อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๗

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๗–๑๒๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 32 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 32 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 67 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๕๗

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

ข้อ ๕๘

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้ เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด (สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๙

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อ ๖๐

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๖๑

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้ มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๖๒

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

ข้อ ๖๓

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์ ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

ข้อ ๖๔

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

ข้อ ๖๕

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

ข้อ ๖๖

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

ข้อ ๖๗

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

ข้อ ๖๘

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่ เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๖๙

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

ข้อ ๗๐

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้ ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๑

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๒

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้ อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้ ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๔

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ยังมีอยู่ ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๕

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๖

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา @เชิงอรรถ : @ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า@คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖) @ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์@(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๗

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๗๘

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม ตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๗๙

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

ข้อ ๘๐

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

ข้อ ๘๑

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๒

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้ เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๓

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น (ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

ข้อ ๘๔

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้ จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก @เชิงอรรถ : @ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ@นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น@หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก@นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข@สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า@ไม่รู้ธรรม @ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น”@ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๕

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์ ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์ ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๖

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่ เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๗

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๘๘

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๙

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๐

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๑

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๒

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๓

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์ แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๔

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา เทวดา บิดา และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้ อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๕

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๖

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๗

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด @เชิงอรรถ : @ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙) @ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗) (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๙๘

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้ คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้ (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๙

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด (พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

ข้อ ๑๐๑

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

ข้อ ๑๐๒

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

ข้อ ๑๐๓

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๐๔

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

ข้อ ๑๐๕

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

ข้อ ๑๐๖

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

ข้อ ๑๐๗

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข

ข้อ ๑๐๘

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

ข้อ ๑๐๙

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้ @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๑๐

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

ข้อ ๑๑๑

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่ เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน (อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๑๒

ข้าแต่มหาราช พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้ เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

ข้อ ๑๑๓

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

ข้อ ๑๑๔

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๕

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ข้อ ๑๑๖

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๗

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในพาหนะและพลนิกายเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๘

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๙

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในแคว้นและชนบทเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๐

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในสมณะและพราหมณ์เถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๑

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

ข้อ ๑๒๒

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้ พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๒๓

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้าอุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อุมฺมาทนฺตีชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. อุมมาทันตีชาดก เสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

ข้อ ๒๐

|๒๐.๑| นิเวสนํ กสฺส นุทํ สุนนฺท ปากาเรน ปณฺฑุมเยน คุตฺตํ กา ทิสฺสติ อคฺคิสิขาว ทูเร เวหายสํ ปพฺพตคฺเคว อจฺจิ ฯ |๒๐.๒| ธีตา นฺวายํ กสฺส สุนนฺท โหติ สุณิสา นฺวายํ กสฺส อโถปิ ภริยา อกฺขาหิ เม ขิปฺปมิเธว ปุฏฺโฐ อวาวตา ยทิ วา อตฺถิ ภตฺตา ฯ

ดูกรนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใคร หนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และ เหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูกรนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้ เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวง แหนหรือผัวของนางมีหรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.

ข้อ ๒๑

|๒๑.๑| อหํ หิ ชานามิ ชนินฺท เอตํ มตฺยา จ เปตฺยา จ อโถปิ อสฺสา ตเวว โส ปุริโส ภูมิปาล รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต ตวตฺเถ ฯ |๒๑.๒| อิทฺโธ จ ผีโต จ สุวฑฺฒิโต จ อมจฺโจ จ เต อญฺญตโร ชนินฺท ตทฺเสว สา ภริยา อภิปารกสฺส อุมฺมาทนฺตีติ นามเธยฺเยน ราช ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อม ทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็น ผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนาง เป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้นเป็นภรรยาของอภิปารกเสนาบดี มีชื่อว่าอุมมา- ทันตี พระเจ้าข้า.

ข้อ ๒๒

อมฺโภ อมฺโภ นามมิทํ อิมิสฺสา มตฺยา จ เปตฺยา จ กตํ สุสาธุ ตถาหิ มยฺหํ อวโลกยนฺตี อุมฺมตฺตกํ อุมฺมาทนฺตี อกาสิ ฯ

ดูกรท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดี จริงอย่างนั้นเมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.

ข้อ ๒๓

|๒๓.๑| ยา ปุณฺณมาเส มิคมนฺทโลจนา อุปาวิสี ปุณฺฑรีกตฺตจงฺคี เทฺว ปุณฺณมาโย ตทหู อมญฺญึ ทิสฺวาน ปาราวฏรตฺตวาสินึ ฯ |๒๓.๒| อฬารปมฺเหหิ สุเภหิ วคฺคุภิ ปโลภยนฺตี มํ ยทา อุทิกฺขติ วิชมฺหมานา หรเตว เม มโน ชาตา วเน กึปุริสีว ปพฺพเต ฯ |๒๓.๓| ตทา หิ พฺรหตี สามา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา เอกจฺจวสนา นารี มิคี ภนฺตาวุทิกฺขติ ฯ |๒๓.๔| กทาสฺสุ มํ ตมฺพนขา สุโลมา พาหามุทู จนฺทนสารลิตฺตา วฏฺฏงฺคุลี สนฺนตธีรกุตฺติยา นารี อุปญฺญิสฺสติ สีสโต สุภา ฯ |๒๓.๕| กทาสฺสุ มํ กาญฺจนชาลุรจฺฉทา ธีตา ติรีฏิสฺส วิลากมชฺฌา มุทูหิ พาหาหิ ปลิสฺสชิสฺสติ พฺรหาวเน ชาตทุมํว มาลุวา ฯ |๒๓.๖| กทาสฺสุ มํ ลาขารสรตฺตสุจฺฉวี พินฺทุตฺถนี ปุณฺฑรีกตฺตจงฺคี มุขํ มุเขน อุปนามยิสฺสติ โสณฺโฑว โสณฺฑสฺส สุราย ถาลํ ฯ |๒๓.๗| ยทาทฺทสํ ตํ ติฏฺฐนฺตึ สพฺพคตฺตํ มโนรมํ ตโต สกสฺส จิตฺตสฺส นาวโพธามิ กญฺจิ นํ ฯ |๒๓.๘| อุมฺมาทนฺตี มยา ทิฏฺฐา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา น สุปฺปามิ ทิวารตฺตึ สหสฺสํว ปราชิโต ฯ |๒๓.๙| สกฺโก เจ เม วรํ ทชฺชา โส จ ลพฺเภถ เม วโร เอกรตฺตํ ทฺวิรตฺตํ วา ภเวยฺย อภิปารโก อุมฺมาทนฺตฺยา รมิตฺวาน สีวิราชา ตโต สิยา ฯ

ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือน ดอกปุณฑริกนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง คราวใด นางมี หน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชะม้อย ชะม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนาง กินนรเกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น ก็คราวนั้นนางผู้พริ้งเพรา มีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียวชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อ ทรายมองดูนายพราน ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มี แขนนุ่มนิ่มลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อย งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติรีวัจฉะ ผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทอง เอวกลมจักกอดรัดเราด้วยแขนทั้ง สองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทรายรวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่งดังดอกปุณฑริก จักจรดปากด้วยปาก กะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุราให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น ใน กาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาล นั้น เราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ สวมสอดกุณฑลมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือน แพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เรา พึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตีคืน หนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้นพระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้าง.

ข้อ ๒๔

ภูตานิ เม ภูตปตี นมสฺสโต อาคมฺม ยกฺโข อิทเมตทพฺรวิ รญฺโญ มโน อุมฺมาทนฺตฺยา นิวิฏฺโฐ ททามิ เต ตํ ปริจารยสฺสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นภูตบดี เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่ เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาใฝ่ฝันใน นางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์จงให้ นางบำเรอเถิด ฯ

ข้อ ๒๕

ปุญฺญา จ ธํเส อมโร น จมฺหิ ชโน จ เม ปาปมิทญฺจ ชญฺญา ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

ก็เราพึงพรากเสียจากบุญและไม่เป็นเทวดา อนึ่ง คนพึงรู้ความชั่วของ เรานี้ และเมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยาที่รักแล้วไม่เห็นนาง ความ แค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๒๖

ชนินฺท นาญฺญตฺร ตยา มยา วา สพฺพาปิ กมฺมสฺส กตสฺส ชญฺญา ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ประชาชนแม้ทั้งสิ้นนอกจากข้าพระ บาทและพระองค์ ไม่พึงรู้กรรมที่ทำกัน ข้าพระบาทยอมถวายนาง อุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัย ปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

ข้อ ๒๗

|๒๗.๑| โย ปาปกํ กมฺม กรํ มนุสฺโส โส มญฺญติ มายิทํ มญฺญึสุ อญฺเญ ปสฺสนฺติ ภูตานิ กโรนฺตเมตํ ยุตฺตา จ เย โหนฺติ นรา ปฐพฺยา ฯ |๒๗.๒| อญฺโญ นุ เต โกจิ นโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

มนุษย์ใดผู้กระทำกรรมอันลามก มนุษย์นั้นย่อมสำคัญว่าคนอื่นไม่รู้การ กระทำนี้ เพราะว่านรชนเหล่าใดประกอบแล้วบนพื้นปฐพี นรชน เหล่านั้นย่อมเห็นการกระทำนี้ คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินนี้ทั้งโลกพึงเชื่อ ท่านหรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักแห่งเรา เมื่อท่านให้นางอุมมา- ทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้าย แรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๒๘

อทฺธา ปิยา มยฺห ชนินฺท เอสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล คจฺเฉว ตฺวํ อุมฺมาทนฺตึ ภทฺทนฺเต สีโหว เสลสฺส คุหํ อุเปติ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดย แท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความ เจริญจงมีแด่พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด เหมือน ดังราชสีห์เข้าสู่ถ้ำสิลา ฉะนั้น.

ข้อ ๒๙

น ปีฬิตา อตฺตทุกฺเขน ธีรา สุขปฺผลํ กมฺม ปริจฺจชนฺติ สมฺโมหิตา วาปิ สุเขน มตฺตา น ปาปกมฺมญฺจ สมาจรนฺติ ฯ

นักปราชญ์ทั้งหลายถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่มี ผลเป็นสุข แม้จะเป็นผู้หลงมัวเมาด้วยความสุข ก็ย่อมไม่ประพฤติบาป กรรม.

ข้อ ๓๐

ตุวญฺหิ มาตา จ ปิตา จ มยฺหํ ภตฺตา ปตี โปสโก เทวตา จ ทาโส อหํ ตุยฺห สปุตฺตทาโร ยถาสุขํ สีวิ กโรหิ กามํ ฯ

ก็พระองค์เป็นทั้งพระมารดาพระบิดา เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านาย เป็น ผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตร และภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความ สุขเถิด.

ข้อ ๓๑

โย อิสฺสโรมฺหีติ กโรติ ปาปํ กตฺวา จ โส นุตฺตปเต ปเรสํ น เตน โส ชีวติ ทีฆมายุํ เทวาปิ ปาเปน สเมกฺขเร นํ ฯ

ผู้ใดย่อมทำบาปด้วยความสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำ แล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาว เพราะกรรมนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้นด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม.

ข้อ ๓๒

อญฺญาตกํ สามิเกหิ ปทินฺนํ ธมฺเม ฐิตา เย ปฏิจฺฉนฺติ ทานํ ปฏิจฺฉกา ทายกา จาปิ ตตฺถ สุขปฺผลญฺเญว กโรนฺติ กมฺมํ ฯ

ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของผู้อื่นอันเจ้าของมอบให้ แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้อย ได้ชื่อว่าทำ กรรมอันมีผลเป็นสุขในเพราะทานนั้นแท้จริง.

ข้อ ๓๓

อญฺโญ นุ เต โกจิ นโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่า นางอุมมาทันตี ไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่ เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.

ข้อ ๓๔

อทฺธา ปิยา มยฺห ชนินฺท เอสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาท โดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์ อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.

ข้อ ๓๕

โย อตฺตทุกฺเขน ปรสฺส ทุกฺขํ สุเขน วา อตฺตสุขํ ทหติ ยเถวิทํ มยฺห ตถา ปเรสํ โย เอวํ ปชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ ฯ

ผู้ใดก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยทุกข์ของตน หรือก่อความสุขของตนด้วย ความสุขของผู้อื่น ผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานี้ก็ เหมือนของผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม ฯ

ข้อ ๓๖

อญฺโญ นุ เต โกจิ ปโร ปฐพฺยา สทฺเธยฺย โลกสฺมิ น เม ปิยาติ ภุโส จ ตฺยสฺส มนโส วิฆาโต ทตฺวา ปิยํ อุมฺมาทนฺตึ อทิฏฺฐา ฯ

คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่านางอุมมาทันตี ไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็น นางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน

ข้อ ๓๗

ชนินฺท ชานาสิ ปิยา มเมสา น สา มมํ อปฺปิยา ภูมิปาล ปิเยน เต ทมฺมิ ปิยํ ชนินฺท ปิยทายิโน เทว ปิยํ ลภนฺติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อมทรงทราบว่า นางอุมมาทันตี นี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นไม่เป็นที่รัก ของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์ ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก.

ข้อ ๓๘

โส นูนาหํ วธิสฺสามิ อตฺตานํ กามเหตุกํ น หิ ธมฺมํ อธมฺเมน อหํ วธิตุมุสฺสเห ฯ

เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรม ได้เลย.

ข้อ ๓๙

สเจ ตุวํ มยฺห สตึ ชนินฺท น กามยาสิ นรวีร เสฏฺฐ จชามิ นํ สพฺพชนสฺส มชฺเฌ มยา ปมุตฺตํ ตโต อวฺหเยสิ นํ ฯ

ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์ ไม่ต้องพระประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาท จะสละนางในท่ามกลางชนทั้งปวง พระองค์พึงรับสั่งให้นำนางผู้พ้นจาก ข้าพระบาทแล้วมาจากที่นั้นเถิด พระเจ้าข้า.

ข้อ ๔๐

อทูสิยญฺเจ อภิปารก ตุวํ จชาสิ กตฺเต อหิตาย ตฺยสฺส มหา จ เต อุปวาโทปิ อสฺส น จาปิ ตฺยสฺส นครมฺหิ ปกฺโข ฯ

ดูกรอภิปารกเสนาบดีผู้กระทำประโยชน์ ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตี ผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน ความค่อนว่า อย่างใหญ่หลวงจะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนครก็จะพึง มีแก่ท่าน.

ข้อ ๔๑

|๔๑.๑| อหํ สหิสฺสํ อุปวาทเมตํ นินฺทํ ปสํสํ ครหญฺจ สพฺพํ มเมตมาคจฺฉตุ ภูมิปาล ยถาสุขํ สีวิ กโรหิ กามํ ฯ |๔๑.๒| โย เนว นินฺทํ น ปุนปฺปสํสํ อาทิยติ ครหํ โนปิ ปูชํ สิรี จ ลกฺขี จ อเปติ ตมฺหา อาโป สุวุฏฺฐีว ยถา ถลมฺหา ฯ |๔๑.๓| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขญฺจ สุขญฺจ เอตฺโต ธมฺมาติสารญฺจ มโนวิฆาตํ อุรสา อหํ ปฏิจฺฉิสฺสามิ สพฺพํ ปฐวี ยถา ถาวรานํ ตสานํ ฯ

ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นความค่อนว่าคำนินทา คำ สรรเสริญ และคำติเตียนทั้งหมด ความค่อนว่าเป็นต้นนั้นจงตกอยู่แก่ข้า พระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตาม ความสำราญเถิด ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความ ติเตียน และแม้การบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศไปจากผู้นั้น เหมือน ดังน้ำฝนปราศไปจากดอน ฉะนั้น ข้าพระบาทจักยอมรับความทุกข์ความ สุข สิ่งที่ล่วงธรรมดาและความคับแค้นใจทั้งหมดเพราะเหตุแห่งการสละ นี้ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคงและคนสะดุ้ง ฉะนั้น.

ข้อ ๔๒

ธมฺมาติสารญฺจ มโนวิฆาตํ ทุกฺขญฺจ นิจฺฉามิ อหํ ปเรสํ เอโกปิมํ ตารยิสฺสามิ ภารํ ธมฺเม ฐิโต กิญฺจิ อหาปยนฺโต ฯ

เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดา ความคับแค้นใจและความทุกข์ของชน เหล่าอื่น เราแม้ผู้เดียวจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อย หนึ่งให้เสื่อม ข้ามภาระนี้ไป.

ข้อ ๔๓

สคฺคูปคํ ปุญฺญกมฺมํ ชนินฺท มา เม ตุวํ อนฺตรายํ อกาสิ ททามิ เต อุมฺมาทนฺตึ ปสนฺโน ราชาว ยญฺเญ ธนํ พฺราหฺมณานํ ฯ

ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรง ทำอันตรายแก่ข้าพระบาทเสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใสขอถวายนาง อุมมาทันตีแด่พระองค์ ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญ แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น.

ข้อ ๔๔

อทฺธา ตุวํ กตฺเต หิโตสิ มยฺหํ สขา มมํ อุมฺมาทนฺตี ตุวญฺจ นินฺเทยฺยุ เทวา ปิตโร จ สพฺเพ ปาปญฺจ ปสฺสํ อภิสมฺปรายํ ฯ

ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตี และท่านเป็นสหายของเรา เทวดาและพรหมทั้งหมดเห็นความชั่วอันเป็น ไปในภายหน้า พึงติเตียนได้

ข้อ ๔๕

น เหตํ ธมฺมํ สีวิราช วชฺชุํ สเนคมา ชานปทา จ สพฺเพ ยนฺเต มยา อุมฺมาทนฺตี ปทินฺนา ภุเสหิ ราชา วนถํ สชาหิ ฯ

ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้าน กรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว จงทรง สลัดเสีย.

ข้อ ๔๖

อทฺธา ตุวํ กตฺเต หิโตสิ มยฺหํ สขา มมํ อุมฺมาทนฺตี ตุวญฺจ สตญฺจ ธมฺมานิ สุกิตฺติตานิ สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ฯ

ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและ ท่านเป็นสหายของเรา ธรรมของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะละ ได้ เหมือนเขตแดนของสมุทรฉะนั้น.

ข้อ ๔๗

อาหุเนยฺโย เมสิ หิตานุกมฺปี ธาตา วิธาตา จสิ กามปาโล ตยี หุตา ราช มหปฺผลา หิ กาเมน เม อุมฺมาทนฺตึ ปฏิจฺฉ ฯ

ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวัง ประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษา ความปรารถนาไว้ ยัญที่บูชาในพระองค์ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรง รับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๔๘

อทฺธา หิ สพฺพํ อภิปารก ตุวํ ธมฺมํ อจารี มม กตฺตุปุตฺต อญฺโญ นุ เต โก อิธ โสตฺถิกตฺตา ทฺวิปโท นโร อรุเณ ชีวโลเก ฯ

ดูกรอภิปรารกเสนาบดีผู้เป็นบุตรแห่งท่านผู้กระทำประโยชน์ ท่านได้ ประพฤติแล้วซึ่งธรรมทั้งปวงแก่เราโดยแท้ นอกจากท่าน มนุษย์อื่นใคร เล่าหนอจักเป็นผู้กระทำความสวัสดีในเวลาอรุณขึ้น ในชีวโลกนี้.

ข้อ ๔๙

ตฺวํ นุ เสฏฺโฐ ตฺวมนุตฺตโรสิ ตฺวํ ธมฺมคู ธมฺมวิทู สุเมโธ โส ธมฺมคุตฺโต จิรเมว ชีว ธมฺมญฺจ เม เทสย ธมฺมปาล ฯ

พระองค์เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เยี่ยม พระองค์ทรงดำเนินโดยธรรม ทรง รู้แจ้งธรรม มีพระปัญญาดี ขอพระองค์ผู้อันธรรมคุ้มครองแล้วจงทรง พระชนม์ยั่งยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้รักษาธรรม ขอพระองค์โปรดแสดง ธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๕๐

|๕๐.๑| ตทิงฺฆ อภิปารก สุโณหิ วจนํ มม ธมฺมนฺเต เทสยิสฺสามิ สตํ อาเสวิตํ อหํ ฯ |๕๐.๒| สาธุ ธมฺมรุจี ราชา สาธุ ปญฺญาณวา นโร สาธุ มิตฺตานมทฺทุพฺโภ ปาปสฺสากรณํ สุขํ ฯ |๕๐.๓| อกฺโกธนสฺส วิชิเต ฐิตธมฺมสฺส ราชิโน สุขํ มนุสฺสา อาเสถ สีตจฺฉายาย สงฺฆเร ฯ |๕๐.๔| น จาหเมตํ อภิโรจยามิ กมฺมํ อสเมกฺขกตํ อสาธุ เยวาปิ ญตฺวาน สยํ กโรนฺติ อุปมา อิมา มยฺห ตุวํ สุโณหิ ฯ |๕๐.๕| ควญฺเจ ตรมานานํ ชิมฺหํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา ชิมฺหํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต ชิมฺหํ คเต สติ ฯ |๕๐.๖| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจ อธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ ทุกฺขํ เสติ ราชา เจ โหติ อธมฺมิโก ฯ |๕๐.๗| ควญฺเจ ตรมานานํ อุชุํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา อุชุํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต อุชุํ คเต สติ ฯ |๕๐.๘| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจปิ ธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก ฯ |๕๐.๙| น จาปาหํ อธมฺเมน อมรตฺตมภิปตฺถเย อิมํ วา ปฐวึ สพฺพํ วิเชตุํ อภิปารก ฯ |๕๐.๑๐| ยญฺหิ กิญฺจิ มนุสฺเสสุ รตนํ อิธ วิชฺชติ คาโว ทาโส หิรญฺญญฺจ วตฺถิยํ หริจนฺทนํ ฯ |๕๐.๑๑| อสฺสิตฺถิโย จ รตนํ มณิกญฺจ ยญฺจาปิเม จนฺทสุริยา อภิปาลยนฺติ น ตสฺส เหตุ วิสมํ จเรยฺย มชฺเฌ สิวีนํ อุสโภสฺมิ ชาโต ฯ |๕๐.๑๒| เนตา หิตา อุคฺคโต รฏฺฐปาโล ธมฺมํ สิวีนํ อปจายมาโน โส ธมฺมเมวานุวิจินฺตยนฺโต ตสฺมา สเก จิตฺตวเส น วตฺโต ฯ

ดูกรอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่ สัตบุรุษซ่องเสพแก่ท่าน พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มี ความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่ กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระ ราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่ม เงาเย็นฉะนั้น เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณาอันเป็น กรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เรา ชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้ ถ้า เมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงว่ายไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป คด ในเมื่อโคนำฝูงว่ายคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่อง ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรมจะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชน นอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม เมื่อฝูงโคว่ายข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป ตรง ในเมื่อโคนำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับ ยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึง ประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ใน ธรรม ดูกรอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้ โดยอธรรม รัตนะอย่างใดอย่าง หนึ่งคือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ ประพฤติผิดธรรมเพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคลไม่พึงประ พฤติผิดธรรมเพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดใน ท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพฤติผิดธรรมเพราะ เหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครอง แว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรม ของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่ง ธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน

ข้อ ๕๑

|๕๑.๑| อทฺธา ตุวํ มหาราช นิจฺจํ อพฺยสนํ สิวํ กริสฺสสิ จิรํ รชฺชํ ปญฺญา หิ ตว ตาทิสี ฯ |๕๑.๒| เอตนฺเต อนุโมทาม ยํ ธมฺมํ นปฺปมชฺชสิ ธมฺมํ ปมชฺช ขตฺติโย รฏฺฐา จวติ อิสฺสโร ฯ |๕๑.๓| ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๔| ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๕| ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๖| ธมฺมญฺจร มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๗| ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๘| ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๙| ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๐| ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๑| ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๑.๑๒| ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโทติ ฯ อุมฺมาทนฺตีชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติธรรมอันไม่มีความฉิบหาย เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืน นาน เพราะพระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงประมาท ธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็น อิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ ข้าแต่พระมหากษัตริย์ ขัตติยราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์จงทรง ประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตร และอำมาตย์ ... ในราชพาหนะและทะแกล้วทหาร ... ในบ้านและนิคม ... ในแว่นแคว้นและชนบท ... ในสมณะและพราหมณ์ ... ในเนื้อและนก ทั้งหลาย ... ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงประพฤติธรรมเถิด เพราะว่าธรรม ที่ประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก นี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง ประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่าพระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้ ถึงทิพยสถานเพราะธรรมที่ประพฤติแล้ว ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่า ทรงประมาทธรรมเลย. จบ อุมมาทันตีชาดกที่ ๒

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/