อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๐

๒. อุมมาทันตีชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐–๕๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 32 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 32 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 67 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อุมฺมาทนฺตีชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. อุมมาทันตีชาดก เสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

ข้อ ๒๐

|๒๐.๑| นิเวสนํ กสฺส นุทํ สุนนฺท ปากาเรน ปณฺฑุมเยน คุตฺตํ กา ทิสฺสติ อคฺคิสิขาว ทูเร เวหายสํ ปพฺพตคฺเคว อจฺจิ ฯ |๒๐.๒| ธีตา นฺวายํ กสฺส สุนนฺท โหติ สุณิสา นฺวายํ กสฺส อโถปิ ภริยา อกฺขาหิ เม ขิปฺปมิเธว ปุฏฺโฐ อวาวตา ยทิ วา อตฺถิ ภตฺตา ฯ

ดูกรนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใคร หนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และ เหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูกรนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้ เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวง แหนหรือผัวของนางมีหรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.

ข้อ ๒๑

|๒๑.๑| อหํ หิ ชานามิ ชนินฺท เอตํ มตฺยา จ เปตฺยา จ อโถปิ อสฺสา ตเวว โส ปุริโส ภูมิปาล รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต ตวตฺเถ ฯ |๒๑.๒| อิทฺโธ จ ผีโต จ สุวฑฺฒิโต จ อมจฺโจ จ เต อญฺญตโร ชนินฺท ตทฺเสว สา ภริยา อภิปารกสฺส อุมฺมาทนฺตีติ นามเธยฺเยน ราช ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อม ทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็น ผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนาง เป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้นเป็นภรรยาของอภิปารกเสนาบดี มีชื่อว่าอุมมา- ทันตี พระเจ้าข้า.

ข้อ ๒๒

อมฺโภ อมฺโภ นามมิทํ อิมิสฺสา มตฺยา จ เปตฺยา จ กตํ สุสาธุ ตถาหิ มยฺหํ อวโลกยนฺตี อุมฺมตฺตกํ อุมฺมาทนฺตี อกาสิ ฯ

ดูกรท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดี จริงอย่างนั้นเมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.

ข้อ ๒๓

|๒๓.๑| ยา ปุณฺณมาเส มิคมนฺทโลจนา อุปาวิสี ปุณฺฑรีกตฺตจงฺคี เทฺว ปุณฺณมาโย ตทหู อมญฺญึ ทิสฺวาน ปาราวฏรตฺตวาสินึ ฯ |๒๓.๒| อฬารปมฺเหหิ สุเภหิ วคฺคุภิ ปโลภยนฺตี มํ ยทา อุทิกฺขติ วิชมฺหมานา หรเตว เม มโน ชาตา วเน กึปุริสีว ปพฺพเต ฯ |๒๓.๓| ตทา หิ พฺรหตี สามา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา เอกจฺจวสนา นารี มิคี ภนฺตาวุทิกฺขติ ฯ |๒๓.๔| กทาสฺสุ มํ ตมฺพนขา สุโลมา พาหามุทู จนฺทนสารลิตฺตา วฏฺฏงฺคุลี สนฺนตธีรกุตฺติยา นารี อุปญฺญิสฺสติ สีสโต สุภา ฯ |๒๓.๕| กทาสฺสุ มํ กาญฺจนชาลุรจฺฉทา ธีตา ติรีฏิสฺส วิลากมชฺฌา มุทูหิ พาหาหิ ปลิสฺสชิสฺสติ พฺรหาวเน ชาตทุมํว มาลุวา ฯ |๒๓.๖| กทาสฺสุ มํ ลาขารสรตฺตสุจฺฉวี พินฺทุตฺถนี ปุณฺฑรีกตฺตจงฺคี มุขํ มุเขน อุปนามยิสฺสติ โสณฺโฑว โสณฺฑสฺส สุราย ถาลํ ฯ |๒๓.๗| ยทาทฺทสํ ตํ ติฏฺฐนฺตึ สพฺพคตฺตํ มโนรมํ ตโต สกสฺส จิตฺตสฺส นาวโพธามิ กญฺจิ นํ ฯ |๒๓.๘| อุมฺมาทนฺตี มยา ทิฏฺฐา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา น สุปฺปามิ ทิวารตฺตึ สหสฺสํว ปราชิโต ฯ |๒๓.๙| สกฺโก เจ เม วรํ ทชฺชา โส จ ลพฺเภถ เม วโร เอกรตฺตํ ทฺวิรตฺตํ วา ภเวยฺย อภิปารโก อุมฺมาทนฺตฺยา รมิตฺวาน สีวิราชา ตโต สิยา ฯ

ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือน ดอกปุณฑริกนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง คราวใด นางมี หน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชะม้อย ชะม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนาง กินนรเกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น ก็คราวนั้นนางผู้พริ้งเพรา มีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียวชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อ ทรายมองดูนายพราน ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มี แขนนุ่มนิ่มลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อย งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติรีวัจฉะ ผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทอง เอวกลมจักกอดรัดเราด้วยแขนทั้ง สองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทรายรวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่งดังดอกปุณฑริก จักจรดปากด้วยปาก กะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุราให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น ใน กาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาล นั้น เราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ สวมสอดกุณฑลมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือน แพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เรา พึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตีคืน หนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้นพระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้าง.

ข้อ ๒๔

ภูตานิ เม ภูตปตี นมสฺสโต อาคมฺม ยกฺโข อิทเมตทพฺรวิ รญฺโญ มโน อุมฺมาทนฺตฺยา นิวิฏฺโฐ ททามิ เต ตํ ปริจารยสฺสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นภูตบดี เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่ เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาใฝ่ฝันใน นางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์จงให้ นางบำเรอเถิด ฯ

ข้อ ๒๕

ปุญฺญา จ ธํเส อมโร น จมฺหิ ชโน จ เม ปาปมิทญฺจ ชญฺญา ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

ก็เราพึงพรากเสียจากบุญและไม่เป็นเทวดา อนึ่ง คนพึงรู้ความชั่วของ เรานี้ และเมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยาที่รักแล้วไม่เห็นนาง ความ แค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๒๖

ชนินฺท นาญฺญตฺร ตยา มยา วา สพฺพาปิ กมฺมสฺส กตสฺส ชญฺญา ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ประชาชนแม้ทั้งสิ้นนอกจากข้าพระ บาทและพระองค์ ไม่พึงรู้กรรมที่ทำกัน ข้าพระบาทยอมถวายนาง อุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัย ปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

ข้อ ๒๗

|๒๗.๑| โย ปาปกํ กมฺม กรํ มนุสฺโส โส มญฺญติ มายิทํ มญฺญึสุ อญฺเญ ปสฺสนฺติ ภูตานิ กโรนฺตเมตํ ยุตฺตา จ เย โหนฺติ นรา ปฐพฺยา ฯ |๒๗.๒| อญฺโญ นุ เต โกจิ นโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

มนุษย์ใดผู้กระทำกรรมอันลามก มนุษย์นั้นย่อมสำคัญว่าคนอื่นไม่รู้การ กระทำนี้ เพราะว่านรชนเหล่าใดประกอบแล้วบนพื้นปฐพี นรชน เหล่านั้นย่อมเห็นการกระทำนี้ คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินนี้ทั้งโลกพึงเชื่อ ท่านหรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักแห่งเรา เมื่อท่านให้นางอุมมา- ทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้าย แรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๒๘

อทฺธา ปิยา มยฺห ชนินฺท เอสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล คจฺเฉว ตฺวํ อุมฺมาทนฺตึ ภทฺทนฺเต สีโหว เสลสฺส คุหํ อุเปติ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดย แท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความ เจริญจงมีแด่พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด เหมือน ดังราชสีห์เข้าสู่ถ้ำสิลา ฉะนั้น.

ข้อ ๒๙

น ปีฬิตา อตฺตทุกฺเขน ธีรา สุขปฺผลํ กมฺม ปริจฺจชนฺติ สมฺโมหิตา วาปิ สุเขน มตฺตา น ปาปกมฺมญฺจ สมาจรนฺติ ฯ

นักปราชญ์ทั้งหลายถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่มี ผลเป็นสุข แม้จะเป็นผู้หลงมัวเมาด้วยความสุข ก็ย่อมไม่ประพฤติบาป กรรม.

ข้อ ๓๐

ตุวญฺหิ มาตา จ ปิตา จ มยฺหํ ภตฺตา ปตี โปสโก เทวตา จ ทาโส อหํ ตุยฺห สปุตฺตทาโร ยถาสุขํ สีวิ กโรหิ กามํ ฯ

ก็พระองค์เป็นทั้งพระมารดาพระบิดา เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านาย เป็น ผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตร และภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความ สุขเถิด.

ข้อ ๓๑

โย อิสฺสโรมฺหีติ กโรติ ปาปํ กตฺวา จ โส นุตฺตปเต ปเรสํ น เตน โส ชีวติ ทีฆมายุํ เทวาปิ ปาเปน สเมกฺขเร นํ ฯ

ผู้ใดย่อมทำบาปด้วยความสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำ แล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาว เพราะกรรมนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้นด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม.

ข้อ ๓๒

อญฺญาตกํ สามิเกหิ ปทินฺนํ ธมฺเม ฐิตา เย ปฏิจฺฉนฺติ ทานํ ปฏิจฺฉกา ทายกา จาปิ ตตฺถ สุขปฺผลญฺเญว กโรนฺติ กมฺมํ ฯ

ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของผู้อื่นอันเจ้าของมอบให้ แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้อย ได้ชื่อว่าทำ กรรมอันมีผลเป็นสุขในเพราะทานนั้นแท้จริง.

ข้อ ๓๓

อญฺโญ นุ เต โกจิ นโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่า นางอุมมาทันตี ไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่ เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๓๔

อทฺธา ปิยา มยฺห ชนินฺท เอสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาท โดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์ อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

ข้อ ๓๕

โย อตฺตทุกฺเขน ปรสฺส ทุกฺขํ สุเขน วา อตฺตสุขํ ทหติ ยเถวิทํ มยฺห ตถา ปเรสํ โย เอวํ ปชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ ฯ

ผู้ใดก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยทุกข์ของตน หรือก่อความสุขของตนด้วย ความสุขของผู้อื่น ผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานี้ก็ เหมือนของผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม ฯ

ข้อ ๓๖

อญฺโญ นุ เต โกจิ ปโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่านางอุมมาทันตี ไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็น นางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน

ข้อ ๓๗

ชนินฺท ชานาสิ ปิยา มเมสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล ปิเยน เต ทมฺมิ ปิยํ ชนินฺท ปิยทายิโน เทว ปิยํ ลภนฺติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อมทรงทราบว่า นางอุมมาทันตี นี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นไม่เป็นที่รัก ของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์ ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก.

ข้อ ๓๘

โส นูนาหํ วธิสฺสามิ อตฺตานํ กามเหตุกํ น หิ ธมฺมํ อธมฺเมน อหํ วธิตุมุสฺสเห ฯ

เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรม ได้เลย.

ข้อ ๓๙

สเจ ตุวํ มยฺห สตึ ชนินฺท น กามยาสิ นรวีร เสฏฺฐ จชามิ นํ สพฺพชนสฺส มชฺเฌ มยา ปมุตฺตํ ตโต อวฺหเยสิ นํ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์ ไม่ต้องพระประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาท จะสละนางในท่ามกลางชนทั้งปวง พระองค์พึงรับสั่งให้นำนางผู้พ้นจาก ข้าพระบาทแล้วมาจากที่นั้นเถิด พระเจ้าข้า.

ข้อ ๔๐

อทูสิยญฺเจ อภิปารก ตุวํ จชาสิ กตฺเต อหิตาย ตฺยสฺส มหา จ เต อุปวาโทปิ อสฺส น จาปิ ตฺยสฺส นครมฺหิ ปกฺโข ฯ

ดูกรอภิปารกเสนาบดีผู้กระทำประโยชน์ ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตี ผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน ความค่อนว่า อย่างใหญ่หลวงจะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนครก็จะพึง มีแก่ท่าน.

ข้อ ๔๑

|๔๑.๑| อหํ สหิสฺสํ อุปวาทเมตํ นินฺทํ ปสํสํ ครหญฺจ สพฺพํ มเมตมาคจฺฉตุ ภูมิปาล ยถาสุขํ สีวิ กโรหิ กามํ ฯ |๔๑.๒| โย เนว นินฺทํ น ปุนปฺปสํสํ อาทิยติ ครหํ โนปิ ปูชํ สิรี จ ลกฺขี จ อเปติ ตมฺหา อาโป สุวุฏฺฐีว ยถา ถลมฺหา ฯ |๔๑.๓| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขญฺจ สุขญฺจ เอตฺโต ธมฺมาติสารญฺจ มโนวิฆาตํ อุรสา อหํ ปฏิจฺฉิสฺสามิ สพฺพํ ปฐวี ยถา ถาวรานํ ตสานํ ฯ

ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นความค่อนว่าคำนินทา คำ สรรเสริญ และคำติเตียนทั้งหมด ความค่อนว่าเป็นต้นนั้นจงตกอยู่แก่ข้า พระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตาม ความสำราญเถิด ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความ ติเตียน และแม้การบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศไปจากผู้นั้น เหมือน ดังน้ำฝนปราศไปจากดอน ฉะนั้น ข้าพระบาทจักยอมรับความทุกข์ความ สุข สิ่งที่ล่วงธรรมดาและความคับแค้นใจทั้งหมดเพราะเหตุแห่งการสละ นี้ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคงและคนสะดุ้ง ฉะนั้น.

ข้อ ๔๒

ธมฺมาติสารญฺจ มโนวิฆาตํ ทุกฺขญฺจ นิจฺฉามิ อหํ ปเรสํ เอโกปิมํ ตารยิสฺสามิ ภารํ ธมฺเม ฐิโต กิญฺจิ อหาปยนฺโต ฯ

เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดา ความคับแค้นใจและความทุกข์ของชน เหล่าอื่น เราแม้ผู้เดียวจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อย หนึ่งให้เสื่อม ข้ามภาระนี้ไป.

ข้อ ๔๓

สคฺคูปคํ ปุญฺญกมฺมํ ชนินฺท มา เม ตุวํ อนฺตรายํ อกาสิ ททามิ เต อุมฺมาทนฺตึ ปสนฺโน ราชาว ยญฺเญ ธนํ พฺราหฺมณานํ ฯ

ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรง ทำอันตรายแก่ข้าพระบาทเสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใสขอถวายนาง อุมมาทันตีแด่พระองค์ ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญ แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น.

ข้อ ๔๔

อทฺธา ตุวํ กตฺเต หิโตสิ มยฺหํ สขา มมํ อุมฺมาทนฺตี ตุวญฺจ นินฺเทยฺยุ เทวา ปิตโร จ สพฺเพ ปาปญฺจ ปสฺสํ อภิสมฺปรายํ ฯ

ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตี และท่านเป็นสหายของเรา เทวดาและพรหมทั้งหมดเห็นความชั่วอันเป็น ไปในภายหน้า พึงติเตียนได้

ข้อ ๔๕

น เหตํ ธมฺมํ สีวิราช วชฺชุํ สเนคมา ชานปทา จ สพฺเพ ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้าน กรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว จงทรง สลัดเสีย.

ข้อ ๔๖

อทฺธา ตุวํ กตฺเต หิโตสิ มยฺหํ สขา มมํ อุมฺมาทนฺตี ตุวญฺจ สตญฺจ ธมฺมานิ สุกิตฺติตานิ สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ฯ

ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและ ท่านเป็นสหายของเรา ธรรมของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะละ ได้ เหมือนเขตแดนของสมุทรฉะนั้น.

ข้อ ๔๗

อาหุเนยฺโย เมสิ หิตานุกมฺปี ธาตา วิธาตา จสิ กามปาโล ตยี หุตา ราช มหปฺผลา หิ กาเมน เม อุมฺมาทนฺตึ ปฏิจฺฉ ฯ

ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวัง ประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษา ความปรารถนาไว้ ยัญที่บูชาในพระองค์ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรง รับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๔๘

อทฺธา หิ สพฺพํ อภิปารก ตุวํ ธมฺมํ อจารี มม กตฺตุปุตฺต อญฺโญ นุ เต โก อิธ โสตฺถิกตฺตา ทฺวิปโท นโร อรุเณ ชีวโลเก ฯ

ดูกรอภิปรารกเสนาบดีผู้เป็นบุตรแห่งท่านผู้กระทำประโยชน์ ท่านได้ ประพฤติแล้วซึ่งธรรมทั้งปวงแก่เราโดยแท้ นอกจากท่าน มนุษย์อื่นใคร เล่าหนอจักเป็นผู้กระทำความสวัสดีในเวลาอรุณขึ้น ในชีวโลกนี้.

ข้อ ๔๙

ตฺวํ นุ เสฏฺโฐ ตฺวมนุตฺตโรสิ ตฺวํ ธมฺมคู ธมฺมวิทู สุเมโธ โส ธมฺมคุตฺโต จิรเมว ชีว ธมฺมญฺจ เม เทสย ธมฺมปาล ฯ

พระองค์เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เยี่ยม พระองค์ทรงดำเนินโดยธรรม ทรง รู้แจ้งธรรม มีพระปัญญาดี ขอพระองค์ผู้อันธรรมคุ้มครองแล้วจงทรง พระชนม์ยั่งยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้รักษาธรรม ขอพระองค์โปรดแสดง ธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๕๐

|๕๐.๑| ตทิงฺฆ อภิปารก สุโณหิ วจนํ มม ธมฺมนฺเต เทสยิสฺสามิ สตํ อาเสวิตํ อหํ ฯ |๕๐.๒| สาธุ ธมฺมรุจี ราชา สาธุ ปญฺญาณวา นโร สาธุ มิตฺตานมทฺทุพฺโภ ปาปสฺสากรณํ สุขํ ฯ |๕๐.๓| อกฺโกธนสฺส วิชิเต ฐิตธมฺมสฺส ราชิโน สุขํ มนุสฺสา อาเสถ สีตจฺฉายาย สงฺฆเร ฯ |๕๐.๔| น จาหเมตํ อภิโรจยามิ กมฺมํ อสเมกฺขกตํ อสาธุ เยวาปิ ญตฺวาน สยํ กโรนฺติ อุปมา อิมา มยฺห ตุวํ สุโณหิ ฯ |๕๐.๕| ควญฺเจ ตรมานานํ ชิมฺหํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา ชิมฺหํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต ชิมฺหํ คเต สติ ฯ |๕๐.๖| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจ อธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ ทุกฺขํ เสติ ราชา เจ โหติ อธมฺมิโก ฯ |๕๐.๗| ควญฺเจ ตรมานานํ อุชุํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา อุชุํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต อุชุํ คเต สติ ฯ |๕๐.๘| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจปิ ธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก ฯ |๕๐.๙| น จาปาหํ อธมฺเมน อมรตฺตมภิปตฺถเย อิมํ วา ปฐวึ สพฺพํ วิเชตุํ อภิปารก ฯ |๕๐.๑๐| ยญฺหิ กิญฺจิ มนุสฺเสสุ รตนํ อิธ วิชฺชติ คาโว ทาโส หิรญฺญญฺจ วตฺถิยํ หริจนฺทนํ ฯ |๕๐.๑๑| อสฺสิตฺถิโย จ รตนํ มณิกญฺจ ยญฺจาปิเม จนฺทสุริยา อภิปาลยนฺติ น ตสฺส เหตุ วิสมํ จเรยฺย มชฺเฌ สิวีนํ อุสโภสฺมิ ชาโต ฯ |๕๐.๑๒| เนตา หิตา อุคฺคโต รฏฺฐปาโล ธมฺมํ สิวีนํ อปจายมาโน โส ธมฺมเมวานุวิจินฺตยนฺโต ตสฺมา สเก จิตฺตวเส น วตฺโต ฯ

ดูกรอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่ สัตบุรุษซ่องเสพแก่ท่าน พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มี ความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่ กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระ ราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่ม เงาเย็นฉะนั้น เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณาอันเป็น กรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เรา ชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้ ถ้า เมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงว่ายไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป คด ในเมื่อโคนำฝูงว่ายคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่อง ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรมจะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชน นอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม เมื่อฝูงโคว่ายข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป ตรง ในเมื่อโคนำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับ ยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึง ประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ใน ธรรม ดูกรอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้ โดยอธรรม รัตนะอย่างใดอย่าง หนึ่งคือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ ประพฤติผิดธรรมเพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคลไม่พึงประ พฤติผิดธรรมเพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดใน ท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพฤติผิดธรรมเพราะ เหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครอง แว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรม ของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่ง ธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน

ข้อ ๕๑

|๕๑.๑| อทฺธา ตุวํ มหาราช นิจฺจํ อพฺยสนํ สิวํ กริสฺสสิ จิรํ รชฺชํ ปญฺญา หิ ตว ตาทิสี ฯ |๕๑.๒| เอตนฺเต อนุโมทาม ยํ ธมฺมํ นปฺปมชฺชสิ ธมฺมํ ปมชฺช ขตฺติโย รฏฺฐา จวติ อิสฺสโร ฯ |๕๑.๓| ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๔| ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๕| ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๖| ธมฺมญฺจร มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๗| ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๘| ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๙| ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๐| ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๑| ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๒| ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโทติ ฯ อุมฺมาทนฺตีชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติธรรมอันไม่มีความฉิบหาย เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืน นาน เพราะพระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงประมาท ธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็น อิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ ข้าแต่พระมหากษัตริย์ ขัตติยราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์จงทรง ประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตร และอำมาตย์ ... ในราชพาหนะและทะแกล้วทหาร ... ในบ้านและนิคม ... ในแว่นแคว้นและชนบท ... ในสมณะและพราหมณ์ ... ในเนื้อและนก ทั้งหลาย ... ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงประพฤติธรรมเถิด เพราะว่าธรรม ที่ประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก นี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง ประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่าพระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้ ถึงทิพยสถานเพราะธรรมที่ประพฤติแล้ว ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่า ทรงประมาทธรรมเลย. จบ อุมมาทันตีชาดกที่ ๒

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๕๗

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

ข้อ ๕๘

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้ เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด (สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๙

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อ ๖๐

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๖๑

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้ มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๖๒

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

ข้อ ๖๓

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์ ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

ข้อ ๖๔

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

ข้อ ๖๕

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

ข้อ ๖๖

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

ข้อ ๖๗

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

ข้อ ๖๘

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่ เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๖๙

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

ข้อ ๗๐

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้ ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๑

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๒

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้ อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้ ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๔

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ยังมีอยู่ ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๕

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๖

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา @เชิงอรรถ : @ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า@คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖) @ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์@(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๗

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๘

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม ตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๙

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

ข้อ ๘๐

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

ข้อ ๘๑

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๒

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๓

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น (ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

ข้อ ๘๔

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก @เชิงอรรถ : @ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ@นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น@หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก@นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข@สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า@ไม่รู้ธรรม @ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น”@ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๕

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์ ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์ ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๖

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่ เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๗

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๘

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๙

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๐

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๑

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๒

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์ แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๔

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา เทวดา บิดา และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้ อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๕

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๖

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๗

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด @เชิงอรรถ : @ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙) @ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๘

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้ คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๙

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

ข้อ ๑๐๑

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

ข้อ ๑๐๒

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

ข้อ ๑๐๓

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๐๔

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

ข้อ ๑๐๕

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

ข้อ ๑๐๖

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

ข้อ ๑๐๗

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข

ข้อ ๑๐๘

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

ข้อ ๑๐๙

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้ @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๑๐

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

ข้อ ๑๑๑

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่ เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๑๒

ข้าแต่มหาราช พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้ เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

ข้อ ๑๑๓

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

ข้อ ๑๑๔

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๕

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๑๖

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๗

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในพาหนะและพลนิกายเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๘

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๙

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในแคว้นและชนบทเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๐

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในสมณะและพราหมณ์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๑

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

ข้อ ๑๒๒

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้ พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๓

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้าอุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอุกกัณฐิตภิกษุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า นิเวสนํ กสฺส นุทํ สุนนฺท ดังนี้เป็นต้น.

ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้มองเห็นหญิงคนหนึ่ง ซึ่งประดับตกแต่งร่างกาย มีรูปร่างงดงามอย่างยิ่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ไม่อาจจะกลับใจหักห้ามได้ มายังวิหาร.

จำเดิมแต่นั้น ก็เป็นผู้อ่อนแอเพราะโรค ดุจถูกลูกศรทิ่มแทงแล้ว มีส่วนเปรียบด้วยเนื้อที่วิ่งพล่านไป ผ่ายผอม ร่างกายมีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง กลายเป็นคนผอมเหลือง ไม่ยินดี (ในพระศาสนา) เมื่อไม่ได้ความสบายใจแม้ในอิริยาบถหนึ่ง จึงละเว้นวัตรมีอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้น อยู่ชนิดที่เว้นว่างจากการประกอบความเพียรในอุทเทส ปริปุจฉาและกัมมัฏฐาน.

เธอถูกพวกเพื่อนภิกษุถามว่า อาวุโส เมื่อก่อน ท่านมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มีสีหน้าผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่ เพราะเหตุอะไรกันหนอ?

จึงตอบว่า อาวุโส ผมไม่ยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เลย.

ลำดับนั้น พวกเพื่อนภิกษุเหล่านั้นจึงกล่าวสอนเธอว่า อาวุโสเอย! ท่านจงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เถิด ธรรมดาว่า การอุบัติเกิดแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาวะที่ได้โดยยากการได้ฟังพระสัทธรรม และการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ได้โดยยากเหมือนกัน ท่านนั้นได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อปรารถนาจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้จึงละคน ผู้เป็นญาติมีน้ำตานองใบหน้าแล้ว บวชด้วยศรัทธา เพราะเหตุไร ท่านจึงตกไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเล่า ขึ้นชื่อว่า กิเลสเหล่านั้นมีทั่วไปแก่คนพาลทุกจำพวกตั้งแต่สัตว์มีชีวิตไส้เดือนขึ้นไป มีอุปมาเหมือนผลไม้ กิเลสเหล่านั้นเป็นที่ตั้งแห่งวัตถุกาม. กามแม้เหล่านั้นมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีประมาณยิ่ง.

กามทั้งหลายเปรียบเหมือนร่างกระดูก กามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้า กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลของต้นไม้ที่มีพิษ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหอกและหลาว กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหัวงู.

ธรรมดาว่า ท่านบวชแล้วในพระศาสนาเห็นปานนี้ ยังตกไปสู่อำนาจของเหล่ากิเลส ซึ่งเป็นเหตุกระทำความพินาศถึงอย่างนั้นได้ดังนี้

เมื่อไม่สามารถจะให้ ภิกษุนั้นรับเอาถ้อยคำของตนได้ จึงพากันนำไปเข้าเฝ้าพระศาสดา ยังธรรมสภา.

เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุผู้ไม่มีความปรารถนาจะมา ทำไม?

จึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่า ภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มีความเบื่อหน่าย เจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เล่ามาเป็นความจริงหรือ.

เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เป็นความจริง พระเจ้าข้า ดังนี้.

จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ตามพร่ำสอน ซึ่งพระราชาผู้ครอบครองราชสมบัติอยู่ จนไม่ตกไปสู่อำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น ห้ามจิตเสียได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่สมควร ดังนี้.

แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล ในแคว้นสีวี พระราชาทรงพระนามว่า สีวี ทรงครอบครองราชสมบัติ ในอริฏฐบุรีนคร. พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์พระอัครมเหสี ของพระราชาพระองค์นั้นแล้ว. พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายพากันขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สีวิกุมาร. แม้บุตรของท่านเสนาบดีก็คลอดแล้ว. พวกหมู่ญาติพากันตั้งชื่อเด็กนั้นว่า อภิปารกะ. เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นสหายกัน พอเจริญวัยมีอายุได้ ๑๖ ปี ไปยังกรุงตักกสิลา พอเล่าเรียนศิลปะจบแล้ว ก็พากันกลับมา.

พระราชาได้ทรงพระราชทานพระราชสมบัติให้พระราชโอรสครอบครอง. แม้พระราชโอรสนั้นก็ทรงแต่งตั้งอภิปารกะไว้ในตำแหน่งเสนาบดีแล้ว ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม.

ในพระนครนั้นนั่นเอง มีบุตรสาวของท่านติริฏิวัจฉเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ เธอมีรูปร่างสวยยิ่งนัก เลอเลิศด้วยความงาม ประกอบด้วยลักษณะอันงดงามในวันตั้งชื่อ หมู่ญาติได้ตั้งชื่อเธอว่า อุมมาทันตี. ในเวลาเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี เธอมีผิวพรรณเกินล้ำหมู่มนุษย์ งดงาม น่าดูน่าชม ปานเทพยดาชั้นฟ้า. พวกปุถุชนที่พบเห็นเธอเข้าทุกคนๆ คน ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน เป็นผู้เมาแล้ว ด้วยความเมาคือกิเลส เหมือนเมาแล้วด้วยน้ำเมา ฉะนั้น ชื่อว่าสามารถจะตั้งสติได้ ไม่ได้มีแล้ว.

ครั้งนั้น ท่านติริฏิวัจฉะผู้เป็นบิดาของนาง เข้าไปเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อิตถีรัตนะอันสมควรแด่พระเจ้าแผ่นดิน ได้บังเกิดขึ้นแล้วในเรือนของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่ง พราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะทั้งหลายไปให้พิจารณาอิตถีรัตนะนั้นแล้ว โปรดจงทำตามความพอพระทัยเถิด.

พระราชาทรงรับคำแล้ว ทรงสั่งพราหมณ์ทั้งหลายไปแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นไปยังเรือนของท่านเศรษฐีแล้ว ได้รับการต้อนรับด้วยสักการะและสัมมานะ พากันบริโภคข้าวปายาสแล้ว.

ในขณะนั้น นางอุมมาทันตีผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ได้ไปสู่สำนักของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นพอพบเห็นนางเข้า ก็ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ เป็นผู้เมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่ได้รู้เลยว่าตนกำลังบริโภคค้างอยู่. บางพวกก็จับคำข้าวเอาวางไว้บนศีรษะ ด้วยสำคัญว่าเราจะบริโภค. บางพวกก็ยัดใส่ในระหว่างซอกรักแร้. บางพวกก็ทุบตีฝาเรือน. พวกพราหมณ์ได้กลายเป็นคนบ้าไป แม้ทั้งหมด.

นางเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเข้า จึงกล่าวว่า ทราบว่าพราหมณ์เหล่านี้จักตรวจดูลักษณะของเรา ท่านทั้งหลายจงลากคอพราหมณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด ดังนี้แล้วให้คนรับใช้นำพราหมณ์เหล่านั้นออกไป. พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ขวยเขิน ไปยังพระราชนิเวศน์แล้ว โกรธต่อนางอุมมาทันตี จึงกราบทูลความเท็จว่า ขอเดชะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นหญิงกาลกรรณี มิได้สมควรแก่พระองค์เลย พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงทราบว่า หญิงคนนั้นเป็นกาลกรรณี จึงมิได้ทรงรับสั่งให้นำหญิงนั้นมา.

นางอุมมาทันตีได้ทราบเรื่องนั้นแล้วจึงกล่าวว่า พระราชาไม่ทรงรับเราด้วยทรงสำคัญว่า ทราบว่า เราเป็นคนกาลกรรณี ขึ้นชื่อว่าหญิงกาลกรรณี ย่อมไม่มีรูปร่างอย่างนี้เป็นแน่ ดังนี้. จึงผูกอาฆาตในพระราชาพระองค์นั้นว่า ช่างเถอะ ก็ถ้าว่าเราจักได้เข้าเฝ้าพระราชา ก็จักรู้กัน.

ครั้นต่อมา ท่านบิดาได้มอบเธอให้แก่ท่านอภิปารกะ. นางได้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของท่านอภิปารกะเสนาบดี.

ถามว่า ก็นางได้มีรูปร่างงดงามอย่างนี้ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร?

ตอบว่า ด้วยวิบากแห่งการถวายผ้าแดง.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี นางได้บังเกิดในตระกูลที่ขัดสน. ในวันมหรสพ เธอมองเห็นผู้หญิงทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยบุญ นุ่งผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำ ประดับประดาตกแต่ง กำลังเล่นกันอยู่ เป็นเหตุให้เธอต้องการจะนุ่งผ้าเช่นนั้นเล่นกับเขาบ้าง จึงบอกให้มารดาบิดาได้ทราบ. เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย! พวกเราเป็นคนจนขัดสน พวกเราจะได้ผ้าอย่างนั้นแต่ที่ไหนเล่า ดังนี้.

จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอนุญาตให้เราทำการรับจ้างในตระกูลมั่งคั่งแห่งหนึ่งเถิด พวกนายจ้างเหล่านั้นรู้คุณของเราแล้ว ก็คงจักให้เอง ดังนี้. พอได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาแล้ว จึงเข้าไปยังตระกูลหนึ่ง กล่าวว่า ดิฉันมาสมัครทำงานรับจ้าง เพื่อต้องการผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำ. ลำดับนั้น พวกนายจ้างกล่าวกะเธอว่า เมื่อเจ้าทำงานครบ ๓ ปีแล้ว พวกเรารู้คุณความดีของเจ้า แล้วจักให้แน่. นางรับคำแล้วเริ่มทำงาน พวกนายจ้างเหล่านั้นรู้คุณความดีของนางแล้วในเมื่อยังไม่ครบ ๓ ปีบริบูรณ์ดีนั่นเอง จึงได้มอบผ้าชนิดอื่น พร้อมกับผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำชนิดเนื้อแน่นให้แก่นาง แล้วสั่งนางว่า เธอจงไปอาบน้ำพร้อมกับพวกสหายของเธอเสร็จแล้ว จงลองนุ่งผ้า (นี้ดู). นางไปกับพวกหญิงสหายแล้ว วางผ้าที่ย้อมแล้วไว้บนฝั่ง อาบน้ำแล้ว.

ในขณะนั้น พระสาวกของพระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะ รูปหนึ่ง มีจีวรถูกโจรชิงเอาไป นุ่งและห่มกิ่งไม้ที่หัก ได้มาถึงยังที่นั้นแล้ว. นางเห็นท่านแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญรูปนี้ เห็นทีจักถูกโจรชิงจีวรไปแล้ว ผ้านุ่งของเราเป็นของหาได้ยาก เพราะไม่ได้ให้ทานไว้ แม้ในกาลก่อนจึงฉีกผ้านั้นออกเป็น ๒ ส่วน คิดว่าจักถวายส่วนหนึ่งแด่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ขึ้นจากน้ำแล้ว นุ่งผ้านุ่งสำหรับส่วนตัว แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดก่อน เจ้าข้า. จึงไปไหว้พระเถระแล้ว ฉีกผ้านั้นในท่ามกลาง ได้ถวายส่วนหนึ่งแก่พระเถระนั้น. พระเถระนั้นยืนอยู่ในที่กำบังส่วนหนึ่ง ทิ้งกิ่งไม้ที่หักได้เสีย นุ่งผ้าผืนนั้นชายหนึ่ง ห่มชายหนึ่ง แล้วจึงออกไป.

ลำดับนั้น เพราะรัศมีแห่งผ้าอาบทั่วร่างพระเถระ ได้มีแสงรัศมีเป็นอันเดียวกัน ดุจดังพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ ฉะนั้น. นางมองดูพระเถระนั้นแล้ว คิดว่า ทีแรก พระผู้เป็นเจ้าของเราไม่งามเลย บัดนี้ งามรุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ ฉะนั้น. เราจักถวาย แม้ผ้าท่อนนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านี้แหละ แล้วถวายผ้าส่วนที่สอง ได้ตั้งความปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันเที่ยวไปในภพ พึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม คนใดคนหนึ่งพบเห็นดิฉันแล้ว อย่าได้อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนเลย. ผู้หญิงอื่นที่ชื่อว่า มีรูปสวยงามเกินกว่าดิฉัน อย่าได้มีเลย. แม้พระเถระกระทำอนุโมทนาแล้ว ก็หลีกไป.

นางท่องเที่ยวไปในเทวโลก บังเกิดในอริฏฐบุรี ในกาลนั้นแล้ว ได้มีรูปร่างงดงาม เหมือนอย่างที่ได้ปรารถนาไว้แล้วนั้น.

ลำดับนั้น ในพระนครนั้น ประชาชนทั้งหลายได้โฆษณา งานมหรสพประจำเดือนกัตติกมาส (เดือน) ประชาชนทั้งหลายได้ตระเตรียมพระนครไว้ในวันมหรสพ เพ็ญเดือนกัตติกมาสแล้ว.

ท่านอภิปารกเสนาบดี เมื่อจะไปยังที่รักษา (ที่ทำงาน) ของตน จึงเรียกภริยาสุดที่รักนั้นมาแล้วพูดว่า อุมมาทันตี น้องรัก! วันนี้ เวลาค่ำคืนแห่งกัตติกมาสจะมีมหรสพ พระราชาจักทรงทำประทักษิณพระนคร เสด็จผ่านประตูเรือนของเรานี้ เป็นเรือนแรก น้องอย่าปรากฏตัวให้พระราชาทรงเห็นนะ เพราะถ้าพระองค์เห็นน้องแล้ว จักไม่อาจดำรงสติไว้ได้.

นางอุมมาทันตีนั้นรับคำสามีว่า ไปเถอะ คุณพี่ (ถึงเวลานั้นแล้ว) ดิฉันจักรู้ ดังนี้.

เมื่อสามีไปแล้ว จึงสั่งบังคับนางทาสีว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมายังประตูเรือนของเรานี้ เจ้าจงบอกแก่เราให้ทราบด้วยนะ. ลำดับนั้น เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นแทนที่. พระนครที่ประดับประดาตกแต่งแล้ว ดูงดงามปานเทวนคร ประทีปลุกโพลง สว่างไสวทั่วทุกทิศ.

พระราชาทรงประดับตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงประทับบนรถม้าคันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยยศใหญ่ เสด็จถึงประตูเรือนของท่านอภิปารกเสนาบดีเป็นเรือนแรกทีเดียว. ก็เรือนหลังนั้นแวดล้อมด้วยกำแพงสีดังมโนศิลา มีหอคอยอยู่ที่ซุ้มประตูอันประดับตกแต่งจนงามเลิศ น่าดูชม.

ขณะนั้น นางทาสีได้เรียนแจ้งให้นางอุมมาทันตีทราบแล้ว. นางอุมมาทันตีให้นางทาสีถือพานดอกไม้แล้ว ยืนพิงบานหน้าต่างด้วยลีลาอันงดงามดุจนางกินรีโปรยดอกไม้ใส่พระราชา. พระราชาเหลือบแลดูนาง ทันทีก็เกิดความเมาด้วยความเมา คือกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่า เรือนหลังนี้เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว เมื่อจะตรัสถาม จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า

[๒๐] ดูก่อนนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น.

ดูก่อนนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือ สามีของนางมีหรือไม่ เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺส นุทํ ตัดบทเป็น กสฺส นุ อิทํ แปลว่า นี้ (เรือน) ของใครหนอ.

บทว่า ปณฺฑุมเยน ได้แก่ อันสำเร็จด้วยกำแพงอิฐสีแดง.

บทว่า ทิสฺสติ ความว่า ปรากฏยืนอยู่ที่บานหน้าต่าง.

บทว่า อจฺจิ ได้แก่ กองไฟที่มีลมโหมลุกโพลง.

บทว่า ธีตา นายํ ตัดบทเป็น ธีตา นุ อยํ เป็นธิดา (ของใคร) หนอ.

บทว่า อวาวตา ได้แก่ ไม่มีผู้กีดกั้น คือไม่มีผู้หวงแหนหรือ.

บทว่า ภตฺตา ความว่า สามีของนางมีหรือไม่ เจ้าจงบอกความนี้แก่เรา.

ลำดับนั้น นายสารถี เมื่อจะกราบทูลแจ้งเนื้อความแด่พระราชา จึงได้กราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า

[๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้น พร้อมทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง. ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท ในประโยชน์ของพระองค์ ทั้งกลางคืนกลางวัน.

สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพล กว้างขวาง และมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์. ข้าแต่พระราชา หญิงนั้น คือภรรยาของอภิปารกเสนาบดี เธอมีชื่อว่า อุมมาทันตี พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงคนนั้น พร้อมทั้งมารดาและบิดา. ศัพท์ว่า อโถปิ นายสารถีกราบทูลว่า แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก.

บทว่า อิทฺโธ แปลว่า เป็นผู้ได้รับความสำเร็จแล้ว.

บทว่า ผีโต ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยผ้าและเครื่องอลังการทั้งหลาย.

บทว่า สุวฑฺฒิโต ได้แก่ เป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ดี.

บทว่า นามเธยฺเยน แปลว่า มีชื่อ.

จริงอยู่ หญิงคนนี้ย่อมทำบุรุษผู้ที่มองดูนางให้หลงใหลคล้ายคนบ้า คือไม่ให้บุรุษนั้นดำรงสติอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อุมมาทันตี ดังนี้.

พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว.

เมื่อจะทรงชมเชยชื่อของนางนั้น จึงตรัสคาถาติดต่อกันว่า

[๒๒] ดูก่อนท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงคนนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดีจริงอย่างนั้น เมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหล คล้ายคนบ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ เปตฺยา จ แปลว่า ที่มารดาและบิดา.

บทว่า มยฺหํ เป็นสัมปทานะใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.

บทว่า อวโลกยนฺตี ความว่า เธอถูกเรามองดูแล้ว หันกลับมามองดูเราบ้าง ได้ทำเราให้หลงใหลคล้ายคนบ้า.

แม้นางอุมมาทันตีนั้นทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้ว ได้เข้าสู่ห้องอันประกอบด้วยสิริตามเดิม. จำเดิมแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงกระทำประทักษิณพระนครเลย. พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมา แล้วตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีถึงพระราชสมบัติก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้. จึงให้นายสารถีกลับรถแล่นถึงสถานที่ เสด็จขึ้นพระปราสาทแล้ว ทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมอันประกอบด้วยสิริ ตรัสว่า

[๒๓] ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือนดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง.

คราวใด นางมีหน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชม้อยชม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินนรเกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น.

ก็คราวนั้น นางผู้พริ้งเพรามีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียว ชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อทราย มองดูนายพราน ฉะนั้น.

เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มีแขนนุ่มนิ่ม ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อย งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา.

เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติริฏิวัจฉะ ผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทอง เอวกลม จักกอดรัดเราด้วยแขนทั้งสองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทราย รวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น.

เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่ง ดังดอกบุณฑริก จักจรดปากด้วยปากกะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุรา ให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น.

ในกาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาลนั้น เราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย. เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้สวมสอดกุณฑลมณี แล้วนอนไม่หลับ ทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนแพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง.

ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตี คืนหนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้น พระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณมาเส ได้แก่ ในคือพระจันทร์เพ็ญ.

บทว่า มิคมนฺทโลจนา ความว่า ชื่อว่ามิคมันทโลจนา เพราะอรรถว่า มีนัยน์ตาชม้ายคล้ายนัยน์เนื้อทรายที่กำลังตกใจกลัวลูกศร วิ่งหนีไปยืนแอบอยู่ในระหว่างป่าแล้วเหลือบแลดูนายพราน ฉะนั้น.

บทว่า อุปาวิสี ความว่า เธอนั่งใกล้หน้าต่าง เอาฝ่ามือสวยงามสี เหมือนดอกปทุม หยิบดอกไม้โปรยใส่ แล้วแลดูเรา.

บทว่า ปุณฺฑรีกตฺตจงฺคี ได้แก่ ร่างกายมีสีเหมือนดอกปทุมแดง.

บทว่า เทฺว ปุณฺณมาโย ความว่า ในวันนั้น คือในวันงานมหรสพนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง เสมอสีเท้านกพิราบนั้นแล้ว แลดูความงามแห่งใบหน้าของนางอยู่ ได้สำคัญว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง เพราะความที่พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นสองดวง คือดวงหนึ่งซึ่งมีประจำโลกขึ้นทางทิศตะวันออก ดวงหนึ่งขึ้นในนิเวศน์ของอภิปารกเสนาบดี.

บทว่า อฬารปมฺเหหิ แปลว่า มีหน้ากว้าง.

บทว่า สุเภหิ แปลว่า ขาวสะอาด.

บทว่า วคฺคูภิ แปลว่า ด้วยอาการสวยงาม.

บทว่า อุทิกฺขติ ได้แก่ ในขณะที่ นางแลดูเราด้วยนัยน์ตาทั้งสอง เห็นปานนั้น.

บทว่า ปพฺพเต ความว่า คล้ายจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินรีเกิดบนภูเขาหิมวันต์ ในป่าที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง อาศัยพิณซึ่งเทียบเสียงของตนกับเสียงสายพิณ ย่อมชักนำใจบุรุษมาได้ ฉะนั้น.

บทว่า พฺรหตี คือนางผู้ประเสริฐ.

บทว่า สามา คือ ผู้มีตัวเป็นสีทองคำ.

บทว่า เอกจฺจวสนา ได้แก่ อยู่ด้วยผ้าชิ้นเดียว. อธิบายว่า ผ้านุ่งห่มท่อนเดียว.

บทว่า ภนฺตาวุทิกฺขติ พระราชาตรัสว่า หญิงผู้สูงสุดคนนั้น มีเส้นผมละเอียด มีหน้าผากกว้าง มีคิ้วยาวเรียว มีนัยน์ตาโตงาม มีจมูกโด่ง มีริมฝีปากแดงมีซี่ฟันทั้งหลายขาวสะอาด มีเขี้ยวคม มีคอกลมเกลี้ยงดี มีแขนอ่อนนิ่ม มีนมตั้งเต่งสวยงาม มีเอวงาม เหมือนนางเนื้อทราย มีตะโพกใหญ่ มีรูปร่างเสมอ เหมือนต้นกล้วยทองคำในขณะที่นางแลดูเราพลางหนีเข้าป่า ด้วยความกลัวแล้วหันมามองดูเรา เหมือนนางเนื้อทรายหันกลับมามองดูนายพราน ฉะนั้น.

บทว่า พาหามุทุ แปลว่า มีแขนนุ่มนิ่ม.

บทว่า สนฺนตธีรกุตฺติยา ได้แก่ มีกระบวนอันฉลาดชดช้อย.

บทว่า อุปญฺญิสฺสติ มํ ความว่า พระราชาทรงบ่นเพ้อ ปรารถนาว่า นารีผู้งดงามนั้นมีเล็บทุกเล็บสีแดง มีกระบวนการอันฉลาด ชดช้อยงามตั้งแต่ศีรษะ เมื่อไรหนอจึงจักยั่วยวนเรา.

บทว่า กาญฺจนชาลุรจฺฉทา ได้แก่ ผู้มีทับทรวงทำด้วยทองคำประดับตกแต่ง.

บทว่า วิลากมชฺฌา ได้แก่ ร่างกายส่วนที่เป็นเอว

บทว่า พฺรหาวเน แปลว่า ในป่าใหญ่.

บทว่า รตฺตสุจฺฉวี ได้แก่ มีผิวดุจแก้วประพาฬงามแดงดังน้ำครั่ง ในที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปลายเล็บ และเนื้อริมฝีปาก.

บทว่า พินฺทุตฺถนี ได้แก่ มีนมเป็นปริมณฑลดุจฟองน้ำ.

บทว่า ตโต ความว่า จำเดิมแต่กาลที่เราได้เห็นนางยืนอยู่.

บทว่า สกสฺส จิตฺตสฺส อธิบายว่า เราไม่ได้มีความเป็นใหญ่ เกิดแก่จิตของตนเลย.

บทว่า กญฺจิ นํ อธิบายว่า พระราชาตรัสว่า เราไม่รู้จักนางนั้นว่า เป็นใคร คือไม่รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้ มีชื่อดังนั้น เราเกิดเป็นบ้าขึ้นเสียแล้ว.

บทว่า ทิฏฺฐา แปลว่า พอเห็นนางแล้ว.

บทว่า น สุปฺปามิ ความว่า เราย่อมไม่ได้ความหลับ ทั้งกลางคืนและกลางวัน.

บทว่า โส จ ลเภถ ความว่า ขอให้พรที่ท้าวสักกะประทานแก่เรา จงเป็นของเราเถิด คือเราพึงได้พรนั้นเถิด.

พวกราชบุรุษจึงพากันไปบอกแก่ท่านอภิปารกเสนาบดีว่า ข้าแต่นายท่าน พระเจ้าแผ่นดินทรงกระทำประทักษิณพระนคร พอมาถึงประตูบ้านของท่านแล้วก็เสด็จกลับวัง ขึ้นสู่ปราสาท. อภิปารกเสนาบดีนั้นจึงไปยังเรือนของตนแล้ว เรียกนางอุมมาทันตีออกมา ถามว่า น้องรักของพี่ น้องแสดงตัวปรากฏแก่พระราชา หรือจ๊ะ.

นางตอบว่า พี่จ๋า มีชายคนหนึ่ง ท้องใหญ่ เขี้ยวโต ยืนมาบนรถ ดิฉันไม่รู้จักชายคนนั้นว่า เป็นพระราชา หรือมิใช่พระราชา แต่เมื่อผู้คนเล่ากันว่า เป็นเอกบุรุษเป็นใหญ่ ดังนี้ ดิฉันยืนอยู่ริมหน้าต่าง จึงได้โปรยดอกไม้ลงไป ชายผู้นั้นยืนอยู่สักครู่หนึ่งแล้ว ก็กลับไป.

อภิปารกเสนาบดีได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า น้องทำให้พี่ต้องฉิบหายเสียแล้ว เป็นแน่ ดังนี้.

ครั้นวันรุ่งขึ้น จึงรีบไปยังพระราชนิเวศน์แต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูห้องอันเป็นสิริ ได้ยินเสียงพระราชาบ่นเพ้อถึงนางอุมมาทันตี จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้มีจิตรักใคร่ผูกพันในน้องอุมมาทันตี ถ้าไม่ได้นางคงจักสวรรคตเป็นแน่ เราควรจะช่วยปลดเปลื้องโทษอันมิใช่คุณทั้งของพระราชาและของเราเสีย แล้วถวายชีวิตแด่พระราชาพระองค์นี้เถิด จึงกลับไปสู่เรือนของตน.

แล้วสั่งให้เรียกคนใช้คนสนิทผู้หนึ่งมาสั่งว่า นี่แน่ะพ่อคุณเอ๋ย ตรงที่โน้นมีต้นไม้ใหญ่ มีโพรงอยู่ต้นหนึ่ง ท่านอย่าให้ใครๆ รู้นะ พอพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านจงไปในที่นั้นแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ภายในต้นไม้ เราจะทำพลีกรรมที่ต้นไม้นั้น พอไปถึงต้นไม้นั้น นมัสการเทวดาแล้ว จักวิงวอนว่าข้าแต่เทวราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมหรสพมีในพระนคร พระราชาของพวกข้าพเจ้าไม่ยอมทรงเล่น กลับเสด็จไปยังห้องอันเป็นสิริ ทรงบรรทมบ่นเพ้อ พวกข้าพเจ้าไม่ทราบถึงเหตุในข้อนั้นเลย พระราชาทรงมีอุปการะมากมายแก่พวกเทวดาฟ้าดิน ทรงสละทรัพย์พันหนึ่งให้กระทำพลีกรรมทุกกึ่งปี ขอพวกท่านจงบอกว่า พระราชาทรงเพ้อรำพัน เพราะอาศัยเหตุชื่อนี้ ดังนี้ เราจักอ้อนวอนว่า จงให้ชีวิตทานแก่ราชาของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด.

ในขณะนั้น ตัวท่านพึงเปลี่ยนเสียง แล้วกล่าวว่า

ดูก่อนท่านเสนาบดี ขึ้นชื่อว่าความเจ็บไข้มิได้มีแก่พระราชาของพวกท่านเลย แต่พระองค์มีจิตผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีผู้เป็นภรรยาของท่าน หากพระองค์ได้นาง ก็จักดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้ก็จักสวรรคตเป็นแน่ ถ้าท่านปรารถนาจะให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็จงถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์เถิด ดังนี้.

เมื่อเสนาบดีให้คนใช้จำเอาถ้อยคำอย่างนี้แล้ว ก็สั่งไป. คนใช้นั้นไปนั่งอยู่ในต้นไม้นั้น.

ครั้นวันรุ่งขึ้น ท่านเสนาบดีไปยังสถานที่นั้นแล้ว จึงกล่าวคำอ้อนวอน. คนใช้ได้ทำตามคำสั่งทุกประการ. ท่านเสนาบดีกล่าวว่า ดี (ใช้ได้) แล้วไหว้เทวดาฟ้าดิน บอกให้พวกอำมาตย์ทราบเรื่องแล้ว เข้าไปยังพระนคร ขึ้นไปบนราชนิเวศน์ แล้วเคาะประตูห้องบรรทมอันประกอบด้วยสิริ.

พอพระเจ้าแผ่นดินกลับได้สติ จึงตรัสถามว่า นั่นใคร.

เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระองค์ คืออภิปารกเสนาบดี พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระราชาทรงเปิดพระทวาร (ประตู) ให้เขา. เขาจึงเข้าไปถวายบังคมแด่พระราชาแล้ว กล่าวคาถาว่า

[๒๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นภูตบดี (ผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์) เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่ เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาคลุ้มคลั่งในนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ให้นางบำเรอเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นมสฺสโต ได้แก่ เมื่อข้าพระองค์กระทำพลีกรรมบวงสรวงอยู่ เพื่อจะรู้ถึงเหตุแห่งการบ่นเพ้อรำพันของพระองค์.

บทว่า ตํ ความว่า ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีนั้นให้เป็นบาทบริจาริกาประจำพระองค์.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามท่านเสนาบดีว่า ดูก่อนอภิปารกะผู้สหาย แม้พวกเทวดาก็รู้เรื่องที่เราบ่นเพ้อ เพราะมีจิตรักใคร่ในนางอุมมาทันตีด้วยหรือ.

เสนาบดีทูลตอบว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงดำริว่า ข่าวว่า ความชั่วของเรา ชาวโลกทั้งหมดรู้กันแล้ว ดังนี้.

จึงทรงดำริอยู่ในธรรมคือความตาย. แล้วตรัสคาถาติดต่อกันไปว่า

[๒๕] ก็เราพึงพรากเสียจากบุญและไม่เป็นเทวดา อนึ่ง คนพึงรู้ความชั่วของเรานี้ และเมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยาสุดที่รัก แล้วไม่เห็นนาง ความแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิธํเส ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี ผู้สหายเอ่ย! เมื่อเราบำเรออยู่กับนางด้วยอำนาจกิเลส พึงเสื่อมจากบุญ และจะไม่ได้เป็นเทวดาผู้สมมติเทพ เพราะเหตุเพียงการอยู่บำเรอกับนางนั้น. อนึ่ง มหาชนพึงทราบความชั่วช้าลามกนี้ ต่อแต่นั้น ก็จะพึงติเตียนว่า พระราชาทรงกระทำสิ่งที่ไม่สมควรเลย. อนึ่ง ท่านให้นางผู้เป็นภรรยาสุดที่รักแก่เราแล้ว ภายหลังท่านไม่ได้เห็นภรรยา ความคับแค้นในใจ ก็จะพึงมีแก่ท่าน.

คาถาที่เหลือที่เป็นคำถามและคำตอบของคนแม้ทั้งสอง (คือของพระราชาและอภิปารกเสนาบดี) มีดังต่อไปนี้.

[๒๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ประชาชน แม้ทั้งสิ้น นอกจากข้าพระบาทและพระองค์ ไม่พึงรู้กรรมที่ทำกัน ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

[๒๗] มนุษย์ใดกระทำกรรมอันลามก มนุษย์นั้นย่อมสำคัญว่า คนอื่นไม่รู้การกระทำนี้ เพราะว่า นรชนเหล่าใดประกอบแล้ว บนพื้นปฐพี นรชนเหล่านั้น ย่อมเห็นการกระทำนี้

คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินนี้ทั้งโลกพึงเชื่อท่าน หรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักแห่งเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน.

[๒๘] ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด เหมือนดังราชสีห์เข้าสู่ถ้ำศิลา ฉะนั้น.

[๒๙] นักปราชญ์ทั้งหลายถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่มีผลเป็นสุข แม้จะเป็นผู้หลงมัวเมาด้วยความสุข ก็ย่อมไม่ประพฤติบาปกรรม.

[๓๐] ก็พระองค์เป็นทั้งพระมารดาและบิดา เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านาย เป็นผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรและภรรยา เป็นทาสของพระองค์ ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสุขเถิด.

[๓๑] ผู้ใดย่อมทำบาป ด้วยความสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำแล้ว ก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาว เพราะกรรมนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้น ด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม.

[๓๒] ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของผู้อื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้วย ได้ชื่อว่าทำกรรมอันมีผลเป็นสุข ในเพราะทานนั้นแท้จริง.

[๓๓] คนอื่นใครเล่า ในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่าน หรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตี ภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน.

[๓๔]ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนาง เต็มพระหทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

[๓๕] ผู้ใดก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ด้วยทุกข์ของตน หรือก่อความสุขของตน&nbspด้วยความสุขของผู้อื่น ผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานี้ ก็เหมือนของผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม.

[๓๖] คนอื่นใครเล่า ในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่าน หรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน.

[๓๗] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อมทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์ ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รักย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก.

[๓๘] เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้เลย.

[๓๙] ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้ากว่านรชนผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์นางอุมมาทันตีผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาทจะสละนาง ในท่ามกลางชนทั้งปวง พระองค์พึงรับสั่งให้นำนางผู้พ้นจากข้าพระบาทแล้ว มาจากที่นั้นเถิด พระเจ้าข้า.

[๔๐] ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี ผู้กระทำประโยชน์ ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตี ผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน ความค่อนว่าอย่างใหญ่หลวง จะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนคร ก็จะพึงมีแก่ท่าน.

[๔๑] ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นคำค่อนว่า คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนี้ทั้งหมด คำค่อนว่าเป็นต้นนั้น จงตกอยู่แก่ข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด.

ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความติเตียน และแม้การบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศไปจากผู้นั้น เหมือนดังน้ำฝนปราศไปจากที่ดอน ฉะนั้น.

ข้าพระบาทจักยอมรับความทุกข์และความสุข สิ่งที่ล่วงธรรมดา และความคับแค้นใจทั้งหมด เพราะเหตุแห่งการสละนี้ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคงและคนสะดุ้ง ฉะนั้น.

[๔๒] เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดา ความคับแค้นใจและความทุกข์ของชนเหล่าอื่น เราผู้เดียวเท่านั้นจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อยหนึ่งให้เสื่อม ข้ามภาระนี้ไป.

[๔๓] ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรงทำอันตรายแก่ข้าพระบาทเสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใส ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญแก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น.

[๔๔] ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านเป็นสหายของเรา เทวดาและพรหมทั้งหมดเห็น ความชั่วอันเป็นไปในภายหน้า พึงติเตียนได้.

[๔๕] ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้านกรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหทัยปรารถนา แล้วจงทรงสลัดเสีย.

[๔๖] ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านเป็นสหายของเรา ธรรมของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะล่วงละเมิดได้ เหมือนเขตแดนของมหาสมุทร ฉะนั้น.

[๔๗] ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษาความปรารถนาไว้ ด้วยว่า ยัญที่บูชาในพระองค์ ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระบาทเถิด.

[๔๘] ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นบุตรแห่งท่านผู้กระทำประโยชน์ ท่านได้ประพฤติแล้วซึ่งธรรมทั้งปวงแก่เราโดยแท้ นอกจากท่าน มนุษย์อื่น ใครเล่าหนอ จักเป็นผู้กระทำความสวัสดีในเวลาอรุณขึ้น ในชีวโลกนี้.

[๔๙] พระองค์เป็นผู้ประเสริฐเป็นผู้ยอดเยี่ยม พระองค์ทรงดำเนินโดยธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม มีพระปัญญาดี ขอพระองค์ผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว จงทรงพระชนม์ยั่งยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้รักษาธรรม ขอพระองค์โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.

[๕๐] ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่สัตบุรุษซ่องเสพแก่ท่าน.

พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มีความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นสุข.

มนุษย์ทั้งหลายพึงเป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่มเงาเย็น ฉะนั้น.

เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณา อันเป็นกรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใด ทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเรา ต่อไปนี้.

เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปคด โคทั้งหมดนั้น ก็ว่ายไปคด ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้เล่า รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม.

เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปตรง ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม.

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้โดยอธรรม.

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น

บุคคลไม่พึงประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดในท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น.

เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครองแว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรมของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่งธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน.

[๕๑] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติธรรม อันไม่มีความฉิบหาย เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืนนาน เพราะพระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นอิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ.

ข้าแต่พระมหากษัตริย์ขัตติยราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์ ในราชพาหนะและทแกล้วทหาร ในบ้านและนิคม ในแว่นแคว้นและชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ในเนื้อและนกทั้งหลาย ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงประพฤติธรรมเถิด เพราะว่า ธรรมที่ประพฤติแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่า พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้ถึงทิพยสถาน เพราะธรรมที่ประพฤติแล้ว. ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาปิ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น จักปกปิดเรื่องนี้แล้ว นำนาง (อุมมาทันตี) มาถวาย เพราะฉะนั้น เว้นจากพระองค์และข้าพระองค์เสียแล้ว ประชาชนคนอื่นแม้ทั้งหมด ไม่พึงรู้ คือจักไม่รู้ แม้เพียงกิริยาอาการแห่งเรื่องที่ทำมาแล้วนี้.

บทว่า ภุเสหิ อธิบายว่า ข้าพระองค์นำนางอุมมาทันตีมาถวายพระองค์แล้ว ขอพระองค์จงทรงร่วมอภิรมย์กับนางเถิด จงทำกรรมอันหยาบคือตัณหา ดุจต้นไม้ตั้งอยู่ในป่าของตน จงยังตัณหานั้นให้เจริญ ได้แก่จงทำความปรารถนาแห่งใจให้เต็มเปี่ยมเถิด.

บทว่า สชาหิ ความว่า ก็ครั้งพระองค์ทำความปรารถนาแห่งใจเต็มที่แล้ว หากนางไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์ไซร้ ภายหลังพระองค์จะทอดทิ้งนางเสียก็ได้ ได้แก่จงให้คืนแก่ข้าพระองค์ตามเดิมเถิด.

บทว่า กมฺม กรํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นสหาย มนุษย์ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาป ภายหลังมนุษย์ผู้นั้นสำคัญ คือคิดว่า ชนเหล่าอื่นในโลกนี้อย่าสำคัญ คืออย่ารู้กรรมอันเป็นบาปนี้(ของเรา) เลย ความคิดของบุคคลนั้นเป็นความคิดที่ชั่วร้าย.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะว่า นรชนเหล่านั้นย่อมเห็นการกระทำนี้.

อธิบายว่า ก็พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธบุตรทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฤทธิ์เหล่านั้น ย่อมเห็นการกระทำนั้นนั่นแล.

บทว่า น เม ปิยา ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก คนอื่นใครเล่าในโลกนี้ คือในแผ่นดินทั้งสิ้น จะพึงเชื่อท่านอย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีมิได้เป็นที่รักของตัว.

บทว่า สีโหว เสลสฺส คุหํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์จะไม่ให้นำนางมาในที่นี้ไซร้ ขอพระองค์จงเสด็จไปยังที่อยู่ของนางนั้นเถิด คือจงทำความปรารถนาของพระองค์ให้สำเร็จบริบูรณ์ในที่นั้นเถิด เหมือนราชสีห์เมื่อเกิดความเร่าร้อนแห่งกิเลสขึ้น ก็จะเข้าไปสู่ถ้ำแก้วอันเป็นที่อยู่ของนางราชสีห์น้อย ฉะนั้น.

บทว่า สุขปฺผลํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก หมู่บัณฑิตถูกความทุกข์กระทบตนแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่ให้ผลเป็นสุข หรือแม้ว่าจะเป็นผู้ลุ่มหลงแล้ว คือหลงด้วยโมหะ มัวเมาด้วยความสุข ย่อมไม่ยอมประพฤติกรรมอันเป็นบาป.

บทว่า ยถาสุขํ สีวิ กโรหิ กามํ ความว่า ข้าแต่พระเจ้าสีวิราชผู้เป็นใหญ่ ขึ้นชื่อว่าความติเตียนย่อมไม่มีแก่นาย ผู้ใช้ให้ทาสีของตนบำรุงบำเรอเลย. ขอพระองค์จงบริโภคกามตามความสบาย ตามอัธยาศัย คือจงทำความปรารถนาของพระองค์ให้บริบูรณ์เถิด.

บทว่า น เตน โส ชีวติ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ผู้ใดทำบาปด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นทำแล้ว ก็มิได้สะดุ้งมิได้กลัวว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักชี้แจงถึงกรรมนั้น เพราะกรรมนั้นผู้นั้นย่อมไม่ดำรงชีพอยู่ได้ตลอดกาลนาน ย่อมตายเสียโดยฉับพลันทีเดียว. อนึ่ง แม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมพากันแลดู ด้วยสายตาอันเหยียดหยามว่าการที่บุคคลนั้นเอาหม้อทรายผูกคอ ฆ่าตัวตายเสีย ยังประเสริฐกว่า การครองราชสมบัติของพระราชาผู้ลามกนี้ มิใช่หรือ.

บทว่า อญฺญาตกํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานที่เป็นของคนเหล่าอื่นอันเจ้าของเหล่านั้นมอบให้แล้ว ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรมของตนแล้ว ย่อมรับทานนั้น ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับและเป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้น ย่อมพากันทำแต่กรรมที่มีผลเป็นสุขอย่างเดียว ก็เมื่อปฏิคาหกรับทานอยู่ ทานนั้นย่อมให้ผลเป็นอันมากแก่ทายก.

คาถานั้นว่า อญฺโญ นุ ฯเปฯ อทฺธา ปิยา ฯเปฯ โย อตฺตทุกฺเขน ความว่า

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ผู้ใดตัวเองถูกความทุกข์บีบคั้นแล้ว ย่อมใส่ความทุกข์นั้นให้แก่ผู้อื่น คือนำความทุกข์ออกไปเสียจากสรีระของตัว แล้วใส่ไปในสรีระของผู้อื่นหรือถือเอาความสุขของตนด้วยความสุขของผู้อื่น คือเอาความสุขของผู้อื่นนั้นมาใส่ในตน ชื่อว่าย่อมทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์ ด้วยสำคัญว่า เราจักนำความทุกข์ของตนออกไปเสีย ดังนี้ชื่อว่าย่อมทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์ ด้วยสำคัญว่า เราจักทำตัวเองให้มีความสุขสบาย ดังนี้ ชื่อว่าย่อมทำความสุขของคนอื่นให้พินาศ ด้วยสำคัญว่า เราจักทำตัวเองให้มีความสุขสบาย ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมไม่รู้ธรรม.

ส่วนผู้ใดย่อมรู้อย่างนี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานั้น เป็นฉันใด ของคนอื่นก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือรู้จักธรรม.

บทว่า ปิเยน เต ทมฺมิ ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนาผลอันเป็นที่รัก ด้วยสิ่งอันเป็นที่รักซึ่งเป็นเหตุ จึงได้ถวายแด่พระองค์.

บทว่า ปิยํ ลภนฺติ ความว่า เมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก เหมือนกัน.

บทว่า กามเหตุกํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก เราเกิดความปริวิตกขึ้นว่า เราจักทำสิ่งอันไม่สมควร มีกามเป็นเหตุแล้ว จักฆ่าตนเสีย.

บทว่า มยฺห สตึ ได้แก่ อันเป็นของมีอยู่แก่ข้าพระองค์. ปาฐะว่า มยฺห สติ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พระองค์ทรงสำคัญอยู่อย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีนั้นเป็นของข้าพระองค์ ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแล้วไซร้.

บทว่า สพฺพชนสฺส ความว่า ข้าพระองค์จักให้เสนาทั้งหมดประชุมกันแล้ว สละแก่ชนทั้งหมดนั้นว่า หญิงคนนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่เราเลย ดังนี้.

บทว่า ตโต อวฺหเยสิ ความว่า พระองค์พึงนำนางมาจากที่นั้นเถิด เพราะไม่มีใครหวงแหน.

บทว่า อทูสิยํ ได้แก่ ผู้ไม่มีความผิด.

พระราชาตรัสเรียกอภิปารกเสนาบดีนั้น โดยชื่ออื่นอีกว่ากัตตะดังนี้ ด้วยว่า อภิปารกเสนาบดีนั้นย่อมทำประโยชน์เกื้อกูลแด่พระราชา เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่ากัตตะ.

บทว่า น จาปิ ตฺยสฺส ความว่า แม้คนฝ่ายตรงกันข้าม ใครๆ ในพระนคร ไม่พึงมีแก่ท่านว่า เสนาบดีทำการอันไม่ใช่หน้าที่.

บทว่า นินฺทํ ความว่า อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า จะมีคำค่อนว่าอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ หากแม้ใครๆ จักนินทาหรือสรรเสริญข้าพระองค์ต่อหน้าก็ตาม จักยกโทษขึ้นติเตียนก็ตาม ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทั้งหมด จงมาตกอยู่แก่ข้าพระองค์เถิด.

บทว่า ตมฺหา ความว่า ผู้ใดไม่ถือเอาคำนินทาเป็นต้นเหล่านี้ สิริคืออิสริยยศ และลักขีคือปัญญา ย่อมไปปราศจากบุรุษนั้น คือย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เหมือนน้ำ คือน้ำฝนไหลลงจากที่ดอน ฉะนั้น.

บทว่า อิโต ความว่า จากเหตุที่ข้าพระองค์ได้เสียสละนางแล้วนี้.

บทว่า ธมฺมาติสารญฺจ ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอกุศลธรรม เป็นไปล่วงพ้นธรรมมีอยู่.

บทว่า ปฏิจฺฉิสฺสามิ แปลว่า จักรับเอาเฉพาะ.

บทว่า ถาวรานํ ตสานํ ความว่า อภิปารกเสนาบดีย่อมแสดงว่า มหาปฐพีจะไม่ยอมรับสิ่งใดๆ ของพระขีณาสพทั้งหลาย และของปุถุชนทั้งหลาย ก็หาไม่ คือย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งหมดได้ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น จักยอมรับ จักอดกลั้นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้ได้.

บทว่า เอโกปิมํ ความว่า แม้เราผู้เดียวเท่านั้น จักทำให้พ้น จักข้าม คือจักนำไปซึ่งภาระ คือความทุกข์ของตนนี้เสีย.

บทว่า ธมฺเม ฐิโต ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมเครื่องวินิจฉัยในธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณี และในธรรม คือสุจริต ๓ ประการ.

บทว่า สคฺคูปคํ ความว่า ธรรมดาว่า บุญกรรมที่เป็นเหตุให้ได้เป็นเทวดานี้ ย่อมเป็นเหตุให้เข้าถึงสวรรค์.

บทว่า ยญฺญํ ธนํ ได้แก่ ทรัพย์ในการบูชายัญ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า สขา ได้แก่ แม้นางอุมมาทันตีก็เป็นสหายของเรา แม้ตัวท่านก็เป็นสหายของเรา.

บทว่า ปิตโร ได้แก่ พระพรหม.

บทว่า สพฺเพ ความว่า มิใช่แต่เทวดาและพระพรหมเท่านั้น แม้ประชาชนชาวเมืองทั้งหมด ก็จะพึงพากันนินทาเราได้ว่า ชาวเราเอ๋ย! พวกท่านจงดูเถิด หญิงผู้เป็นสหายได้เป็นภรรยาของเสนาบดี ที่เคยเป็นเพื่อนกัน พระราชาพระองค์นี้ยังทำไว้ในเรือนได้ลงคอ.

บทว่า นเหตํ ธมฺมํ ความว่า ชนทั้งหมดไม่พึงเว้นกรรมอันประกอบด้วยธรรมนี้เลย.

บทว่า ยํ เต มยา ความว่า เพราะข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ ฉะนั้น สิ่งนี้จึงไม่ปรากฏว่าเป็นอธรรมเลย.

บทว่า สตํ ความว่า ธรรมทั้งหลาย คือความอดทน เมตตาภาวนา ศีลและมรรยาทของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จัดว่าพรรณนาไว้ดีแล้ว.

บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ อธิบายว่า พระราชาตรัสว่า เพราะฉะนั้น แม้เราก็จักไม่ก้าวล่วงขอบเขตแห่งศีล เหมือนมหาสมุทรไม่ล่วงล้นฝั่งอันเป็นขอบเขต ฉะนั้น.

บทว่า อาหุเนยฺโย เมสิ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้สมควรแก่ของคำนับ ของต้อนรับ และสักการะของข้าพระองค์.

บทว่า ธาตา วิธาตา จสิ กามปาโล ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้ เพราะทรงไว้ซึ่งข้าพระองค์ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้อย่างพิเศษ เพราะทรงก่อให้เกิดความสุขในอิสริยยศ และทรงรักษาความต้องการที่ข้าพระองค์อยากได้และปรารถนาแล้ว จึงชื่อว่าผู้รักษาความปรารถนา.

บทว่า ตยี หุตา คือ นางที่ข้าพระองค์ถวายแด่พระองค์.

บทว่า เมน เม ความว่า ขอพระองค์จงทรงรับนางอุมมาทันตี ตามความต้องการ ของข้าพระองค์ คือตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด.

อภิปารกเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา ด้วยคำพูดอย่างนี้.

พระราชาทรงปฏิเสธว่า เราไม่ต้องการนาง.

พระราชาและท่านเสนาบดีทั้ง ๒ คน ย่อมละทิ้งนางอุมมาทันตี เหมือนบุคคลเอาหลังเท้าเตะรังนกที่ตกอยู่บนพื้นดิน ให้ลอยไปตกในดง ฉะนั้น.

บัดนี้ พระราชา เมื่อจะทรงคุกคามขู่ท่านเสนาบดีนั้น เพื่อจะไม่ให้เขากล่าวต่อไปอีก จึงตรัสคาถาเริ่มต้นว่า อทฺธา หิ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺตุปุตฺตา ความว่า แม้บิดาของท่านอภิปารกเสนาบดีนั้นก็มีชื่อว่ากัตตะเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงตรัสเรียกเขาอย่างนั้น.

มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า

พระราชาตรัสคุกคามขู่อภิปารกเสนาบดีนั้นว่า แน่นอนละ เมื่อก่อนแต่นี้ ท่านได้ประพฤติธรรมทั้งหมดแก่เรา ได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูล และความเจริญแก่เรา แต่มาบัดนี้ ท่านกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ เอาแต่พูดถ้อยคำเป็นอันมาก ท่านอย่าบ่นเพ้ออย่างนี้เลย คนอื่นที่จะให้แสงสว่างแก่ท่านมีอยู่หรือในชีวโลกนี้ ผู้ที่จะกระทำความสวัสดีให้ท่านในเวลาอรุณขึ้นมีอยู่หรือ

ก็ถ้าจักได้มีพระราชาองค์อื่นมีจิตผูกพันรักใคร่ในภรรยาของท่าน เหมือนอย่างเราแล้วไซร้ ก็จะพึงใช้ให้คนตัดศีรษะของท่านเสีย ภายในอรุณทีเดียว แล้วชิงนางมาไว้ในพระราชวังของพระองค์ เป็นแน่. แต่เราไม่ยอมกระทำอย่างนั้น เพราะกลัวต่ออกุศลกรรม ท่านจงนิ่งเฉยเสียเถิด เรามิได้มีความต้องการนางเลย.

อภิปารกเสนาบดี พอได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อไม่อาจจะกราบทูลคำอะไรๆ อีกได้ จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ตฺวํ นุ ดังนี้ ด้วยมุ่งจะกล่าวชมเชยพระราชา.

เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เท่านั้น เป็นพระราชาผู้ประเสริฐสูงสุดแก่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งประชาชนทั้งหมดชนชมพูทวีปทั้งสิ้น พระองค์เป็นพระราชาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เพราะทรงรักษาธรรมเป็นเครื่องวินิจฉัย ธรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยประเพณีและธรรมคือความสุจริตพระองค์เป็นพระราชาผู้รู้แจ้งธรรม เพราะรู้แจ้งตลอดทั่วถึงธรรมเหล่านั้น พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม พระองค์เป็นผู้อันธรรมที่รักษาไว้คุ้มครองแล้วขอพระองค์จงดำรงพระชนมายุยั่งยืนยาวนานเถิด ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้รักษาคุ้มครองธรรม ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสคาถาเริ่มต้นว่า ตทิงฺฆ ดังนี้.

ศัพท์ว่า อิงฺฆ ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ตักเตือน. อธิบายว่า เพราะท่านตักเตือนเรา ฉะนั้น ท่านจงฟังคำของเรา.

บทว่า สตํ ได้แก่ ธรรมที่สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นซ่องเสพแล้ว.

คำว่า สาธุ คือ ความดีงาม คือ ความประเสริฐสุด.

พระราชาทรงชื่อว่าเป็นผู้ชอบใจในธรรม เพราะอรรถว่า ทรงพอพระทัยในวินิจฉัยธรรม ประเพณีธรรมและสุจริตธรรม. จริงอยู่ พระราชาเช่นนั้น แม้จำต้องสละพระชนมชีพ ก็ไม่ยอมทรงทำกรรมอันมิใช่พระราชกรณียกิจ เพราะฉะนั้น จึงเป็นพระราชามีความดีงาม.

บทว่า ปญฺญาณวา คือ ถึงพร้อมด้วยญาณ.

บทว่า มิตฺตานํ อทุพฺโภ คือ ความเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมิตร.

บทว่า ฐิตธมฺมสฺส คือ มีธรรมทั้ง ๓ อย่างตั้งไว้ดีแล้ว.

บทว่า อาเสถ คือ พึงนอนพึงนั่ง. จริงอยู่ คำว่า พึงนอน นี้เป็นหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น ก็ในข้อนี้. มีคำอธิบายว่า พึงสำเร็จความสุขในอิริยาบถทั้ง ๔ ดังนี้.

บทว่า สีตจฺฉายาย ได้แก่ เงาอันร่มเย็น ระหว่างบุตรภรรยา ญาติและมิตรทั้งหลาย.

บทว่า สํฆเร คือ สกฆเร ได้แก่ ในบ้านของตนเอง พระราชาทรงแสดงว่า พวกมนุษย์ที่ไม่ถูกเบียดเบียน ด้วยพลีกรรมและอาชญาอันไม่เป็นธรรมเป็นต้น พึงอยู่เป็นสุข.

บทว่า น จาหเมตํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกะผู้สหาย กรรมอันใดที่ทำแล้วไม่ดี โดยมิได้พิจารณาก่อนทำลงไป เราไม่ชอบใจกรรมนั้นเสียเลย.

บทว่า ญตฺวาน อธิบายว่า ก็เราชอบใจกรรมของพระราชาผู้ทรงรู้แล้ว คือพิจารณาใคร่ครวญแล้วตนเองไม่ยอมทำ.

ก็ในคำว่า อิมา อุปมา นี้ มีความว่า ขอท่านจงตั้งใจฟังคำอุปมา ๒ ประการนี้ของเราเถิด.

บทว่า ชิมฺหํ แปลว่า ทางคด.

บทว่า เนตฺเต ได้แก่ โคอุสภะตัวประเสริฐนำฝูงแม่โคไป.

คำว่า ปเคว ความว่า เมื่อพระราชาพระองค์นั้นทรงประพฤติอธรรมอยู่ ประชาชนนอกนี้ก็ย่อมพากันประพฤติอธรรมไปด้วย คือยิ่งประพฤติทำการหนักขึ้น.

บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ พระราชาทรงละการถึงอคติ ๔ ประการแล้ว เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรม.

บทว่า อมรตฺตํ คือ ความเป็นเทพเจ้า.

บทว่า รตนํ ได้แก่ สวิญญาณกรัตนะและอวิญญาณกรัตนะ.

บทว่า วตฺถิยํ คือ ผ้ากาสิกพัสตร์.

บทว่า อสฺสิตฺถิโย หมายถึงม้าที่วิ่งไวเหมือนลมพัด และหมายถึงผู้หญิงที่มีรูปสวยงดงามยิ่งนัก.

บทว่า รตนํ มณิกญฺจ หมายถึงแก้ว ๗ ประการและสิ่งของที่มีราคามากมาย.

บทว่า อภิปาลยนฺติ ความว่า ย่อมรักษาชาวโลกทำให้สว่างไสวอยู่.

บทว่า น ตสฺส ความว่า บุคคลไม่ควรประพฤติความผิด แม้เพราะเหตุแห่งความเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้นเลย.

บทว่า อุสภสฺมิ ความว่า เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้ประเสริฐที่สุด ในท่ามกลางประชาชนชาวสีพี ฉะนั้น เราจึงไม่ยอมประพฤติความผิด แม้เป็นเหตุให้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.

บทว่า เนตา ความว่า เราทำให้มหาชนตั้งอยู่ในกุศลกรรม แล้วนำไปยังเทวนคร เป็นผู้ประกอบประโยชน์ เพราะทำประโยชน์ให้แก่มหาชนนั้น เป็นผู้มีชื่อเสียงกระเดื่องเด่น เพราะมีประชาชนรู้จักทั่วชมพูทวีปทั้งสิ้นว่า เขาลือกันว่า พระเจ้าสีวิราชเป็นผู้ทรงประพฤติธรรม เป็นผู้ปกครองแว่นแคว้น เพราะทรงได้ปกครองแว่นแคว้นโดยความเป็นธรรมสม่ำเสมอ.

บทว่า อปจายมาโน คือ อ่อนน้อมต่อธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วย พระราชประเพณีของพระราชาแต่ครั้งโบราณกาลของชนชาวสีพีทั้งหลาย.

บทว่า โส อธิบายว่า เรานั้นเป็นผู้เลือกเฟ้นธรรมนั้นอยู่ทีเดียว เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตัวเอง.

อภิปารกเสนาบดี พอได้สดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์อย่างนั้นแล้ว เมื่อจะทำความชมเชย จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า อทฺธา ดังนี้.

บทว่า นปฺปมชฺชสิ ความว่า ไม่ทรงหลงลืมธรรมที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว คือทรงประพฤติในธรรมนั้นเท่านั้น.

บทว่า ธมฺมํ ปมชฺช ได้แก่ ทรงลืมธรรมเสียแล้ว เป็นไปด้วยอำนาจอคติ.

อภิปารกเสนาบดีนั้น ครั้นทำความชมเชยพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว. จึงกล่าวคาถาสั่งสอน ๑๐ คาถา ประกอบคำว่า ธมฺมํ จร ดังนี้ เป็นต้นให้ยิ่งขึ้นไปอีก.

เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้นได้พรรณนาไว้แล้ว ในเรื่องเตสกุณชาดก ในหนหลังแล.

เมื่ออภิปารกเสนาบดีแสดงธรรมแด่พระราชาอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ได้ทรงบรรเทาพระทัยที่จะผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตี เสียได้สิ้น.

พระศาสดา ครั้นได้ทรงนำพระธรรมเทศนานั้นมาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. แล้วประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุรูปนั้นก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

สุนันทสารถีในกาลนั้น ได้เป็น พระอานนท์

อภิปารกเสนาบดีได้เป็น พระสารีบุตร

นางอุมมาทันตีได้เป็น นางอุบลวรรณา

บริษัทที่เหลือเป็น พุทธบริษัท

ส่วนพระเจ้าสีวิราช ก็คือ เราตถาคต นั่นแล. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา