป็นต้น ชื่อว่าการงานต่ำ.
บทว่า ตตฺรูปายาย ความว่า ควรเข้าไปในที่นั้น. สองบทว่า อลํ กาตุํ ความว่า เป็นผู้สามารถเพื่อจะทำ. สองบทว่า อลํ สํวิธาตุํ ความว่า ผู้สามารถเพื่อจะพิจารณา. อธิบายว่า เป็นผู้ใคร่ที่จะแสดงแก่คนเหล่าอื่น.
ความใคร่คือความรักในธรรมของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า ธัมมกาโม (ผู้ใคร่ในธรรม). อธิบายว่า ย่อมประพฤติรักซึ่งพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก.
บทว่า ปิยสมุทาหาโร ความว่า เมื่อบุคคลอื่นกล่าวอยู่ ย่อมฟังโดยเคารพ และเป็นผู้ใคร่เพื่อจะแสดงแก่ชนเหล่าอื่นเอง.
ในหมวดสองแห่งบทนี้ว่า อภิธมฺเม อภิวินเย บัณฑิตพึงทราบหมวดสี่แห่งคำว่า ธมฺโม อภิธมฺโม วินโย อภิวินโย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ พระสุตตันปิฎก. บทว่า อภิธมฺโม ได้แก่ สัตตัปปกรณ์ (ปกรณ์ ๗). บทว่า วินโย ได้แก่ อุภโตวิภังค์. บทว่า อภิวินโย ได้แก่ ขันธกบริวาร.
อีกอย่างหนึ่ง แม้พระสุตตันตปิฎก คือพระธรรมนั่นเอง มรรคและผลทั้งหลาย คือพระอภิธรรม พระวินัยปิฎกทั้งสิ้น คือพระวินัย การกระทำการเข้าไประงับกิเลส คืออภิวินัย. บัณฑิตพึงทราบอธิบายในธรรม อภิธรรม วินัยและอภิวินัย นี้แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุฬารปาโมชฺโช ความว่า เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก. กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า สัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติภวิภัตติ. เพราะเหตุแห่งกุศลธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔. อธิบายว่า เป็นผู้ไม่ทอดธุระ เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุกุศลธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ เหล่านั้น.
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในหมวดสิบแห่งกสิณดังต่อไปนี้.
โดยอรรถทั้งสิ้น กสิณทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นแดน ด้วยอรรถว่าเป็นเขต หรือด้วยอรรถว่าการตั้งใจมั่น แห่งธรรมทั้งหลายอันเป็นตทารมณ์.
บทว่า อุทฺธํ ความว่า ผู้มีหน้าเฉพาะต่อพื้นท้องฟ้าในเบื้องบน. บทว่า อโธ ความว่า ผู้มีหน้าเฉพาะต่อพื้นแผ่นดินเบื้องต่ำ. บทว่า ติริยํ ความว่า กำหนดตัดโดยรอบเหมือนมณฑลแห่งนา.
จริงอยู่ บุคคลบางคนย่อมขยายกสิณไปเบื้องบนอย่างเดียว บางคนขยายไปเบื้องล่าง บางคนขยายไปโดยรอบ. บุคคลผู้ใคร่ในการเห็นรูป ประดุจเหมือนแสงสว่าง ย่อมแผ่ออกไปอย่างนั้นหรือโดยเหตุนั้นนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง.
ส่วนคำว่า อนฺวยํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อการเข้าถึงความเป็นอย่างอื่นแห่งบุคคลผู้หนึ่ง. เหมือนอย่างว่า เมื่อบุคคลดำลงน้ำ น้ำเท่านั้นย่อมปรากฏมีในทิศทั้งปวง สิ่งอื่นหามีไม่ฉันใดปฐวีกสิณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นปฐวิกสิณอยู่นั่นเอง ความเจือด้วยกสิณอย่างอื่นของผู้นั้นย่อมไม่มี. ในกสิณทั้งปวงก็นัยนี้.
คำว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปไม่มีประมาณแห่งบุคคลนั้นๆ.
จริงอยู่ บุคคลเมื่อแผ่กสิณนั้นไปด้วยใจ ชื่อว่าแผ่ไปทั้งสิ้นทีเดียว คือไม่ถือเอาประมาณว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลางแห่งกสิณนั้น ดังนี้แล.
ก็ในคำว่า วิญฺญาณกสิณํ นี้ได้แก่ วิญญาณที่เป็นไปในกสิณุคฆาติมากาศ (อากาศที่เพิกกสิณ). บัณฑิตพึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง ในวิญญาณที่เป็นไปในกสิณนั้น ด้วยสามารถแห่งกสิณุคฆาติมากาศด้วยอำนาจแห่งกสิณในวิญญาณนั้น. นี้เป็นความย่อในกสิณนี้.
ก็แล กสิณทั้งหลายมีปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านั้นอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในวิสุทธิมรรคนั่นแล โดยภาวนามัยแห่งกัมมัฏฐาน.
อกุสลกมฺมปถทสกวณฺณนา
พึงทราบวินิจฉัยในกรรมบถทั้งหลายดังต่อไปนี้.
กรรมทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่าเป็นกรรมบถ เพราะความเป็นทางแห่งทุคคติและสุคติทั้งหลาย. บรรดากรรมบถเหล่านั้น กรรมบถทั้ง ๔ มีปาณาติบาต อทินนาทานและมุสาวาทเป็นต้น ท่านให้พิสดารแล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแล.
ส่วนในกรรมบถข้อว่า กาเมสุ มิจฺฉาจาโร นี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กาเมสุ ความว่า ในความประพฤติเมถุน หรือในวัตถุแห่งเมถุน.
บทว่า มิจฺฉาจาโร ความว่า ความประพฤติอันลามก ที่บัณฑิตติเตียนโดยส่วนเดียว. ส่วนโดยลักษณะเจตนาที่ก้าวล่วงฐานะอันไม่พึงถึง ที่เป็นไปทางกายทวาร โดยความประสงค์จะเสพอสัทธรรม ก็จัดเป็นกาเมสุมิจฉาจาร.
ในกาเมสุมิจฉาจารนั้น สำหรับบุรุษทั้งหลายก่อน หญิง ๑๐ จำพวกมีหญิงอันมารดารักษาเป็นต้น คือ หญิงอันมารดารักษา ๑ หญิงอันบิดารักษา ๑ หญิงอันมารดาและบิดารักษา ๑ หญิงอันพี่น้องชายรักษา ๑ หญิงอันพี่น้องหญิงรักษา ๑ หญิงอันญาติรักษา ๑หญิงอันโคตรรักษา ๑ หญิงอันธรรมรักษา ๑ หญิงที่มีการอารักขา ๑ หญิงที่มีอาชญา ๑
และหญิงอีก ๑๐ จำพวกมีหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้น เหล่านั้นคือ หญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยความพอใจ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยโภคะ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยแผ่นผ้า ๑ หญิงผู้มีถังน้ำ (ตักน้ำ) ๑ หญิงผู้มีเทริดนำไป ๑ ภริยาผู้เป็นทาสี ๑ ภริยาผู้ทำงาน ๑ หญิงผู้นำมาด้วยธง ๑ หญิงผู้อยู่ชั่วครู่ ๑ รวมเป็นหญิง ๒๐ จำพวกชื่อว่า ฐานอันไม่พึงถึง.
ส่วนบรรดาหญิงทั้งหลาย บุรุษเหล่าอื่น ชื่อว่าเป็นฐานะอันไม่พึงถึงแห่งหญิง ๑๒ จำพวก คือ หญิงที่มีการอารักขาและมีอาชญา ๒ และหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้นอีก ๑๐.
ก็มิจฉาจารนี้นั้น จัดว่ามีโทษน้อยในฐานะอันไม่พึงถึงที่เว้นจากคุณมีศีลเป็นต้น, จัดว่ามีโทษมากในฐานะอันไม่พึงถึงที่ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.
กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีสัมภาระ (องค์) ๔ คือ วัตถุอันไม่พึงถึง ๑ จิตคิดจะเสพในวัตถุอันไม่พึงถึงนั้น ๑ ความพยายามในการเสพ ๑ การหยุดอยู่แห่งการปฏิบัติต่อองค์มรรคด้วยมรรค ๑. การกระทำด้วยมือของตนก็เป็นความพยายามอย่างหนึ่งนั่นแล.
บทว่า อภิชฺฌายติ แปลว่า การเพ่ง. อธิบายว่า เป็นผู้มีหน้าเฉพาะต่อภัณฑะของผู้อื่นเป็นไป เพราะความที่น้อมไปในภัณฑะของผู้อื่นนั้น.
อภิชฌานั้นมีการเพ่งต่อภัณฑะของผู้อื่นเป็นลักษณะอย่างนี้ว่า โอหนอ วัตถุนี้พึงเป็นของเรา มีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนอทินนาทาน. อภิชฌานั้น สัมภาระ (องค์) ๒ คือ ภัณฑะของผู้อื่น ๑ น้อมภัณฑะนั้นไปเพื่อตน ๑. ก็ครั้นเมื่อความโลภอันมีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง แม้บังเกิดขึ้นแล้วบุคคลไม่น้อมภัณฑะนั้นไปเพื่อตนว่า โอหนอ วัตถุนี้พึงเป็นของเราดังนี้เพียงใด ความแตกแห่งกรรมบถก็ไม่มีเพียงนั้น.
กิเลสใดยังหิตสุขให้ย่อยยับไป เหตุนั้น กิเลสนั้นชื่อว่าพยาบาท. พยาบาทนั้นมีลักษณะประทุษร้ายทางใจ เพื่อความพินาศของผู้อื่น มีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนผรุสวาจา. พยาบาทนั้นมีสัมภาระ (องค์) ๒ คือ สัตว์อื่น ๑ การคิดเพื่อความพินาศแห่งสัตว์อื่นนั้น ๑. ก็ครั้นเมื่อความโกรธอันมีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้ง แม้บังเกิดขึ้นแล้วบุคคลไม่คิดถึงความพินาศแห่งสัตว์อื่นนั้นว่า โอหนอ บุคคลนี้พึงขาดสูญ พึงพินาศดังนี้เพียงใด ความแตกแห่งกรรมบถก็ไม่มีเพียงนั้น.
ที่ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นผิดโดยไม่มีการถือเอาตามสภาพที่เป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นผิด โดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ดังนี้ มีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนสัมผัปปลาปะ.
อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิที่ไม่แน่นอน (ไม่มั่นคง) มีโทษน้อย ที่แน่นอน (มั่นคง) มีโทษมาก. มิจฉาทิฏฐินั้นมีสัมภาระ (องค์) ๒ คือ ความที่วัตถุผิดจากอาการที่ตนถือเอา ๑ การบำเรอวัตถุนั้นโดยความเป็นเหมือนอย่างที่ตนถือเอา ๑.
ส่วนอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย โดยอาการ ๕ คือ โดยธรรม ๑ โดยส่วน ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูล ๑.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า เจตนาธรรม ๗ โดยลำดับเทียว ย่อมมีในอกุศลกรรมบถเหล่านั้น. เจตนาธรรม ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเจตนา.
บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า เจตนาธรรม ๘ เหล่านี้ คือ โดยลำดับ ๑ และมิจฉาทิฏฐิอีก ๗ เป็นกรรมบถแท้ทีเดียว แต่ไม่เป็นมูล. อภิชฌาและพยาบาทเป็นทั้งกรรมบถและเป็นทั้งมูล.
จริงอยู่ อภิชฌาถึงความเป็นมูลแล้ว ย่อมเป็นโลภะอกุศลมูล. พยาบาทเป็นโทสะอกุศลมูล.
บทว่า อารมฺมณโต ความว่า ปาณาติบาตมีสังขารเป็นอารมณ์ โดยมีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งโผฏฐัพพะ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง.
มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง ปิสุณวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามีสัตว์เป็นอารมณ์. สัมผัปปลาปะมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยสามารถแห่งรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ฟังและอารมณ์ที่ได้ทราบแล้วรู้แจ้งแล้ว. อภิชฌาก็อย่างนั้น. พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์. มิจฉาทิฏฐิมีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ บ้าง มีสัตว์เป็นอารมณ์ด้วยสามารถแห่งบัญญัติบ้าง.
บทว่า เวทนาโต ความว่า ปาณาติบาตเป็นทุกขเวทนา.
เหมือนอย่างว่า พระราชาทั้งหลายทรงเห็นโจรแล้ว แม้จะทรงร่าเริงอยู่ ตรัสว่า พวกท่านจงไปฆ่าโจรนั้น ดังนี้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น สันนิฏฐาปกเจตนา (เจตนาที่ให้สำเร็จ) ก็ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทุกข์แท้. อทินนาทานมีเวทนา ๓. มิจฉาจารมีเวทนา ๒ คือ สุขและมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขา). ส่วนว่า ในสันนิฏฐาปกจิต (จิตที่ให้สำเร็จ) มิจฉาจารไม่เป็นมัชฌัตตเวทนา. มุสาวาทมีเวทนา ๓. ปิสุณวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสวาจาเป็นทุกขเวทนา. สัมผัปปลาปะมีเวทนา ๓. อภิชฌามีเวทนา ๒ คือสุขและมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขา). มิจฉาทิฏฐิก็อย่างนั้น. พยาบาทเป็นทุกขเวทนา.
บทว่า มูลโต ความว่า ปาณาติบาตมีมูล ๒ คือ โทสะและโมหะ. อทินนาทานก็มีมูล ๒ เหมือนกัน คือโทสะและโมหะบ้าง โลภะและโมหะบ้าง. มิจฉาจารมีมูล ๒ คือโลภะและโมหะ. มุสาวาทก็มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะบ้าง โลภะและโมหะบ้าง. ปิสุณวาจาและสัมผัปปลาปะก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามีมูล ๒ คือโทสะและโมหะ. อภิชฌามีมูลเดียวคือโมหะ. พยาบาทก็อย่างนั้น. มิจฉาทิฏฐิมีมูล ๒ คือโลภะและโมหะดังนี้แล.
กุสลกมฺมปถทสกวณฺณนา
กุศลกรรมบถทั้งหลายมีเจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งสมาทานวิรัติ สัมปัตตวิรัติและสมุจเฉทวิรัติ ส่วนโดยธรรม เจตนาทั้ง ๗ ก็ดี วิรัติทั้งหลายก็ดี ย่อมเป็นไปโดยลำดับในกุศลกรรมบถ แม้เหล่านั้น. เจตนาธรรม ๓ ในที่สุด ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเจตนาแท้.
บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า เจตนาธรรม ๗ โดยลำดับชื่อว่าเป็นกรรมบถแท้ทีเดียว แต่ไม่มีมูล. เจตนาธรรม ๓ ในที่สุด เป็นทั้งกรรมบถและเป็นมูล.
จริงอยู่ อนภิชฌาถึงความเป็นมูลแล้ว ย่อมเป็นอโลภะกุศลมูล. อัพยาบาทเป็นอโทสะกุศลมูล. สัมมาทิฏฐิเป็นอโมหะกุศลมูล.
บทว่า อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์แห่งปาณาติบาตเป็นต้นนั่นเทียว แม้เป็นอารมณ์แห่งกุศลกรรมบถเหล่านั้นโดยลำดับ. จริงอยู่ เจตนานั้น ชื่อว่าเป็นเจตนางดเว้น เพราะความเป็นสภาพอันจะพึงก้าวล่วง. ก็อริยมรรคอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้ฉันใดกรรมบถทั้งหลายเหล่านั้น แม้มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลทั้งหลาย มีปาณาติบาตเป็นต้นฉันนั้น.
บทว่า เวทนาโต ความว่า กุศลกรรมบถทั้งปวงเป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขาเวทนา) บ้าง. จริงอยู่ ธรรมดาว่าทุกขเวทนา ถึงความเป็นกุศลไม่มี.
ว่าโดยมูล กุศลกรรมบถ ๗ โดยลำดับ ย่อมมีมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะและอโมหะแก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณสัมปยุตตจิต. ย่อมมีมูล ๒ แก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณวิปปยุตตจิต. อนภิชฌามีมูลสองสำหรับผู้เว้นด้วยญาณสัมปยุตตจิต มีมูลหนึ่งแก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณวิปปยุตตจิต. ก็อโลภะไม่เป็นมูลแก่ตนด้วยตนเลย. แม้ในอัพยาบาทก็นัยนี้เหมือนกัน. สัมมาทิฏฐิมีมูล ๒ คือ อโลภะและอโทสะเท่านั้น ดังนี้แล.
อริยวาสทสกวณฺณนา
บทว่า อริยวาสา ความว่า พระอริยะทั้งหลายนั่นเทียว อยู่แล้ว คือย่อมอยู่ ได้แก่จักอยู่ในธรรมเหล่านั้น เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอริยวาส.
บทว่า ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ความว่า เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยองค์ห้า พระขีณาสพได้อยู่แล้ว คือย่อมอยู่ ได้แก่จักอยู่ เพราะเหตุดังนี้นั้นความเป็นผู้ละองค์ห้าเสียได้นี้ ท่านเรียกว่า อริยวาส เพราะความเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ.
ในธรรมทั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก อย่างนี้แล เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา.
ถามว่า ธรรมเหล่าไร ชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา.
แม้ว่าธรรมมีญาณเป็นต้น ชื่อว่าฉฬังคุเบกขา. เมื่อท่านกล่าวว่าญาณ บัณฑิตย่อมได้ญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง โดยกิริยา. เมื่อท่านกล่าวว่าสตตวิหาร ย่อมได้มหาจิต ๘ ดวง. เมื่อท่านกล่าวว่า รชฺชนทุสฺสนํ นตฺถิ ย่อมได้จิต ๑๐ ดวง. โสมนัส บัณฑิตย่อมได้ด้วยสามารถแห่งอาเสวนะ.
สองบทว่า สตารกฺเขน เจตสา ความว่า ก็สติย่อมยังกิจแห่งการรักษาให้สำเร็จ ตลอดกาลทั้งปวง ในทวารทั้ง ๓ ของพระขีณาสพ. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ญาณทัสสนะอันสงบระงับ แล้วติดต่อกัน ท่านจึงเรียกว่าเป็นญาณอันปรากฏเฉพาะแล้วแก่พระขีณาสพนั้นผู้เที่ยวไปอยู่ผู้ยืนอยู่ ผู้หลับและผู้ตื่น.
บทว่า ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ความว่า แห่งสมณพราหมณ์มาก.
ก็บรรดาคำเหล่านั้น ที่ชื่อว่าสมณะ ได้แก่ผู้เข้าถึงการบรรพชา. ที่ชื่อว่าพราหมณ์ ได้แก่ผู้มีปกติกล่าวว่า เจริญ. บทว่า ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ ความว่า สัจจะเฉพาะตัวมาก. อธิบายว่า สัจจะเป็นอันมากที่ท่านถือเอาเฉพาะอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง.
บทว่า นุณฺณานิ ความว่า ถูกนำออก.
บทว่า ปนุณฺณานิ ความว่า ถูกนำออกด้วยดี.
บทว่า จตฺตานิ ความว่า ปล่อยแล้ว.
บทว่า วนฺตานิ ความว่า คายแล้ว.
บทว่า มุตฺตานิ ความว่า กระทำการตัดเครื่องผูก.
บทว่า ปหีนานิ ความว่า ละแล้ว.
บทว่า ปฏินิสิสฏฺฐานิ ความว่า สละเฉพาะโดยประการที่กิเลสจะไม่ขึ้นสู่จิตอีก.
คำเหล่านั้นทั้งปวงนั่นแล เป็นไวพจน์แห่งความสละการยึดถืออันตนยึดถืออยู่แล้ว.
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมวยสฏฺเฐสโน นี้ดังต่อไปนี้.
บทว่า อวยา ได้แก่ ไม่ขาดแคลน.
บทว่า สฏฺฐา ได้แก่ สละแล้ว บุคคลนี้มีการแสวงหาอันไม่ขาดแคลน คือสละแล้วโดยชอบ เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่าผู้มีการแสวงหาอันไม่ขาดแคลนและสละแล้วเสมอ. อธิบายว่า ผู้มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้วโดยชอบ.
ด้วยคำเป็นต้นว่า จิตหลุดพ้นแล้วจากราคะ เป็นอันกล่าวความสำเร็จแห่งกิจของมรรค. ด้วยคำเป็นต้นว่า เราละราคะได้แล้ว เป็นอันกล่าวผลของการพิจารณา.
อเสกฺขธมฺมทสกวณฺณนา
พระอเสขะ ชื่อว่ามีธรรมอันสัมปยุตด้วยผลแม้ทั้งปวง มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น.
ก็ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ปัญญาเทียวเป็นอันท่านกล่าวไว้ในฐานะทั้ง ๒ คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาญาณ ๑. ธรรม คือผลสมาบัติที่เหลือ ท่านกล่าวไว้ด้วยบทนี้ว่า สัมมาวิมุตติ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์เข้าแล้ว.
คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัย ดังที่กล่าวแล้วนั่นแล. พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๖๐ ถ้วนด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ ๖ หมวดด้วยประการฉะนี้ แสดงสามัคคีรสแล้วดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๑๐
ปญฺหสโมธานวณฺณนา
ก็ภิกษุดำรงในศาสนานี้แล้ว พึงประชุมปัญหาดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ ในพระสูตรนี้เป็นอันท่านกล่าว ๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหนึ่งๆ กล่าว ๗๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสอง กล่าว ๑๘๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสาม กล่าว ๒๐๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสี่กล่าว ๑๓๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดห้า กล่าว ๑๓๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหก กล่าว ๙๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ดกล่าว ๘๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดแปด กล่าว ๕๔ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า กล่าว ๖๐ ปัญหาถ้วนด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ
รวมเป็นอันท่านกล่าวปัญหาไว้ ๑,๐๑๔ ปัญหาด้วยประการฉะนี้.
จริงอยู่ เว้นพระสูตรนี้เสีย พระสูตรอื่นในพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกอันประดับด้วยปัญหามากอย่างนี้ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับพระสูตรนี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้ว ดำริว่า พระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดีแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้า บรรลือสีหนาทในอัปปฏิวัตกาล เมื่อเรากล่าวว่าเป็นสาวกภาษิต ความปลงใจเชื่อก็จะไม่มี ครั้นเมื่อเรากล่าวว่าเป็นชินภาษิต ดังนี้ ความปลงใจเชื่อจึงจะมีเพราะเหตุนั้น เรากระทำให้เป็นชินภาษิตแล้ว ยังความปลงใจเชื่อให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพระสูตรนี้ ดังนี้แล้ว จึงเสด็จลุกจากที่นั้นได้ประทานสาธุการแล้ว. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่าสารีบุตร ดีละ ดีนักแล สารีบุตร เธอได้กล่าวสังคีติปริยายสูตรแก่ภิกษุทั้งหลายแล้วดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคีติปริยายํ ได้แก่ เหตุแห่งความสามัคคี.
มีคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า สารีบุตร ดีนักแล เธอเทียบเคียงด้วยสัพพัญญุตญาณของเรา ได้กล่าวสามัคคีรสแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว.
หลายบทว่า สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ความว่า ได้เป็นผู้พอใจด้วยการอนุโมทนาแล้ว. พระสูตรนี้ชื่อว่าชินภาษิต เกิดแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ในกาลเป็นที่สิ้นสุดแห่งพระเทศนา ภิกษุเหล่านั้นกระทำไว้ในใจซึ่งพระสูตรนี้ บรรลุพระอรหัตต์แล้วดังนี้แล.
จบอรรถกถาสังคีติสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------