อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗. ลักขณสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๘–๒๔๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 42 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 42 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 44 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ๗. ลักขณสูตร ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ

ข้อ ๑๙๘

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

ข้อ ๑๙๙

“ภิกษุทั้งหลาย มหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการมีคติเพียง ๒ อย่างเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขตทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว(๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีร-กษัตริย์ สามารถย่ำยีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบเขต ๒. ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก

ข้อ ๒๐๐

ภิกษุทั้งหลาย มหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ อะไรบ้าง จึงมีคติ ๒ อย่างเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ ๒. ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๔-๓๕/๑๖-๒๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ คือ มหาบุรุษในโลกนี้ ๑. มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ข้อที่มหาบุรุษมีฝ่าพระบาทราบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒. พื้นฝ่าพระบาททั้งสองของมหาบุรุษ มีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง ข้อที่พื้นฝ่าพระบาท ทั้งสองของมหาบุรุษมีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และ มีส่วนประกอบครบทุกอย่างนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๓. มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป ข้อที่มหาบุรุษมีส้นพระบาทยื่นยาวออกไปนี้เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๔. มีพระองคุลียาว ข้อที่มหาบุรุษมีพระองคุลียาวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๕. มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม ข้อที่มหาบุรุษมีพระหัตถ์และพระ บาทอ่อนนุ่มนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย ข้อที่มหาบุรุษมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกัน เป็นรูปตาข่ายนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๗. มีข้อพระบาทสูง ข้อที่มหาบุรุษมีข้อพระบาทสูงนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย ข้อที่มหาบุรุษมีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทรายนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๙. เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วย ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ ข้อที่มหาบุรุษเมื่อประทับยืนไม่ต้องน้อมพระองค์ ลงก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้นี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๐. มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก ข้อที่มหาบุรุษมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝักนี้เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ๑๑. มีพระฉวีสีทอง คือคล้ายทองคำ ข้อที่มหาบุรุษมีพระฉวีสีทอง คือ คล้ายทองคำนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๒. มีพระฉวีละเอียด จนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้ ข้อที่มหา-บุรุษมีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้นี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๓. มีพระโลมชาติเดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว ข้อที่มหาบุรุษมีพระโลมชาติเดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียวนี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๔. มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวาดังกุณฑลสีครามเข้มดังดอกอัญชัน ข้อที่มหาบุรุษมีพระโลมชาติปลาย งอนขึ้น คือพระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวาดังกุณฑลสีครามเข้ม ดังดอกอัญชันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๕. มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม ข้อที่มหาบุรุษมีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหมนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๖. มีพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ข้อที่มหาบุรุษมีพระมังสะใน ที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๗. มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ ข้อที่ มหาบุรุษมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๘. มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน ข้อที่มหาบุรุษมีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๑๙. มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร พระวรกายสูง เท่ากับ ๑ วา ของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระ วรกาย ข้อที่มหาบุรุษมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่ง ต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วาของพระองค์ ๑ วาของพระองค์ เท่ากับส่วนสูงพระวรกายนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากันตลอด ข้อที่มหาบุรุษมีลำพระศอกลมเท่ากัน ตลอดนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๑. มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี ข้อที่มหาบุรุษมีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดีนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ข้อที่มหาบุรุษมีพระหนุดุจคางราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ข้อที่มหาบุรุษมีพระทนต์ ๔๐ ซี่นี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ข้อที่มหาบุรุษมีพระทนต์เรียบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่างกัน ข้อที่มหาบุรุษมีพระทนต์ไม่ห่างกันนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๖. มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม ข้อที่มหาบุรุษมีพระเขี้ยวแก้วขาวงามนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ยาว ข้อที่มหาบุรุษมีพระชิวหาใหญ่ยาวนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก ข้อที่มหาบุรุษมีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวกนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๒๙. มีดวงพระเนตรดำสนิท ข้อที่มหาบุรุษมีดวงพระเนตรดำสนิทนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ๓๐. มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด ข้อที่มหาบุรุษมีดวง พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอดนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของ มหาบุรุษ ๓๑. มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น ข้อที่มหาบุรุษมีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่นนี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑. ลักษณะฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ข้อที่มหาบุรุษมีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ ภิกษุทั้งหลาย มหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ จึงมีคติเพียง ๒ อย่างเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ ๒. ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก ภิกษุทั้งหลาย ถึงพวกฤๅษีภายนอก ก็อาจจำลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ของมหาบุรุษได้ แต่ฤๅษีเหล่านั้นไม่ทราบว่า ‘เพราะมหาบุรุษทรงทำกรรมนี้จึงได้ลักษณะนี้’ ๑. ลักษณะพระบาทราบเสมอกัน

ข้อ ๒๐๑

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์สมาทานในกุศลธรรม สมาทานมั่นคงในกายสุจริต(ประพฤติชอบด้วยกาย)ในวจีสุจริต(ประพฤติชอบด้วยวาจา) ในมโนสุจริต(ประพฤติชอบด้วยใจ) ในการจำแนกทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถ ในความเกื้อกูลมารดาในความเกื้อกูลบิดา ในความเกื้อกูลสมณะ ในความเกื้อกูลพราหมณ์ ในความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในกุศลธรรม อันยิ่งอื่นๆ อีก เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำกรรมนั้นให้ไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้วตถาคตจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ครอบงำเทพเหล่าอื่นในเทวโลกนั้นด้วยฐานะ ๑๐@เชิงอรรถ : @ ชาติก่อน ภพก่อน หมายถึงชาติที่เคยเกิดมาก่อน (ที.ปา.อ. ๒๐๑/๑๐๘)@ กำเนิดก่อน หมายถึงที่อยู่อาศัยในชาติก่อน (ที.ปา.อ. ๒๐๑/๑๐๘) @ กุศลธรรม หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ที.ปา.อ. ๒๐๑/๑๐๙)@ กุศลธรรมอันยิ่ง มีความหมายต่อไปนี้ คือ (๑) กามาวจรกุศล (๒) รูปาวจรกุศล (๓) อรูปาวจรกุศล@(๔) สาวกบารมีญาณ (๕) ปัจเจกโพธิญาณ (๖) สัพพัญญุตญาณ ในที่นี้หมายถึงสัพพัญญุตญาณ@(ที.ปา.อ. ๒๐๑/๑๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑. ลักษณะฝ่าพระบาทราบเสมอกัน คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นใหญ่ทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพะทิพย์ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีฝ่าพระบาทราบเสมอกันขณะเหยียบลงพื้นฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ยกฝ่าพระบาทขึ้นก็ยังเสมอกัน ขณะจดฝ่าพระบาทลงทุกส่วนก็แตะพื้นพร้อมกัน

ข้อ ๒๐๒

มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว(๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีราชศัตรูได้ ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบเขต ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีเขตหมาย ไม่มีรั้วหนาม มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ ปลอดภัยสงบ ไร้เสี้ยนหนาม เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชา ไม่มีมนุษย์คนใดที่เป็นข้าศึกศัตรูข่มได้ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ อนึ่ง ถ้ามหาบุรุษออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะไม่มีข้าศึกศัตรูภายในหรือภายนอก คือ ราคะ โทสะ หรือโมหะ หรือสมณพราหมณ์ เทพมาร พรหม ใครๆ ในโลกนี้จะพึงข่มได้ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว

ข้อ ๒๐๓

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า @เชิงอรรถ : @ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ หมายถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ คือ เจ้าชายสิทธัตถะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑. ลักษณะฝ่าพระบาทราบเสมอกัน “มหาบุรุษทรงยินดีในสัจจะ ในธรรม ในการฝึก ในความสำรวม ในความสะอาด ในศีลที่เป็นอาลัย ในอุโบสถกรรม ในความไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ในกรรมอันไม่สาหัส ทรงสมาทานมั่น ทรงประพฤติอย่างรอบคอบ เพราะกรรมนั้น มหาบุรุษจึงไปสู่โลกทิพย์ เสวยสุขและสมบัติที่น่าเพลิดเพลินยินดี จุติจากโลกทิพย์แล้ว เสด็จมาในโลกนี้อีก ทรงเหยียบปฐพีด้วยพระบาททั้งสองอันราบเสมอกัน พวกพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะมาประชุมกันทำนายว่า ‘พระกุมารนี้ มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน เป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิตก็ไม่มีใครข่มได้ พระลักษณะนั้นเป็นนิมิตส่องความนั้น พระกุมารนี้ เมื่ออยู่ครองเรือน ไม่มีใครข่มได้ มีแต่ครอบงำพวกปรปักษ์ เหล่าข้าศึกศัตรูข่มมิได้ ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้ หาข่มได้ไม่ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ถ้าพระกุมารผู้มีพระลักษณะเช่นนั้น ทรงออกผนวช ทรงยินดีในเนกขัมมฉันทะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ้ง เป็นอัครบุคคล ไม่มีใครๆ ข่มได้แน่นอน เป็นผู้สูงสุดกว่านรชน’ นี้เป็นธรรมดาของพระกุมารนั้น” @เชิงอรรถ : @ สัจจะ ในที่นี้หมายถึงคำสัตย์ (ที.ปา.อ. ๒๐๓/๑๑๒) @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ที.ปา.อ. ๒๐๓/๑๑๒) @ การฝึก ในที่นี้หมายถึงการฝึกอินทรีย์ (ที.ปา.อ. ๒๐๓/๑๑๒) @ ความสำรวม ในที่นี้หมายถึงความสำรวมในศีล (ที.ปา.อ. ๒๐๓/๑๑๒) @ ความสะอาด ในที่นี้หมายถึงสุจริต ๓ ประการ คือ (๑) กายสุจริต (ประพฤติชอบด้วยกาย) (๒) วจีสุจริต@(ประพฤติชอบด้วยวาจา) (๓) มโนสุจริต (ประพฤติชอบด้วยใจ) (ที.ปา.อ. ๒๐๓/๑๑๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒. ลักษณะของจักรบนพื้นฝ่าพระบาท ๒. ลักษณะของจักรบนพื้นพระบาท

ข้อ ๒๐๔

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ได้นำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความหวาดสะดุ้ง จัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและให้ทานพร้อมทั้งของที่เป็นบริวาร เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้วหลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ตถาคตครอบงำเทพเหล่าอื่นในเทวโลกนั้นด้วยฐานะ ๑๐ ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่างและจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมมหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชา จะทรงมีบริวารมาก คือ มีพราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี กุมารเป็นบริวารเมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ อนึ่ง ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลสในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีบริวารมาก คือ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์เป็นบริวาร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๐๕

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ นำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความหวาดสะดุ้ง ขวนขวายในการคุ้มครองรักษาป้องกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓-๕. ลักษณะส้นพระบาทยื่นยาวออกไปเป็นต้น เพราะกรรมนั้น มหาบุรุษจึงเสด็จเข้าไปสู่โลกทิพย์ เสวยความสุขและสมบัติอันน่าเพลิดเพลินยินดี ครั้นจุติจากโลกทิพย์แล้วเสด็จมาในโลกนี้อีก ทรงได้ลายจักรทั้งหลายที่ฝ่าพระบาททั้งสอง มีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง โดยรอบ พวกพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะ มาประชุมกันแล้ว เห็นพระกุมารมีลักษณะ อันเกิดแต่บุญเป็นร้อยๆ แล้วทำนายว่า ‘พระกุมารนี้จักมีบริวาร จักย่ำยีศัตรู เพราะจักรทั้งหลายมีกงโดยรอบอย่างนั้น ถ้าพระกุมารนั้นไม่ทรงออกผนวช จะหมุนจักรให้เป็นไปและปกครองแผ่นดิน จะมีกษัตริย์ผู้มียศมากติดตามห้อมล้อมพระองค์ ถ้าทรงออกผนวชจะ ทรงยินดีในเนกขัมมฉันทะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ้ง พวกเทพ มนุษย์ อสูร ท้าวสักกะ ยักษ์ คนธรรพ์ นาค นก และสัตว์สี่เท้าจะแวดล้อม พระองค์ผู้มียศมาก ผู้มีเทพและมนุษย์บูชาไม่มีใครยิ่งกว่า” ๓-๕. ลักษณะส้นพระบาทยื่นยาวออกไปเป็นต้น

ข้อ ๒๐๖

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ วางทัณฑาวุธ และศัสตราวุธ มีความละอายมีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์อยู่ เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้ว ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ได้ลักษณะมหาบุรุษ ๓ ประการนี้ คือ (๑) มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป (๒) มีพระองคุลียาว (๓) มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๓,๔,๑๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓-๕. ลักษณะส้นพระบาทยื่นยาวออกไปเป็นต้น มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีพระชนมายุยืน ดำรงอยู่นาน ทรงรักษาพระชนมายุไว้ได้นาน ไม่มีข้าศึกศัตรูที่เป็นมนุษย์คนใดสามารถปลงพระชนมชีพในระหว่างได้ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า จะมีพระชนมายุยืน ดำรงอยู่นาน ทรงรักษาพระชนมายุไว้ได้นาน ไม่มีข้าศึกศัตรูที่เป็นสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกสามารถปลงพระชนมชีพในระหว่าง ได้ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๐๗

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษทรงทราบว่าการฆ่าสัตว์เป็นภัยแก่ตน ได้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์อื่น แล้วได้เสด็จไปสู่สวรรค์ เพราะกรรมที่เป็นสุจริตนั้น เสวยวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้ว จุติแล้วเสด็จมาในโลกนี้อีก ได้ลักษณะ ๓ ประการในโลกนี้ คือ (๑) มีส้นพระบาทสมส่วนยื่นยาวออกไป (๒) มีพระวรกายเกิดดี งดงามตั้งตรงดุจกายพรหม มีทรวดทรงดี สมส่วนแลดูหนุ่มเสมอ (๓) มีพระองคุลีอ่อนนุ่มยาว พระชนกเป็นต้น ทรงบำรุงพระกุมาร ให้มีพระชนมายุยืนยาว เพราะพระองค์สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓ ประการ @เชิงอรรถ : @ ในระหว่าง ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปฏิสนธิ(เกิด) จนถึงจุติ (ดับ) (ที.ปา.อ. ๒๐๖/๑๑๕,@ที.ปา.ฏีกา ๒๐๖/๑๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๖. ลักษณะพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ถ้าพระกุมารทรงครองเรือน ก็จะมีพระชนมายุยืนยาว ถ้าออกผนวชก็จะให้พระชนมายุยืนยาวกว่านั้น เพื่อให้มีความชำนาญในการเจริญอิทธิบาท นั้นเป็นนิมิตแห่งความเป็นผู้มีพระชนมายุยืนยาว ด้วยประการฉะนี้” ๖. ลักษณะพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์

ข้อ ๒๐๘

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ให้ของที่ควรเคี้ยว ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่มอันประณีตและมีรสอร่อย เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ พระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ได้แก่ ที่หลังพระหัตถ์ทั้งสองมีพระมังสะพูนเต็ม ที่หลังพระบาททั้งสองมีพระมังสะพูนเต็ม ที่จะงอยบ่าทั้งสองมีพระมังสะพูนเต็ม ที่ลำพระศอมีพระมังสะพูนเต็ม มหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชา จะทรงได้ของที่ควรเคี้ยวของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต มีรสอร่อยเมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้ของที่ควรเคี้ยว ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต มีรสอร่อย เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๐๙

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อ ๑๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๖๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๗-๘. ลักษณะพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม “มหาบุรุษเป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม และน้ำที่ควรดื่ม มีรสอันเลิศ เพราะกรรมที่เป็นสุจริตนั้น มหาบุรุษนั้น จึงบันเทิงยิ่งตลอดกาลนานในสวนนันทวัน เสด็จมาในโลกนี้อีก ทรงได้พระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ได้ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม บัณฑิตผู้ฉลาดในพยัญชนะและนิมิต ทำนายมหาบุรุษนั้นว่า เป็นผู้ได้ของควรเคี้ยว ของควรบริโภคอันมีรส ลักษณะนี้ใช่ว่าจะบ่งบอกถึงการได้ของควรเคี้ยว ของควรบริโภค เฉพาะเมื่อมหาบุรุษเป็นคฤหัสถ์เท่านั้น แม้เมื่อทรงออกผนวช ก็จะได้ของควรเคี้ยวของควรบริโภคนั้นเหมือนกัน บัณฑิตทั้งหลายทำนายมหาบุรุษผู้ได้ของควรเคี้ยว ของควรบริโภคที่มีรสอันเลิศว่า พระองค์ จะเป็นผู้ตัดกิเลสเครื่องผูกพันของคฤหัสถ์ทั้งปวงได้” ๗-๘. ลักษณะพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม และมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย

ข้อ ๒๑๐

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ (๑) ทาน (การให้) (๒) เปยยวัชชะ(วาจาเป็นที่รัก) (๓) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) (๔) สมานัตตตา (การวางตน@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๕,๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๗-๘. ลักษณะพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม สม่ำเสมอ) เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้วหลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้ คือ (๑) มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม (๒) มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีบริวารชน อันพระองค์สงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชน คือ พราหมณ์ คหบดีชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี กุมารอันพระองค์สงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีบริวารชน อันพระองค์สงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชน คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ อันพระองค์สงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๑๑

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษทรงกระทำ และประพฤติสังคหธรรมอย่างดีแก่คนหมู่มาก คือ (๑) ทาน (๒) เปยยวัชชะ (๓) อัตถจริยา (๔) สมานัตตตา ไปสู่สวรรค์ด้วยคุณที่ใครๆ ดูหมิ่นไม่ได้ จุติจากสวรรค์แล้วเสด็จมาในโลกนี้อีก ก็เป็นพระกุมารยังหนุ่มแน่น งดงาม ทรงได้พระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม @เชิงอรรถ : @ บาลีเป็นปิยวาทิตะ แปลว่า การกล่าววาจาเป็นที่รัก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๙-๑๐. ลักษณะข้อพระบาทสูงและพระโลมชาติมีปลายงอนขึ้น ที่ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาท มีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย งามอย่างยิ่ง เลอเลิศ และน่าชม ถ้าพระองค์ครอบครองแผ่นดินนี้ ก็จะมีบริวารอันพระองค์ตรวจตรา และสงเคราะห์ดี ตรัสวาจาเป็นที่รัก แสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ ทรงประพฤติคุณงามความดีที่พระองค์โปรดยิ่ง ถ้าพระองค์ทรงละการบริโภคกามทั้งปวง เป็นพระชินสีห์ ตรัสธรรมกถาแก่ประชุมชน ชนทั้งหลายก็จะสนองพระดำรัสของพระองค์ เลื่อมใสยิ่งนัก ครั้นฟังธรรมแล้ว ย่อมจะพากันประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม” ๙-๑๐. ลักษณะข้อพระบาทสูงและพระโลมชาติมีปลายงอนขึ้น

ข้อ ๒๑๒

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบด้วยธรรม แนะนำคนหมู่มาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปกติ เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์ ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้คือ (๑) มีข้อพระบาทสูง (๒) มีพระโลมชาติมีปลายงอนขึ้น มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ดีกว่าหมู่ชนผู้บริโภคกาม@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๗,๑๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๙-๑๐. ลักษณะข้อพระบาทสูงและพระโลมชาติมีปลายงอนขึ้น เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุข เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ดีกว่าสรรพสัตว์ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๑๓

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “ในชาติก่อน มหาบุรุษ เมื่อจะกล่าวแสดงวาจาอันประกอบด้วยประโยชน์ และประกอบด้วยธรรม แก่คนหมู่มาก จึงเป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ตระหนี่ ได้เสียสละบูชาธรรมแล้ว พระองค์ไปสู่สุคติ บันเทิงอยู่ในสุคตินั้น เพราะกรรมที่เป็นสุจริตนั้น เสด็จมาในโลกนี้อีก ได้พระลักษณะ ๒ ประการ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นประมุขสูงสุด มหาบุรุษนั้นมีพระโลมชาติมีปลายงอนขึ้น และมีข้อพระบาทได้สัดส่วนอย่างดี มีพระมังสะและพระโลหิตเต็ม ห่อหุ้มด้วยพระตจะ และมีพระชานุส่วนบนสง่างาม มหาบุรุษผู้มีลักษณะเช่นนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะถึงความเป็นผู้เลิศกว่าพวกที่บริโภคกาม ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่า พระองค์จะทรงครอบครองทั่วทั้งชมพูทวีป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๑. ลักษณะพระชงฆ์เรียวดุจแข็งเนื้อทราย อนึ่ง ถ้าพระองค์ทรงออกผนวช ก็จะทรงมีพระวิริยะไม่ย่อหย่อน ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่าพระองค์ ทรงครอบครองโลกทั้งปวงอยู่” ๑๑. ลักษณะพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย

ข้อ ๒๑๔

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ วิชา จรณะ หรือกรรม โดยประสงค์ว่า ทำอย่างไรชนทั้งหลายนี้พึงรู้ได้เร็ว พึงปฏิบัติได้เร็ว ไม่พึงลำบากนาน เพราะตถาคตได้ทำสั่งสม ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษนี้คือ มีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้พาหนะอันคู่ควรแก่พระราชา ซึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งขบวนทัพของพระราชา เครื่องราชูปโภคอันสมควรแก่พระราชาโดยพลัน เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้ปัจจัยอันควรแก่สมณะ อันเป็นองค์ของสมณะ และเครื่องสมณูปโภคอันควรแก่สมณะโดยพลันเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๘ @ ศิลปะ หมายถึงวิชาชีพมี ๒ อย่าง คือ (๑) ศิลปะสามัญมีช่างสาน ช่างหม้อ ช่างหูก เป็นต้น (๒) ศิลปะ@อย่างสูงมีช่างลวดลาย นักคำนวณด้วยวิธีการนับนิ้ว (มุททา) และนักคำนวณด้วยวิธีคิดในใจ (คณนา)@(ที.ปา.อ. ๒๑๔/๑๒๐) @ วิชา ในที่นี้หมายถึงวิชาหลายหลากมีวิชาหมองู เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๒๑๔/๑๒๐)@ จรณะ ในที่นี้หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ หรือปาฏิโมกขสังวรศีล (ที.ปา.อ. ๒๑๔/๑๒๐)@ กรรม ในที่นี้หมายถึงปัญญาหยั่งรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน (ที.ปา.ฏีกา ๒๑๔/๑๓๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๑. ลักษณะพระชงฆ์เรียวดุจแข็งเนื้อทราย

ข้อ ๒๑๕

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษทรงปรารถนาอยู่ว่า ‘ทำอย่างไร ชนทั้งหลายจะพึงรู้ ในเรื่องศิลปะ ในเรื่องวิชา ในเรื่องจรณะ ในเรื่องกรรมได้อย่างแจ่มชัดโดยพลัน’ ศิลปะเป็นต้นใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความเดือดร้อนแก่ใครๆ จะทรงบอกศิลปะเป็นต้นนั้นทันที ด้วยทรงหวังว่า ‘เขาจะไม่ต้องลำบากนาน’ เพราะทรงทำกุศลธรรม มีความสุขเป็นกำไรนั้นแล้ว จึงทรงได้พระชงฆ์เป็นที่พึงใจ กลมได้สัดส่วน งดงามเรียวไปตามลำดับ มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น และมีพระตจะอันละเอียดห่อหุ้มแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงมหาบุรุษนั้นว่า ‘มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย’ และกล่าวถึงลักษณะแห่งคุณสมบัติในเรื่องนี้ไว้ทันทีว่า ‘ถ้ามหาบุรุษนี้ไม่ทรงออกผนวช จะได้สิ่งที่พระองค์ปรารถนา อันสมควรแก่การครองเรือนทันที แต่ถ้ามหาบุรุษเช่นนั้นทรงออกผนวช ทรงยินดีในเนกขัมมฉันทะ มีพระปรีชาเห็นแจ้ง มีพระวิริยะไม่ย่อหย่อน จะทรงได้สิ่งที่เหมาะที่ควรทันที”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๒. ลักษณะพระฉวีละเอียด ๑๒. ลักษณะพระฉวีละเอียด

ข้อ ๒๑๖

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ได้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วซักถามว่า ‘ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเกี่ยวข้อง อะไรไม่ควรเกี่ยวข้องอะไรที่ข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือว่าอะไรที่ข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน’ เพราะตถาคตได้ทำสั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้ว ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระฉวีละเอียด จนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้ มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีปัญญามากบรรดากามโภคีบุคคล ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีปัญญามาก ทรงมีปัญญากว้างขวาง ทรงมีปัญญาร่าเริง ทรงมีปัญญาแล่นไป ทรงมีปัญญาเฉียบแหลม ทรงมีปัญญาชำแรกกิเลสบรรดาสรรพสัตว์ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๑๗

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ประสงค์จะรู้ทั่วถึง จึงเข้าไปหาบรรพชิต สอบถาม ตั้งใจฟังด้วยดี มุ่งประโยชน์ ไตร่ตรองเรื่องที่เป็นประโยชน์ @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๓. ลักษณะพระฉวีสีทอง อุบัติเป็นมนุษย์ มีพระฉวีละเอียด เพราะกรรมที่เป็นไปเพื่อได้ปัญญา บัณฑิตผู้ฉลาดในลางและนิมิต ทำนายว่า “พระกุมารเช่นนี้ จะทรงหยั่งรู้อรรถอันลุ่มลึกแล้ว ถ้ามหาบุรุษผู้มีลักษณะเช่นนั้น ไม่ทรงออกผนวชก็จะหมุนจักรให้เป็นไป ปกครองแผ่นดินในการสั่งสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์ และในการกำหนดรู้ ไม่มีใครประเสริฐหรือเสมอเท่าพระองค์ ถ้ามหาบุรุษผู้มีลักษณะเช่นนั้นทรงออกผนวช ทรงยินดีในเนกขัมมฉันทะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ้ง ทรงได้พระปัญญาอันพิเศษอันยอดเยี่ยม บรรลุพระโพธิญาณ มีพระปัญญาประเสริฐกว้างขวางดังแผ่นดิน” ๑๓. ลักษณะพระฉวีสีทอง

ข้อ ๒๑๘

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจ แม้จะถูกว่ากล่าวอย่างรุนแรงก็ไม่ขัดเคืองไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่จองล้างจองผลาญ ไม่สำแดงความโกรธ ความคิดประทุษร้าย และความเสียใจให้ปรากฏ และเป็นผู้ให้เครื่องลาด มีเนื้อดีอ่อนนุ่มและให้ผ้าห่ม ที่เป็นผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดี เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระฉวีสีทอง คือ คล้ายทองคำ@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๑ @ ไม่มีความโกรธ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงละความโกรธได้เด็ดขาดด้วยอนาคามิมรรค แต่หมายถึงสามารถ@บรรเทาความโกรธที่เกิดขึ้นได้เร็วพลัน (ที.ปา.อ. ๒๑๘/๑๒๔, ที.ปา.ฏีกา ๒๑๘/๑๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๓. ลักษณะพระฉวีสีทอง มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้เครื่องลาดเนื้อดีอ่อนนุ่ม และได้ผ้าห่ม ที่เป็นผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดีและผ้ากัมพลเนื้อดี เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้เครื่องลาดเนื้อดีอ่อนนุ่ม และได้ผ้าห่มที่เป็นผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดี เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๑๙

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษทรงอธิษฐานความไม่โกรธ และได้ให้ทาน คือ ผ้าเป็นอันมากล้วนแต่เนื้อดี มีสีงดงาม ดำรงอยู่ในภพก่อนๆ ทรงเสียสละ เหมือนฝนตกทั่วแผ่นดิน ครั้นทรงทำกุศลกรรมนั้นแล้ว จุติจากโลกมนุษย์ ไปเกิดในเทวโลก เสวยวิบากอันเป็นผลกรรมที่ทรงทำไว้ดี มีพระฉวีคล้ายทอง ปกครองหมู่เทพในเทวโลก ดุจพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาฉะนั้น ถ้าทรงครองเรือน ไม่ปรารถนาที่จะทรงออกผนวช ก็จะทรงครอบครองแผ่นดินกว้างใหญ่ ปกครองประชาชนในแผ่นดินนี้ ทรงได้พระฉวีที่ละเอียด งดงามและไม่มีมลทินพร้อมทั้งรัตนะ ๗ ประการ ถ้าทรงออกผนวชก็จะได้ผ้านุ่งและผ้าห่มอย่างดี และทรงได้รับประโยชน์ เสวยผลกรรมที่ทรงกระทำไว้ในภพก่อน ไม่มีความหมดสิ้นไปแห่งผลกรรมที่พระองค์ทรงทำไว้เลย”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๔. ลักษณะพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก ๑๔. ลักษณะพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก

ข้อ ๒๒๐

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำพวกญาติ มิตรสหาย ผู้มีใจดี ที่หายไปนาน จากกันไปนาน ให้กลับมาพบกัน คือ นำมารดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับมารดา นำบิดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับบิดา นำพี่ชายน้องชายให้พบกับพี่ชายน้องชาย นำพี่ชายน้องชายให้พบกับพี่สาวน้องสาว นำพี่สาวน้องสาวให้พบกับพี่ชายน้องชาย นำพี่สาวน้องสาวให้พบกับพี่สาวน้องสาว ครั้นทำให้พบกันแล้วก็ได้รับความชื่นชม เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีพระโอรสมาก มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีราชศัตรูได้ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีพระอริยสาวกมากพระอริยสาวกของพระองค์มีจำนวนหลายพัน เป็นผู้แกล้วกล้า มีความเพียรเป็นคุณสมบัติ กำจัดเสนา(กิเลส)เสียได้ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๒๑

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ได้ทรงนำพวกญาติ มิตร ที่หายไปนาน จากกันไปนานให้มาพบกัน ครั้นทรงทำให้พบกันแล้วก็ได้รับความชื่นชม @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๕-๑๖. ลักษณะพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร เพราะกุศลกรรมนั้น พระองค์จึงเข้าไปสู่โลกทิพย์ เสวยความสุขและสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินและยินดี จุติจากเทวโลกแล้วเสด็จมาในโลกนี้อีก ได้องคาพยพ คือ พระคุยหฐาน ที่ควรปกปิดด้วยผ้า เร้นอยู่ในฝัก มหาบุรุษเช่นนั้นมีพระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นวีรบุรุษ สามารถให้ศัตรูพ่ายไป ให้ปีติเกิด และทูลถ้อยคำน่ารัก แก่มหาบุรุษที่ยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เมื่อมหาบุรุษทรงออกผนวชบำเพ็ญพรต จะมีพระสาวกมากกว่านั้น ล้วนแต่ดำเนินตามพระพุทธพจน์ ลักษณะนั้นย่อมบ่งบอกถึงพระคุยหฐาน ที่เร้นอยู่ในฝักของมหาบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต” ภาณวารที่ ๑ จบ ๑๕-๑๖. ลักษณะพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร และเมื่อประทับยืนไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ลูบคลำถึงพระชานุ ด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้

ข้อ ๒๒๒

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ย่อมรู้จักชนที่เท่าเทียมกัน รู้จักตนเองรู้จักฐานะของบุคคล รู้จักความแตกต่างของบุคคล หยั่งทราบว่าบุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๙,๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๕-๑๖. ลักษณะพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร บุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้ แล้วทำให้เหมาะกับความแตกต่างในฐานะนั้นๆ ในกาลก่อนเพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้ คือ (๑) มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร (๒) เมื่อประทับยืนไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุ ด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีอุปกรณ์น่าปลื้มใจมาก มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก มีพระคลังเต็มบริบูรณ์ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก พระองค์จะทรงมีทรัพย์เหล่านี้ คือสัทธาธนะ (ทรัพย์คือศรัทธา) สีลธนะ (ทรัพย์คือศีล) หิริธนะ (ทรัพย์คือหิริ) โอตตัปปธนะ(ทรัพย์คือโอตตัปปะ) สุตธนะ (ทรัพย์คือสุตะ) จาคธนะ (ทรัพย์คือจาคะ) ปัญญาธนะ(ทรัพย์คือปัญญา) เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๒๓

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ พิจารณาแล้ว สอดส่องแล้ว คิดแล้ว หยั่งทราบว่า ‘บุคคลนี้ ควรกับสิ่งนี้’ แล้วทำให้เหมาะ กับความแตกต่างของบุคคลในฐานะนั้นๆ ในกาลก่อน ก็แล เพราะเศษของผลกรรมที่เป็นสุจริต พระมหาบุรุษเมื่อประทับยืนไม่ต้องน้อมพระองค์ลง ก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๗-๑๙. ลักษณะมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ และมีพระวรกายเป็นปริมณฑล ดุจต้นไทรที่งอกงามบนแผ่นดิน มนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญาอันละเอียด รู้จักนิมิตและลักษณะมากอย่าง ทำนายว่า ‘พระกุมารนี้เมื่อยังทรงพระเยาว์ มีพระรูปพระโฉมงดงาม จะได้สิ่งอันคู่ควรแก่คฤหัสถ์มากอย่าง พระกุมารผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินในโลกนี้ จะทรงมีกามโภคะซึ่งควรแก่คฤหัสถ์เป็นอันมาก ถ้าพระกุมารนี้ทรงละกามโภคะทั้งปวง จะทรงได้ทรัพย์อันเลิศยอดเยี่ยมสูงสุด” ๑๗-๑๙. ลักษณะมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ เป็นต้น

ข้อ ๒๒๔

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะแก่คนหมู่มาก ด้วยมนสิการว่า ‘ทำไฉน ชนเหล่านี้พึงเจริญด้วยศรัทธา เจริญด้วยศีล เจริญด้วยสุตะ เจริญด้วยพุทธิ เจริญด้วยจาคะ เจริญด้วยธรรม เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยทรัพย์และธัญชาติ เจริญด้วยนาและสวน เจริญด้วยสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า เจริญด้วยบุตรและภรรยา เจริญด้วยทาสกรรมกรและคนรับใช้ เจริญด้วยญาติ เจริญด้วยมิตร เจริญด้วยพวกพ้อง’ เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษ๓ ประการนี้ คือ (๑) มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์(๒) มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน (๓) มีลำพระศอกลมเท่ากันตลอด @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๗,๑๘,๒๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๑๗-๑๙. ลักษณะมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงมีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ได้แก่ ไม่เสื่อมจากทรัพย์และธัญชาติ ไม่เสื่อมจากนาและสวน ไม่เสื่อมจากสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ไม่เสื่อมจากบุตรและภรรยา ไม่เสื่อมจากทาสกรรมกรและคนรับใช้ ไม่เสื่อมจากญาติ ไม่เสื่อมจากมิตร ไม่เสื่อมจากพวกพ้อง ไม่เสื่อมจากสมบัติทุกอย่าง เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะมีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ได้แก่ ไม่เสื่อมจากศรัทธา ไม่เสื่อมจากศีล ไม่เสื่อมจากสุตะ ไม่เสื่อมจากจาคะ ไม่เสื่อมจากปัญญา ไม่เสื่อมจากสมบัติทุกอย่าง เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๒๕

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษทรงปรารถนา และทรงหวังความสำเร็จประโยชน์ว่า ‘ทำไฉน ชนเหล่าอื่นไม่พึงเสื่อมจากศรัทธา จากศีล จากสุตะ จากพุทธิ จากจาคะ จากธรรม จากสิ่งที่ทำให้สำเร็จประโยชน์มากอย่าง จากทรัพย์และธัญชาติ จากนาและสวน จากบุตรและภรรยา จากสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า @เชิงอรรถ : @ ศรัทธา แปลว่าความเชื่อ มี ๒ ระดับ นับจากต่ำไปหาสูง คือ (๑) โอกัปปนสัทธา คือ ความเชื่อที่ปักใจ@เชื่อในสิ่งที่น่าเชื่อ (๒) ปสาทนสัทธา คือ ความเชื่อที่อาศัยความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าในสิ่งที่น่าเลื่อมใส@(ที.ปา.อ. ๒๒๕/๑๒๗, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐๕/๘๕, ที.ปา.ฏีกา ๒๒๕/๑๔๙) และดูเทียบ@องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๐๕/๓๔๗ ประกอบ @ ศีล ในที่นี้หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ (ที.ปา.อ. ๒๒๕/๑๒๗) @ สุตะ ในที่นี้หมายถึงการศึกษาที่นำประโยชน์สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย (ที.ปา.ฏีกา ๒๒๕/๑๑๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๐. ลักษณะมีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี จากญาติ จากมิตร จากพวกพ้อง จากพละ จากวรรณะ และจากสุขทั้ง ๒ ประการ’ มหาบุรุษนั้น มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ มีลำพระศอกลมเท่ากันตลอด และมีร่องพระปฤษฎางค์เต็มราบเสมอกัน ลักษณะทั้ง ๓ ประการนั้น เป็นบุพนิมิต อันไม่เสื่อมของพระองค์ เพราะกรรมที่ทรงสั่งสม กระทำไว้ในกาลก่อน มหาบุรุษแม้ทรงเป็นคฤหัสถ์ ทรงเจริญด้วยทรัพย์และธัญชาติ บุตรและภรรยา สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า (ถ้า)ทรงตัดกังวลเสีย ออกผนวช จะบรรลุพระโพธิญาณอันยอดเยี่ยม มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา” ๒๐. ลักษณะมีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี

ข้อ ๒๒๖

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศัสตรา เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารเกิดที่ลำพระศอและมีปลายชูชันรับรสพระกระยาหารส่งไปทั่วสรรพางค์ มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีพระโรคาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๐. ลักษณะมีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี ไม่ร้อนนัก เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะมีพระโรคาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ปานกลาง เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๒๗

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเป็นผู้ไม่ทรงเบียดเบียน ไม่ทรงย่ำยีปวงชนด้วยฝ่ามือ และท่อนไม้ ด้วยก้อนดิน ด้วยศัสตรา ด้วยคำสั่งประหาร ด้วยการจองจำ หรือด้วยการข่มขู่ เพราะกรรมนั้นนั่นแหละ มหาบุรุษจึงเข้าถึงสุคติ บันเทิงใจ และเพราะทำกรรมมีผลเป็นสุข จึงได้สุขมากเสด็จมาในโลกนี้ ทรงได้เส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี ตั้งอยู่ในที่เหมาะสม ทำให้โอชะแผ่ไปสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์ผู้ฉลาด มีปัญญาเห็นแจ่มแจ้งทำนายว่า ‘พระกุมารนี้จักมีความสุขมาก’ ลักษณะนั้นย่อมบ่งบอกถึงเส้นประสาท รับรสพระกระยาหารได้ดีนั้น ของมหาบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๑-๒๒. ลักษณะมีดวงพระเนตรดำสนิทและแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด ๒๑-๒๒. ลักษณะมีดวงพระเนตรดำสนิทและแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด

ข้อ ๒๒๘

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อน ไม่เมิน มองตรง มองเต็มตา และแลดูคนหมู่มากด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความรัก เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้ คือ (๑) มีดวงพระเนตรดำสนิท (๒) มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้ที่แลดูน่ารักของคนหมู่มากและเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของพราหมณ์และคหบดีชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี กุมาร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ที่แลดูน่ารักของคนหมู่มาก และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดามนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ทั้งหลาย เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๒๙

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อน ไม่เมิน มองตรง มองเต็มตา แลดูคนหมู่มากด้วยดวงพระเนตรเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์เสวยผลวิบากในสุคติทั้งหลาย บันเทิงอยู่ในสุคติเหล่านั้น เสด็จมาในโลกนี้ มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๙,๓๐ @ ไม่ถลึงตาดู ในที่นี้หมายถึงไม่จ้องดูด้วยความโกรธจนตาถลนเหมือนตาปู (ที.ปา.อ. ๒๒๘/๑๒๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๓. ลักษณะพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ และมีดวงพระเนตรดำสนิท มองเห็นได้ชัดเจน พวกมนุษย์จำนวนมากเป็นอภิโยคี๑ มีความรอบคอบ ฉลาดในนิมิต ฉลาดในการทำนายอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะชมเชยพระกุมารนั้นว่า ‘เป็นผู้ที่แลดูน่ารัก’ อนึ่ง แม้ทรงเป็นคฤหัสถ์ ก็แลดูน่ารัก เป็นที่รักของคนหมู่มาก ถ้าไม่ทรงเป็นคฤหัสถ์ ทรงเป็นพระสมณะ จะทรงเป็นที่รักและดับโศกของคนหมู่มาก” ๒๓. ลักษณะพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์

ข้อ ๒๓๐

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์เป็นผู้นำของคนหมู่มากในกุศลธรรม เป็นประมุขของคนหมู่มากในกายสุจริตในวจีสุจริต ในมโนสุจริต ในการจำแนกทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถในความเกื้อกูลมารดา ในความเกื้อกูลบิดา ในความเกื้อกูลสมณะ ในความเกื้อกูลพราหมณ์ ในความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในกุศลธรรมอันยิ่งอื่นๆ อีก เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้ที่คนหมู่มาก คือ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์@เชิงอรรถ : @ เป็นอภิโยคี ในที่นี้หมายถึงผู้รู้ในลักษณศาสตร์ (ที.ปา.อ. ๒๒๙/๑๒๘)@ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๓๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๓. ลักษณะพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี ราชกุมาร ดำเนินตามเมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ที่คนหมู่มาก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ดำเนินตาม เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓๑

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษเป็นผู้นำในธรรมทั้งหลายที่เป็นสุจริต ทรงยินดีในธรรมจริยา เป็นผู้ที่คนหมู่มากดำเนินตาม เสวยผลบุญในสวรรค์ มหาบุรุษนั้น ครั้นเสวยผลแห่งสุจริต แล้วเสด็จมาในโลกนี้ ทรงได้ความเป็นผู้มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ พวกที่ทรงความรู้ในเรื่องพยัญชนะและนิมิตทำนายว่า ‘พระกุมารนี้ จักเป็นผู้นำของคนหมู่มาก ในหมู่มนุษย์ ในโลกนี้ ผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์ในเบื้องต้น จะมีจำนวนมาก ในกาลนั้น พราหมณ์ทั้งหลายจะทำนายพระองค์ว่า ‘ถ้าทรงเป็นกษัตริย์ จะทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะทรงได้รับความช่วยเหลือจากคนหมู่มาก ถ้ามหาบุรุษนั้นทรงออกผนวช จะทรงเป็นผู้ปราดเปรื่อง เชี่ยวชาญในธรรม คนหมู่มากจะเป็นผู้ยินดียิ่ง ในคุณคือคำสอนของพระองค์และจะเป็นผู้ดำเนินตาม”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๔-๒๕. ลักษณะพระโลมชาติเดี่ยว ๒๔-๒๕. ลักษณะพระโลมชาติเดี่ยว และพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น

ข้อ ๒๓๒

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือพูดแต่คำสัตย์ ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษ๒ ประการนี้ คือ (๑) มีพระโลมชาติเดี่ยว (๒) มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้ที่คนหมู่มาก คือ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐีกุมาร ประพฤติตาม เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้ที่คนหมู่มาก คือ ภิกษุภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ประพฤติตามเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓๓

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑๓,๓๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๔-๒๕. ลักษณะพระโลมชาติเดี่ยว “ในชาติก่อนๆ มหาบุรุษมีสัจปฏิญาณ มีพระวาจาไม่เป็นสอง เว้นคำเหลวไหล ไม่ตรัสให้คลาดเคลื่อนแก่ใครๆ ตรัสตามความจริงแท้ แน่นอน มีพระอุณาโลมสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น เกิดในระหว่างพระโขนง และไม่มีพระโลมชาติเกิดในขุมเดียวกัน ๒ เส้น ทั่วพระสรีระสะพรั่งด้วยพระโลมชาติเดี่ยว พวกผู้รู้พระลักษณะ ฉลาดในลางและนิมิต จำนวนมากมาประชุมกัน แล้วทำนายมหาบุรุษนั้นว่า พระอุณาโลมตั้งอยู่ในตำแหน่งที่บ่งชัดว่า คนหมู่มากจะประพฤติตามพระองค์ผู้มีลักษณะเช่นนี้ มหาบุรุษแม้ทรงเป็นคฤหัสถ์ผู้เช่นนี้ มหาชนก็ประพฤติตาม เพราะกรรมที่ทรงกระทำไว้มากในชาติก่อน แม้ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีความกังวล เป็นบรรพชิตผู้ยอดเยี่ยม ประชาชนก็ประพฤติตาม”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๖-๒๗. ลักษณะพระทนต์ ๔๐ ซี่และไม่ห่างกัน ๒๖-๒๗. ลักษณะพระทนต์ ๔๐ ซี่และไม่ห่างกัน

ข้อ ๒๓๔

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ ละเว้นขาดจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจากฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความจากฝ่ายโน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้นสมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกันพูดแต่คำที่สร้างสรรค์ความสามัคคีกัน เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้นฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้คือ (๑) มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (๒) มีพระทนต์ไม่ห่าง มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงมีบริษัทที่ไม่แตกแยกกัน บริษัทที่ไม่แตกแยกกันของพระองค์ คือ พราหมณ์ คหบดีชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี ราชกุมาร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อ เป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีบริษัทที่ไม่แตกแยกกัน บริษัทที่ไม่แตกแยกกันของพระองค์ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓๕

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๓,๒๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๖-๒๗. ลักษณะพระทนต์ ๔๐ ซี่และไม่ห่างกัน “มหาบุรุษนั้น ไม่ตรัสวาจา ที่ทำให้เกิดการแตกแยกกัน คือ ทำผู้ที่ปรองดองกันให้แตกแยกกัน ทำให้การวิวาทขยายตัวไปสู่การแตกแยกกัน ทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะกัน (และ) ที่ก่อให้เกิดการแตกแยกแก่คนที่ปรองดองกัน ตรัสแต่วาจาอ่อนหวาน คือ ที่ส่งเสริมการไม่วิวาทกัน ที่ก่อให้เกิดสมานฉันท์ระหว่างผู้ที่แตกกัน ขจัดความทะเลาะของชุมชนทำให้สามัคคีกัน และทรงเพลิดเพลินบันเทิงอยู่กับผู้ที่ปรองดองกัน มหาบุรุษนั้น เสวยผลวิบากในสุคติ เสด็จมาในโลกนี้ มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ มีพระทนต์ไม่ห่าง เรียบสนิท ได้สัดส่วน เกิดขึ้นในพระโอษฐ์ ถ้าเป็นกษัตริย์ จะทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะทรงมีบริษัทไม่แตกแยกกัน ถ้าเป็นสมณะจะทรงเป็นผู้ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี และเป็นผู้ปราศจากกิเลสเพียงดังมลทิน บริษัทของพระองค์ จะเป็นผู้ดำเนินตามไม่หวั่นไหว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๒๘-๒๙. ลักษณะพระชิวหาใหญ่ยาวและพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ๒๘-๒๙. ลักษณะพระชิวหาใหญ่ยาวและพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม

ข้อ ๒๓๖

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ ละเว้นขาดจากคำหยาบ คือ พูดแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้ คือ (๑) มีพระชิวหาใหญ่ยาว (๒) มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะมีพระวาจาอันชนทั้งหลายยอมรับ ชนทั้งหลาย คือ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคมชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์บริษัท ราชา เศรษฐี ราชกุมาร ยอมรับพระดำรัสของพระองค์ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อทรงเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะมีพระวาจาอันชนทั้งหลายยอมรับ ชนทั้งหลาย คือ ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ยอมรับพระดำรัสของพระองค์ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓๗

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษนั้น ไม่ตรัสคำหยาบรุนแรง คือ ที่ก่อให้เกิดการด่า การบาดหมาง และการเบียดเบียนกัน ที่ก่อให้เกิดความเจ็บแค้น ที่ทำลายชนจำนวนมาก ตรัสแต่คำอ่อนหวาน นุ่มนวล มีประโยชน์ @เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๗,๒๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓๐. ลักษณะพระหนุดุจคางราชสีห์ มหาบุรุษนั้น ตรัสแต่คำเป็นที่ถูกใจ จับใจ เสนาะโสต จึงทรงได้รับผลอันเกิดจากความประพฤติดี เสวยผลบุญในสวรรค์ทั้งหลาย ครั้นเสวยผลอันเกิดจากความประพฤติดีแล้ว เสด็จมาในโลกนี้ ได้ความเป็นผู้มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม เป็นผู้มีพระชิวหาใหญ่ หนา เป็นผู้มีพระดำรัสอันชนทั้งหลายยอมรับ ผลนั้นย่อมสำเร็จแก่มหาบุรุษผู้ตรัสอยู่ แม้เมื่อทรงเป็นคฤหัสถ์ ฉันใด ถ้ามหาบุรุษนั้นทรงออกผนวช หมู่ชนจะเชื่อถือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ตรัสสุภาษิตหลากหลายแก่คนหมู่มาก ฉันนั้น” ๓๐. ลักษณะพระหนุดุจคางราชสีห์

ข้อ ๒๓๘

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ ละเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ คือ พูดถูกกาล พูดแต่คำจริง พูดอิงประโยชน์พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา ตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ฯลฯ จุติจากเทว-โลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษนี้ คือ มีพระหนุดุจคางราชสีห์มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะไม่มีข้าศึกศัตรูที่เป็นมนุษย์คนใดกำจัดพระองค์ได้ เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะไม่มีข้าศึกศัตรูภายในหรือ@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓๐. ลักษณะพระหนุดุจคางราชสีห์ ภายนอก คือ ราคะ โทสะ หรือโมหะ หรือสมณพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกกำจัดพระองค์ได้ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓๙

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษนั้น ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อ ไม่ตรัสคำปราศจากหลักฐาน มีครรลองแห่งพระดำรัสไม่สับสน ทรงกำจัดคำที่ไม่เป็นประโยชน์ ตรัสแต่คำที่เป็นประโยชน์ และคำที่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก ครั้นทรงทำกรรมนั้นแล้วจุติจากมนุษยโลก เข้าสู่เทวโลก เสวยผลวิบากแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้ว จุติแล้ว เสด็จมาในโลกนี้อีก ได้ความเป็นผู้มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์สี่เท้า ถ้าเป็นพระราชาจะทรงเป็นจอมมนุษย์ เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ เป็นผู้มีอานุภาพมาก เป็นผู้ที่ใครกำจัดได้ยากยิ่ง เป็นผู้เสมอกับเทพผู้ประเสริฐในเมืองไตรทิพย์ ดุจพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าเทพ ฉะนั้น ผู้มีสภาวะเช่นนั้นเป็นผู้ที่คนธรรพ์ อสูร ท้าวสักกะ และยักษ์ผู้กล้าหาญ กำจัดไม่ได้ง่าย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓๑-๓๒. ลักษณะพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม ผู้มีพระลักษณะเช่นว่านั้น ย่อมจะเป็นใหญ่ในทิศทั้งหลาย คือทั้งทิศใหญ่และทิศเฉียง ในโลกนี้” ๓๑-๓๒. ลักษณะพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม

ข้อ ๒๔๐

ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็น มนุษย์ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ คือ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม การโกงด้วยเครื่องตวงวัด การรับสินบน การล่อลวง การตลบตะแลง การตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราวการปล้น และการขู่กรรโชก เพราะตถาคตได้ทำ สั่งสม พอกพูน ทำให้กรรมนั้นไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ครอบงำเทพเหล่าอื่นในเทวโลกนั้น ด้วยฐานะ ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ยศทิพย์ ความเป็นใหญ่ทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพะทิพย์จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ได้ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการนี้คือ (๑) มีพระทนต์เรียบเสมอกัน (๒) มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม มหาบุรุษนั้นทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว(๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว และมีพระราชโอรสมากกว่า๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีราชศัตรูได้พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบเขต ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีเขตหมาย ไม่มีรั้วหนาม มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ปลอดภัยสงบ ไร้เสี้ยนหนาม เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงมีบริวารสะอาด บริวารที่สะอาดของพระองค์ คือ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคมชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์@เชิงอรรถ : @ เป็นลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒๔,๒๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓๑-๓๒. ลักษณะพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม บริษัท ราชา เศรษฐี กุมาร เมื่อเป็นพระราชาจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้ อนึ่งถ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงมีบริวารสะอาด บริวารที่สะอาดของพระองค์ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงได้สิ่งดังกล่าวมานี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๔๑

พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในเรื่องลักษณะ มหาบุรุษนั้นว่า “มหาบุรุษนั้นทรงละมิจฉาอาชีวะ ดำรงพระชนม์อยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ อันสะอาดเป็นธรรม ทรงกำจัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทรงประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นสุขแก่คนหมู่มาก เสวยสิ่งที่มีผลเป็นสุข ที่สัตบุรุษผู้มีปัญญาละเอียด ผู้ฉลาดสรรเสริญแล้ว เป็นผู้เสมอกับเทพผู้ประเสริฐในเมืองไตรทิพย์ เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความยินดีและความเพลิดเพลิน อภิรมย์อยู่ในสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้น ได้ภพที่เป็นมนุษย์ ทรงได้รับผลวิบากแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้ว คือ มีพระทนต์เรียบ เสมอ สะอาด ขาวผ่อง ด้วยวิบากแห่งกรรมที่เหลือ พวกมนุษย์ผู้ทำนายลักษณะ ที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ละเอียดรอบคอบจำนวนมาก ประชุมกันแล้วทำนายมหาบุรุษนั้นว่า ‘พระกุมารนี้ จะมีหมู่ชนที่สะอาดเป็นบริวาร มีพระทนต์ที่เกิดทั้ง ๒ ครั้ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๗. ลักขณสูตร] ๓๑-๓๒. ลักษณะพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม สม่ำเสมอ ขาว สะอาด งดงาม เมื่อพระองค์ทรงเป็นพระราชาปกครองแผ่นดินใหญ่ จะทรงมีคนหมู่มากเป็นบริวารที่สะอาด และไม่มีการข่มขี่ให้เดือดร้อนในราชอาณาจักร คนทั้งหลายต่างประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นความสุขแก่คนหมู่มาก ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นสมณะ จะปราศจากบาปธรรม มีกิเลสเพียงดังธุลีระงับไป เป็นผู้ไม่มีกิเลส ปราศจากความกระวนกระวายและความลำบาก จะทรงเห็นโลกนี้และโลกอื่น คฤหัสถ์จำนวนมากและพวกบรรพชิต ผู้ที่ทำตามโอวาทของพระองค์ จะกำจัดบาปธรรมที่ไม่สะอาดอันบัณฑิตติเตียนแล้ว มีบริวารที่สะอาด กำจัดสนิมตะปู โทษและกิเลสเสียได้แวดล้อมพระองค์” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ลักขณสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ สนิมตะปู คำ สนิมในที่นี้หมายถึงอกุศลมูลคือราคะ โทสะ โมหะ ที่ทำจิตให้เศร้าหมอง ส่วนคำ ตะปู@หมายถึงอกุศลมูล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่ตรึงจิตไว้ (ที.ปา.อ. ๒๔๑/๑๓๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๙๘}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ลกฺขณสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๗. ลักขณสูตร (๓๐)

ข้อ ๑๓๐

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ {๑๓๐.๑} ภควา เอตทโวจ ทฺวตฺตึสิมานิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลํ อนิมิตฺตํ อกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสติ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ {๑๓๐.๒} กตมานิ ตานิ ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริส- ลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ อิธ ภิกฺขเว มหาปุริโส สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริโส สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ {๑๓๐.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ ฯ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ {๑๓๐.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริโส อายตปณฺหิ โหติ ฯ ทีฆงฺคุลี โหติ ฯ มุทุตลนหตฺถปาโท โหติ ฯ ชาลหตฺถปาโท โหติ ฯ อุสฺสงฺขปาโท โหติ ฯ เอณิชงฺโฆ โหติ ฐิตโก ว อโนนมนฺโต อุโภหิ ปาณิตเลหิ ชนฺนุกานิ ปริมสติ ปริมชฺชติ ฯ โกโสหิตวตฺถคุโยฺห โหติ ฯ สุวณฺณวณฺโณ กาญฺจนสนฺนิภตโจ ฯ สุขุมจฺฉวี โหติ สุขุมตฺตา ฉวิยา รโชชลฺลํ กาเย น อุปลิปฺปติ ฯ เอเกกโลโม โหติ เอเกกานิ โลมานิ โลมกูเปสุ ชาตานิ ฯ อุทฺธคฺคโลโม โหติ อุทฺธคฺคานิ โลมานิ ชาตานิ นีลานิ อญฺชนวณฺณานิ กุณฺฑลาวตฺตานิ ทกฺขิณาวตฺตกชาตานิ ฯ พฺรหฺมุชุคตฺโต โหติ ฯ สตฺตุสฺสโท โหติ ฯ สีหปุพฺพทฺธกาโย โหติ ฯ ปิตฺตนฺตรํโส โหติ ฯ นิโคฺรธปริมณฺฑโล โหติ ยาวตกฺวสฺส กาโย ตาวตกฺวสฺส พฺยาโม ยาวตกฺวสฺส พฺยาโม ตาวตกฺวสฺส กาโย ฯ สมวฏฺฏกฺขนฺโธ โหติ ฯ รสคฺคสคฺคี โหติ ฯ สีหหนุ โหติ ฯ จตฺตาฬีสทนฺโต โหติ ฯ สมทนฺโต โหติ ฯ อวิรฬทนฺโต โหติ ฯ สุสุกฺกทาโฐ โหติ ฯ ปหูตชิโวฺห โหติ ฯ พฺรหฺมสฺสโร โหติ กรวิกภาณี โหติ ฯ อภินีลเนตฺโต โหติ ฯ โคปขุโม โหติ ฯ อุณฺณา ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส อุณฺณา ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ {๑๓๐.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริโส อุณฺหีสสีโส โหติ ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริโส อุณฺหีสสีโส โหติ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ อิมานิ โข ตานิ ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ พาหิรกาปิ อิสโย ธาเรนฺติ โน จ โข เต ชานนฺติ อิมสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ อิมํ ลกฺขณํ ปฏิลภตีติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้ ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม โดยเสมอ มิต้องใช้ศัสตรา มิต้องใช้อาชญา มิได้มีเสนียด ครอบครองแผ่นดิน มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม สำเร็จ แพร่หลายมีความเกษม สำราญ ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลายมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนั้น เป็นไฉน ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า-*จักรพรรดิ ฯลฯ อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้น เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษในโลกนี้ ๑. มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี ภิกษุทั้งหลาย การที่พระมหาบุรุษมีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี นี้เป็นมหาปุริสลักษณะของมหาบุรุษ ฯ ๒. ณ พื้นภายใต้ฝ่าพระบาท ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย แม้การที่พื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน มีกงมีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง นี้ก็มหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ฯ ๓. มีส้นพระบาทยาว ฯ ๔. มีพระองคุลียาว ฯ ๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ฯ ๖. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย ฯ ๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ฯ ๘. มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย ฯ ๙. เสด็จสถิตยืนอยู่มิได้น้อมลง เอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึงพระชาณุทั้งสอง ฯ ๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ฯ ๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจวรรณะแห่งทองคำ คือ มีพระตจะ ประดุจหุ้มด้วยทอง ฯ ๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงมิติดอยู่ในพระกายได้ ฯ ๑๓. มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้นๆ ฯ ๑๔. มีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียว มีสีเหมือนดอกอัญชัญ ขดเป็นกุณฑลทักษิณาวัฏ ฯ ๑๕. มีพระกายตรงเหมือนกายพรหม ฯ ๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน ฯ ๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ ฯ ๑๘. มีระหว่างพระอังสะเต็ม ฯ ๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์พระกายของพระองค์ก็เท่ากับวาของพระองค์ ฯ ๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน ฯ ๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี ฯ ๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ฯ ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ฯ ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ฯ ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง ฯ ๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม ฯ ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ ฯ ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีสำเนียงดังนกกรวิก ฯ ๒๙. มีพระเนตรดำสนิท [ดำคม] ฯ ๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาแห่งโค ฯ ๓๑. มีพระอุณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง มีสีขาวอ่อน ควรเปรียบด้วยนุ่น ฯ ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้การที่พระมหาบุรุษ มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์นี้ ก็เป็นมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้แล ที่มหาบุรุษประกอบแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ อนึ่งถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ภิกษุทั้งหลาย พวกฤาษีแม้เป็นภายนอก ย่อมทรงจำมหาปุริส-*ลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ เหล่านี้ได้ แต่ฤาษีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่ทราบว่าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก สัตว์ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนี้อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ สัตว์ที่บำเพ็ญกุศลกรรมนั้น ย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะ ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ ฯ

ข้อ ๑๓๑

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ทฬฺหสมาทาโน อโหสิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อวตฺถิตสมาทาโน กายสุจริเต วจีสุจริเต มโนสุจริเต ทานสํวิภาเค สีลสมาทาเน อุโปสถุปวาเส มตฺเตยฺยตาย เปตฺเตยฺยตาย สามญฺญตาย พฺรหฺมญฺญตาย กุเลเชฏฺฐาปจายิตาย อญฺญตรญฺญตเรสุ จ อธิกุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตตฺถ อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ทิพฺเพน อายุนา ทิพฺเพน วณฺเณน ทิพฺเพน สุเขน ทิพฺเพน ยเสน ทิพฺเพน อธิปเตยฺเยน ทิพฺเพหิ รูเปหิ ทิพฺเพหิ สทฺเทหิ ทิพฺเพหิ คนฺเธหิ ทิพฺเพหิ รเสหิ ทิพฺเพหิ โผฏฺฐพฺเพหิ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้มีสมาทานมั่นในกุศลธรรม มีสมาทานไม่ถอยหลังในกายสุจริตในวจีสุจริต ในมโนสุจริต ในการบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถ ในการปฏิบัติดีในมารดา ในการปฏิบัติดีในบิดา ในการปฏิบัติดีในสมณะในการปฏิบัติดีในพรหม ในความเป็นผู้เคารพต่อผู้ใหญ่ในสกุลและในธรรมเป็นอธิกุศลอื่นๆ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ตถาคตย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ ฯ

ข้อ ๑๓๒

สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ สมํ ปาทํ ภูมิยํ นิกฺขิปติ สมํ อุทฺธรติ สมํ สพฺพาวนฺเตหิ ปาทตเลหิ ภูมึ ผุสติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ฯ ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลมนิมิตฺตมกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ราชา สมาโน กึ ลภติ อกฺขมฺภิโย โหติ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อกฺขมฺภิโย โหติ อพฺภนฺตเรหิ วา พาหิเรหิ วา ปจฺจตฺถิเกหิ ปจฺจามิตฺเตหิ ราเคน วา โทเสน วา โมเหน วา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ ฯ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

พระมหาบุรุษนั้น มีพระบาทตั้งอยู่เฉพาะเป็นอันดี คือทรง เหยียบพระบาทเสมอกันบนพื้น ทรงยกพระบาทขึ้นก็เสมอกัน ทรงจดภาคพื้นด้วยฝ่าพระบาททุกส่วนเสมอกัน พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิดำรงอยู่ในธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นอิสระในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยรตนะ ๗ ประการ คือ จักรรัตน์ หัสดีรัตน์ อัสวรัตน์ มณีรัตน์อิตถีรัตน์ คฤบดีรัตน์ ปริณายกรัตน์เป็นที่ ๗ และมีพระราชโอรสมากกว่าพันล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า มีพระรูปสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาแห่งปรปักษ์เสียได้ และพระมหาบุรุษนั้นทรงชนะโดยธรรมมิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราปกครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม มั่งคั่งแพร่หลาย มีความเกษมสำราญ มิได้มีเสนียด เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูจะพึงข่มได้ อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพ-*ชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลกเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ ไม่มีเหล่าข้าศึกศัตรูภายในหรือภายนอก คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือสมณพราหมณ์เทวดา มาร พรหม ใครๆ ในโลกจะพึงข่มได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า ฯ

ข้อ ๑๓๓

สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทเม จ สํยเม โสเจยฺยสีลาลยุโปสเถสุ จ ปาเณ อหึสาย อสาหเส รโต ทฬฺหํ สมาทาย สมนฺตมาจริ ฯ โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ สเมหิ ปาเทหิ ผุสี พสุนฺธรํ ฯ พฺยากํสุ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา สมปฺปติฏฺฐสฺส น โหติ ขมฺภนา คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ตํ ลกฺขณํ ภวติ ตทตฺถโชตกํ ฯ อกฺขมฺภิโย โหติ อคารมาวสํ ปราภิภู สตฺตุภิ นปฺปมทฺทโน มนุสฺสภูเตนิธ โหติ เกนจิ อกฺขมฺภิโย ตสฺส ผเลน กมฺมุโน ฯ สเจ ว ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ อคฺโค น โส คจฺฉติ ชาตุ ขมฺภนํ นรุตฺตโม เอส หิ ตสฺส ธมฺมตาติ ฯ

พระมหาบุรุษยินดีในวจีสัจ ในธรรม [กุศลกรรมบถ] ความ ฝึกตน ความสำรวม ความเป็นผู้สะอาด ศีลที่เป็นอาลัย อุโบสถกรรม ความไม่เบียดเบียนเหล่าสัตว์ และกรรมอันไม่ สาหัส สมาทานแล้วมั่นคง ทรงประพฤติมาแล้วอย่างรอบคอบ เพราะกรรมนั้น พระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่ไตรทิพย์ เสวย ความสุขและสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินยินดี จุติจากไตรทิพย์แล้ว เวียนมาในโลกนี้ เหยียบปฐพีด้วยฝ่าพระบาทอันเรียบ พวก พราหมณ์ผู้ทำนายพระลักษณะมาประชุมกันแล้วทำนายว่า พระ- *ราชกุมารนี้มีฝ่าพระบาทประดิษฐานเรียบ เป็นคฤหัสถ์หรือ บรรพชิต ก็ไม่มีใครข่มได้ พระลักษณะนั้นย่อมเป็นนิมิตส่อง เนื้อความนั้น พระราชกุมารนี้ เมื่ออยู่ครองฆราวาส ไม่มีใคร สามารถข่มได้ มีแต่ครอบงำพวกปรปักษ์เหล่าศัตรูมิอาจย่ำยีได้ ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้หาข่มได้ไม่ เพราะผลแห่งกุศล กรรมนั้น ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้น เข้าถึงบรรพชา ทรงยินดี ยิ่งด้วยความพอใจในเนกขัมมะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง เป็นอัครบุคคล ไม่ถึงความเป็นผู้อันใครๆ ข่มได้ ย่อมเป็นผู้ สูงสุดกว่านรชน อันนี้แลเป็นธรรมดาของพระกุมารนั้น ฯ

ข้อ ๑๓๔

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนสฺส สุขาวโห อโหสิ อุพฺเพคอุตฺตาสภยํ อปนุทิตา ธมฺมิกญฺจ รกฺขาวรณคุตฺตึ สํวิธาตา สปริวารญฺจ ทานํ อทาสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตตฺถ อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ สุวิภตฺตนฺตรานิ ฯ {๑๓๔.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาปริวาโร โหติ มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา ชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ สเจ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาปริวาโร โหติ มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ได้เป็นผู้นำความสุขมาให้แก่ชนเป็นอันมาก บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความหวาดเสียว จัดความรักษาปกครองป้องกันโดยธรรม และบำเพ็ญทานพร้อมด้วยวัตถุอันเป็นบริวาร เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันตนทำสั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯ ตถาคตย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์โดยสถาน ๑๐ คืออายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็นอย่างนี้ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ ในฝ่าพระบาททั้ง ๒ มีจักรเกิดเป็นอันมาก มีซี่กำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง มีระหว่างอันกุศลกรรมแบ่งเป็นอันดี พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้นถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไรเมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารมาก คือ มีบริวารเป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารมาก คือ มีบริวารเป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๓๕

ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ มนุสฺสภูโต พหุนํ สุขาวโห อุพฺเพคอุตฺตาสภายาปนูทโน คุตฺตีสุ รกฺขาวรเณสุ อุสฺสุโก ฯ โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ จกฺกานิ ปาเทสุ ทุเวสุ วินฺทติ สมนฺตเนมีนิ สหสฺสรานิ จ ฯ พฺยากํสุ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา ทิสฺวา กุมารํ สตปุญฺญลกฺขณํ ปริวารวา เหสฺสติ สตฺตุมทฺทโน ตถา หิ จกฺกานิ สมนฺตเนมินิ ฯ สเจ น ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส วตฺเตติ จกฺกํ ปฐวึ ปสาสติ ตสฺสานุยนฺตา อิธ ภวนฺติ ขตฺติยา มหายสา สปริวารยนฺติ นํ ฯ สเจ ว ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ เทวา มนุสฺสาสุรสกฺกรกฺขสา คนฺธพฺพนาคา วิหงฺคา จตุปฺปทา อนุตฺตรํ เทวมนุสฺสปูชิตํ มหายสา สปริวารยนฺติ นํ ฯ

พระมหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ผู้นำความสุขมา ให้แก่ชนมาก บรรเทาภัยคือ ความหวาดกลัวและความ หวาดเสียว ขวนขวายในความคุ้มครองรักษาป้องกัน เพราะ กรรมนั้น พระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่ไตรทิพย์ เสวยความสุข และสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินยินดี ครั้นจุติจากไตรทิพย์แล้ว เวียนมาในโลกนี้ ย่อมได้ลายจักรทั้งหลาย มีซี่กำพันหนึ่ง มี กง มีดุม โดยรอบ ในฝ่าพระบาททั้ง ๒ พวกพราหมณ์ผู้ ทำนายลักษณะมาประชุมกันแล้วเห็นพระราชกุมารมีลักษณะอัน เกิดด้วยบุญเป็นร้อยๆ แล้วทำนายว่า พระราชกุมารนี้จักมี บริวาร ย่ำยีเสียซึ่งศัตรู เพราะจักรทั้งหลายมีกงโดยรอบอย่าง นั้น ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้นไม่เข้าถึงบรรพชา จะยังจักรให้ เป็นไป และปกครองแผ่นดิน มีกษัตริย์ที่มียศมากเป็นอนุยนต์ ติดตามห้อมล้อมพระองค์ ถ้าและพระราชกุมารเช่นนั้นเข้าถึง บรรพชา เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความพอใจในเนกขัมมะ จะมีพระ ปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง พวกเทวดา มนุษย์ อสูร ท้าวสักกะ ยักษ์ คนธรรพ์ นาค วิหค และสัตว์ ๔ เท้า ที่มียศมากจะ ห้อมล้อมพระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า อันเทวดาและมนุษย์บูชา แล้ว ฯ

ข้อ ๑๓๖

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหาสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ ตีณิ มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อายตปณฺหิ จ โหติ ทีฆงฺคุลี จ พฺรหฺมุชุคตฺโต จ ฯ {๑๓๖.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ทีฆายุโก โหติ จิรฏฺฐิติโก ทีฆมายุปาเลติ น สกฺกา โหติ อนฺตรา ชีวิตา โวโรเปตุํ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ทีฆายุโก โหติ จิรฏฺฐิติโก ทีฆมายุปาเลติ น สกฺกา โหติ อนฺตรา ชีวิตา โวโรเปตุํ ปจฺจตฺถิเกหิ ปจฺจามิตฺเตหิ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว วางทัณฑะ วางศาตราแล้ว มีความละอาย มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ ตถาคตย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพ-*ทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการ คือ ส้นพระบาทยาว ๑ มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทยาว ๑ มีพระกายตรงดังว่ากายแห่งพรหม ๑ พระมหาบุรุษนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้งหลายนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุยืนดำรงอยู่นาน ทรงอภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูสามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิตจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุยืนดำรงอยู่นาน ทรงอภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีข้าศึกศัตรูจะเป็นสมณะพราหมณ์ เทวดา พรหม มาร ใครๆ ในโลก สามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๓๗

มรณวธภยมตฺตโน วิทิตฺวา ปฏิวิรโต ปรํ มรณาย อโหสิ เตน โส สุจริเตน สคฺคมคมาสิ สุกตผลวิปากมนุโภสิ ฯ จวิย ปุนริธาคโต สมาโน ปฏิลภติ อิธ ตีณิ ลกฺขณานิ ภวติ วิปุลทีฆปาสุณิโก พฺรหฺมาว สุชฺชุ สุโภ สุชาตคตฺโต ฯ สุภุโช สุสู สุสณฺฐิโต สุชาโต มุทุตลุนงฺคุลิยสฺส โหนฺติ ทีฆา ตีภิ ปุริสลกฺขเณภิ จิรยาปนาย กุมารมาทิสนฺติ ฯ ภวติ ยทิ คิหี จิรํ ยเปติ จิรตรํ ปพฺพชติ ยทิ ตโต หิ ยาปยติ วสิทฺธิภาวนาย อิติ ทีฆายุกตาย ตนฺนิมิตฺตนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษทรงทราบว่าการฆ่าอันเป็นเหตุให้สัตว์ตายว่าเป็น ภัยแก่ตน ได้เป็นผู้เว้นขาดแล้ว เบื้องหน้าแต่มรณะ ได้ไป แล้วสู่สวรรค์ เพราะกรรมที่ทรงประพฤติดีแล้วนั้น เสวยวิบาก อันเป็นผลแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้วจุติ [จากสวรรค์] แล้วเวียน มาในโลกนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งลักษณะ ๓ ในโลกนี้ คือ มี ส้นพระบาทยาวงาม ๑ พระกายเกิดดีตรงสวยงาม ประหนึ่งว่า กายพรหม มีพระพาหางาม มีความเป็นหนุ่ม ทรวดทรงสวย เป็นสุชาต ๑ มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทยาวอ่อนดังปุยฝ้าย ๑ พระชนกเป็นต้นทรงบำรุงพระราชกุมาร เพื่อให้มีพระชนมายุ เป็นไปนาน เพราะพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยปุริสลักษณะ ๓ ประการ ถ้าพระราชกุมารเป็นคฤหัสถ์ ก็จะให้พระชนม์ชีพ เป็นไปนาน ถ้าทรงผนวชก็จะให้พระชนม์ชีพเป็นไปนานกว่านั้น เพื่อให้วสีและอิทธิเจริญไป พระลักษณะนั้นเป็นนิมิต เพื่อ ความเป็นผู้มีชนมายุยืนด้วยประการดังนี้ ฯ

ข้อ ๑๓๘

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ทาตา อโหสิ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สตฺตสฺส อุสฺสทา โหนฺติ อุโภสุ หตฺเถสุ อุสฺสทา โหนฺติ อุโภสุ ปาเทสุ อุสฺสทา โหนฺติ อุโภสุ อํสกูเฏสุ อุสฺสทา โหนฺติ ขนฺเธ อุสฺสทา โหนฺติ ฯ {๑๓๘.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีตและมีรสอร่อยและให้น้ำที่ควรซดควรดื่ม ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีมังสะอูมในที่ ๗ สถาน คือที่หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ ก็มีมังสะอูมที่หลังพระบาททั้ง ๒ ก็มีมังสะอูม ที่บนพระอังสาทั้ง ๒ ก็มีมังสะอูม ที่ลำพระศอก็มีมังสะอูม พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ ย่อมเป็นผู้ได้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีตและมีรสอร่อย และได้น้ำที่ควรซดควรดื่ม ถ้าพระมหาบุรุษนั้น ออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ ทรงได้ของที่ควรเคี้ยว และของที่ควรบริโภคอันประณีต และมีรสอร่อยและทรงได้น้ำที่ควรซดควรดื่ม พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๓๙

ขชฺชโภชนํ อถ เลหสายิตํ อุตฺตมคฺครสทายโก อหุ เตน โส สุจริเตน กมฺมุนา นนฺทวเน จิรมภิปฺปโมทติ ฯ สตฺต จุสฺสเท อิธาธิคจฺฉติ หตฺถปาทมุทุตลญฺจ วินฺทติ อาหุ พฺยญฺชนนิมิตฺตโกวิทา ขชฺชโภชนรสลาภิตาย ฯ น ตํ คิหิสฺสปิ ตทตฺถโชตกํ ปพฺพชฺชํปิ จ ตทาธิคจฺฉติ ขชฺชโภชนสฺส ลาภิรุตฺตมํ อาหุ สพฺพคิหิพนฺธนจฺฉิทนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษอุดม เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว และของที่ควร บริโภค และน้ำที่ควรซดควรดื่ม มีรสอันเลิศ เพราะกรรมที่ ทรงประพฤติดีแล้วนั้น พระมหาบุรุษนั้น จึงบันเทิงใจอยู่นาน ในสวนนันทวัน มาในโลกนี้ ย่อมได้มังสะอูมเจ็ดแห่ง และ ได้พื้นพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม บัณฑิตผู้ฉลาดในนิมิต แห่งลักษณะ กล่าวไว้เพื่อความเป็นผู้ได้ของควรเคี้ยวและ โภชนะอันมีรส ลักษณะนั้น ใช่ว่าจะส่องอรรถ แม้แก่ พระมหาบุรุษผู้เป็นคฤหัสถ์เท่านั้น ถึงพระมหาบุรุษทรงผนวช ก็ ได้ขัชชโภชนาทิวัตถุนั้นเหมือนกัน พระองค์เป็นผู้ได้ของควร เคี้ยวและโภชนะมีรสอันอุดม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้วว่า พระองค์เป็นผู้ตัดกิเลสเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ทั้งปวงเสีย ฯ

ข้อ ๑๔๐

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ชนสงฺคหิโก อโหสิ ทาเนน ปิยวาเจน อตฺถจริยาย สมานตฺตตาย ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ มุทุตลหตฺถปาโท จ โหติ ชาลหตฺถปาโท จ ฯ {๑๔๐.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ สุสงฺคหิต- ปริชโน โหติ สุสงฺคหิตสฺส โหนฺติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา ชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ สุสงฺคหิตปริชโน โหติ สุสงฺคหิตสฺส โหนฺติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ การให้ การกล่าวคำเป็นที่รัก การประพฤติให้เป็นประโยชน์ และความเป็นผู้มีตนเสมอ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ทั้ง ๒ นี้ คือ พระหัตถ์และพระบาทมีพื้นอ่อนนุ่ม ๑ และมีพระหัตถ์และพระบาทมีลายดังว่าร่างข่าย ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักร-*พรรดิ์ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือมีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรงสงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรงสงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๔๑

ทานํปิ จตฺถจริยตญฺจ ปิยวทตญฺจ สมานฉนฺทญฺจ กริย จริย สุสงฺคหํ พหุนฺนํ อนวมเตน คุเณน ยาติ สคฺคํ ฯ จวิย ปุนริธาคโต สมาโน กรจรณมุทุกญฺจ ชาลิโน จ อติรุจิรสุวคฺคทสฺสเนยฺยํ ปฏิลภติ ทหโร สุสุกุมาโร ฯ ภวติ ปริชนสฺส โว วิเธยฺโย มหิมํ อาวสิโต สุสงฺคหิโต ปิยวทู หิตสุขตํ ชิคึสมาโน อภิรุจิตานิ คุณานิ อาจรติ ฯ ยทิ ปชหติ สพฺพกามโภคํ กถยติ ธมฺมกถํ ชิโน ชนสฺส วจนปฏิกรสฺสาภิปฺปสนฺนา สุตฺวาน ธมฺมานุธมฺมมาจรนฺตีติ ฯ

พระมหาบุรุษ ทำแล้ว ประพฤติแล้ว ซึ่งการให้ ๑ ซึ่ง ความเป็นผู้ประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑ ซึ่งความเป็นผู้กล่าว คำเป็นที่รัก ๑ ซึ่งความเป็นผู้มีพระฉันทะเสมอกัน ๑ ให้ เป็นความสงเคราะห์อย่างดีแก่ชนเป็นอันมาก ย่อมไปสู่สวรรค์ ด้วยคุณอันตนมิได้ดูหมิ่น จุติ [จากสวรรค์] แล้วเวียนมาใน โลกนี้ เป็นพระกุมารยังหนุ่มแน่นงดงาม ย่อมได้เฉพาะซึ่ง ความเป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่มด้วย ซึ่งความ เป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายเป็นร่างข่ายงามยิ่ง และ มีส่วนสวยน่าชมด้วย พระองค์มาสู่แผ่นดินนี้ มีบริวารชนอัน พระองค์พึงตรวจตราและสงเคราะห์ดี ตรัสถ้อยคำเป็นที่น่ารัก แสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ ทรงประพฤติ ความดีมากหลายที่พระองค์โปรดยิ่ง ถ้าพระองค์ทรงละความ บริโภคกามารมณ์ทั้งปวงเป็นพระชินะตรัสธรรมกถาแก่ประชุม ชน ประชุมชนก็จะสนองคำของพระองค์ เลื่อมใสยิ่งนัก ครั้น ฟังธรรมแล้ว ย่อมจะพากันประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ

ข้อ ๑๔๒

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน อตฺถูปสญฺหิตํ ธมฺมูปสญฺหิตํ วาจํ ภาสิตา อโหสิ พหุชนํ นิทสฺเสติ ปาณีนํ หิตสุขาวโห ธมฺมยาคี ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา วิปุลตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อุสฺสงฺขปาโท จ โหติ อุทฺธคฺคโลโม จ ฯ {๑๔๒.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อคฺโค จ โหติ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ กามโภคีนํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อคฺโค จ โหติ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ สพฺพสตฺตานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม แนะนำประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปรกติ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ จุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ๒ ประการนี้ คือมีพระบาทดุจสังข์คว่ำ ๑ มีพระโลมชาติล้วนมีปลายช้อยขึ้นข้างบนทุกๆ เส้น ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้เลิศประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด ดีกว่าหมู่ชนที่บริโภคกาม ถ้าพระมหาบุรุษออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้เลิศประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด ดีกว่าสรรพสัตว์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๔๓

อตฺถธมฺมํ สงฺคหิตํ ปุเร ติรํ เอริยํ พหุชนํ นิทํสยิ ปาณินํ หิตสุขาวโห อหุ ธมฺมยาคํ อสฺสชฺชิ อมจฺฉรี ฯ เตน โส สุจริเตน กมฺมุนา สุคตึ วชติ ตตฺถ โมทติ ลกฺขณานิ จ ทุเว อิธาคโต อุตฺตมสุขตาย วินฺทติ ฯ อุพฺภมุปฺปติตโลมวา สโส ปาทคณฺฐิรหุ สาธุ สณฺฐิตา มํสโลหิตาจิตา ตโจตฺถฏา อุปริชานุ โสภนา อหุ ฯ เคหมาวสติ เจ ตถาวิโธ อคฺคตํ วชติ กามโภคินํ เตน อุตฺตริตรญฺจ น วิชฺชติ ชมฺพุทีปํ อภิภุยฺย อิริยติ ฯ ปพฺพชฺชาปิ จ อโนมนิกฺกโม อคฺคตํ วชติ สพฺพปาณินํ เตน อุตฺตริตโร น วิชฺชติ สพฺพโลกํ อภิภุยฺย วิหรตีติ ฯ

พระมหาบุรุษ พิจารณาก่อน จึงกล่าวคำอันประกอบด้วยอรรถ และธรรม แสดงแล้วกะประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำ ประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ตระหนี่ ได้เสียสละบูชาธรรมแล้ว พระองค์ย่อมไปสู่สุคติ บันเทิงอยู่ ในสุคตินั้น เพราะกรรมอันพระองค์ประพฤติดีแล้ว มาในโลก นี้ ย่อมได้ลักษณะ ๒ ประการ เพื่อความเป็นผู้มีความสุขอัน อุดม พระมหาบุรุษนั่นนั้น มีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นข้างบน และมีพระบาทดำรงอยู่แล้วเป็นอันดี อันพระมังสะและโลหิต ปิดบัง อันหนังหุ้มห่อแล้ว และมีพระเพลาเบื้องบนงาม พระ- *มหาบุรุษเช่นนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะถึงความเป็นผู้เลิศกว่าพวก ที่บริโภคกาม ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่าพระองค์ทรงครอบงำชมพูทวีป เสียสิ้น อนึ่ง หากพระองค์ทรงผนวช ก็จะทรงพระวิริยะอย่าง ประเสริฐ ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าสรรพสัตว์ ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่า พระองค์ได้ ทรงครอบงำโลกทั้งปวงอยู่ ฯ

ข้อ ๑๔๔

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สกฺกจฺจํ วาเจตา อโหสิ สิปฺปํ วา วิชฺชํ วา จรณํ วา กมฺมํ วา กินฺตีเม ขิปฺปํ วิชาเนยฺยุํ ขิปฺปํ สมฺปฏิปชฺเชยฺยุํ น จิรํ กิลิเสยฺยุนฺติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิทํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ เอณิชงฺโฆ โหติ ฯ {๑๔๔.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ยานิ ตานิ ราชารหานิ ราชงฺคานิ ราชูปโภคานิ ราชานุจฺฉวิกานิ ตานิ ขิปฺปํ ปฏิลภติ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ยานิ ตานิ สมณารหานิ สมณงฺคานิ สมณูปโภคานิ สมณานุจฺฉวิกานิ ตานิ ขิปฺปํ ปฏิลภติ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ วิชชา จรณะ [ข้อที่ควรประพฤติ] หรือกรรม [ปัญญาเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน] ด้วยมนสิการว่า ทำไฉนชนทั้งหลายนี้พึงรู้เร็ว พึงสำเร็จเร็ว ไม่พึงลำบากนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสมพอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระชงฆ์เรียวดังแข้งแห่งเนื้อทราย พระ-*มหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ จะทรงได้เฉพาะซึ่งหัตถาทิวาหนะ อันคู่ควรแก่พระราชา ซึ่งเป็นองค์แห่งเสนาของพระราชาและเครื่องราชูปโภคอันสมควรแก่พระราชาโดยพลัน ฯลฯ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือจะทรงได้เฉพาะซึ่งจีวราทิปัจจัยอันสมควรแก่สมณะ และจตุบริษัทอันเป็นองค์ของสมณะ และทรงได้บริขารเป็นสมณูปโภคอันสมควรแก่สมณะโดยพลัน พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณก-*เถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๔๕

สิปฺเปสุ วิชฺชาจรเณสุ กมฺเมสุ กถํ วิชาเนยฺยุ ลหุนฺติ อิจฺฉติ ยตูปฆาตาย น โหติ กสฺสจิ วาเจติ ขิปฺปํ น จิรํ กิลิสฺสติ ฯ ตํ กมฺมํ กตฺวา กุสลํ สุขุทฺรยํ ชงฺฆา มนุญฺญา ลภเต สุสณฺฐิตา วตฺตา สุชาตา อนุปุพฺพมุคฺคตา อุทฺธคฺคโลมา สุขุมตฺตโจตฺถฏา ฯ เอเณยฺยชงฺโฆติ ตมาหุ ปุคฺคลํ สมฺปตฺติยา ขิปฺปมิธาหุ ลกฺขณํ เอเกกโลมานิ ยทาภิกงฺขติ อปพฺพชํ ขิปฺปมิธาธิคจฺฉติ ฯ สเจ ว ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ อนุจฺฉวิกสฺส ยทานุโลมิยํ ตํ วินฺทติ ขิปฺปมโนมนิกฺกโมติ ฯ

พระมหาบุรุษปรารถนาอยู่ว่า ทำไฉน พวกศึกษาเหล่านี้จะรู้ แจ่มแจ้งเร็วในศิลปะ ในวิชชา ในจรณะ และในกรรม และ ด่วนบอกศิลปะที่ไม่เป็นไปเพื่อจะเบียดเบียนแก่ใครๆ ด้วย ความตั้งใจว่า ผู้ศึกษาจะไม่ลำบากนาน ครั้นทำกุศลกรรมมี ความสุขเป็นผลนั้นแล้ว ย่อมได้พระชงฆ์ทั้งคู่เป็นที่ชอบใจ มี ทรวดทรงดี กลมกล่อม เป็นสุชาต เรียวไปโดยลำดับ มี โลมชาติมีปลายช้อยขึ้นข้างบน มีหนังอันละเอียดหุ้มห่อแล้ว บัณฑิตทั้งหลายชมพระมหาบุรุษนั้นว่า พระองค์มีพระชงฆ์ดังว่า แข้งแห่งเนื้อทราย และชมพระลักษณะ คือโลมชาติเส้นหนึ่งๆ อันประกอบด้วยสมบัติที่ใครๆ ปรารถนา รวมเข้าไว้ในที่นี้ พระมหาบุรุษเมื่อยังไม่ทรงผนวช ก็ได้ลักษณะนั้น ในที่นี้ เร็วพลัน ถ้าพระมหาบุรุษเช่นนั้นเข้าถึงบรรพชา ทรงยินดียิ่ง แล้วด้วยความพอพระทัยในเนกขัมมะ มีพระปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง ทรงพระวิริยะยอดเยี่ยม จะทรงได้พระลักษณะเป็นอนุโลมแก่ พระลักษณะที่สมควรเร็วพลัน ฯ

ข้อ ๑๔๖

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉิตา อโหสิ กึ ภนฺเต กุสลํ กึ อกุสลํ กึ สาวชฺชํ กึ อนวชฺชํ กึ เสวิตพฺพํ กึ น เสวิตพฺพํ กึ เม กริยมานํ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย อสฺส กึ วา ปน เม กริยมานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย อสฺสาติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สุขุมจฺฉวิ โหติ สุขุมตฺตา ฉวิยา รโชชลฺลํ กาเย น อุปลิปฺปติ ฯ {๑๔๖.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาปญฺโญ นาสฺส โหติ โกจิ ปญฺญาย สทิโส วา เสฏฺโฐ วา กามโภคีนํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาปญฺโญ โหติ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ นาสฺส โหติ โกจิ ปญฺญาย สทิโส วา เสฏฺโฐ วา สพฺพสตฺตานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้เข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วซักถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญกรรมส่วนกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนอกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่ไม่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมที่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที่ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อนึ่ง กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อเป็นประโยชน์เพื่อสุขตลอดกาลนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้คือ มีพระฉวีสุขุมละเอียด เพราะพระฉวีสุขุมและละเอียด ธุลีละอองมิติดพระกายได้ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีปัญญามาก ไม่มีบรรดากามโภคีชนผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระปรีชามาก มีพระปรีชากว้างขวาง มีพระปรีชาร่าเริง มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชาเฉียบแหลม มีพระปรีชาทำลายกิเลส ไม่มีบรรดาสรรพสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๔๗

ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ อญฺญาตุกาโม ปริปุจฺฉิตา อหุ สุสฺสุสิตา ปพฺพชิตํ อุปาสิตา อตฺถนฺตโร อตฺถกถํ นิสามยิ ฯ ปญฺญาปฏิลาภคเตน กมฺมุนา มนุสฺสภูโต สุขุมจฺฉวี อหุ พฺยากํสุ อุปฺปาฏนิมิตฺตโกวิทา สุขุมานิ อตฺถานิ อเวจฺจ ทกฺขติ ฯ สเจ น ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส วตฺเตติ จกฺกํ ปฐวึ ปสาสติ อตฺถานุสิฏฺฐีสุ ปริคฺคเหสุ จ น เตน เสยฺโย สทิโส น วิชฺชติ ฯ สเจ ว ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ ปญฺญาวิสิฏฺฐํ ลภเต อนุตฺตรํ ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโสติ ฯ

พระมหาบุรุษ เคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ประสงค์จะรู้ทั่วถึง เข้าหาบรรพชิต สอบถามตั้งใจฟังด้วยดี มุ่งความเจริญอยู่ภายใน ไตร่ตรองกถาอันประกอบด้วยอรรถ มาอุบัติเป็นมนุษย์ มี พระฉวีละเอียด เพราะกรรมอันดำเนินไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่ง ปัญญา บัณฑิตผู้ฉลาดในลักษณะและนิมิตทำนายว่า พระ- *ราชกุมารเช่นนี้จะทรงหยั่งทราบอรรถอันสุขุมแล้วเห็นอยู่ ถ้าไม่ เข้าถึงบรรพชาก็จะยังจักรให้เป็นไป ปกครองแผ่นดิน ใน การสั่งสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์และในการกำหนด ไม่มีใคร ประเสริฐหรือเสมอเท่าพระองค์ ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้น เข้าถึง บรรพชายินดียิ่งด้วยความพอพระทัยในเนกขัมมะ จะมีพระ- *ปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง ทรงได้พระปรีชาอันพิเศษ อันยอดเยี่ยม บรรลุพระโพธิญาณ ทรงพระปรีชาอันประเสริฐกว้างขวางดัง แผ่นดิน ฯ

ข้อ ๑๔๘

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน อกฺโกธโน อโหสิ อนุปายาสพหุโล พหุนฺนํปิ วุตฺโต สมาโน นาภิสชฺชิ น กุปฺปิ น พฺยาปชฺชิ น ปติฏฺฐยิ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตฺวากาสิ ทาตา จ อโหสิ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สุวณฺณวณฺโณ โหติ กาญฺจนสนฺนิภตโจ ฯ {๑๔๘.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจ แม้ถูกคนหมู่มากว่าเอาก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่ปองร้าย ไม่จองผลาญ ไม่ทำความโกรธความเคืองและความเสียใจให้ปรากฏ และเป็นผู้ให้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน และให้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริส-*ลักษณะนี้ คือ มีวรรณะดังทองคำ มีผิวหนังคล้ายทองคำ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ จะได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทั้งได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ ทรงได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทรงได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระ-*โบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๔๙

อกฺโกธญฺจ อธิฏฺฐหิ อทาสิ ทานญฺจ วตฺถานิ สุขุมานิ สุจฺฉวีนิ ปุริมตรภเว ฐิโต อภิวิสชฺชิ มหิมิว สุโร อภิวสฺสํ ฯ ตํ กตฺวาน อิโต จุโต ทิพฺพมุปปชฺชิ สุกตํ ผลวิปากมนุภุตฺวา กนกตนุปฏิโก อิธาภิภวติ สุรวรตโรริว อินฺโท ฯ เคหญฺจาวสติ นโร อปพฺพชฺชมิจฺฉํ มหตึ มหึ ปสาสติ ปสยฺห สหิธ สตฺตรตนํ ปฏิลภติ วิปุลสุขุมจฺฉวิสุจิญฺจ ฯ ลาภี อจฺฉาทนวตฺถโมกฺขปาปุรณานํ ภวติ ยทิ อนคาริยตมุเปติ สุหิตปุริมกตผลํ อนุภวติ น ภวติ กตสฺส ปนาโสติ ฯ

พระมหาบุรุษอธิษฐานความเป็นผู้ไม่โกรธไว้ และได้ให้ทานคือ ผ้าเป็นอันมาก ล้วนแต่มีเนื้อละเอียดและมีสีดี เป็นผู้ดำรงอยู่ ในภพก่อนๆ ทรงเสียสละเหมือนฝนตกทั่วแผ่นดิน ครั้นทรง ทำกุศลกรรมนั้นแล้ว จุติจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลก เสวย วิบาก อันเป็นผลกรรมที่ทำไว้ดี มีพระฉวีเปรียบด้วยทอง ดุจ พระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าสุรเทวดา ย่อมลบล้นอยู่ในเทวโลก ถ้าเสด็จครองเรือนยังไม่ประสงค์ที่จะทรงผนวช ก็จะทรง ปกครองแผ่นดินใหญ่ ทรงได้เฉพาะซึ่งสัตตรตนะ และความ เป็นผู้มีพระฉวีสะอาดละเอียดงามลบล้นประชุมชนในโลกนี้ ถ้า เข้าถึงบรรพชา ก็จะทรงได้ซึ่งผ้าสำหรับทรงครอง เป็นผ้าเครื่อง นุ่งห่มอย่างดี และเสวยผลกรรมที่เป็นประโยชน์ดีที่ทรงทำไว้ ในภพก่อน ความหมดสิ้นแห่งผลกรรมที่พระองค์ทำแล้ว หา มีไม่ ฯ

ข้อ ๑๕๐

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน จิรปฺปนฏฺเฐ สุจิรปฺปวาสิเน ญาติมิตฺเต สุหชฺเช สขิโน สมาเนตา อโหสิ มาตรํปิ ปุตฺเตน สมาเนตา อโหสิ ปุตฺตํปิ มาตรา สมาเนตา อโหสิ ปิตรํปิ ปุตฺเตน สมาเนตา อโหสิ ปุตฺตํปิ ปิตรา สมาเนตา อโหสิ ปิตรํปิ ภาตรา สมาเนตา อโหสิ ภาตรํปิ ภคินิยา สมาเนตา อโหสิ ภคินึปิ ภาตรา สมาเนตา อโหสิ สมคฺคึ กตฺวา จ อพฺภนุโมทิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ โกโสหิตวตฺถคุโยฺห โหติ ฯ {๑๕๐.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ปหูตปุตฺโต อโหสิ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ปหูตปุตฺโต อโหสิ อเนกสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้นำพวกญาติมิตรสหายผู้มีใจดีที่สูญหายพลัดพรากไปนานให้กลับมาพบกัน นำมารดากับบุตรให้พบกัน นำบุตรกับมารดาให้พบกัน นำบิดากับบุตรให้พบกัน นำบุตรกับบิดาให้พบกัน นำบิดากับพี่น้องให้พบกัน นำพี่ชายกับน้องสาวให้พบกัน นำน้องสาวกับพี่ชายให้พบกัน ครั้นทำเขาให้พร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ชื่นชม ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์แล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโอรสมาก พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มีจำนวนหลายพันล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า มีความเพียรเป็นองค์สมบัติ กำจัดปรเสนาเสียได้ พระผู้มี-*พระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๕๑

ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ จิรปฺปนฏฺเฐ สุจิรปฺปวาสิโน ญาตีสุหชฺเช สขิโน สมานยิ สมคฺคิ กตฺวา จ อนุโมทิตา อหุ ฯ โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ โกโสหิตํ วินฺทติ วตฺถฉาทิยํ ฯ ปหูตปุตฺโต ภวติ ตถาวิโธ ปโรสหสฺสญฺจ ภวนฺติ อตฺรชา สูรา จ วีรา จ อมิตฺตตาปนา คิหิสฺส ปีตีชนนา ปิยํ วทา ฯ ปหุตรา ปพฺพชิตสฺส อิริยโต ปุตฺตา ภวนฺติ วจนานุสาริโน คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ตํ ลกฺขณํ ภวติ ตทตฺถโชตกนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ได้ทรงนำพวกญาติมิตร สหายที่สูญหายพลัดพรากไปนานให้กลับมาพบกัน ครั้นทำให้ เขาพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ชื่นชม เพราะกุศลกรรมนั้น พระองค์ จึงหลีกไปสู่ไตรทิพย์ เสวยความสุขและสมบัติเป็นที่เพลิด- *เพลินยินดี จุติจากเทวโลกแล้วเวียนมาเกิดในโลกนี้ ย่อมได้ องคาพยพที่ปิดบังด้วยผ้าตั้งอยู่ในฝัก พระมหาบุรุษเช่นนั้นมี พระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มากกว่าพัน เป็นผู้ กล้าหาญ เป็นวีรบุรุษ สามารถให้ศัตรูพ่ายไป ให้ปีติเกิดและ ทูลปิยพจน์แก่พระมหาบุรุษที่ยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เมื่อพระ- *มหาบุรุษทรงผนวชบำเพ็ญพรต มีพระโอรสมากกว่านั้น ล้วนแต่ ดำเนินตามพระพุทธพจน์ พระลักษณะนั้น ย่อมเป็นนิมิตส่อง ความนั้นสำหรับพระมหาบุรุษที่เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ฯ

ข้อ ๑๕๒

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มหาชนสงฺคาหกํ สเมกฺขมาโน สมํ ชานาติ สามํ ชานาติ ปุริสํ ชานาติ ปุริสวิเสสํ ชานาติ อยมิทมรหติ อยมิทมรหตีติ ตตฺถ ตตฺถ วิเสสตฺถกโร ปุเร อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ นิโคฺรธปริมณฺฑโล จ โหติ ฐิโตเยว อโนนมนฺโต อุโภหิ ปาณิตเลหิ ชนฺนุกานิ ปริมสติ ปริมชฺชติ ฯ {๑๕๒.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ปหูตชาตรูปรชโต ปหูตวิตฺตูปกรโณ ปหูตธนธญฺโญ ปริปุณฺณโกฏฺฐาคาโร ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ตสฺสิมานิ ธนานิ โหนฺติ เสยฺยถีทํ สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ย่อมรู้จักชนที่เสมอกัน รู้จักเองรู้จักบุรุษ รู้จักบุรุษพิเศษ หยั่งทราบว่าบุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ บุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ ดังนี้ แล้วทำกิจเป็นประโยชน์อันพิเศษในบุคคลนั้นๆ ในกาลก่อนๆตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการนี้ คือ มีพระกายเป็นปริมณฑลดังว่านิโครธพฤกษ์ ๑ เมื่อทรงยืนอยู่ไม่ต้องทรงน้อมพระกายลง ย่อมลูบคลำพระชาณุทั้ง ๒ ด้วยฝ่ายพระหัตถ์ทั้ง ๒ ได้ ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมากมีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก มีคลังเต็มบริบูรณ์ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ทรัพย์ของพระองค์นั้นคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นทรัพย์อย่างหนึ่งๆพระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๕๓

ตุลิย ปวิจย จินฺตยิตฺวา มหาชนสงฺคาหกํ สเมกฺขมาโน อยมิทมรหตีติ ตตฺถ ตตฺถ ปุริสวิเสสงฺกโร ปุเร อโหสิ ฯ สมา จ ปนฏฺฐิโต อโนนมนฺโต ผุสติ กเรหิ อุโภหิ ชนฺนุกานิ มหิรุหปฺปริมณฺฑโล อโหสิ สุจริตกมฺมวิปากเสสเกน ฯ พหุวิวิธนิมิตฺตลกฺขณญฺญู อภินิปุณา มนุชา พฺยากรึสุ พหุวิวิธคิหีนํ อรหานิ ปฏิลภติ ทหโร สุสู กุมาโร อิธ จ มหิปติสฺส กามโภคา คิหีปติรูปกา พหู ภวนฺติ ยทิ ปชหติ สพฺพกามโภคํ ลภติ อนุตฺตรํ อุตฺตมํ ธนคฺคนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษ เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ พิจารณา แล้ว สอดส่องแล้ว คิดแล้วหยั่งทราบว่า บุคคลนี้ควรแก่ สักการะนี้ ดังนี้แล้ว ทำกิจพิเศษของบุรุษในบุคคลนั้นๆ ใน กาลก่อน ก็แหละพระมหาบุรุษทรงยืนตรงไม่ต้องน้อมพระกาย ลง ก็ถูกต้องพระชาณุทั้ง ๒ ด้วยพระกรทั้ง ๒ ได้ และมี พระกายเป็นปริมณฑลดังว่า ต้นนิโครธที่งอกงามบนแผ่นดิน ด้วยผลกรรมที่ประพฤติมาดีแล้ว ยังเป็นส่วนเหลือ มนุษย์ ทั้งหลาย ที่มีปัญญาอันละเอียด รู้จักลักษณะเป็นนิมิตมากอย่าง ทำนายว่า พระราชโอรสนี้เป็นพระดรุณกุมาร ยังทรงพระเยาว์ ย่อมได้เฉพาะซึ่งลักษณะอันคู่ควรแก่คฤหัสถ์มากอย่าง กาม โภคะอันสมควรแก่คฤหัสถ์เป็นอันมาก ย่อมมีแก่พระราชกุมาร ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในฆราวาสวิสัยนี้ ถ้าพระราชกุมารนี้ ทรงละกามโภคะทั้งปวง จะทรงได้อนุตตรธรรมอันเป็นทรัพย์อย่าง ประเสริฐสูงสุด ฯ

ข้อ ๑๕๔

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนสฺส อตฺถกาโม อโหสิ หิตกาโม ผาสุกาโม โยคกฺเขมกาโม กินฺตีเม สทฺธาย วฑฺเฒยฺยุํ สีเลน วฑฺเฒยฺยุํ สุเตน วฑฺเฒยฺยุํ พุทฺธิยา วฑฺเฒยฺยุํ จาเคน วฑฺเฒยฺยุํ ธมฺเมน วฑฺเฒยฺยุํ ปญฺญาย วฑฺเฒยฺยุํ ธนธญฺเญน วฑฺเฒยฺยุํ เขตฺตวตฺถุนา วฑฺเฒยฺยุํ ทฺวิปทจตุปฺปเทหิ วฑฺเฒยฺยุํ ปุตฺตทาเรหิ วฑฺเฒยฺยุํ ทาสกมฺมกรโปริเสหิ วฑฺเฒยฺยุํ ญาตีหิ วฑฺเฒยฺยุํ มิตฺเตหิ วฑฺเฒยฺยุํ พนฺธเวหิ วฑฺเฒยฺยุนฺติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ ตีณิ มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ สีหปุพฺพทฺธกาโย จ โหติ ปิตฺตนฺตรํโส จ สมวฏฺฏกฺขนฺโธ จ ฯ {๑๕๔.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปริหานธมฺโม โหติ น ปริหายติ ธนธญฺเญน เขตฺตวตฺถุนา ทฺวิปทจตุปฺปเทหิ ปุตฺตทาเรหิ ทาสกมฺมกรโปริเสหิ ญาตีหิ มิตฺเตหิ พนฺธเวหิ น ปริหายติ สพฺพสมฺปตฺติยา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปริหานธมฺโม โหติ น ปริหายติ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย น ปริหายติ สพฺพสมฺปตฺติยา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ด้วยมนสิการว่า ทำไฉน ชนเหล่านี้พึงเจริญด้วยศรัทธา เจริญด้วยศีล เจริญด้วยสุตะ เจริญด้วยพุทธิ เจริญด้วยจาคะเจริญด้วยธรรม เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก เจริญด้วยนาและสวน เจริญด้วยสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า เจริญด้วยบุตรและภรรยา เจริญด้วยทาสและกรรมกร เจริญด้วยญาติ เจริญด้วยมิตร เจริญด้วยพวกพ้อง ดังนี้ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการนี้ คือ มีส่วนพระกายข้างหน้าดังว่ากึ่งกายข้างหน้าแห่งราชสีห์ ๑ มีระหว่างพระปฤษฎางค์เต็มดี ๑ มีลำพระศอกลมเสมอกัน ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือ ไม่เสื่อมจากทรัพย์และข้าวเปลือก ไม่เสื่อมจากนาและสวน ไม่เสื่อมจากสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ไม่เสื่อมจากบุตรและภรรยา ไม่เสื่อมจากทาสและกรรมกร ไม่เสื่อมจากญาติ ไม่เสื่อมจากมิตร ไม่เสื่อมจากพวกพ้อง ไม่เสื่อมจากสรรพสมบัติ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือ ไม่เสื่อมจากศรัทธา ไม่เสื่อมจากศีล ไม่เสื่อมจากสุตะ ไม่เสื่อมจากจาคะ ไม่เสื่อมจากปัญญา ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๕๕

สทฺธาย สีเลน สุเตน พุทฺธิยา จาเคน ธมฺเมน พหูหิ สาธุภิ ธเนน ธญฺเญน จ เขตฺตวตฺถุนา ปุตฺเตหิ ทาเรหิ จตุปฺปเทหิ จ ญาตีหิ มิตฺเตหิ จ พนฺธเวหิ พเลน วณฺเณน สุเขน จูภยํ กถํ น หาเยยฺยุนฺติ ปเรหิ อิจฺฉติ อทฺธํ สมิทฺธญฺจ ปนาภิกงฺขติ ฯ สสีหปุพฺพทฺธสุสณฺฐิโต อหุ สมวฏฺฏกฺขนฺโธ จ ปิตฺตนฺตรํโส ปุพฺเพ สุจิณฺเณน กเตน กมฺมุนา อหานิยํ ปุพฺพนิมิตฺตมสฺสตํ ฯ คิหีปิ ธญฺเญน ธเนน วฑฺฒติ ปุตฺเตหิ ทาเรหิ จตุปฺปเทหิ จ อกิญฺจโน ปพฺพชิโต อนุตฺตรํ ปปฺโปติ สมฺโพธิมหานธมฺมตนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษย่อมปรารถนาความเจริญกับด้วยประชาชนเหล่าอื่น ว่า ทำไฉน พหุชนพึงไม่เสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ พุทธิ จาคะ ธรรม คุณอันให้ประโยชน์สำเร็จมาก ทรัพย์ ข้าวเปลือก นา สวน บุตร ภรรยา สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ญาติ มิตร พวกพ้อง และพละ วรรณะ สุข ทั้ง ๒ ประการ ดังนี้ ทั้งหวังความมั่งมีและความสำเร็จ พระมหาบุรุษนั้นมีส่วนพระ กายข้างหน้าดำรงอยู่เป็นอันดี ดังว่ากึ่งกายข้างหน้าแห่งราชสีห์ และมีพระศอกลมเสมอกัน ทั้งมีระหว่างพระปฤษฎางค์เต็มดี ลักษณะทั้ง ๓ นี้เป็นบุพพนิมิต ไม่เสื่อมปรากฏอยู่ เพราะ กรรมที่พระมหาบุรุษประพฤติดีแล้ว ทำแล้วในกาลก่อน พระ มหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัย ย่อมทรงเจริญด้วยข้าวเปลือก ทรัพย์ บุตร ภรรยา สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ถ้าทรงตัด กังวลเสีย ทรงผนวช ย่อมทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันประ เสริฐ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ฯ

ข้อ ๑๕๖

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหสกชาติโก อโหสิ ปาณินา วา เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ รสคฺคสคฺคี โหติ อุทฺธคฺคสฺส รสหรณิโย คีวายํ ชาตา โหนฺติ สมวาหรสหรณิโย ฯ {๑๕๖.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย มชฺฌิมาย ปธานกฺขมาย พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศัสตรา ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันเลิศ กล่าวคือ พระมหาบุรุษนั้นมีเส้นประสาท มีปลายในเบื้องบนประชุมอยู่ที่ลำพระศอ สำหรับนำรสอาหารแผ่ซ่านไปสม่ำเสมอทั่วพระกาย พระองค์สมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโรคาพาธน้อย มีความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุอันยังอาหารให้ย่อยดีไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ถ้าออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโรคาพาธน้อย มีความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุอันยังอาหารให้ย่อยดี ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก อันควรแก่พระปธานเป็นปานกลาง พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๕๗

น ปาณินา น จ ปน ทณฺฑเลฑฺฑุนา สตฺเถน วา มรณวเธน วา ปน อุพฺพาธนาย ปริตชฺชนาย วา น วิเหฐยี ชนตมเหฐโก อหุ ฯ เตเนว โส สุคติสุ เปจฺจ โมทติ สุขปฺผลํ กิริย สุขานิ วินฺทติ ปามุญฺชสา รสหรณี สุสณฺฐิตา อิธาคโต ลภติ รสคฺคิสคฺคิตํ ฯ เตนาหุ นํ อภินิปุณา วิจกฺขณา อยํ นโร สุขพหุโล ภวิสฺสติ คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ตํ ลกฺขณํ ภวติ ตทตฺถโชตกนฺติ ฯ

พระมหาบุรุษไม่เบียดเบียน ไม่ย่ำยีสัตว์ด้วยฝ่ามือ ด้วยท่อนไม้ ด้วยก้อนดิน ด้วยศัสตรา ด้วยอันให้ตายเองและอันบังคับให้ฆ่า ด้วยอันจำจอง หรือด้วยอันให้หวาดกลัว เพราะกรรมนั้น นั่น แหละ พระมหาบุรุษไปจากมนุษยโลกจึงบันเทิงใจในสุคติทั้ง หลาย และเพราะทำกรรมมีผลเป็นสุขจึงได้สุขมาก และมีเส้น ประสาทสำหรับนำรสอาหาร เพราะฉะนั้น พวกพราหมณ์ผู้ฉลาด มีปัญญาอันเห็นแจ่มแจ้งจึงทำนายว่า พระราชกุมารนี้จักมีความ สุขมาก ลักษณะนั้นย่อมส่องอรรถนั้น สำหรับพระราชกุมารผู้ ยังดำรงอยู่ในคิหิวิสัยหรือผู้ทรงผนวช ฯ

ข้อ ๑๕๘

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน น จ วิสฏํ น จ วิสาวิ น จ ปน วิเธยฺยเปกฺขิตา อุชุ ตถา ปสฏมุชุมโน หุตฺวา อุชุเปกฺขิตา อโหสิ ปิยจกฺขุนา พหุชนํ อุทกฺขิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตฺตตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อภินีลเนตฺโต จ โหติ โคปขุโม จ ฯ {๑๕๘.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ปิยทสฺสโน โหติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป พฺราหฺมณคหปติกานํ เนคมชานปทานํ คณกมหามตฺตานํ อนีกฏฺฐานํ โทวาริกานํ อมจฺจานํ ปาริสชฺชานํ ราชูนํ โภคิกานํ กุมารานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ปิยทสฺสโน โหติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป จ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ เทวานํ มนุสฺสานํ อสุรานํ นาคานํ คนฺธพฺพานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองตาดู [พหุชน ด้วยอำนาจความโกรธ] เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปรกติแลดูตรงๆ และแลดูพหุชนด้วยปิยจักษุตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระเนตรสีดำสนิท ๑ มีดวงพระเนตรดังว่าตาแห่งโค ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้อันชนเป็นอันมากเห็นแล้วรัก เป็นที่รักใคร่พอใจแห่งพราหมณ์และคฤหบดี แห่งชาวนิคม และชาวชนบท แห่งโหราจารย์และมหาอำมาตย์ แห่งกองทหาร แห่งนายประตู แห่งอำมาตย์ แห่งบริษัท แห่งพวกเจ้า แห่งเศรษฐี แห่งพระราชกุมารถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้ที่ชนเป็นอันมากเห็นแล้วรัก เป็นที่รักใคร่พอใจแห่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาคและคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๕๙

น จ วิสฏํ น จ วิสาวิ น จ ปน วิเธยฺยเปกฺขิตา อุชุ ตถา ปสฏมุชุมโน ปิยจกฺขุนา พหุชนํ อุทกฺขิตา ฯ สุคติสุ โส ผลวิปากํ อนุภวติ ตตฺถ โมทติ อิธ จ ภวติ โคปขุโม อภินีลเนตฺตนยโน สุทสฺสโน ฯ อภิโยคิโน จ นิปุณา พหุปทนิมิตฺตโกวิทา โคปขุมนยนกุสลา มนุชา ปิยทสฺสโนติ อภินนฺทสนฺติ นํ ฯ ปิยทสฺสโน คิหี สนฺโต จ ภวติ พหุชนปิยายโก ยทิ ปน ภวติ คิหิ สมโณ โหติ ปิโย พหูนํ โสกนาสโนติ ฯ

พระมหาบุรุษ ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองดู [พหุชน ด้วยอำนาจความโกรธ] เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปรกติ แลดู พหุชนด้วยปิยจักษุ พระองค์เสวยวิบากอันเป็นผล บันเทิงอยู่ ในสุคติทั้งหลาย มาในโลกนี้ มีดวงพระเนตรดังว่าตาแห่งโค และมีพระนัยนาคือพระเนตรมีสีดำสนิท มีการเห็นแจ่มใส พวก มนุษย์ผู้ประกอบในลักษณศาสตร์ มีความละเอียด ผู้ฉลาดใน ลักษณะเป็นนิมิตมีบทมาก ฉลาดในการตรวจเห็นนัยน์ตามีสีดำ สนิทและดวงตาเป็นดังตาแห่งโค จะชมเชยพระราชกุมารนั้น ว่า พระองค์เป็นที่เห็นน่ารัก พระมหาบุรุษดำรงอยู่ในคิหิวิสัย เป็นที่เห็น ที่น่ารัก เป็นที่รักของชนมาก ก็ถ้าพระองค์ทรงละ คิหิวิสัยเป็นพระสมณะ ย่อมเป็นที่รักของพหุชน และยังชน เป็นอันมากให้สร่างโศก ฯ

ข้อ ๑๖๐

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนปุพฺพงฺคโม อโหสิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ พหุชนปาโมกฺโข กายสุจริเตน วจีสุจริเตน มโนสุจริเตน ทานสํวิภาเค สีลสมาทาเน อุโปสถูปวาเส มตฺเตยฺยตาย เปตฺเตยฺยตาย สามญฺญตาย พฺรหฺมญฺญตาย กุเลเชฏฺฐาปจายิตาย อญฺญตรญฺญตเรสุ จ อธิกุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิทํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ อุณฺหีสสีโส โหติ ฯ {๑๖๐.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อนฺวายิโก โหติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อนฺวายิโก โหติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นหัวหน้าของพหุชนในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล เป็นประธานของพหุชนด้วยกายสุจริต ด้วยวจีสุจริต ด้วยมโนสุจริต ในการบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถ ในความปฏิบัติดีในมารดา ในความปฏิบัติดีในบิดา ในความปฏิบัติดีในสมณะ ในความปฏิบัติดีในพราหมณ์ ในความเคารพต่อเชฏฐชนในสกุล และในธรรมเป็นอธิกุศลอื่นๆ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีพระเศียรได้ปริมณฑลดุจดังว่าประดับด้วยอุณหีสพระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่คล้อยตามของมหาชน ที่เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่คล้อยตามแห่งมหาชน ที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณีเป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๖๑

ปุพฺพงฺคโม สุจริเตสุ อหุ ธมฺเมสุ ธมฺมจริยาภิรโต อนฺวายิโก พหุชนสฺส อหุ สคฺเคสุ เวทยิถ ปุญฺญผลํ ฯ เวทยิตฺวา โส สุจริตสฺส ผลํ อุณฺหีสสีสตฺตมิธชฺฌคมา พฺยากํสุ พฺยญฺชนนิมิตฺตธรา ปุพฺพงฺคโม พหุชนํ เหสฺสติ ฯ ปฏิโภคิยานิ มนุเชสุ อิธ ปุพฺเพปิ ตสฺส อภิหรนฺติ ตทา ยทิ ขตฺติโย ภวติ ภูมิปติ ปฏิหารกํ พหุชเน ลภติ ฯ อถ เจว ปพฺพชติ โส มนุโช ธมฺเมสุ โหติ ปคุโณ วิสวี ตสฺสานุสาสนคุณาภิรโต อนฺวายิโก พหุชโน ภวตีติ ฯ

พระมหาบุรุษ เป็นหัวหน้าในธรรมทั้งหลายที่เป็นสุจริต ยินดี ยิ่งแล้วในธรรมจริยา เป็นที่คล้อยตามของพหุชน เสวยผลแห่ง บุญในสวรรค์ทั้งหลาย ครั้นเสวยผลแห่งสุจริตแล้ว มาในโลก นี้ ได้ถึงความเป็นผู้มีพระเศียรดุจดังว่าประดับด้วยอุณหีส พวก ผู้รู้ที่ทรงจำลักษณะเป็นนิมิตอันปรากฏอยู่ทำนายว่า พระราช กุมารนี้ จักเป็นหัวหน้าแห่งพหุชน หมู่ชนที่ช่วยเหลือของพระ องค์ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้ จักมีมาก แม้ในเบื้องต้น [คราวที่ พระองค์ทรงพระเยาว์] ครั้งนั้น พวกพราหมณ์ก็พยากรณ์แก่ พระองค์ว่า พระราชกุมารนี้ ถ้าเป็นกษัตริย์จะเป็นใหญ่ใน แผ่นดิน จะได้ความช่วยเหลือในชนมากโดยแท้ ถ้าพระองค์ จะทรงผนวช จะปราชญ์เปรื่อง มีความชำนาญวิเศษในธรรม ทั้งหลาย และชนเป็นอันมาก จะเป็นผู้ยินดียิ่งในคุณคือความ สั่งสอนของพระองค์ และจะคล้อยตาม ฯ

ข้อ ๑๖๒

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต อโหสิ สจฺจวาที สจฺจสนฺโธ เถโต ปจฺจยิโก อวิสํวาทโก โลกสฺส ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ เอเกกโลโม จ โหติ อุณฺณา จ ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา ฯ {๑๖๒.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อุปวตฺตติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อุปวตฺตติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีโลมชาติขุมละเส้นๆ ๑ และมีอุณาโลมในระหว่างคิ้วมีสีขาวอ่อนเหมือนปุยฝ้าย ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่ประพฤติตามของมหาชนที่เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่ประพฤติตามของมหาชนที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๖๓

สจฺจปฺปฏิญฺโญ ปุริมาสุ ชาติสุ อเทฺวชฺฌวาโจ อลิกํ วิวชฺชยิ น โส วิสํวาทยิตาปิ กสฺสจิ ภูเตน ตจฺเฉน ตเถน ภาสยิ ฯ เสตา สุสุกฺกา สุมุทุ ตูลสนฺนิภา อุณฺณา สุชาตา ภมุกนฺตเร อหุ น โลมกูเปสุ ทุเว อชายิสุํ เอเกกโลมูปจิตงฺควา อหุ ฯ ตํ ลกฺขณญฺญู พหโว สมาคตา พฺยากํสุ อุปฺปาฏนิมิตฺตโกวิทา อุณฺณา จ โลมา จ ยถา สุสณฺฐิตา อุปวตฺตติ อีทิสกํ พหุชโน ฯ คิหีปิ สนฺตํ อุปวตฺตติ ชโน พหุ ปุรตฺถา ปกเตน กมฺมุนา อกิญฺจนํ ปพฺพชิตํ อนุตฺตรํ พุทฺธํปิ สนฺตํ อุปวตฺตติ ชโนติ ฯ

ในชาติก่อนๆ พระมหาบุรุษมีปฏิญญาเป็นสัจจะ มีพระวาจาไม่ เป็นสอง เว้นคำเหลวไหล ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดต่อใครๆ ตรัสโดยคำจริง คำแท้ คำคงที่ มีพระอุณาโลมสีขาวสะอาด อ่อนดีดังปุยฝ้าย เกิดดีในระหว่างพระโขนงและในขุมพระโลมา ทั่วไป ไม่มีโลมชาติเกิดเป็นสองเส้น มีพระสรีระอันโลมชาติ เส้นหนึ่งๆ ขึ้นสะพรั่ง พวกผู้รู้ลักษณะ ฉลาดในลักษณะเป็น นิมิตที่ปรากฏ เป็นจำนวนมากมาประชุมกัน แล้วทำนาย พระมหาบุรุษว่า พระอุณาโลมตั้งอยู่ดี โดยนิมิตบ่งว่าพหุชน ย่อมประพฤติตาม พระมหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัย มหาชน ก็ประพฤติตาม เพราะกรรมที่ทรงทำดีมากในชาติก่อน หมู่ชน ย่อมประพฤติตามพระมหาบุรุษผู้ตัดกังวลทรงผนวชเป็นพระพุทธ เจ้าผู้ประเสริฐ ฯ

ข้อ ๑๖๔

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต อโหสิ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ จตฺตาฬีสทนฺโต จ โหติ อวิรฬทนฺโต จ ฯ {๑๖๔.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อเภชฺชปริโส โหติ อเภชฺชสฺส โหนฺติ ปริสา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อเภชฺชปริโส โหติ อเภสชฺชสฺส โหนฺติ ปริสา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกันเพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระทนต์๔๐ ซี่ ๑ มีพระทนต์ไม่ห่าง ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้นถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไรเมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริษัทไม่แตกกัน บริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกัน เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบทเป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าออกจากเรือนผนวช เป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริษัทไม่แตก บริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกัน เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณีเป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๖๕

สเวภุติยํ สหิตเภทการึ เภทปฺปวฑฺฒนวิวาทการึ กลหปฺปวฑฺฒนอกิจฺจการึ สหิตานํ เภทชนนึ นภณิ ฯ อวิวาทวฑฺฒนกรึ สุคิรํ ภินฺนาน สนฺธิชนนึ อภณิ กลหํ ชนสฺส ปนุทิ สมงฺคี สตฺเตหิ นนฺทติ ปโมทติ จ สุคติสุ โส ผลวิปากํ อนุภวติ ตตฺถ โมทติ ทนฺตา อิธ โหนฺติ อวิรฬา สหิตา จตุโร ทสสฺส มุขชา สุสณฺฐิตา ฯ ยทิ ขตฺติโย ภวติ ภูมิปติ อวิเภทยสฺส ปริสา ภวติ สมโณ จ โหติ วิรโช วิมโล ปริสาสฺส โหติ อนุคตา อจลาติ ฯ

พระมหาบุรุษ ไม่ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาอันส่อเสียด อันทำความ แตกแก่พวกที่ดีกัน อันทำความวิวาทเป็นเหตุให้ความแตกกัน มากไป อันทำกิจอันไม่ควรเป็นเหตุให้ความทะเลาะกันมากไป อันยังความแตกกันให้เกิดแก่พวกที่ดีกัน ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาดี อันทำความไม่วิวาทกันให้เจริญไป อันยังความติดต่อกันให้เกิด แก่พวกที่แตกกัน บรรเทาความทะเลาะของชน มีความสามัคคี กับหมู่ชน ยินดีเบิกบานอยู่กับประชุมชนทั้งหลาย ย่อมเสวย วิบากอันเป็นผลเบิกบานอยู่ในสุคติทั้งหลาย มาในโลกนี้ ย่อม มีพระทนต์ไม่ห่างเรียบดี และมีพระทนต์ ๔๐ ซี่เกิดอยู่ใน พระโอษฐ์ตั้งอยู่เป็นอย่างดี ถ้าพระองค์เป็นกษัตริย์เป็นใหญ่ใน แผ่นดิน จะมีบริษัทไม่แตกกัน หากพระองค์เป็นสมณะ จะ ปราศจากกิเลส ปราศจากมลทิน บริษัทของพระองค์จะดำเนิน ตาม ไม่มีความหวั่นไหว ฯ

ข้อ ๑๖๖

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต อโหสิ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ ปหูตชิโวฺห จ โหติ พฺรหฺมสฺสโร จ กรวิกภาณี ฯ {๑๖๖.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อาเทยฺยวาโจ โหติ อาทิยนฺตสฺส วจนํ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อาเทยฺยวาโจ โหติ อาทิยนฺตสฺส วจนํ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสมพอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระชิวหาใหญ่ ๑ มีพระสุรเสียงดังว่าเสียงพรหม เมื่อตรัสมีกระแสเหมือนเสียงนกการะเวก ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระวาจาอันพหุชนพึงเชื่อถือ พหุชนที่เชื่อถือคำของพระองค์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดีเป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหารเป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระวาจาอันพหุชนเชื่อถือ พหุชนที่เชื่อถือพระวาจาของพระองค์ เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดาเป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๖๗

อกฺโกสภณฺฑนวิเหสการึ อุพฺพาธกรํ พหุชนปฺปมทฺทนํ อพาฬฺหคิรํ โส นภณิ ผรุสํ มธุรํ ภณิ สุสหิตํ สขิลํ ฯ มนโส ปิยา หทยคามินิโย วาจา โส เอรยติ กณฺณสุขา วาจา สุจิณฺณผลมนุภวิ สคฺเคสุ เวทยิถ ปุญฺญผลํ วิทิตฺวา โส สุจริตสฺส ผลํ พฺรหฺมสฺสรตฺตมิธชฺฌคมา ชิวฺหาสฺส โหติ วิปุลา ปุถุลา อาเทยฺยวากฺยวจโน ภวติ คิหิโนปิ อิชฺฌติ ยถา ภณโต อถ เจ ปพฺพชติ โส มนุโช อาทิยนฺตสฺส วจนํ ชนกา พหุโน พหุํ สุภณิตํ ภณโตติ ฯ

พระมหาบุรุษ ไม่ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาหยาบอันทำความด่า ความ บาดหมาง ความลำบากใจ ทำความเจ็บใจ เป็นเครื่องย่ำเหยียบ แก่พหุชน เป็นคำชั่วร้าย ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาอ่อนหวาน ไพเราะ อันมีประโยชน์ดี กล่าววาจาเป็นที่รักแห่งใจ อันไปสู่ หทัย อันสะดวกแก่โสต เสวยผลแห่งวาจาที่ประพฤติดีและ เสวยผลบุญในสวรรค์ทั้งหลาย ครั้นเสวยผลแห่งกรรมที่ประพฤติ ดีแล้ว มาในโลกนี้ ได้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้มีเสียงดังว่าเสียง แห่งพรหม และมีพระชิวหาไพบูลย์กว้างมีคำที่ตรัสอันพหุชน เชื่อถือ ผลนี้ย่อมสำเร็จแก่พระองค์ แม้เป็นคฤหัสถ์ตรัสอยู่ ฉันใด ถ้าพระองค์ทรงผนวช เมื่อตรัสคำที่ตรัสดีมากแก่พหุชน คำนั้นพหุชนก็เชื่อถือ ฉันนั้นโดยแท้ ฯ

ข้อ ๑๖๘

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต อโหสิ กาลวาที ภูตวาที ธมฺมวาที อตฺถวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สีหหนุ โหติ ฯ {๑๖๘.๑} โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปฺปธํสิโก โหติ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปฺปธํสิโก โหติ อพฺภนฺตเรหิ วา พาหิเรหิ วา ปจฺจตฺถิเกหิ ปจฺจามิตฺเตหิ ราเคน วา โทเสน วา โมเหน วา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบประโยชน์โดยกาลอันควร ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระหนุดังว่าคางราชสีห์ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาได้รับผลข้อนี้ คือ ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์เป็นข้าศึกศัตรูกำจัดได้ ถ้าออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือไม่มีข้าศึกศัตรูภายในภายนอก คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือสมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม ใครๆ ในโลกกำจัดได้ พระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า

ข้อ ๑๖๙

น สมฺผปฺปลาปํ น วุจฺจทฺธตนฺติ อวิกิณฺณวจนพฺยปโถ จ อโหสิ อหิตมปิ จ อปนุทิ หิตมปิ จ พหุชนสุขญฺจ อภณิ ฯ ตํ กตฺวาน อิโต จุโต ทิวมุปปชฺชิ สุกตผลวิปากมโนโภสิ จวิย ปุนริธาคโต สมาโน ทฺวิทุคฺคมวรตรหนุตฺตมลตฺถ ฯ ราชา โหติ สุทฺทุปฺปธํสิโย มนุชินฺโท มนุชาธิปติ มหานุภาโว ติทิวปุรวรสโม ภวติ สุรวรตโรริว อินฺโท ฯ คนฺธพฺพาสุรสกฺกรกฺขเสภิ สุเรภิ น หิ ภวติ สุปฺปธํสิโย ตถตฺโต ยทิ ภวติ ตถาวิโธ อิธ ทิสา จ ปติ ทิสา จ วิทิสา จาติ ฯ

พระมหาบุรุษ ไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อ ไม่กล่าวคำปราศจากหลักฐาน มีคลองพระวาจาไม่เหลวไหล ทรงบรรเทาเสียซึ่งคำที่ไม่เป็น ประโยชน์ ตรัสแต่คำที่เป็นประโยชน์และคำที่เป็นสุขแก่พหุชน ครั้นทำกรรมนั้นแล้วจุติแล้วจากมนุษยโลก เข้าถึงแล้วซึ่งเทวโลก เสวยวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทำดีแล้ว จุติแล้วเวียนมาใน โลกนี้ ได้แล้วซึ่งความเป็นผู้มีพระหนุดังว่าคางราชสีห์ที่ ประเสริฐกว่าสัตว์สี่เท้า เป็นพระราชาที่เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ แสนยากที่ใครจะกำจัดพระองค์ได้ พระองค์เป็นผู้ใหญ่ยิ่งของ มวลมนุษย์ มีอานุภาพมากเป็นผู้เสมอด้วยเทวดาผู้ประเสริฐ ในชั้นไตรทิพย์และเป็นเหมือนพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นผู้มั่นคง อันคนธรรพ์ อสูร ท้าวสักกะและยักษ์ผู้กล้าไม่ กำจัดได้โดยง่ายเลย พระมหาบุรุษเช่นนั้น ย่อมเป็นใหญ่ทุก ทิศในโลกนี้โดยแท้ ฯ

ข้อ ๑๗๐

ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปสิ ตุลากูฏกํสกูฏมานกูฏอุกฺโกฏนวญฺจนนิกติสาวิโยคา เฉทนวธพนฺธนวิปราโมสอาโลปสาหสาการา ปฏิวิรโต อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตสฺส อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ทิพฺเพน อายุนา ทิพฺเพน วณฺเณน ทิพฺเพน ยเสน ทิพฺเพน สุเขน ทิพฺเพน อธิปเตยฺเยน ทิพฺเพหิ รูเปหิ ทิพฺเพหิ สทฺเทหิ ทิพฺเพหิ คนฺเธหิ ทิพฺเพหิ รเสหิ ทิพฺเพหิ โผฏฺฐพฺเพหิ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ สมทนฺโต จ โหติ สุสุกฺกทาโฐ จ ฯ {๑๗๐.๑} โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ฯ ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลํ อนิมิตฺตํ อกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ราชา สมาโน กึ ลภติ สุจิปริวาโร โหติ สุจิสฺส โหนฺติ ปริวารา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนาคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ สุจิปริวาโร โหติ สุจิสฺส โหนฺติ ปริวารา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอมและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด และการโกงด้วยการรับสินบน การหลอกลวงและตลบตะแลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่าการจองจำ การตีชิง การปล้นและกรรโชก ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ เหล่านี้ คือ มีพระทนต์เสมอกัน ๑ และมีพระทาฐะสีขาวงาม ๑ พระมหาบุรุษนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารสะอาด บริวารของพระองค์ที่สะอาดนั้นเป็นพราหมณ์และคฤหบดี เป็นชาวนิคม และชาวชนบท เป็นโหราจารย์และมหาอำมาตย์เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐีเป็นราชกุมาร ก็ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารสะอาดบริวารของพระองค์ที่สะอาดนั้น เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า

ข้อ ๑๗๑

มิจฺฉาชีวญฺจ อวสฺสชิ สเมน วุตฺตึ สุจินา โส ชนยิตฺถ ธมฺมิเกน อหิตมปิ จ อปนุทิ หิตมปิ จ พหุชนสุขญฺจ อจริ ฯ สคฺเค เวทยติ นโร สุผลานิ กริตฺวา นิปุเณภิ วิทูภิ สพฺภิ วณฺณิตานิ ติทิวปุรวรสโม อภิรมติ รติขิฑฺฑาสมงฺคี ฯ อลทฺธา น มนุสฺสกํ ภวํ ตโต จวิย ปุน สุกตผลวิปากเสสเกน ปฏิลภติ ลปนชํ สมมปิ สุจิ จ สุวิสุทฺธสุสุกฺกํ ฯ ตํ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา พหโว พฺยากํสุ นิปุณา สมฺมตา มนุชา สุจิชนปริวารคโณ ภวติ ทิชสมสุกฺกสุจิโสภนทนฺโต ฯ รญฺโญ โหติ พหุชโน สุจิปริวาโร มหติมํ มหิมนุสาสโต จ ปสยฺห น จ ชนปทตุทนํ หิตมปิ จ พหุชนสุขํ จรนฺติ อถ เจ ปพฺพชติ ภวติ วิปาโป สมโณ สมิตรโช วิวฏจฺฉโท วิคตทรถกิลมโถ อิมํปิ จ ปรํปิ ปรมํปิ จ ปสฺสติ โลกํ ฯ ตสฺโสวาทกรา พหุคิหี จ ปพฺพชิตา จ อสุจิ วิครหิตปนุทิปาปสฺส หิ สุจีภิ ปริวุโต ภวติ มลขิลกลิกิเลเสปนุเทภีติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ ลกฺขณสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ ------------

พระมหาบุรุษนั้น ละมิจฉาอาชีวะเสีย ยังความประพฤติให้เกิด แล้วด้วยสัมมาอาชีวะอันสะอาด อันเป็นไปโดยธรรม ละกรรม อันไม่เป็นประโยชน์ ประพฤติแต่กรรมที่เป็นประโยชน์และ เป็นสุขแก่พหุชน ทำกรรมมีผลดีที่หมู่สัตบุรุษผู้มีปัญญาอัน ละเอียด ผู้ฉลาดสรรเสริญแล้ว เสวยสุขอยู่ในสวรรค์เป็นผู้ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ เป็นที่ยินดีเพลิดเพลินอภิรมย์อยู่ เสมอ ด้วยท้าวสักกะผู้ประเสริฐในชั้นไตรทิพย์ จุติจากสวรรค์แล้ว ได้ภพเป็นที่อยู่แห่งมนุษย์ ยังซ้ำได้เฉพาะซึ่งพระทนต์ที่เกิดใน พระโอษฐ์สำหรับตรัสเรียบเสมอ และพระทาฐะสีขาวดีหมดจด สะอาด เพราะวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทำดี พวกมนุษย์ผู้ ทำนายลักษณะที่มีปัญญาอันละเอียดที่มหาชนยกย่องเป็นจำนวน มากมาประชุมกันแล้ว พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้จะมีหมู่ชนที่ สะอาดเป็นบริวาร มีพระทนต์ที่เกิดสองหนเสมอ และมีพระ ทาฐะมีสีขาวสะอาดงาม ชนเป็นอันมากที่สะอาดเป็นบริวารของ พระมหาบุรุษผู้เป็นพระราชาปกครองแผ่นดินใหญ่นี้ ไม่กดขี่ เบียดเบียนชาวชนบท ชนทั้งหลายต่างประพฤติกิจเป็นประโยชน์ และเป็นสุขแก่ชนมาก ถ้าพระองค์ทรงผนวชจะเป็นสมณะ ปราศจากบาปธรรม มีกิเลสเป็นดังธุลีระงับไป มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้ว ปราศจากความกระวนกระวาย และความ ลำบาก จะทรงเห็นโลกนี้และโลกอื่น และบรมธรรม โดยแท้ คฤหัสถ์เป็นจำนวนมาก และพวกบรรพชิตที่ยังไม่ สะอาด จะทำตามพระโอวาทของพระองค์ ผู้กำจัดบาปธรรมที่ บัณฑิตติเตียนเสียแล้ว พระองค์จะเป็นผู้อันบริวารที่สะอาด ผู้กำจัดกิเลสเป็นมลทินเป็นดังว่าตออันให้โทษ ห้อมล้อมแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล ฯ จบ ลักขณสูตร ที่ ๗ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/