๒. นิสสยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. สัมโพธิวรรค ๒. นิสสยสูตร ๒. นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลที่เรียกกันว่า ‘ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย’ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ๑. ถ้าภิกษุอาศัยศรัทธาแล้ว ละอกุศล เจริญกุศลได้ อกุศลนั้นย่อม เป็นอันเธอละได้แน่แท้ ๒. ถ้าภิกษุอาศัยหิริ ฯลฯ ๓. ถ้าภิกษุอาศัยโอตตัปปะ ฯลฯ ๔. ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะ ฯลฯ ๕. ถ้าภิกษุอาศัยปัญญาแล้ว ละอกุศล เจริญกุศลได้ อกุศลนั้นย่อม เป็นอันเธอละได้แน่แท้ อกุศลที่ภิกษุละได้แล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา อันเป็นอริยะ เป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้ว ละได้ดีแล้ว ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการแล้ว พึงอาศัยธรรม ๔ ประการอยู่ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาแล้วเสพ ๒. พิจารณาแล้วอดกลั้น @เชิงอรรถ : @ นิสสัย ในที่นี้หมายถึงที่พึ่ง (องฺ.นวก.อ. ๓/๒/๒๘๖) @ ปัญญาอันเป็นอริยะ หมายถึงปัญญาในอริยมรรคพร้อมทั้งวิปัสสนา (องฺ.นวก.อ. ๓/๒/๒๘๖)@ พิจารณาแล้วเสพ หมายถึงพิจารณาแล้วเสพปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น @พิจารณาแล้วอดกลั้น หมายถึงพิจารณาแล้วอดกลั้นต่อความหนาวเป็นต้น @พิจารณาแล้วเว้น หมายถึงพิจารณาแล้วเว้นช้างดุร้าย หรือคนพาลเป็นต้น@พิจารณาแล้วบรรเทา หมายถึงพิจารณาแล้วบรรเทาอกุศลวิตก มีกามวิตก เป็นต้น@ดู ที.ปา. ๑๑/๓๐๘/๒๐๐, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๐/๔๐, ที.ปา.อ. ๓๐๘/๒๐๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๒๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. สัมโพธิวรรค ๓. เมฆิยสูตร ๓. พิจารณาแล้วเว้น ๔. พิจารณาแล้วบรรเทา ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย เป็นอย่างนี้แล” นิสสยสูตรที่ ๒ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต นิสสยสูตร
๒ อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ นิสฺสยสมฺปนฺโน นิสฺสยสมฺปนฺโนติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุ นิสฺสยสมฺปนฺโน โหตีติ ฯ สทฺธญฺเจ ภิกฺขุ นิสฺสาย อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ ปหีนเมวสฺส ตํ อกุสลํ โหติ หิริญฺเจ ภิกฺขุ นิสฺสาย โอตฺตปฺปญฺเจ ภิกฺขุ นิสฺสาย วิริยญฺเจ ภิกฺขุ นิสฺสาย ปญฺญญฺเจ ภิกฺขุ นิสฺสาย อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ ปหีนเมวสฺส ตํ อกุสลํ โหติ ตญฺหิสฺส ภิกฺขุโน อกุสลํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ ยสฺส อริยาย ปญฺญาย ทิสฺวา ปหีนํ เตน จ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา อิเมสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย จตฺตาโร อุปนิสฺสยา วิหริตพฺพา กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ สงฺขาเยกํ วิโนเทติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ นิสฺสยสมฺปนฺโน โหตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยๆ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ถ้าภิกษุอาศัยศรัทธาแล้ว ละอกุศล เจริญกุศล อกุศลนั้นเป็นอันเธอละได้แล้ว ถ้าอาศัยหิริ ... ถ้าอาศัยโอตตัปปะ ... ถ้าอาศัยวิริยะ... ถ้าภิกษุอาศัยปัญญาแล้ว ละอกุศล เจริญกุศล อกุศลนั้นเป็นอันเธอละได้แล้ว ภิกษุใดละอกุศลได้แล้วด้วยปัญญาอันเป็นอริยะ ภิกษุนั้นเป็นอันละอกุศลนั้นแล้ว ละดีแล้ว ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงอบรมอุปนิสัย ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่งพิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุอย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย ฯ จบสูตรที่ ๒