๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาหตฺถิปโทปมสุตฺตํ
๓๔๐เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ เสยฺยถาปิ อาวุโส ยานิกานิจิ ชงฺคลานํ ปาณานํ ปทชาตานิ สพฺพานิ ตานิ หตฺถิปเท สโมธานํ คจฺฉนฺติ หตฺถิปทํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ยทิทํ มหนฺตตฺเตน เอวเมว โข อาวุโส เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต จตูสุ อริยสจฺเจสุ สงฺคหํ คจฺฉนฺติ กตเมสุ จตูสุ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ทุกฺขนิโรเธ อริยสจฺเจ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ฯ
๓๔๑กตมญฺจาวุโส ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณํปิ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปจฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ฯ กตเม จาวุโส ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา เสยฺยถีทํ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ กตโม จาวุโส รูปูปาทานกฺขนฺโธ จตฺตาริ จ มหาภูตานิ จตุนฺนํ จ มหาภูตานํ อุปาทารูปํ ฯ กตเม จาวุโส จตฺตาโร มหาภูตา ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ฯ
๓๔๒กตมา จาวุโส ปฐวีธาตุ ฯ ปฐวีธาตุ สิยา อชฺฌตฺติกา สิยา พาหิรา ฯ กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ ฯ ยํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ กกฺขลํ ขริคตํ อุปาทินฺนํ เสยฺยถีทํ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นฺหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ กิญฺจิ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ กกฺขลํ ขริคตํ อุปาทินฺนํ อยํ วุจฺจตาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ ฯ ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ ยา จ พาหิรา ปฐวีธาตุ ปฐวีธาตุเรเวสา ฯ ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ปฐวีธาตุยา นิพฺพินฺทติ ปฐวีธาตุยา จิตฺตํ วิราเชติ ฯ {๓๔๒.๑} โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ พาหิรา อาโปธาตุ ปกุปฺปติ อนฺตรหิตา ตสฺมึ สมเย พาหิรา ปฐวีธาตุ โหติ ฯ ตสฺสา หิ นาม อาวุโส พาหิราย ปฐวีธาตุยา ตาว มหลฺลิกาย อนิจฺจตา ปญฺญายิสฺสติ ขยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วิปริณามธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ ฯ กึ ปนิมสฺส มตฺตฏฺฐกสฺส กายสฺส ตณฺหุปาทินฺนสฺส อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถ ขฺวสฺส โน เตเวตฺถ โหติ ฯ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ ปเร อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรเสนฺติ วิเหเสนฺติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนา โข เม อยํ โสตสมฺผสฺสชา ทุกฺขา เวทนา สา จ โข ปฏิจฺจ โน อปฺปฏิจฺจ กึ ปฏิจฺจ ผสฺสํ ปฏิจฺจ ฯ โสปิ โข ผสฺโส อนิจฺโจติ ปสฺสติ เวทนา อนิจฺจาติ ปสฺสติ สญฺญา อนิจฺจาติ ปสฺสติ สงฺขารา อนิจฺจาติ ปสฺสติ วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ ปสฺสติ ตสฺส ธาตารมฺมณเมว จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ฯ {๓๔๒.๒} ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ ปเร อนิฏฺเฐหิ อกนฺเตหิ อมนาเปหิ สมุทาจรนฺติ ปาณิสมฺผสฺเสนปิ เลฑฺฑุสมฺผสฺเสนปิ ทณฺฑสมฺผสฺเสนปิ สตฺถสมฺผสฺเสนปิ ฯ โส เอวํ ปชานาติ ตถาภูโต โข อยํ กาโย ยถาภูตสฺมึ กาเย ปาณิสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ เลฑฺฑุสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ ทณฺฑสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ สตฺถสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ ฯ วุตฺตํ โข ปเนตํ ภควตา กกจูปเม โอวาเท อุภโตทณฺฑเกน เจปิ ภิกฺขเว กกเจน โจรา โอจรกา องฺคมงฺคานิ โอกฺกนฺเตยฺยุํ ตตฺราปิ โย มโน ปโทเสยฺย น เม โส เตน สาสนกโรติ ฯ อารทฺธํ โข ปน เม วิริยํ ภวิสฺสติ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมฺมุฏฺฐา ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคํ กามํทานิ อิมสฺมึ กาเย ปาณิสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ เลฑฺฑุสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ ทณฺฑสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ สตฺถสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ กรียติ หีทํ พุทฺธานํ สาสนนฺติ ฯ ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาติ ฯ โส เตน สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาตีติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส สุณิสา สสฺสุรํ ทิสฺวา สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ เอวเมว โข อาวุโส ตสฺส เจ ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาติ ฯ โส เตน สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาตีติ ฯ ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ ฯ โส เตน อตฺตมโน โหติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหติ ฯ
๓๔๓กตมา จาวุโส อาโปธาตุ ฯ อาโปธาตุ สิยา อชฺฌตฺติกา สิยา พาหิรา ฯ กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา อาโปธาตุ ฯ ยํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ อาโป อาโปคตํ อุปาทินฺนํ เสยฺยถีทํ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ กิญฺจิ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ อาโป อาโปคตํ อุปาทินฺนํ อยํ วุจฺจตาวุโส อชฺฌตฺติกา อาโปธาตุ ฯ ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา อาโปธาตุ ยา จ พาหิรา อาโปธาตุ อาโปธาตุเรเวสา ฯ ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาโปธาตุยา นิพฺพินฺทติ อาโปธาตุยา จิตฺตํ วิราเชติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ พาหิรา อาโปธาตุ ปกุปฺปติ สา คามมฺปิ วหติ นิคมมฺปิ วหติ นครมฺปิ วหติ ชนปทมฺปิ วหติ ชนปทปเทสมฺปิ วหติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ มหาสมุทฺเท โยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ ทฺวิโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ ติโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ จตุโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ ปญฺจโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ ฉโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ สตฺตโยชนสติกานิปิ อุทกานิ โอคฺคจฺฉนฺติ ฯ {๓๔๓.๑} โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ มหาสมุทฺเท สตฺตตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ฉตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ปญฺจตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ จตุตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ติตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ทฺวิตาลมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ตาลมตฺตมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ มหาสมุทฺเท สตฺตโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ฉโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ปญฺจโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ จตุโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ติโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ทฺวิโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ โปริสมตฺตมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ มหาสมุทฺเท อฑฺฒโปริสมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ กฏิมตฺตมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ชนฺนุมตฺตมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ โคปฺปกมตฺตมฺปิ อุทกํ สณฺฐาติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ มหาสมุทฺเท องฺคุลิปพฺพเตมนมตฺตมฺปิ อุทกํ น โหติ ฯ ตสฺสา หิ นาม อาวุโส พาหิราย อาโปธาตุยา ตาว มหลฺลิกาย อนิจฺจตา ปญฺญายิสฺสติ ขยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วิปริณามธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ ฯ กึ ปนิมสฺส มตฺตฏฺฐกสฺส กายสฺส ตณฺหุปาทินฺนสฺส อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถ ขฺวสฺส โน เตเวตฺถ โหติ ฯ ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ ฯ โส เตน อตฺตมโน โหติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข โส อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหติ ฯ
๓๔๔กตมา จาวุโส เตโชธาตุ ฯ เตโชธาตุ สิยา อชฺฌตฺติกา สิยา พาหิรา ฯ กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา เตโชธาตุ ฯ ยํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ เตโช เตโชคตํ อุปาทินฺนํ เสยฺยถีทํ เยน จ สนฺตปฺปติ เยน จ ชิรติ เยน จ ปริฑยฺหติ เยน จ อสิตปีตขายิตสายิตํ สมฺมา ปริณามํ คจฺฉติ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ กิญฺจิ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ เตโช เตโชคตํ อุปาทินฺนํ อยํ วุจฺจตาวุโส อชฺฌตฺติกา เตโชธาตุ ฯ ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา เตโชธาตุ ยา จ พาหิรา เตโชธาตุ เตโชธาตุเรเวสา ฯ ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา เตโชธาตุยา นิพฺพินฺทติ เตโชธาตุยา จิตฺตํ วิราเชติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ พาหิรา เตโชธาตุ ปกุปฺปติ สา คามมฺปิ ฑหติ นครมฺปิ ฑหติ นิคมมฺปิ ฑหติ ชนปทมฺปิ ฑหติ ชนปทปเทสมฺปิ ฑหติ ฯ สา หริตนฺตํ วา ปนฺถนฺตํ วา เสลนฺตํ วา อุทกนฺตํ วา รมณียํ วา ภูมิภาคํ อาคมฺม อนาหารา นิพฺพายติ ฯ {๓๔๔.๑} โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ กุกฺกุฏปตฺเตนปิ นฺหารุททฺทเลนปิ อคฺคึ คเวสนฺติ ฯ ตสฺมา หิ นาม อาวุโส พาหิราย เตโชธาตุยา ตาว มหลฺลิกาย อนิจฺจตา ปญฺญายิสฺสติ ขยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วิปริณามธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ ฯ กึ ปนิมสฺส มตฺตฏฺฐกสฺส กายสฺส ตณฺหุปาทินฺนสฺส อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถ ขฺวสฺส โน เตเวตฺถ โหติ ฯ ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ ฯ โส เตน อตฺตมโน โหติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข โส อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหติ ฯ
๓๔๕กตมา จาวุโส วาโยธาตุ ฯ วาโยธาตุ สิยา อชฺฌตฺติกา สิยา พาหิรา ฯ กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ฯ ยํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ วาโย วาโยคตํ อุปาทินฺนํ เสยฺยถีทํ อุทฺธงฺคมา วาตา อโธคมา วาตา กุจฺฉิสยา วาตา โกฏฺฐสยา วาตา องฺคมงฺคานุสาริโน วาตา อสฺสาโส ปสฺสาโส อิติ วา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ กิญฺจิ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ วาโย วาโยคตํ อุปาทินฺนํ อยํ วุจฺจตาวุโส อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ฯ ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ยา จ พาหิรา วาโยธาตุ วาโยธาตุเรเวสา ฯ ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา วาโยธาตุยา นิพฺพินฺทติ วาโยธาตุยา จิตฺตํ วิราเชติ ฯ {๓๔๕.๑} โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ พาหิรา วาโยธาตุ ปกุปฺปติ สา คามมฺปิ วหติ นิคมมฺปิ วหติ นครมฺปิ วหติ ชนปทมฺปิ วหติ ชนปทปเทสมฺปิ วหติ ฯ โหติ โข โส อาวุโส สมโย ยํ คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส ตาลปณฺเณนปิ วิธูปเนนปิ วาตํ ปริเยสนฺติ โอสฺสวเนปิ ติณานิ น อิญฺชนฺติ ฯ ตสฺสา หิ นามาวุโส พาหิราย วาโยธาตุยา ตาว มหลฺลิกาย อนิจฺจตา ปญฺญายิสฺสติ ขยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วยธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ วิปริณามธมฺมตา ปญฺญายิสฺสติ ฯ กึ ปนิมสฺส มตฺตฏฺฐกสฺส กายสฺส ตณฺหุปาทินฺนสฺส อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถ ขฺวสฺส โน เตเวตฺถ โหติ ฯ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ ปเร อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรเสนฺติ วิเหเสนฺติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนา โข เม อยํ โสตสมฺผสฺสชา ทุกฺขา เวทนา สา จ โข ปฏิจฺจ โน อปฺปฏิจฺจ กึ ปฏิจฺจ ผสฺสํ ปฏิจฺจ ฯ โสปิ โข ผสฺโส อนิจฺโจติ ปสฺสติ เวทนา อนิจฺจาติ ปสฺสติ สญฺญา อนิจฺจาติ ปสฺสติ สงฺขารา อนิจฺจาติ ปสฺสติ วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ ปสฺสติ ตสฺส ธาตารมฺมณเมว จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ ฯ {๓๔๕.๒} ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ ปเร อนิฏฺเฐหิ อกนฺเตหิ อมนาเปหิ สมุทาจรนฺติ ปาณิสมฺผสฺเสนปิ เลฑฺฑุสมฺผสฺเสนปิ ทณฺฑสมฺผสฺเสนปิ สตฺถสมฺผสฺเสนปิ ฯ โส เอวํ ปชานาติ ตถาภูโต โข อยํ กาโย ยถาภูตสฺมึ กาเย ปาณิสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ เลฑฺฑุสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ ทณฺฑสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ สตฺถสมฺผสฺสาปิ กมนฺติ ฯ วุตฺตํ โข ปเนตํ ภควตา กกจูปเม โอวาเท อุภโตทณฺฑเกน เจปิ ภิกฺขเว กกเจน โจรา โอจรกา องฺคมงฺคานิ โอกฺกนฺเตยฺยุํ ตตฺราปิ โย มโน ปโทเสยฺย น เม โส เตน สาสนกโรติ ฯ อารทฺธํ โข ปน เม วิริยํ ภวิสฺสติ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมฺมุฏฺฐา ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคํ กามํทานิ อิมสฺมึ กาเย ปาณิสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ เลฑฺฑุสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ ทณฺฑสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ สตฺถสมฺผสฺสาปิ กมนฺตุ กรียติ หีทํ พุทฺธานํ สาสนนฺติ ฯ {๓๔๕.๓} ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาติ ฯ โส เตน สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาตีติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส สุณิสา สสฺสุรํ ทิสฺวา สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ เอวเมว โข อาวุโส ตสฺส เจ ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาติ ฯ โส เตน สํวิชฺชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา น สณฺฐาตีติ ฯ ตสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุโน เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เอวํ ธมฺมํ อนุสฺสรโต เอวํ สงฺฆํ อนุสฺสรโต อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ ฯ โส เตน อตฺตมโน โหติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหติ ฯ
๓๔๖เสยฺยถาปิ อาวุโส กฏฺฐญฺจ ปฏิจฺจ วลฺลิญฺจ ปฏิจฺจ มตฺติกญฺจ ปฏิจฺจ ติณญฺจ ปฏิจฺจ อากาโส ปริวาริโต อคารนฺเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ เอวเมว โข อาวุโส อฏฺฐิญฺจ ปฏิจฺจ นฺหารุญฺจ ปฏิจฺจ มํสญฺจ ปฏิจฺจ จมฺมญฺจ ปฏิจฺจ อากาโส ปริวาริโต รูปนฺเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ฯ อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา น อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ อชฺฌตฺติกญฺจ อาวุโส จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ ยโต จ โข อาวุโส อชฺฌตฺติกญฺเจว จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ตชฺโช จ สมนฺนาหาโร โหติ ฯ เอวํ ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ ยํ ตถาภูตสฺส รูปํ ตํ รูปูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ ยา ตถาภูตสฺส เวทนา สา เวทนูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ ยา ตถาภูตสฺส สญฺญา สา สญฺญูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ เย ตถาภูตสฺส สงฺขารา เต สงฺขารูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉนฺติ ฯ ยํ ตถาภูตสฺส วิญฺญาณํ ตํ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ {๓๔๖.๑} โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิริเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ สงฺคโห สนฺนิปาโต สมวาโย โหติ ฯ วุตฺตํ โข ปเนตํ ภควตา โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสตีติ ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา โข ปนิเม ยทิทํ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา โย อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ฉนฺโท อาลโย อนุนโย อชฺโฌสานํ โส ทุกฺขสมุทโย โย อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ โส ทุกฺขนิโรโธติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหติ ฯ {๓๔๖.๒} อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส โสตํ อปริภินฺนํ โหติ ... ฆานํ อปริภินฺนํ โหติ ... ชิวฺหา อปริภินฺนา โหติ ... กาโย อปริภินฺโน โหติ ... อชฺฌตฺติโก เจ อาวุโส มโน อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ ธมฺมา น อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ อชฺฌตฺติโก เจ อาวุโส มโน อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ ธมฺมา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ ยโต จ โข อาวุโส อชฺฌตฺติโก เจว มโน อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ ธมฺมา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ตชฺโช จ สมนฺนาหาโร โหติ ฯ เอวํ ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาคสฺส ปาตุภาโว โหติ ฯ ยํ ตถาภูตสฺส รูปํ ตํ รูปูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ ยา ตถาภูตสฺส เวทนา สา เวทนูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ ยา ตถาภูตสฺส สญฺญา สา สญฺญูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ เย ตถาภูตสฺส สงฺขารา เต สงฺขารูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉนฺติ ฯ ยํ ตถาภูตสฺส วิญฺญาณํ ตํ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺเธ สงฺคหํ คจฺฉติ ฯ {๓๔๖.๓} โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิริเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ สงฺคโห สนฺนิปาโต สมวาโย โหติ ฯ วุตฺตํ โข ปเนตํ ภควตา โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสตีติ ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา โข ปนิเม ยทิทํ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา โย อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ฉนฺโท อาลโย อนุนโย อชฺโฌสานํ โส ทุกฺขสมุทโย โย อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ โส ทุกฺขนิโรโธติ ฯ เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส ภิกฺขุโน พหุกตํ โหตีติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา สารีปุตฺโต อตฺตมนา เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาหตฺถิปโทปมสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐมํ ฯ ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง สูตรใหญ่ เปรียบเทียบอริยสัจกับรอยเท้าช้าง
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารี-บุตรได้กล่าวเรื่องนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมดรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างชาวโลกกล่าวว่า ‘เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะรอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่’ แม้ฉันใด กุศลธรรมทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน นับเข้าในอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง คือ ๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไร คือ ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ประการ เป็นทุกข์ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปูปาทานขันธ์ ๒. เวทนูปาทานขันธ์ ๓. สัญญูปาทานขันธ์ ๔. สังขารูปาทานขันธ์ ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ รูปูปาทานขันธ์ อะไรบ้าง คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๒๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร มหาภูตรูป ๔ อะไรบ้าง คือ ๑. ปฐวีธาตุ ๒. อาโปธาตุ ๓. เตโชธาตุ ๔. วาโยธาตุ ปฐวีธาตุ
ปฐวีธาตุ เป็นอย่างไร คือ ปฐวีธาตุภายในก็มี ปฐวีธาตุภายนอกก็มี ปฐวีธาตุภายใน เป็นอย่างไร คือ อุปาทินนกรูป ภายในที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับพังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นใด ที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ นี้เรียกว่า‘ปฐวีธาตุภายใน’ ปฐวีธาตุภายใน และปฐวีธาตุภายนอกนี้ ก็เป็นปฐวีธาตุนั่นเอง บัณฑิตควร เห็นปฐวีธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเราเราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ บัณฑิตครั้นเห็นปฐวีธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดจากปฐวีธาตุ เวลาที่ปฐวีธาตุภายนอกกำเริบย่อมจะมีได้ ในเวลานั้น ปฐวีธาตุภายนอก จะอันตรธานไป ปฐวีธาตุภายนอกซึ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา@เชิงอรรถ : @ อุปาทินนกรูป หมายถึงรูปมีกรรมเป็น สมุฏฐาน คำนี้เป็นชื่อของรูปที่ดำรงอยู่ภายในสรีระ ที่ยึดถือ@จับต้อง ลูบคลำได้ เช่น ผม ขน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า คำนี้กำหนดจำแนกหมายเอาปฐวีธาตุภายใน@แต่สำหรับอาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ก็มีนัยเช่นเดียวกัน พึงทราบความพิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค@(ม.มู.อ. ๒/๓๐๒/๑๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร ไฉนกายซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่า ‘เรา’ ว่า ‘ของเรา’ ว่า‘เรามีอยู่’ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา และมีความแปรผันไปเป็นธรรมดาเล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีความยึดถือในปฐวีธาตุภายในนี้ หากชนเหล่าอื่นจะด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนภิกษุนั้น ภิกษุนั้น รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ทุกขเวทนาอันเกิดจากโสตสัมผัสนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่ทุกขเวทนานั้นอาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้ ไม่อาศัยเหตุก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกขเวทนานี้อาศัยอะไรจึงเกิดขึ้นได้ ทุกขเวทนาอาศัยผัสสะจึงเกิดขึ้นได้’ ภิกษุนั้นย่อมเห็นว่า ‘ผัสสะไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง’จิตของภิกษุนั้นย่อมดิ่งไป ย่อมผ่องใส ดำรงมั่นและน้อมไปในอารมณ์คือธาตุนั่นแลหากชนเหล่าอื่นจะพยายามทำร้ายภิกษุนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่ น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ คือ ด้วยการทำร้ายด้วยฝ่ามือบ้าง การทำร้ายด้วยก้อนดินบ้างการทำร้ายด้วยท่อนไม้บ้าง การทำร้ายด้วยศัสตราบ้าง ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายนี้เป็นที่รองรับการทำร้ายด้วยฝ่ามือบ้าง การทำร้ายด้วยก้อนดินบ้าง การทำร้ายด้วยท่อนไม้บ้าง การทำร้ายด้วยศัสตราบ้าง’ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระโอวาทที่อุปมาด้วยเลื่อย ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย หากพวกโจรผู้ประพฤติต่ำทรามจะพึงใช้เลื่อยที่มีที่จับ ๒ ข้าง เลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีใจคิดร้ายแม้ในพวกโจรนั้นก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น’ อนึ่ง ความเพียรที่เราเริ่มทำแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เราตั้งไว้แล้วจักไม่หลงลืม กายที่เราทำให้สงบแล้วจักไม่กระวนกระวาย จิตที่เราทำให้ตั้งมั่นแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ คราวนี้ต่อให้มีการทำร้ายด้วยฝ่ามือ การทำร้ายด้วยก้อนดิน การทำร้ายด้วยท่อนไม้ หรือการทำร้ายด้วยศัสตราที่กายนี้ก็ตาม เราก็จะทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ให้จงได้ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อ ๒๓๒ (กกจูปมสูตร) หน้า ๒๔๔ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นย่อมสลดหดหู่ใจเพราะเหตุนั้นว่า ‘ไม่เป็นลาภของเราหนอ ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอการได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอ ที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้’ หญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วย่อมสลดหดหู่ใจ แม้ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อระลึกถึง พระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ย่อมสลดหดหู่ใจเพราะเหตุนั้นว่า ‘ไม่เป็นลาภของเราหนอ ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ การได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้’ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดีภิกษุนั้นย่อมพอใจเพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างมากแล้ว อาโปธาตุ
อาโปธาตุ เป็นอย่างไร คือ อาโปธาตุภายในก็มี อาโปธาตุภายนอกก็มี อาโปธาตุภายใน เป็นอย่างไร คือ อุปาทินนกรูปภายในที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของเอิบอาบ มีความ เอิบอาบ ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นใด ที่เป็นของเฉพาะตนเป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ นี้เรียกว่า อาโปธาตุภายใน อาโปธาตุภายในและอาโปธาตุภายนอกนี้ ก็เป็นอาโปธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็นอาโปธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ครั้นเห็นอาโปธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในอาโปธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดจากอาโปธาตุ เวลาที่อาโปธาตุภายนอกกำเริบย่อมจะมีได้ อาโปธาตุภายนอกนั้นย่อมพัดพาบ้านไปบ้าง นิคมไปบ้าง เมืองไปบ้าง ชนบทไปบ้าง บางส่วนของชนบทไปบ้างเวลาที่น้ำในมหาสมุทรลึกลงไป ๑๐๐ โยชน์บ้าง ๒๐๐ โยชน์บ้าง ๓๐๐ โยชน์บ้าง ๔๐๐ โยชน์บ้าง ๕๐๐ โยชน์บ้าง ๖๐๐ โยชน์บ้าง ๗๐๐ โยชน์บ้างย่อมจะมีได้ เวลาที่น้ำในมหาสมุทรขังอยู่ ๗ ชั่วลำตาลบ้าง ๖ ชั่วลำตาลบ้าง ๕ ชั่ว ลำตาลบ้าง ๔ ชั่วลำตาลบ้าง ๓ ชั่วลำตาลบ้าง ๒ ชั่วลำตาลบ้าง ๑ ชั่วลำตาลบ้างย่อมจะมีได้ เวลาที่น้ำในมหาสมุทรขังอยู่ ๗ ชั่วบุรุษบ้าง ๖ ชั่วบุรุษบ้าง ๕ ชั่วบุรุษบ้าง๔ ชั่วบุรุษบ้าง ๓ ชั่วบุรุษบ้าง ๒ ชั่วบุรุษบ้าง ๑ ชั่วบุรุษบ้าง ย่อมจะมีได้เวลาที่น้ำในมหาสมุทรขังอยู่กึ่งชั่วบุรุษบ้าง ประมาณเพียงสะเอวบ้าง ประมาณเพียงเข่าบ้าง ประมาณเพียงข้อเท้าบ้าง ย่อมจะมีได้ เวลาที่น้ำในมหาสมุทรไม่มีพอเปียกข้อนิ้วมือ ก็ย่อมจะมีได้ อาโปธาตุภายนอกซึ่งมีมากถึงเพียงนั้น ยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาไฉนกายซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่า ‘เรา’ ว่า ‘ของเรา’ ว่า‘เรามีอยู่’ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา และมีความแปรผันไปเป็นธรรมดาเล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีความยึดถือในอาโปธาตุภายนอกนี้ ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภิกษุนั้นย่อมพอใจเพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร เตโชธาตุ
เตโชธาตุ เป็นอย่างไร คือ เตโชธาตุภายในก็มี เตโชธาตุภายนอกก็มี เตโชธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไร คือ อุปาทินนกรูปภายใน ที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน ได้แก่ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้อบอุ่น ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้ทรุดโทรม ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้เร่าร้อน ธรรมชาติที่เป็นเครื่องย่อยสิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว และลิ้มรสแล้ว หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นใด ที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายใน และเตโชธาตุภายนอกนี้ ก็เป็นเตโชธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็นเตโชธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเราเราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ บัณฑิตครั้นเห็นเตโชธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในเตโชธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดจากเตโชธาตุ เวลาที่เตโชธาตุภายนอกกำเริบย่อมจะมีได้ เตโชธาตุภายนอกนั้นย่อมไหม้บ้านบ้าง นิคมบ้าง นครบ้าง ชนบทบ้าง บางส่วนของชนบทบ้าง เตโชธาตุภายนอกนั้น(ลาม)มาถึงหญ้าสด หนทาง ภูเขา น้ำ หรือภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์แล้วเมื่อไม่มีเชื้อ ย่อมดับไปเอง เวลาที่ชนทั้งหลายแสวงหาไฟด้วยขนไก่บ้าง ด้วยการขูดหนังบ้าง ย่อมจะมีได้ เตโชธาตุภายนอกซึ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ไฉนกายซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่า ‘เรา’ ว่า ‘ของเรา’ ว่า‘เรามีอยู่’ จักไม่ปรากฏ เป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร เป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาเล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีความยึดถือในเตโชธาตุภายนอกนี้ ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภิกษุนั้นย่อมพอใจเพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากแล้ว วาโยธาตุ
วาโยธาตุ เป็นอย่างไร คือ วาโยธาตุภายในก็มี วาโยธาตุภายนอกก็มี วาโยธาตุภายใน เป็นอย่างไร คือ อุปาทินนกรูปภายใน ที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปมา มีความพัดไปมา ได้แก่ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในลำไส้ลมที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นใด ที่เป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปมา มีความพัดไปมา นี้เรียกว่าวาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายในและวาโยธาตุภายนอกนี้ ก็เป็นวาโยธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็นวาโยธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเราเราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ บัณฑิตครั้นเห็นวาโยธาตุนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในวาโยธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดจากวาโยธาตุ เวลาที่วาโยธาตุภายนอกกำเริบย่อมจะมีได้ วาโยธาตุภายนอกนั้นย่อมพัดพาบ้านไปบ้าง นิคมไปบ้าง นครไปบ้าง ชนบทไปบ้าง บางส่วนของชนบทไปบ้าง เวลาที่ชนทั้งหลายแสวงหาลมด้วยพัดใบตาลบ้าง ด้วยพัดสำหรับพัดไฟบ้างในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน แม้ในที่ชายคา หญ้าทั้งหลายก็ไม่ไหว ย่อมจะมีได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร วาโยธาตุภายนอกซึ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ไฉนกายซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่า ‘เรา’ ว่า ‘ของเรา’ ว่า ‘เรามีอยู่’ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาเล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีความยึดถือในวาโยธาตุภายนอกนี้ หากชนเหล่าอื่นจะด่า บริภาษ เกี้ยวกราด เบียดเบียนภิกษุนั้น ภิกษุนั้น รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ทุกขเวทนาอันเกิดจากโสตสัมผัสนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่ทุกขเวทนานั้นอาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้ ไม่อาศัยเหตุก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกขเวทนานี้อาศัยอะไรจึงเกิดขึ้นได้ ทุกขเวทนานี้อาศัยผัสสะจึงเกิดขึ้นได้’ ภิกษุนั้นย่อมเห็นว่า ‘ผัสสะเป็นของไม่เที่ยง เวทนาเป็นของไม่เที่ยง สัญญาเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นของไม่เที่ยง’ จิตของภิกษุนั้นย่อมดิ่งไป ย่อมผ่องใสดำรงมั่นและน้อมไปในอารมณ์คือธาตุนั่นแล ผู้ทำตามพระโอวาท หากชนเหล่าอื่นจะพยายามทำร้ายภิกษุนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ คือ การทำร้ายด้วยฝ่ามือบ้าง การทำร้ายด้วยก้อนดินบ้างการทำร้ายด้วยท่อนไม้บ้าง การทำร้ายด้วยศัสตราบ้าง ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า‘กายนี้มีสภาพเป็นที่รองรับการทำร้ายด้วยฝ่ามือบ้าง การทำร้ายด้วยก้อนดินบ้างการทำร้ายด้วยท่อนไม้บ้าง การทำร้ายด้วยศัสตราบ้าง’ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระโอวาทที่อุปมาด้วยเลื่อย ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย หากพวกโจรผู้ประพฤติต่ำทราม จะพึงใช้เลื่อยที่มีที่จับ ๒ ข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีใจคิดร้ายแม้ใน@เชิงอรรถ : @ ดูข้อ ๒๓๒ (กกจูปมสูตร) หน้า ๒๔๔ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร พวกโจรนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น’ อนึ่งความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เราตั้งไว้แล้วจักไม่หลงลืม กายที่เราทำให้สงบแล้วจักไม่กระวนกระวาย จิตที่เราทำให้ตั้งมั่นแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่คราวนี้ ต่อให้มีการทำร้ายด้วยฝ่ามือ การทำร้ายด้วยก้อนดิน การทำร้ายด้วยท่อนไม้ หรือการทำร้ายด้วยศัสตราที่กายนี้ก็ตาม เราก็จะทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ให้จงได้ เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นย่อมสลดหดหู่ใจเพราะเหตุนั้นว่า ‘ไม่เป็นลาภของเราหนอ ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอการได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอ ที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้’ หญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วย่อมสลดหดหู่ใจ แม้ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ย่อมสลดหดหู่ใจเพราะเหตุนั้นว่า ‘ไม่เป็นลาภของเราหนอ ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ การได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอที่เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้’ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรมและระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ได้ด้วยดีภิกษุนั้นย่อมพอใจเพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างมากแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร ปฏิจจสมุปปันนธรรม
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อากาศอาศัยไม้ เถาวัลย์ หญ้า และดินเหนียว มาประกอบเข้ากันจึงนับว่า ‘เรือน’ แม้ฉันใด อากาศอาศัยกระดูก เอ็น เนื้อและหนังมาประกอบเข้าด้วยกันจึงนับว่า ‘รูป’ ฉันนั้น หากจักษุที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกไม่มาสู่คลองจักษุ ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นก็ไม่มี วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้นก็ไม่ปรากฏ หากจักษุที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองจักษุ แต่ความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นไม่มี วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้นก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใด จักษุที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองจักษุ ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปก็มี เมื่อนั้น วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้น ย่อมปรากฏด้วยอาการอย่างนี้ รูปแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในรูปูปาทานขันธ์(อุปาทานขันธ์คือรูป) เวทนาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในเวทนูปาทานขันธ์(อุปาทานขันธ์คือเวทนา) สัญญาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสัญญูปาทานขันธ์(อุปาทานขันธ์คือสัญญา) สังขารแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสังขารูปาทานขันธ์(อุปาทานขันธ์คือสังขาร) วิญญาณแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในวิญญาณูปาทานขันธ์(อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ) ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘การรวบรวม การประชุม และหมวดหมู่แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ประการนี้มีได้ด้วยประการอย่างนี้’ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า ‘ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท’ อุปาทานขันธ์ ๕ประการนี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม ความพอใจ ความอาลัย ความยินดีความหมกมุ่นฝังใจในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าทุกขสมุทัย การกำจัดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าทุกขนิโรธ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร หากโสตะที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ... หากฆานะที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ... หากชิวหาที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ... หากกายที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ... หากมโนที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะ ภายนอกไม่มาสู่คลองมโน ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็ไม่มีวิญญาณส่วนที่เกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็ไม่ปรากฏ หากมโนที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย ธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองมโน แต่ความใส่ใจอันเกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นไม่มี วิญญาณส่วนที่เกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใด มโนที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลายธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองมโน ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็มี เมื่อนั้นวิญญาณส่วนที่เกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้น ย่อมปรากฏด้วยอาการอย่างนี้ รูปแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในรูปูปาทานขันธ์ เวทนาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในเวทนูปาทานขันธ์ สัญญาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสัญญูปาทานขันธ์สังขารทั้งหลายแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในวิญญาณูปาทานขันธ์ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘การรวบรวมการประชุม และหมวดหมู่แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้มีได้ด้วยประการอย่างนี้’ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า ‘ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท’ อุปาทานขันธ์ ๕ประการนี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม ความพอใจ ความอาลัย ความยินดีหมกมุ่นฝังใจในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าทุกขสมุทัย การกำจัดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในอุปาทาน-ขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าทุกขนิโรธ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างมากแล้ว” ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตร ดังนี้แล มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๓๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตร
มหาหัตถิปโทปมสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้:-
พึงทราบวินิจฉัยในมหาหัตถิปโทปมสูตรนั้น
บทว่า ชงฺคลานํ แปลว่า ผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน. บทว่า ปาณานํ ได้แก่ สัตว์มีเท้าและสัตว์ไม่มีเท้า. บทว่า ปทชาตานิ แปลว่า รอยเท้าทั้งหลาย. บทว่า สโมธานํ คจฺฉนฺติ ได้แก่ ถึงการรวมลงคือใส่ลง. บทว่า อคฺคมกฺขายติ แปลว่า ท่านกล่าวว่า ประเสริฐ. บทว่า ยทิทํ มหนฺตตฺเตน ความว่า ท่านกล่าวว่าเลิศเพราะเป็นรอยเท้าใหญ่. อธิบายว่า ไม่ใช่ใหญ่โดยคุณ. บทว่า เย เกจิ กุสลา ธมฺมา ได้แก่ กุศลธรรมไม่ว่าโลกิยะหรือโลกุตตระเหล่าใดเหล่าหนึ่ง.
สังคหะในคำว่า สงฺคหํ คจฺฉนฺติ นี้ มี ๔ อย่าง คือ สชาติสังคหะ ๑ สัญชาติสังคหะ ๑ กริยาสังคหะ ๑ คณนสังคหะ ๑.
บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น การรวบรวมตามชาติของตนอย่างนี้ว่า ขอกษัตริย์ทั้งปวงจงมา ขอพราหมณ์ทั้งปวงจงมาดังนี้ ชื่อว่า สชาติสังคหะ. การรวบรวมตามถิ่นแห่งคนชาติเดียวกันอย่างนี้ว่า คนชาวโกศลทั้งหมด ชาวมคธทั้งหมด ชื่อว่าสัญชาติสังคหะ. การรวบรวมโดยกิริยาอย่างที่ว่า พลรถทั้งหมด พลถือธนูทั้งหมด ชื่อว่ากิริยาสังคหะ. การรวบรวมอย่างนี้ว่า จักขายตนะ รวมเข้าในขันธ์ไหน จักขายตนะรวมเข้าในรูปขันธ์ จักขายตนะถึงการรวมเข้าในรูปขันธ์ไหน เมื่อถูกว่ากล่าวด้วยข้อนั้น จักขายตนะท่านก็รวมเข้ากับรูปขันธ์ ชื่อว่าคณนสังคหะ.
แม้ในที่นี้ ท่านก็ประสงค์คณนสังคหะนี้นี่แล.
ถามว่า ก็ในการแก้ปัญหาว่า บรรดาอริยสัจจ์ ๔ อย่างไหนเป็นกุศล อย่างไหนเป็นอกุศล อย่างไหนเป็นอัพยากฤต ดังนี้ พระมหาเถระจำแนกกุศลจิตแม้ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ว่าเป็นสัจจะครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะมาในพระบาลีว่า สมุทัยสัจจ์จัดเป็นอกุศล มัคคสัจจ์จัดเป็นกุศล นิโรธสัจจ์จัดเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจจ์บางคราวเป็นกุศล บางคราวเป็นอกุศล บางคราวเป็นอัพยากฤต มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร พระมหาเถระจึงกล่าวว่ากุศลธรรมเหล่านี้รวมลงในอริยสัจจ ๔ เล่า.
แก้ว่า เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นรวมอยู่ในสัจจะทั้งหลาย.
จริงอยู่ สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่ให้สำเร็จประโยชน์ย่อมเป็นอธิสีลสิกขาอย่างหนึ่ง ภิกษุแม้ศึกษาอธิสีลสิกขานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่าศึกษาสิกขา ๓ ดังในพระบาลีนี้ว่า
ยถา หิ สาธิกมิทํ ภิกฺขเว ทิยฑฺฒสิกฺขาปทสตํ อนฺวฑฺฒมาสํ
อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ยตฺถ อตฺถกามา กุลปุตฺตา สิกฺขนฺติ
ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว สิกฺขา อธิสีลสิกฺขา อธิจิตฺตสิกฺขา
อธิปญฺญาสิกฺขาติ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่สำเร็จประโยชน์นี้ ย่อมสวดกันทุกกึ่งเดือนที่เหล่ากุลบุตรผู้หวังประโยชน์ ศึกษากันอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ เหล่านี้คืออธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เพราะสิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทนั้นรวมอยู่ในสิกขาทั้งหลาย. เปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายมีสุนัขจิ้งจอก กระต่ายและเนื้อเป็นต้นย่อมลงในส่วน ๑ ก็ดี ย่อมลงในส่วน ๒-๓-๔ ก็ดี ชื่อว่าใน ๔ ส่วนแห่งรอยเท้าช้างเชือกหนึ่ง ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้างทั้งนั้น ไม่พ้นจากรอยเท้าช้าง เพราะรวมอยู่ในรอยเท้าช้างนั้นเท่านั้นฉันใด
ธรรมทั้งหลายที่นับลงในสัจจ์ ๑ ก็ดี ๒ ก็ดี ๓ ก็ดี ๔ ก็ดีก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมนับรวมในสัจจะ ๔ ทั้งนั้น เพราะธรรมทั้งหลายรวมอยู่ในสัจจะทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงกุศลธรรมแม้ที่รวมเข้าในสัจจะครึ่งว่า ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดย่อมรวมลงในอริยสัจจะ ๔.
คำที่ควรกล่าวในบทอุทเทสว่า ทุกฺเข อริยสจฺเจ เป็นต้นและในบทนิทเทสว่า ชาติปิ ทุกฺขา เป็นต้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
แต่ในที่นี้ พึงทราบเฉพาะลำดับเทศนาอย่างเดียว.
เหมือนอย่างว่า ช่างสานผู้ฉลาดได้ไม้ไผ่ที่ดีมาลำ ๑ ตัดเป็น ๔ ท่อน จาก ๔ ท่อนนั้นเว้นไว้ ๓ ท่อนถือเอาแต่ท่อนเดียวจึงตัดเป็น ๕ ซีก จาก ๕ ซีกนั้นเว้นไว้ ๔ ซีกถือเอาซีกเดียวแล้วผ่าเป็น ๕ เสี้ยวจาก ๕ เสี้ยวนั้นเว้นไว้ ๔ เสี้ยวถือเอาเสี้ยวเดียว เกรียกเป็น ๒ คือ ส่วนท้อง ส่วนหลัง เว้นส่วนหลังไว้ถือเอาแต่ส่วนท้อง
จากนั้น กระทำให้เป็นเครื่องสานไม้ไผ่หลากชนิดมีหีบพัดวีชนีและพัดใบตาลเป็นต้น ช่างสานนั้นไม่ถูกใครกล่าวว่าไม่ใช้งานส่วนหลังอีก ๔ ชิ้น อีก ๔ ส่วนและอีก ๓ ส่วน แต่เขาไม่อาจใช้งานในคราวเดียวกันได้ แต่จักใช้งานตามลำดับฉันใด
ฝ่ายพระมหาเถระนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เริ่มตั้งสุตตันตะใหญ่นี้แล้ว ตั้งมาติกาโดยอริยสัจจะ ๔ เหมือนช่างสานได้ไม้ไผ่ที่ดีแล้วแบ่ง ๔ ส่วนฉะนั้น. พระเถระเว้นอริยสัจจะ ๓ แล้วถือเอาทุกขสัจจะอย่างเดียวจำแนก ทำให้เป็นขันธ์ ๕ ส่วน เหมือนช่างสานเว้น ๓ ส่วนถือเอาส่วนหนึ่งแล้วทำส่วนหนึ่งนั้นให้เป็น ๕ ส่วน.
แต่นั้นพระเถระเว้นอรูปขันธ์ ๔ แล้วจำแนกรูปขันธ์และทำมหาภูตรูป ๔ ให้เป็น ๕ ส่วน คือมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๑ เปรียบเหมือนช่างสานนั้นเว้น ๔ ส่วนถือเอาส่วนหนึ่งแล้วผ่าเป็น ๕ เสี้ยวฉะนั้น.
แต่นั้น เมื่อพระเถระเว้นอุปทายรูปและธาตุ ๓ แล้วจำแนกปฐวีธาตุอย่างเดียว แสดงเป็น ๒ ส่วน คือ อัชฌัตติกรูป รูปภายใน พาหิรรูป รูปภายนอก เปรียบเหมือนช่างสานนั้นเว้น ๔ ส่วนถือเอาส่วนหนึ่งแล้วผ่าเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนท้อง ๑ ส่วนหลัง ๑.
เพื่อจะเว้นปฐวีธาตุภายนอก แล้วแสดงจำแนกปฐวีธาตุภายในโดยอาการ ๒๐ พระเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตมา จ อาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ เปรียบเหมือนช่างสานเว้นส่วนหลังถือเอาส่วนท้อง จึงกระทำให้เป็นเครื่องสานชนิดต่างๆ ฉะนั้น.
อนึ่ง เปรียบเหมือนช่างสานใช้งานส่วนหลังอีก ๔ ชิ้น อีก ๔ ส่วนและอีก ๓ ส่วนโดยลำดับ แต่ไม่อาจใช้งานในคราวเดียวกันได้โดยประการฉะนี้ฉันใด แม้พระเถระก็ฉันนั้น จำแนกปฐวีธาตุภายนอกและอีกธาตุ ๔ อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ อริยสัจจ์ ๓ แล้วแสดงตามลำดับ แต่ไม่อาจแสดงโดยคราวเดียวกันได้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงบรรยายลำดับแม้นี้ด้วยข้ออุปมาด้วยราชบุตร ให้แจ่มแจ้งดังต่อไปนี้.
เล่ากันมาว่า มหาราชองค์หนึ่งมีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์. พระองค์ทรงเก็บเครื่องประดับของพระโอรสเหล่านั้นไว้ในหีบใหญ่ ๔ ใบ ทรงมอบไว้แก่เชษฐโอรส ด้วยตรัสสั่งว่า ลูกเอ๋ย เครื่องประดับนี้เป็นของพวกน้องของเจ้า เมื่อคราวมีมหรสพ เจ้าจงให้เครื่องประดับนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อน้องๆ ขอจึงค่อยให้.
เชษฐราชโอรสนั้นทูลรับว่า พระเจ้าข้า จึงเก็บไว้ในห้องเก็บราชสมบัติ.
ในวันมหรสพเช่นนั้น เหล่าพระราชโอรสพากันไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอได้โปรดพระราชทานเครื่องประดับแก่พวกหม่อมฉันเถิด พวกหม่อมฉันจะเล่นนักษัตร.
พระราชาตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อได้มอบเครื่องประดับไว้ในมือพี่ชายของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจงนำเครื่องประดับนั้นไปประดับเถิด. พระราชโอรสเหล่านั้นรับพระดำรัส แล้วพากันไปหาพระเชษฐโอรสนั้นแล้วทูลขอเครื่องประดับจากเชษฐโอรส.
เชษฐโอรสได้เข้าไปในห้องหมายจะนำหีบใหญ่ ๔ ใบออกเว้นไว้ ๓ ใบเปิดใบหนึ่ง นำหีบเล็ก ๕ ใบออกจากหีบใหญ่นั้น เว้นไว้ ๔ ใบเปิดใบเดียว เมื่อนำผอบ ๕ ใบออกจากหีบเล็ก เว้นไว้ ๔ ใบเปิดใบเดียว วางฝาไว้ข้างหนึ่งแต่นั้นจึงนำเครื่องประดับมือเครื่องประดับเท้าต่างๆ มอบให้. เชษฐโอรสมิได้แบ่งให้จาก ๔ ผอบ หีบเล็ก ๔ ใบ หีบใหญ่ ๔ ใบ ก่อนก็จริงถึงกระนั้น ก็ให้ตามลำดับ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจมอบให้คราวเดียวกันได้.
ในข้ออุปมานั้น พึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนมหาราช.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาอันยอดเยี่ยม ตรัสว่า ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราก็เป็นพระราชา. พึงเห็นพระสารีบุตรเหมือนเชษฐโอรส.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะเรียกโดยชอบ พึงเรียกภิกษุรูปนั้นได้ว่า สารีบุตรว่า บุตร โอรสเกิดแต่โอษฐ์ เกิดแต่ธรรม อันธรรมนิรมิต ธรรมทายาท แต่มิใช่อามิสทายาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลเมื่อเรียกโดยชอบ พึงเรียกภิกษุนี้นั่นแลว่า บุตร ฯลฯ มิใช่เป็นอามิสทายาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พึงเห็นภิกษุสงฆ์เหมือนราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุมากกว่า ๑,๐๐๐ รูป เข้าไปเฝ้าพระสุคต
ผู้แสดงธรรมปราศจากธุลี ผู้ไม่มีตัณหาชื่อว่า
วานะ ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ วางไว้ในมือของพระธรรมเสนาบดี เปรียบเหมือนเวลาที่พระราชาทรงเก็บเครื่องประดับของพระราชโอรสเหล่านั้นไว้ในหีบใหญ่ ๔ ใบ แล้ววางไว้ในมือของเชษฐโอรสฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรสมควรบอกบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้นซึ่งอริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร.
เวลาที่ภิกษุสงฆ์มาในสมัยจวนเข้าพรรษา แล้วอาราธนาให้แสดงธรรม เปรียบเหมือนเวลาที่พระราชโอรสเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาทูลขอเครื่องประดับในวันมหรสพเช่นนั้น ได้ยินว่า ในวันจวนเข้าพรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้.
เวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่งภิกษุทั้งหลายไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดี ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่าภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเสพ จงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นบัณฑิต อนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารีเปรียบเวลาที่พระราชาตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อได้มอบเครื่องประดับไว้ในมือพี่ชายพวกเจ้าแล้วจงนำมาประดับเถิด.
เวลาที่ภิกษุทั้งหลายฟังพระดำรัสของพระศาสดาแล้วเข้าไปหาพระธรรมเสนาบดีแล้วอาราธนาให้แสดงธรรม เปรียบเหมือนเวลาที่เหล่าพระราชโอรสฟังพระดำรัสของพระราชาแล้วไปยังสำนักของเชษฐโอรส แล้วขอเครื่องประดับ ฉะนั้น.
เวลาที่พระธรรมเสนาบดีเริ่มพระสุตตันตะนี้ แล้ววางมาติกาโดยอริยสัจจ์ ๔ เปรียบเหมือนเวลาที่พระเชษฐโอรสเปิดห้องแล้วนำหีบ ๔ ใบวางไว้ฉะนั้น. การเว้นอริยสัจจ์ ๓ แล้วจำแนกทุกขอริยสัจจ์ แสดงปัญจขันธ์ เปรียบเหมือนการเว้นหีบ ๓ ใบแล้ว เปิดใบเดียวนำหีบเล็ก แสดงจำแนกรูปขันธ์เดียวแสดง ๕ ส่วนโดยมหาภูตรูป ๔ และอุปายรูป ๑เปรียบเหมือนเว้นหีบเล็ก ๔ ใบ เปิดใบเดียว แล้วนำผอบ ๕ ผอบจากหีบเล็กใบเดียวนั้น ฉะนั้น.
การที่พระเถระเว้นมหาภูตรูป ๓ และอุปาทายรูปแล้ว จำแนกปฐวีธาตุอย่างเดียวเว้นปฐวีธาตุภายนอกเสียเหมือนปิดไว้เพื่อจะแสดงปฐวีธาตุภายในที่มีอาการ ๒๐ โดยสภาวะต่างๆ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ. เปรียบเหมือนเว้นหีบ ๔ ใบ เปิดใบเดียว เว้นหีบที่ปิดไว้ข้างหนึ่งแล้ว ให้เครื่องประดับมือและเครื่องประดับเท้าเป็นต้น.
พึงทราบว่า แม้พระเถระจำแนกมหาภูตรูป ๓ อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ อริยสัจจ์ ๓ แล้ว แสดงตามลำดับในภายหลังเหมือนราชโอรสนั้นนำผอบ ๔ ใบ หีบเล็ก ๔ ใบ และหีบ ๓ ใบเหล่านั้นแล้วประทานเครื่องประดับตามลำดับในภายหลัง.
ก็คำนั้นใดท่านกล่าวไว้ว่า กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น แม้บททั้ง ๒ ว่า อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นี้เป็นชื่อของธรรมชาติที่มีในตน.
บทว่า กกฺขลํ แปลว่า กระด้าง.
บทว่า ขริคตํ แปลว่า หยาบ.
บทว่า อุปาทินฺนํ ได้แก่ ไม่ใช่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเท่านั้น.
แต่เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน คำว่า อุปาทินฺนํ นี้เป็นชื่อของรูปที่ตั้งอยู่ในสรีระ.
จริงอยู่ รูปที่ตั้งอยู่ในสรีระ ไม่ว่าเป็นอุปาทินนรูป หรืออนุปาทินนรูป ชื่อว่าเป็นอุปาทินนรูปทั้งหมดทีเดียว โดยที่ยึดถือจับต้องลูบคลำได้ คือ ผม ขน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า.
คำนี้ท่านกำหนดจำแนกไว้ โดยเป็นปฐวีธาตุที่เป็นภายในสำหรับกุลบุตรผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐาน. แต่ในที่นี้คำที่ผู้ใคร่จะเริ่มมนสิการเจริญวิปัสสนายึดเอาพระอรหัตต์ควรกระทำทั้งหมดได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
แต่คำว่ามันสมองไม่ได้ขึ้นสู่บาลีในที่นี้. แต่มันสมองแม้นั้นนำมากำหนดโดยวรรณะและสัณฐานเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค จึงมนสิการว่า แม้ธาตุนี้ก็ไม่มีเจตนา เป็นอัพยากฤต ว่างเปล่า เป็นของแข้น จัดเป็นปฐวีธาตุเหมือนกัน.
บทว่า ยํ วา ปนญฺญมฺปิ นี้ ท่านกล่าวเพื่อกำหนดถือเอาปฐวีธาตุที่อยู่ในส่วน ๓ นอกนี้.
บทว่า ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ ความว่า ปฐวีธาตุมีประการตามที่กล่าวแล้วนี้ จัดเป็นปฐวีธาตุภายใน.
บทว่า ยา จ พาหิรา ความว่า ปฐวีธาตุที่มาแล้วในวิภังค์โดยนัยว่า เหล็ก โลหะ ดีบุก ตะกั่วเป็นต้น จัดเป็นปฐวีธาตุภายนอก.
ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ พระเถระแสดงปฐวีธาตุอันเป็นภายในโดยอาการ ๒๐ โดยสภาวะต่างๆ อย่างพิสดาร แสดงธาตุภายนอกไว้โดยสังเขป.
เพราะเหตุไร? เพราะในที่ใดสัตว์ทั้งหลายมีความอาลัย ใคร่ปรารถนา กลุ้มรุม ยึดมั่น ถือมั่น รุนแรง ในที่นั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือเหล่าพระพุทธสาวกจะกล่าวเรื่องอย่างพิสดาร เพื่อถอนอาลัยเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้น.
อนึ่ง ในที่ใดความอาลัยเป็นต้นของเหล่าสัตว์ไม่มีกำลัง ในที่นั้นท่านจะกล่าวโดยสังเขป เพราะไม่มีกิจที่จะต้องทำ. เหมือนอย่างว่า ชาวนาเมื่อไถนาก็หยุดโคไว้ในที่ๆ ไถติด เพราะรากไม้และตอไม้แน่นหนา คุ้ยดินขึ้นตัดรากไม้และตอไม้ยกขึ้น ต้องกระทำความพยายามมากในที่ใดไม่มีรากไม้และตอ ก็ไม่ต้องพยายามมาก ในที่นั้นคงตีหลังโคไถต่อไปฉันใด คำอุปไมยนี้ก็พึงทราบฉันนั้น.
บทว่า ปฐวีธาตุเรเวสา ความว่า ก็ธาตุทั้ง ๒ อย่างนี้ มีลักษณะอย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่าแข็ง กระด้าง และหยาบ แม้นี้ก็จัดเป็นปฐวีธาตุ. ท่านแสดงประกอบไว้ภายในและภายนอก.
ก็เพราะเหตุที่ปฐวีธาตุภายนอกปรากฏว่าไม่มีเจตนา ปฐวีธาตุภายในหาปรากฏเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรกำหนดว่า ปฐวีธาตุภายในนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับปฐวีธาตุภายนอก ไม่มีเจตนาเหมือนกัน จึงกำหนดได้สะดวก. เปรียบเหมือนอะไร? เปรียบเหมือนโคที่ไม่ได้ฝึกเทียมกับโคที่ฝึกแล้ว ย่อมตะเกียกตะกายดิ้นรน ๒-๓ วันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่นานนักก็ฝึกหัดได้ ฉันใด พระโยคาวจรกำหนดว่า แม้ปฐวีธาตุภายในก็เช่นเดียวกันกับปฐวีธาตุภายนอก ปฐวีธาตุก็จะปรากฏไม่มีเจตนาได้ใน ๒-๓ วันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่นานนัก ปฐวีธาตุภายในนั้นก็ปรากฏว่าไม่มีเจตนาฉันนั้น.
บทว่า ตํ เนตํ มม ความว่า ธาตุทั้ง ๒ อันบัณฑิตพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่เป็นนั้น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.
บทว่า ยถาภูตํ แปลว่า ตามสภาพเป็นจริง. อธิบายว่า จริงอยู่ ธาตุทั้ง ๒ นั้นมีสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงเห็นอย่างนี้ว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา.
บทว่า โหติ โข โส อาวุโส ความว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารภไว้.
เพราะเพื่อจะแสดงความพินาศแห่งปฐวีธาตุภายนอกโดยอำนาจอาโปธาตุภายนอก แล้วแสดงความพินาศแห่งปฐวีธาตุ ที่ตั้งอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นอุปาทินนรูปพิเศษกว่านั้น.
บทว่า ปกุปฺปติ ความว่า กำเริบเสิบสานด้วยอำนาจความย่อยยับด้วยน้ำ.
บทว่า อนฺตรหิตา ตสฺมึ สมเย พาหิรา ปฐวีธาตุ โหติ ความว่า สมัยนั้นปฐวีธาตุละลายด้วยน้ำด่างในแสนโกฏิจักรวาล ไหลตามน้ำไปตั้งแต่ภูเขาเป็นต้นทั้งหมดก็อันตรธานไป ละลายเป็นน้ำอย่างเดียว.
บทว่า ตาว มหลฺลิกาย แปลว่า ใหญ่เพียงนั้น.
ที่ชื่อว่าใหญ่ เพราะมีความหนาอย่างนี้ คือ
เทฺว จ สตสหสฺสานิ จตฺตาริ นหุตานิ จ
เอตฺตกํ พหลตฺเตน สงฺขาตายํ วสุนฺธรา
แผ่นดินใหญ่นี้ว่าโดยส่วนหนา
ประมาณถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์
แต่เมื่อว่าโดยส่วนกว้างมีประมาณแสนโกฏิจักรวาล ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนิจฺจตา แปลว่า มีแล้วก็ไม่มี.
บทว่า ขยธมฺมตา แปลว่า มีความสิ้นไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วยธมฺมตา แปลว่า มีความเสื่อมไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วิปริณามธมฺมตา แปลว่า มีการละปกติเป็นสภาวะ.
ท่านกล่าวถึงอนิจจลักษณะอย่างเดียว ไว้ทุกบทด้วยประการฉะนี้. ก็ลักษณะทั้ง ๓ ย่อมมาตามพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.
บทว่า มตฺตฏฺฐกสฺส แปลว่า ตั้งอยู่ชั่วระยะกาลนิดหน่อย. ในบทนั้น พึงทราบว่า กายนี้ดำรงอยู่ชั่วระยะกาลเล็กน้อย โดยอาการ ๒ คือตั้งอยู่นิดหน่อยและมีกิจนิดหน่อย.
จริงอยู่ กายนี้ท่านกล่าวว่า ในขณะจิตที่เป็นอดีตเป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็นอยู่ ในขณะจิตที่เป็นอนาคตจักเป็นอยู่ ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ในขณะจิตที่เป็นปัจจุบันกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่.
เพื่อแสดงว่า กายนี้นี่แลตั้งอยู่นิดหน่อย ท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า
ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา
เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ
ชีวิต อัตตภาพและสุขทุกข์ทั้งมวล
ล้วนประกอบด้วยจิตดวงเดียว ขณะ
ย่อมเป็นไปฉับพลัน.
พึงทราบว่า กายนี้ตั้งอยู่ชั่วระยะกาลเล็กน้อย เพราะตั้งอยู่ชั่วระยะกาลนิดหน่อยอย่างนี้. อนึ่ง พึงทราบว่า กายนั้นมีกิจนิดหน่อย เพราะเนื่องด้วยลมอัสสาสปัสสาสะเป็นต้น.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายมีชีวิต เนื่องด้วยลมอัสสาสะ เนื่องด้วยลมปัสสาวะ เนื่องด้วยลมทั้งอัสสาสะทั้งปัสสาสะ เนื่องด้วยมหาภูตรูป เนื่องด้วยกวฬิงการาหาร เนื่องด้วยวิญญาณ ทั้งนี้กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า เอตํ ตณฺหูปาทินฺนสฺส แปลว่า ถูกตัณหายึดถือลูบคลำ.
บทว่า อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถขฺวสฺส โนเตเวตฺถ โหติ ความว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีคาหะ คือตัณหามานะและทิฏฐิ ๓ อย่าง ในปฐวีธาตุภายในนี้ว่า นี่เป็นเราเป็นต้น. อธิบายว่า ไม่มีเลย.
ปฐวีธาตุภายนอกย่อมอันตรธานไปด้วยอำนาจเตโชธาตุ วาโยธาตุ. เหมือนอันตรธานไปด้วยอำนาจอาโปธาตุ ฉะนั้น. แต่ในที่นี้ มาอย่างเดียวเท่านั้น. แม้นอกนี้ก็พึงทราบโดยความหมายเหมือนกัน.
ในคำว่า ตญฺเจ อาวุโส นี้ พระเถระเมื่อเริ่มทำการกำหนดอารมณ์ในโสตทวารของภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานนั้น จึงแสดงกำลัง.
บทว่า อกฺโกสนฺติ ได้แก่ ด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐. บทว่า ปริภาสนฺติ ได้แก่ ข่มด้วยวาจาว่า ท่านทำเช่นนี้ๆ เราจะลงโทษท่านอย่างนี้ๆ. บทว่า โรเสนฺติ แปลว่า ย่อมเสียดสี. บทว่า วิเหเสนฺติ แปลว่า ย่อมทำให้ลำบาก.
ท่านกล่าวเฉพาะการเสียดสีด้วยวาจาไว้ทั้งหมด.
บทว่า โส เอวํ ความว่า ภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานนั้น ย่อมรู้อย่างนี้.
บทว่า อุปฺปนฺนา โข เม อยํ ความว่า เกิดขึ้นเพราะธาตุ ๔ ที่เกิดเป็นไปในปัจจุบันและ เกิดขึ้นเพราะความกำเริบสืบสาน.
บทว่า โสตสมฺผสฺสชา ความว่า เวทนาที่แล่นไปทางโสตทวารเกิดจากโสตสัมผัส ด้วยอำนาจอุปนิสัย. ด้วยบทว่า ผสฺโส อนิจฺโจ ท่านแสดงว่า โสตสัมผัสชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วก็ไม่มี. แม้เวทนาเป็นต้นพึงเข้าใจว่า สัมปยุตด้วยโสตสัมผัสอย่างเดียว.
บทว่า ธาตารมฺมณเมว ได้แก่ อารมณ์ กล่าวคือธาตุนั่นเอง. บทว่า ปกฺขนฺทติ ได้แก่ หยั่งลง. บทว่า ปสีทติ ได้แก่ ผ่องใสในอารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง คำนั่นเป็นสัตตมีวิภัติอย่างเดียว. เมื่อว่าด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ ท่านกล่าวว่า ธาตารมฺมณเมว ในคำนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ธาตารมฺมเณเยว ในอารมณ์ คือธาตุ.
เมื่อว่าด้วยอำนาจธาตุ คำว่า วิมุจฺจติ นี้ย่อมได้แก่ อธิโมกข์ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย.
ความจริง ภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานนี้ เมื่ออารมณ์มาปรากฏในโสตทวาร ย่อมกำหนดว่า เป็นมูล เป็นอารมณ์ที่ควรกำหนดรู้ เป็นอารมณ์ที่จรมา เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะ.
เรื่องพิสดารของอารมณ์นั้นกล่าวไว้แล้วในสติสัมปชัญญบรรพ ในสติปัฏฐานสูตร. แต่เวทนานั้นกล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานสูตรนั้นด้วยอำนาจจักขุทวาร. ในที่นี้พึงทราบด้วยอำนาจโสตทวาร.
จริงอยู่ ภิกษุบำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานผู้ทำการกำหนดอย่างนี้แล้ว เจริญวิปัสสนาอย่างแรง แม้เมื่ออารมณ์มาปรากฏในจักขุทวารเป็นต้น ย่อมเกิดอาวัชชนจิต โวฏฐัพพนจิตโดยอุบายไม่แยบคาย ถึงโวฏฐัพพนจิตแล้วได้อาเสวนจิต ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง จิตก็หยั่งลงสู่ภวังค์เหมือนเดิม ก็ไม่เกิดด้วยอำนาจราคะเป็นต้น ภิกษุนี้ ชื่อว่าถึงที่สุดวิปัสสนากล้าแข็ง.
ภิกษุรูปหนึ่งเกิดชวนจิตครั้งเดียวด้วยอำนาจราคะเป็นต้น แต่ในที่สุดชวนจิต เธอนึกด้วยอำนาจราคะเป็นต้นว่า ชวนจิตเกิดแก่เรา ชื่อว่ากำหนดอารมณ์ได้แล้ว ไม่เกิดเช่นนั้นอีกครั้ง.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งนึกถึงครั้งเดียวก็เกิดชวนจิตด้วยอำนาจราคะเป็นต้นเป็นครั้งที่ ๒ อีก และเมื่อจบครั้งที่ ๒ เมื่อนึกว่าชวนจิตเกิดแก่เราแล้วอย่างนี้เป็นอันกำหนดอารมณ์เหมือนกัน. ในครั้งที่ ๓ ก็ไม่เกิดอย่างนั้น.
ก็บรรดาภิกษุ ๓ รูปนั้น รูปที่ ๑ กล้าแข็ง รูปที่ ๓ อ่อนแอ. แต่ว่าด้วยอำนาจรูปที่ ๒ พึงทราบเนื้อความนี้ในพระสูตรนี้ มีนกไส้เป็นเครื่องเปรียบโดยภาวะเป็นอินทรีย์นั้นเอง.
พระเถระครั้นแสดงกำลังของภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานด้วยอำนาจกำหนดในโสตทวารอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงในกายทวาร จึงกล่าวคำว่า ตญฺเจ อาวุโส เป็นต้น.
จริงอยู่ ภิกษุผู้ถึงอนิฏฐารมณ์ย่อมลำบากในทวารทั้ง ๒ คือ โสตทวารและกายทวาร เพราะฉะนั้น พระมหาเถระคิดว่า ในอนาคตกาล กุลบุตรผู้ต้องการศึกษาบำเพ็ญเพียร ถึงความสำรวมในทวารทั้ง ๒ เหล่านี้จักทำที่สุดแห่งชาติชรามรณะได้ฉับพลันทีเดียว เปรียบเหมือนบุรุษเจ้าของนา ถือจอบเที่ยวเดินสำรวจนาไม่เสริมก้อนดินในที่ใดที่หนึ่งเอาจอบฟันดินเฉพาะในที่บกพร่อง เพิ่มดินในที่มีหญ้า ฉะนั้น เมื่อจะแสดงการสำรวมในทวารทั้ง ๒ เหล่านี้แลให้มั่นคง จึงเริ่มเทศนานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ พยายาม.
บทว่า ปาณิสมฺผสฺเสน ได้แก่ ประหารด้วยฝ่ามือ. แม้ในคำนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตถาภูโต แปลว่า มีสภาวะอย่างนั้น.
บทว่า ยถาภูตสฺมิ แปลว่า ตามสภาวะ.
บทว่า กมนฺติ แปลว่า เป็นไป.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เอวํ พุทฺธํ อนุสฺสรโต เป็นต้น
ภิกษุผู้บำเพ็ญจตุธาตุกัมกัฏฐานเมื่อนึกถึงอยู่โดยนัยเป็นต้นว่า อิติปิ โส ภควา ชื่อว่าระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือเมื่อระลึกว่า คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเหมือนกัน ก็ชื่อว่าระลึกเหมือนกัน. แม้เมื่อระลึกอยู่โดยนัยมีอาทิว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ชื่อว่าระลึกถึงพระธรรม แม้ระลึกถึงกกจูปโมวาทสูตร ก็ชื่อว่าระลึกถึงเหมือนกัน. แม้ระลึกถึงโดยนัยเป็นต้นว่า สุปฏิปนฺโน ชื่อว่าระลึกถึงพระสงฆ์ แม้ระลึกถึงคุณของภิกษุผู้อดกลั้นการตัดด้วยเลื่อย ก็ชื่อว่าระลึกถึงเหมือนกัน.
ในคำว่า อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ นี้ ท่านประสงค์เอาวิปัสสนุเบกขา.
ในคำว่า อุเปกฺขา กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ นี้ ท่านประสงค์ฉฬังคุเบกขา อุเบกขามีองค์ ๖.
ก็ฉฬังคุเบกขานี้นั้นเป็นไปด้วยอำนาจความไม่ยินดีเป็นต้นในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ของพระขีณาสพก็จริง ถึงอย่างนั้น ภิกษุนี้ตั้งวิปัสสนาของตนด้วยความสำเร็จแห่งภาวนาตามกำลังความเพียรในฐานของฉฬังคุเบกขาของพระขีณาสพ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาแลจึงชื่อว่าฉฬังคุเบกขา.
พึงทราบวินิจฉัยในอาโปธาตุนิเทศ ดังต่อไปนี้
บทว่า อาโปคตํ ได้แก่ สิ่งที่อุปาทินนรูปซึมซาบอยู่ในอาโปธาตุทั้งหมด มีลักษณะเป็นน้ำเยื่อสด. ก็คำที่พึงกล่าว ในคำว่า ปิตฺตํ เสมฺหํ เป็นต้นทั้งหมดพร้อมทั้งนัยแห่งภาวนาได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า ปกุปฺปติ ได้แก่ ไหลไปโดยเป็นโอฆะหรือล้นจากสมุทรไหลไปๆ. มันมีความกำเริบเป็นปกติดังนี้. ก็เมื่อเวลาที่โลกประลัยไปด้วยอาโปธาตุ แสนโกฏิจักรวาลเต็มไปด้วยน้ำทีเดียว. บทว่า โอคฺคจฺฉนฺติ ความว่า ไหลไปภายใต้ ถึงความสิ้นพินาศไป เหมือนน้ำที่ยกขึ้นบนเตาไฟ ฉะนั้น. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในเตโชธาตุนิทเทส ดังต่อไปนี้
บทว่า เตโชคตํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นอุปาทินนรูปทั้งหมดที่อยู่ในเตโชธาตุทั้งหมด มีลักษณะร้อน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เตโชคตํ เพราะอยู่ในภาวะที่ร้อนคือ เตโชธาตุ.
ในอาโปธาตุเบื้องต้นก็ดี ในวาโยธาตุเบื้องหลังก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เยน จ ได้แก่ ด้วยเตโชธาตุอันใด เมื่อมันกำเริบ กายนี้ก็ร้อนเกิดไออุ่นโดยภาวะที่คร่ำคร่าไปชั่ววันหนึ่งเป็นต้น.
บทว่า เยน จ ชิริยติ ได้แก่ กายนี้ย่อมทรุดโทรมด้วยเตโชธาตุใด บุคคลก็มีอินทรีย์บกพร่อง หมดกำลัง หนังเหี่ยว ผมหงอกเป็นต้น ด้วยเตโชธาตุนั้น.
บทว่า เยน จ ปริฑยฺหติ ความว่า กายนี้ย่อมร้อนด้วยเตโชธาตุใดอันกำเริบแล้ว บุคคลนั้นร้องบ่นว่าร้อนร้อน ย่อมหวังการลูบไล้ด้วยเนยใสจันทน์เทศและจันทร์แดงผสมเนยใสร้อยครั้ง และลมเกิดจากพัดใบตาล.
บทว่า เยน จ อสิตํ ปีตํ ขายิตํ สายิตํ สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ ความว่า ข้าวเป็นต้นที่กินก็ดี น้ำดื่มเป็นต้นที่ดื่มแล้วก็ดี แป้งและของเคี้ยวเป็นต้นที่เคี้ยวแล้วก็ดี มะม่วงสุกน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น ที่ลิ้มแล้วก็ดี ย่อมสุกโดยชอบคือย่อมเปลี่ยนเป็นรสเป็นต้นนั้นเอง.
ในข้อนี้มีความสังเขปดังนี้. แต่คำที่จะพึงกล่าวโดยพิสดาร ทั้งหมดพร้อมด้วยภาวนานัยได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า หริตนฺตํ ได้แก่ ของเขียวสดนั้นเอง. อธิบายว่า เตโชธาตุอาศัยหญ้าสดเป็นต้นก็ดับ. บทว่า ปนฺถนฺตํ ได้แก่ ทางใหญ่นั้นเอง. บทว่า เสลนฺตํ ได้แก่ ภูเขา. บทว่า อุทกนฺตํ ได้แก่ น้ำ. บทว่า รมณียํ วา ภูมิภาคํ ได้แก่ ภูมิภาคปราศหญ้าและพุ่มไม้เป็นต้น. ที่ว่าง ได้แก่ภูมิภาคที่โล่ง. บทว่า อนาหารา ได้แก่ ไม่มีอาหารคือไม่มีเชื้อ. ท่านกล่าวความวิการแห่งเตโชธาตุตามปกติไว้ดังนี้. ก็เมื่อเวลาที่โลกพินาศด้วยเตโชธาตุ เตโชธาตุก็ไหม้แสนโกฏิจักรวาล แม้เพียงขี้เถ้าก็ไม่เหลืออยู่. บทว่า นหารุททฺทลฺเลน ได้แก่ ด้วยเศษของหนัง. บทว่า อคฺคึ คเวสนฺติ ความว่า คนทั้งหลายถือเอาเชื้อละเอียดเห็นปานนี้แสวงหาไฟมันได้ไออุ่นเพียงเล็กน้อยก็โพลงขึ้น.
คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.
พึงทราบวินิจฉัยในวาโยธาตุนิทเทสดังต่อไปนี้
บทว่า อุทฺธงฺคมา วาตา ได้แก่ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบนอันเป็นไปโดยอาการมีการเรอและสะอึกเป็นต้น. บทว่า อโธคมา วาตา ได้แก่ ลมพัดลงเบื้องต่ำมีการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น. บทว่า กุจฺฉิยา วาตา ได้แก่ ลมที่พัดออกนอกลำไส้ใหญ่เป็นต้น. บทว่า โกฏฺฐาสยา วาตา ได้แก่ ลมภายในลำไส้ใหญ่. บทว่า องฺคมงฺคานุสาริโน ได้แก่ ลมที่เกิดจากการคู้เข้าเหยียดออกเป็นต้นที่ซ่านไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกายทั้งสิ้นตามแนวเส้นเอ็น. บทว่า อสฺสาโส ได้แก่ ลมหายใจเข้า. บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ ลมหายใจออก.
ในข้อนี้มีความย่อเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร คำที่จะพึงกล่าวนั้นทั้งหมดพร้อมทั้งภาวนานัยได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า คามมฺปิ วหติ ได้แก่ พัดพาบ้านทั้งสิ้นให้แหลกละเอียดไป.
แม้ในนิคมเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. เมื่อคราวโลกย่อยยับด้วยลมนี้ ท่านแสดงการเปลี่ยนแปลงแห่งวาโยธาตุด้วยอำนาจการกำจัดแสนโกฏิจักรวาล.
บทว่า วิธูปเนน ได้แก่ พัดพาไฟไป. บทว่า โอสฺสวเน ได้แก่ ชายคา ก็น้ำไหลลงตามชายคานั้น เพราะฉะนั้น ท่านเรียกชายคานั้นว่า โอสสวนะ.
คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงประกอบโดยนัยก่อนนั่นแล.
ในคำว่า เสยฺยถาปิ อาวุโส นี้ท่านแสดงถึงอะไร. ท่านแสดงถึงมหาภูตรูปที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลังว่ามิใช่สัตว์.
บทว่า กฏฺฐํ ได้แก่ ทัพพสัมภาระ. บทว่า วลฺลึ ได้แก่ เถาวัลย์สำหรับผูก.
บทว่า ติณํ ได้แก่ หญ้าสำหรับมุง. บทว่า มตฺติกํ ได้แก่ ดินสำหรับฉาบทา.
บทว่า อากาโส ปริวาริโต ความว่า โอกาสช่องว่างที่อยู่ล้อมไม้เป็นต้นเหล่านั้นภายในภายนอก. บทว่า อคารํ ในคำว่า อคารํเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ เป็นเพียงบัญญัติ.
แต่เมื่อไม้เป็นต้นแยกออกเป็นกองๆ กองไม้ท่านเรียกว่า กฏฺฐราสิ วลฺลิราสิ ทั้งนั้น.
บทว่า เอวเมวโข ความว่า โอกาสที่อยู่ล้อมกระดูกเป็นต้นทั้งภายในภายนอก อาศัยกระดูกเป็นต้นเหล่านั้นจึงนับว่า รูปทั้งนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
เรือนที่อาศัยไม้เป็นต้น ชื่อว่าเคหะ ท่านเรียกว่า ขัตติยเคหะ พราหมณเคหะฉันใด แม้รูปก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเรียกว่าขัตติยสรีระ พราหมณสรีระ. แท้จริงในที่นี้ สภาวะไรๆ ที่ชื่อว่าสัตว์หรือชีวะ หามีไม่.
ถามว่า คำว่า อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส จกฺขุ นี้ ท่านเริ่มไว้เพราะเหตุไร.
ตอบว่า อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ และอริยสัจจ์ ๓ ท่านมิได้กล่าวไว้ข้างต้น
บัดนี้ เพื่อจะกล่าวอุปาทายรูปเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงเริ่มเทศนานี้ไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ อปริภินฺนํ ได้แก่ เมื่อจักขุประสาทดับไปก็ดี ถูกอารมณ์ภายนอกมาขัดขวางก็ดี ถูกดีเสลดและเลือดพัวพันก็ดี จักขุประสาทไม่อาจเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณได้ เป็นเพียงชื่อว่า แตกไปเท่านั้น แต่สามารถเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ชื่อว่าอปริภินนะ คือไม่แตกไป.
บทว่า พาหิรา จ รูปา ได้แก่ รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ภายนอก.
บทว่า ตชฺโช สมนฺนาหาโร ได้แก่ อาศัยจักขุนั้นและรูป คำนึงถึงภวังค์แล้วเกิดมนสิการ. อธิบายว่า กิริยมโนธาตุจิตในจักขุทวารสามารถคำนึงถึงภวังค์ กิริยมโนธาตุ จิตนั้นไม่มีแม้แก่ผู้ที่ส่งใจไปในที่อื่น เพราะรูปารมณ์ไม่ปรากฏ.
บทว่า ตชฺชสฺส ได้แก่ สมควรแก่จิตนั้น.
บทว่า วิญฺญาณภาคสฺส ได้แก่ ส่วนแห่งวิญญาณ.
ท่านแสดงสัจจะ ๔ โดยอาการ ๑๒ ในคำว่า ยถาภูตสฺส เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาภูตสฺส ความว่า เกิดพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ คือพรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ.
บทว่า รูปํ ความว่า รูปที่มีสมุฏฐาน ๓ ย่อมได้ในขณะจักขุวิญญาณ เพราะจักขุวิญญาณเป็นตัวทำให้รูปเกิด แม้รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ย่อมได้ในขณะจิตต่อจากนั้น.
บทว่า สงฺคหํ คจฺฉติ แปลว่า ถึงการนับ. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณเหมือนกัน. วิญญาณ ก็คือจักขุวิญญาณนั่นเอง. ท่านกล่าวเจตนาว่า สังขาร ไว้ในคำนี้.
บทว่า สงฺคโห แปลว่า รวมกัน. บทว่า สนฺนิปาโต แปลว่า มาพร้อมกัน. บทว่า สมวาโย ได้แก่ กอง.
บทว่า โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ ได้แก่ ผู้ใดเห็นปัจจัยทั้งหลาย.
บทว่า โส ธมฺมํ ปสฺสติ ได้แก่ ผู้นั้น ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปปันนธรรม.
คำทั้งปวงมีฉันทะเป็นต้น เป็นไวพจน์ของตัณหานั่นเอง.
จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่าฉันทะ เพราะทำความพอใจ. เรียกว่าอาลัย เพราะทำความเยื่อใย. เรียกว่าอนุนยะ เพราะทำความยินดี. เรียกว่าอัชโฌสานะ เพราะใส่ลงกลืนเก็บไว้.
คำว่า ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ เป็นชื่อของพระนิพพานทั้งนั้น.
ในพระบาลีมา ๓ สัจจะเท่านั้น ควรนำมรรคสัจจ์มารวมไว้ด้วย ด้วยประการฉะนี้.
ในฐานะ ๓ เหล่านี้ ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ภาวนาปฏิเวธ นี้ชื่อว่ามรรค.
บทว่า พหุกตํ โหติ ความว่า ด้วยแม้อธิบายเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก.
แม้ในวาระมีอาทิว่า อชฺฌตฺติกํ เจ อาวุโส โสตํ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนในมโนทวาร ภวังคจิต ชื่อว่าใจภายใน ภวังค์จิตนั้นแม้ดับไปแล้ว ไม่สามารถเป็นปัจจัยของอาวัชชนจิตได้ ภวังค์จิตที่มีกำลังอ่อนแม้เป็นไปอยู่ ก็ชื่อว่าแตกแล้ว ที่สามารถเป็นปัจจัยของอาวัชชนจิต ชื่อว่าไม่แตก.
คำว่า พาหิรา จ ธมฺมา ฯเปฯ เนว ตาว ตชฺชสฺส นี้ ท่านกล่าวไว้โดยสมัยภวังค์จิตเท่านั้น. ในวาระที่ ๒ ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุผู้ส่งใจไปในที่อื่น โดยพิจารณาฌานที่ช่ำช่อง ใส่ใจกัมมัฏฐานที่คล่องแคล่ว หรือท่องบ่นพุทธพจน์ที่ชำนาญเป็นต้น.
รูปแม้มีสมุฏฐาน ๔ ก็ได้ชื่อว่า รูป ในวาระนี้. เพราะมโนวิญญาณย่อมให้รูปเกิดขึ้น. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้นก็สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณ. วิญญาณก็คือมโนวิญญาณนั่นเอง. แต่ในที่นี้ สังขารทั้งหลายท่านถือด้วยผัสสเจตนาเหมือนกัน.
คำที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
ดังนั้น พระมหาเถระเมื่อพิจารณาเฉพาะเอกเทศในหนหลัง จึงเอามาตั้งไว้ในที่นี้ แล้วแยกแสดงเทศนาที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดในหนหลังไว้ด้วยอำนาจทวาร จบพระสูตรลงตามลำดับอนุสนธิแล.
จบอรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘ ---------------------------------------------