๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี (เทพธิดากล่าวว่า)
ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามเต็มที่อยู่อย่างนี้ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลก และอานิสงส์ของความพยายาม เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง เราจึงเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร @เชิงอรรถ : @ มหาชนกชาดก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออก@บรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดา@กล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม@(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๓-๖๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เทพธิดากล่าวว่า)
ฝั่งสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ยังไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์ ยังไม่ทันจะถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตายแน่ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
บุคคลผู้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่ จะไม่ถูกหมู่ญาติ เทวดา และพรหมทั้งหลายนินทา ทั้งจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง (เทพธิดากล่าวว่า)
การงานที่ให้ถึงฝั่งไม่ได้ ปราศจากผล ก่อให้เกิดความลำบาก และความตาย ย่อมมีได้เพราะทำการงานใด ประโยชน์อะไรด้วยความพยายาม ในการงานนั้น (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
เทพธิดา บุคคลใดรู้ว่า งานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น
เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ พิจารณาเห็นผลแห่งความมุ่งประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที
เทพธิดา ท่านกำลังเห็นผลงานที่ประจักษ์แก่ตนเองแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ พากันจมน้ำแล้ว เราคนเดียวเท่านั้นพยายามข้ามอยู่ และยังเห็นท่านอยู่ใกล้เรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย (ต่อมา พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติในเมืองมิถิลาแล้ว ทรงระลึกถึงผลแห่งความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติว่า)
ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุม นี้ คือ ๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น ๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก ๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก ๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น ๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง @เชิงอรรถ : @ ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมที่พระเจ้าโปลชนกทรงฝังไว้ อธิบายโดยย่อ ดังนี้ @๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น หมายถึงที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า @๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก หมายถึงที่ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับ @๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในประตูใหญ่พระราชวัง@๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอกประตูใหญ่พระราชวัง@๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ภายใต้ธรณีประตู@๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น หมายถึงขุมทรัพย์ตรงที่ลาดบันได เวลาเสด็จขึ้นช้างมงคล@๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงที่เสด็จลงจากคอช้าง @๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่เท้าพระแท่นบรรทมทั้ง ๔@๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ชั่วแอก (หนึ่งวา) รอบที่บรรทม@๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายงาทั้ง ๒ ของช้างมงคลในโรงช้างมงคล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ ๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ ๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง ๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ ๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน บัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว @เชิงอรรถ : @๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายหางของช้างมงคลในโรงช้างมงคล@๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในสระโบกขรณีมงคล @๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ต้นรังใหญ่ในพระราชอุทยาน เวลาเที่ยงวันเงาจะอยู่@ที่โคนต้น จึงให้ขุดทรัพย์ที่นั้น ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน หมายถึงธนูที่ใช้แรงคนโก่งหนึ่งพันคน แต่@พระมหาชนกโก่งได้โดยง่ายเหมือนธนูดีดฝ้ายของสตรี บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ทรงทราบด้านศีรษะของ@บัลลังก์ให้พระนางสีวลีเอาปิ่นปักพระเกศาวาง ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี หมายถึงพระนางสีวลี@ยินดีกับชายใด ชายนั้นจะได้ครองราชย์ พระมหาชนกเป็นที่โปรดปรานของพระนางสีวลีตั้งแต่แรกพบ@ถึงกับยื่นพระหัตถ์ให้เกาะ ท้าวเธอก็ทรงเกาะพระหัตถ์พระนางขึ้นสู่ปราสาท@(ขุ.ชา.อ. ๙/๑๓๒/๖๔-๖๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
คนมีปัญญาแม้ถูกทุกข์กระทบแล้ว ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุข เพราะสัมผัสมีมากอย่างทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย
สิ่งที่ไม่ได้คิดกลับเป็นไปได้ สิ่งที่คิดแล้วกลับพินาศไป ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของหญิงหรือชาย หาได้สำเร็จด้วยความคิดไม่ (ชาวเมืองกล่าวกันว่า)
ท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองพื้นที่ทั้งปวง เป็นใหญ่ในทิศ ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนหนอ วันนี้ ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ไม่ทรงใส่พระทัยในการขับร้อง
ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์ พระองค์ทรงประทับนิ่งเฉยเหมือนคนใบ้ ไม่ทรงว่าราชการเลย (พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงเปล่งอุทานว่า)
นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ ย่อมอยู่ ณ อารามของใครหนอในวันนี้
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้นผู้แสวงหาคุณใหญ่ นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลกที่ถึงความขวนขวาย
นักปราชญ์เหล่านั้นตัดข่ายคือตัณหาอันมั่นคงแห่งมฤตยู ที่มีมายาอย่างยิ่งทำลายด้วยญาณไปอยู่ ใครเล่าจะพึงนำเราไปให้ถึงสถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านี้ได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นสัดส่วนออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองกว้างขวาง สว่างไสวทั่วทุกทิศ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเป็นอันมาก ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีถนนหลวงตัดไว้อย่างดี ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีร้านตลาดที่จัดแยกไว้สวยงาม ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีโค ม้า และรถเบียดเสียดกัน ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีสวนสาธารณะมีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่มีวนอุทยาน มีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราสาทราชมณเฑียร สถานที่และอุทยาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราการ ๓ ชั้น คับคั่งด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ที่พระเจ้าวิเทหะ ผู้เรืองยศพระนามว่าโสมนัสได้ทรงสร้างไว้ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง พรั่งพร้อมด้วยการสะสมเสบียง เช่น สะสมทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น ที่พระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยชอบธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง ที่พวกปรปักษ์ผจญไม่ได้ ซึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นส่วนสัด ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดจัดจำแนก สร้างไว้เป็นสัดส่วน ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดฉาบทา และประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้ การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์ มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่ ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม และดอกอุบล ออกบวชได้ การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ
มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว @เชิงอรรถ : @ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย)@โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเงินเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยอูฐเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยโคเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแพะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแกะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยเนื้อเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกองช้างที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและขอ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองม้าที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจึงจักละกองรถที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองธนูที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองธนูเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพวกราชบุรุษผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ออกบวชได้ การละพวกราชบุรุษเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละหมู่พราหมณ์ผู้บำเพ็ญพรต ประดับตกแต่งแล้ว ทาตัวด้วยกระแจะจันทน์เหลือง ครองผ้ากาสิกพัสตร์เนื้อดี ออกบวชได้ การละหมู่พราหมณ์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินไปข้างหน้ามีระเบียบเรียบร้อยดี ออกบวชได้ การละหมู่อำมาตย์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง พูดไพเราะ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในผู้น่ารักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายเป็นร้อย ออกบวชได้ การละถาดทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองช้างพลายที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายคราญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว
มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร รถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร รถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและของ้าว ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือแส้และธนู ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองรถที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร กองธนูที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร หมู่พราหมณ์ผู้มีพรตประดับแล้ว ทาตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ใช้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร หมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินนำไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งไว้ที่หนทางใหญ่ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน เราจึงมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวไปบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักได้เที่ยวจาริกไปตามต้นไม้น้อยใหญ่ ตามป่าน้อยใหญ่ตลอดทั้งคืนและวัน โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละความกลัวและความขลาดเสียได้ ไปที่ซอกเขาและลำธารได้ตามลำพัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ ดีดพิณทั้ง ๗ สายให้มีเสียงน่ารื่นรมย์จับใจ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา เสด็จลงจากปราสาทไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเสียงคร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นว่า)
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ต่างประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ ร้องคร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนเป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉันเสีย
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ถูกพระราชาทรงละทิ้งไว้แล้ว เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนแต่เป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน นั้นเป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระนางสีวลีกราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า)
เปลวไฟน่ากลัว ไหม้ท้องพระคลังตามลำดับ คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์มากมาย
แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ผ้า จันทน์เหลือง หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็กเป็นอันมากที่ไฟไหม้ ข้าแต่พระราชา มาเถิดพระเจ้าข้า เชิญพระองค์เสด็จกลับก่อนเถิด พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ เรามิได้มีอะไรจะไหม้ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
พวกโจรป่าเกิดขึ้น ปล้นแคว้นของพระองค์ มาเถิดพระเจ้าค่ะ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับเถิด แคว้นนี้อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อแคว้นถูกพวกโจรปล้น เรามิได้มีอะไรจะให้ปล้นเลย
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เราจักมีปีติเป็นอาหารเหมือนเหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหม @เชิงอรรถ : @ เหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหมมีปีติเป็นอาหารให้เวลาผ่านไปด้วยความสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๕๑/๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (นารทดาบสกล่าวว่า)
เสียงอึกทึกกึกก้องอะไรกันนั่น ใครกันหนอเล่นกันเหมือนอยู่ในบ้าน ท่านสมณะ อาตมภาพขอถาม มหาชนนั้นติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขามาในที่นี้ ผู้ล่วงเขตแดนคือกิเลสไป เพื่อบรรลุถึงโมเนยยธรรม คือญาณของพระมุนี แต่ยังเจือปนด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่ พระคุณเจ้าก็รู้อยู่จะถามไปทำไม (นารทดาบสกล่าวว่า)
พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระ (เพศนักบวช) นี้ อย่าได้เข้าพระทัยว่า “เราข้ามเขตแดนคือกิเลสแล้ว” กรรมคือกิเลสนี้จะพึงข้ามได้ด้วยเพศแห่งบรรพชิตก็หาไม่ เพราะอันตรายทั้งหลายยังมีอยู่มาก (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
อันตรายอะไรหนอ จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากามทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (นารทดาบสกล่าวว่า)
อันตรายเป็นอันมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความเหนื่อยหน่าย ความเมาอาหารที่มีอยู่ในสรีระของพระองค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ ท่านพราหมณ์ผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ท่านเป็นใครหนอ (นารทดาบสกล่าวว่า)
ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยชื่อว่า นารทะ โดยโคตรว่า กัสสปะ อาตมภาพมาในสำนักของพระองค์ด้วยเข้าใจว่า การสมาคมกับสัตบุรุษเป็นการดี
ขอความเพลิดเพลินและวิหารธรรมทั้งปวงจงมีแก่พระองค์เท่านั้น พระองค์จงบำเพ็ญสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์เถิด จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบเถิด
จงทรงคลี่คลายความยุบลงและฟูขึ้น จงสักการะกรรม วิชชา ธรรม และสมณธรรมแล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์เถิด
ข้าแต่พระชนก พระองค์ทรงละทิ้งช้าง ม้า ชาวพระนคร และชนบทเป็นอันมาก เสด็จออกผนวช ทรงยินดีในบาตรดิน
ชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติเหล่านั้น ได้ทำความผิดอะไรให้แก่พระองค์หรือหนอ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรดินนั้น (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ท่านฤๅษี ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะ พระญาติอะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย แม้พระญาติทั้งหลายก็มิเคยได้เอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม @เชิงอรรถ : @ คำว่า กรรม ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐, คำว่า วิชชา ได้แก่ญาณในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘@คำว่า ธรรม ได้แก่สมณธรรมกล่าวคือการบำเพ็ญกสิณ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๖๑/๙๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน และย่อมถูกฆ่า ในกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ นะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ (นารทดาบสกล่าวว่า)
ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกธรรมคำสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ท่านผู้เป็นจอมทัพ เพราะบอกเจาะจงถึงดาบสผู้เป็นกรรมวาที หรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา นักปราชญ์ไม่เรียกผู้ประพฤติวัตรว่า เป็นสมณะ เหมือนการก้าวล่วงทุกข์ได้เลย
ท่านผู้ครองหนังสัตว์ แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียว แต่ไม่เคยเข้าไปใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยสิริไปยังพระราชอุทยาน ด้วยอานุภาพใหญ่ ขณะที่เพลงขับที่เขาขับร้อง ดนตรีที่ไพเราะกำลังบรรเลงอยู่
ข้าพเจ้านั้นได้เห็นต้นมะม่วงที่กำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง ถูกพวกมนุษย์ผู้ที่ต้องการผลฟาดอยู่ ในพระราชอุทยานอันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ ข้าพเจ้านั้นละทิ้งสิรินั้นเสียแล้วลงจากยาน เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงทั้งที่มีผลและไม่มีผล
ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วง อันมีผลถูกฟาดกระจัดกระจายย่อยยับ ส่วนมะม่วงอีกต้นหนึ่งสีเขียวชะอุ่มน่าพอใจ
ศัตรูทั้งหลายจักกำจัดแม้พวกเรา ผู้เป็นอิสระ ผู้มีเสี้ยนหนามมาก เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว
เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีที่อยู่ ที่ไม่มีความคุ้นเคย ต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผลทั้ง ๒ ต้นนั้นเป็นครูของข้าพเจ้า (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
ชนทั้งปวง คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างก็ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว
ขอพระองค์ได้ทรงปลอบชุมชนให้เบาใจ ทรงวางหลักปกครอง ทรงอภิเษกพระราชโอรสไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงจักทรงผนวชในภายหลัง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติทั้งหลายแล้ว พระราชโอรสของชาวแคว้นวิเทหะ และคนผู้มีอายุยืน ผู้จักผดุงรัฐให้เจริญก็มีอยู่ เธอเหล่านั้นจักครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา นะปชาบดี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
จงมาเถิด เราจะตามสอนเธอด้วยวาจาที่ชอบ เธอจะไปสู่ทุคติด้วยกาย วาจา และใจ เพราะบาปใด เมื่อเธอครองราชสมบัติก็จักทำบาปทุจริตนั้นเป็นอันมาก
ผู้ที่ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ ซึ่งสำเร็จมาแต่ผู้อื่นนี้ นั่นเป็นธรรมของนักปราชญ์ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
กุลบุตรผู้ฉลาดแม้คนใดไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ จะพึงตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิว กุลบุตรผู้ฉลาดนั้นก็ไม่พึงบริโภคก้อนข้าว ที่เปื้อนฝุ่น ซึ่งไม่ดีมิใช่หรือ กิริยาของพระองค์นี้ไม่ดี ไม่งามเลย ข้าแต่พระชนก พระองค์พึงเสวยก้อนเนื้อที่เป็นเดนสุนัข (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
พระนางสีวลี บิณฑบาตใด เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือน หรือสุนัขสละแล้ว บิณฑบาตนั้นชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมภาพก็หามิได้ ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ได้มาโดยธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ (พระโพธิสัตว์ตรัสกับเด็กหญิงว่า)
กุมาริกาผู้นอนแนบมารดา ผู้ประดับอยู่เป็นนิตย์ เพราะเหตุไร กำไลมือข้างหนึ่งของเธอจึงมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง @เชิงอรรถ : @ คำว่า ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ พระนางสีวลีตรัสหมายถึงว่า ถ้าบุคคลเราไม่บริโภคอาหาร@มื้อสุดท้าย จะพึงตายไปเพราะความหิว ผู้นั้นพึงเป็นสัตบุรุษเชื้อสายกุลบุตร จึงไม่พึงเสวยอาหารนั้น@เพราะทรงรังเกียจเนื้อที่เป็นเดนสุนัขที่พระมหาชนกนำมาย่างเสวย (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๗๙/๑๐๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เด็กหญิงกราบทูลว่า)
ท่านสมณะ กำไลมือ ๒ วงที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ เพราะทั้ง ๒ วงกระทบกัน จึงเกิดเสียงดัง คติของคน ๒ คนก็เป็นเช่นนี้
ท่านสมณะ กำไลมือวงหนึ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ ไม่มีอันที่ ๒ จึงไม่มีเสียงดังเหมือนมุนีสงบนิ่งอยู่
คนมีคู่จึงถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นเป็นผู้ปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)
พระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกาเป็นสาวใช้มาติเตียนเรา มันเป็นคติของคนคู่เท่านั้น
พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทางทั้ง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง
เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๒ ตรัสข้อความนี้แล้วต่างก็เสด็จเข้าไปยังถูณนคร
เมื่อจวนเวลาอาหาร พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ซุ้มประตูของช่างศร และ ณ ที่นั้น ช่างศรนั้นหลับตาลงข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด ซึ่งตนดัดให้ตรงด้วยตาอีกข้างหนึ่ง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ช่างศร ท่านจงฟังอาตมภาพ ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์หรือหนอ ที่ท่านหลับตาข้างหนึ่งลง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยตาอีกข้างหนึ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (ช่างศรกราบทูลว่า)
ท่านสมณะ การเล็งดูด้วยตาทั้ง ๒ ย่อมปรากฏกว้างไป เพราะเห็นไม่ถึงส่วนที่คดข้างหนึ่ง การดัดให้ตรงจึงไม่สำเร็จ
แต่เมื่อหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูส่วนที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง เพราะเห็นส่วนที่คดข้างหน้า การดัดให้ตรงจึงสำเร็จได้
คนที่มีคู่จึงวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)
พระนางสีวลี เธอได้ยินคำที่ช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง คนใช้มาติเตียนเรา นั้นเป็นคติของคนคู่เท่านั้น
พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทาง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง
เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว เธอจงอยู่คนเดียวเถิด พระนางสีวลี มหาชนกชาดกที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึงหญ้ามุงกระต่ายเส้นเล็กๆ ที่พระองค์@ถอนขึ้นมาแล้วดึงให้ขาดจากกัน ใครๆ ไม่สามารถต่อกันได้ เป็นการเตือนว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะ@อยู่ร่วมกับพระเทวีอีก เป็นการห้ามไม่ให้ตามไป (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๕/๑๑๑-๑๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ มหาชนกชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. มหาชนกชาดก พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี
โกยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห กึ ตฺวํ อตฺถวสํ ญตฺวา เอวํ วายามเส ภุสํ ฯ
ใครนี่ เมื่อมองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังกระทำความเพียรว่ายอยู่ในท่ามกลางมหา- สมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้นัก.
นิสมฺม วตฺตํ โลกสฺส วายมสฺส จ เทวเต ตสฺมา มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห ฯ
ดูกรเทวดา เราพิจารณาเห็นวัตรของโลกและอานิสงส์แห่งความพยายาม เพราะฉะนั้น ถึงจะไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ในท่ามกลาง มหาสมุทร.
คมฺภีเร อปฺปเมยฺยสฺมึ ตีรํ ยสฺส น ทิสฺสติ โมโฆ เต ปุริสวายาโม อปฺปตฺวาว มริสฺสสิ ฯ
ฝั่งมหาสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ ย่อมไม่ปรากฏ ความพยายามอย่าง ลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์ ท่านยังไม่ทันจะถึงฝั่งก็จักต้องตาย เป็นแน่.
อนโณ ญาตีนํ โหติ เทวานํ ปิตุนญฺจ โส กรํ ปุริสกิจฺจานิ น จ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
บุคคลผู้กระทำความเพียรอยู่ แม้จะตาย ก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ คือ ไม่ถูก ติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ เทวดาและพรหมทั้งหลาย อนึ่ง บุคคลเมื่อ กระทำกิจของบุรุษอยู่ ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง.
อปารเณยฺยํ ยํ กมฺมํ อผลํ กิลมถุทฺทยํ ตตฺถ โก วายเมนตฺโถ มจฺจุ ยสฺสาภินิปฺผตํ ฯ
การงานอันใดยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มี ความลำบากเกิดขึ้น ความปรากฏแก่บุคคลผู้กระทำความพยายามในอัน มิใช่ฐานะใด จะมีประโยชน์อะไรด้วยความพยายามในอันมิใช่ฐานะนั้น.
|๔๔๗.๑| อปารเณยฺยมจฺจนฺตํ โย วิทิตฺวาน เทวเต น รกฺเข อตฺตโน ปาณํ ชญฺญา โส ยทิ หาปเย ฯ |๔๔๗.๒| อธิปฺปายผลํ เอเก อสฺมึ โลกสฺมิ เทวเต ปโยชยนฺติ กมฺมานิ ตานิ อิชฺฌนฺติ วา น วา ฯ |๔๔๗.๓| สนฺทิฏฺฐิกํ กมฺมผลํ นนุ ปสฺสสิ เทวเต สนฺนา อญฺเญ ตรามหํ ตญฺจ ปสฺสามิ สนฺติเก ฯ |๔๔๗.๔| โส อหํ วายมิสฺสามิ ยถาสตฺติ ยถาพลํ คจฺฉํ ปารํ สมุทฺทสฺส กสฺสํ ปุริสการิยํ ฯ
ดูกรเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่า การงานนี้ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายามแล้ว ไม่ป้องกันอันตราย ชื่อว่าไม่พึงรักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นพึงละความ เพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจคร้านนั้น ดูกร เทวดา คนบางพวกในโลกนี้ เห็นอยู่ซึ่งผลแห่งความประสงค์ จึง ประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จก็ตาม ไม่สำเร็จก็ตาม ดูกรเทวดา ท่านย่อมเห็นผลแห่งการงานอันประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ พากันจมลงในมหาสมุทร เราคนเดียวเท่านั้นพยายามว่ายข้ามอยู่ และได้เห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้เรา เรานั้นจักพยายามตามสติกำลังจักทำ ความเพียรที่บุรุษพึงกระทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร.
โย ตฺวํ เอวํ คเต โอเฆ อปฺปเมยฺเย มหณฺณเว ธมฺมวายามสมฺปนฺโน กมฺมุนา นาวสีทติ โส ตฺวํ ตตฺเถว คจฺฉาหิ ยตฺถ เต นิรโต มโน ฯ
ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ทั้งลึก ทั้งกว้างเห็นปานนี้ ด้วยการกระทำความเพียรของบุรุษ ท่านนั้น จงไปในสถานที่ซึ่งใจของท่านยินดีเถิด.
สุริยุคฺคมเน นิธิ อโถ โอคฺคมเน นิธิ อนฺโต นิธิ พหิ นิธิ น อนฺโต น พหิ นิธิ อาโรหเน มหานิธิ อโถ โอโรหเน นิธิ จตูสุ มหาสาเลสุ สมนฺตา โยชเน นิธิ ทนฺตคฺเคสุ มหานิธิ พาลคฺเคสุ จ เกปุเก รุกฺขคฺเคสุ มหานิธิ โสฬเสเต มหานิธี สหสฺสถาโม ปลฺลงฺโก สีวลาราธเนน จ ฯ
ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมนี้ คือ ขุมทรัพย์ที่อาทิตย์ขึ้น ๑ ขุมทรัพย์ที่ อาทิตย์ตก ๑ ขุมทรัพย์ภายใน ๑ ขุมทรัพย์ภายนอก ๑ ขุมทรัพย์ไม่ใช่ ภายในไม่ใช่ภายนอก ๑ ขุมทรัพย์ขาขึ้น ๑ ขุมทรัพย์ขาลง ๑ ขุมทรัพย์ ที่ไม้รังทั้งสี่ ๑ ขุมทรัพย์ในที่หนึ่งโยชน์โดยรอบ ๑ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ทั้งสอง ๑ ขุมทรัพย์ที่ปลายทาง ๑ ขุมทรัพย์ที่น้ำ ๑ ขุมทรัพย์ที่ยอด ต้นไม้ ๑ ธนูหนักพันแรงคน ๑ บัลลังก์สี่เหลี่ยมหัวนอนอยู่เหลี่ยม ไหน ๑ คนผู้ยังเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี ๑.
|๔๕๐.๑| อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ |๔๕๐.๒| อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ |๔๕๐.๓| วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ |๔๕๐.๔| วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ |๔๕๐.๕| ทุกฺขูปนีโตปิ นโร สปญฺโญ อาสํ น ฉินฺเทยฺย สุขาคมาย พหู หิ ผสฺสา อหิตา หิตา จ อวิตกฺกิตาโร มจฺจุมุปฺปชฺชนฺติ ฯ |๔๕๐.๖| อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา ฯ
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนได้เป็นพระ- ราชาตามที่เราปรารถนา บุรุษเป็นบัณฑิต พึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอันน้ำพัดไปสู่บก บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึง เบื่อหน่าย เราเห็นตนได้เป็นพระราชาตามที่เราปรารถนา บุรุษผู้เป็น บัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอันน้ำพัดไปสู่บก นรชนผู้มีปัญญาแม้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว ไม่พึงตัดความหวังเพื่อการมา แห่งความสุขเสีย จริงอยู่ บุคคลเป็นอันมาก อันผัสสะที่ไม่เป็น ประโยชน์กระทบกระทั่งก็ดี อันผัสสะที่เป็นประโยชน์กระทบกระทั่งก็ดี บุคคลเหล่านั้นไม่ตรึกถึงความข้อนี้ จึงเข้าถึงความตาย ความคิดที่ยังมิได้ คิดก็มีอยู่บ้าง ความคิดที่คิดแล้วเสื่อมหายไปบ้าง โภคะทั้งหลายของ สตรีหรือบุรุษ หาสำเร็จด้วยความคิดไม่.
|๔๕๑.๑| อโปราณํ วต โภ ราชา สพฺพภุมฺโม ทิสํปติ นาชฺช นจฺเจ นิสาเมติ น คีเต กุรุเต มโน ฯ |๔๕๑.๒| น มิเค นปิ อุยฺยาเน นปิ หํเส อุทิกฺขติ มูโคว ตุณฺหีมาสีโน น อตฺถมนุสาสติ ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองภาคพื้นทั้งปวง ผู้เป็นใหญ่ในทิศ ไม่ทรงเป็นเหมือนแต่ก่อน บัดนี้ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ไม่ทรง ใส่พระทัยในการขับร้อง ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาส พระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์ พระองค์ประทับนิ่งเฉยเหมือน คนใบ้ ไม่ทรงว่าราชการอะไรๆ.
|๔๕๒.๑| สุขกามา รโหสีลา วคฺคพนฺธา อปารุตา กสฺส นุ อชฺช อาราเม ทหรา วุฑฺฒา จ อจฺฉเร |๔๕๒.๒| อติกฺกนฺตวนถา ธีรา นโม เตสํ มเหสินํ เย อุสฺสุกฺกมฺหิ โลกมฺหิ วิหรนฺติ อนุสฺสุกา |๔๕๒.๓| เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ตนฺตํ มายาวิโน ทฬฺหํ สนฺทาลยนฺตา คจฺฉนฺติ โก เตสํ คติมาปเย ฯ
นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข มีศีลอันปกปิด ปราศจากเครื่องผูก คือ กิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ มีตัณหาอันก้าวล่วงแล้ว อยู่ ณ อารามของ ใครหนอในวันนี้ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้น ผู้แสวงหา คุณใหญ่ นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลก อันถึงซึ่งความ ขวนขวาย นักปราชญ์เหล่านั้นตัดเสียซึ่งข่าย คือ ตัณหาอันมั่นคงแห่ง มฤตยูผู้มีมารยาอย่างยิ่ง ทำลายเสียด้วยญาณไปอยู่ ใครจะพึงนำเราไป ให้ถึงสถานที่อยู่แห่งนักปราชญ์เหล่านั้นได้.
|๔๕๓.๑| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิสาลํ สพฺพโต ปภํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ พหุปาการโตรณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺฐกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตํ มหาปถํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตนฺตราปณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ควสฺสรถปีฬิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อารามวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อุยฺยานวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๐| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ปาสาทวรมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๑| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ติปุรํ ราชพนฺธุนึ มาปิตํ โสมนสฺเสน เวเทเหน ยสสฺสินา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๒| กทาหํ วิเทเห ผีเต นิจิเต ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๓| กทาหํ วิเทเห ผีเต อเชยฺเย ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๔| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๕| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุธามตฺติกเลปนํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๖| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุจิคนฺธํ มโนรมํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๗| กทาหํ กูฏาคาเร จ วิภตฺเต ภาคโส มิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๘| กทาหํ กูฏาคาเร จ สุธามตฺติกเลปเน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๙| กทาหํ กูฏาคาเร จ สุจิคนฺเธ มโนรเม ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๐| กทาหํ กูฏาคาเร จ ลิตฺเต จนฺทนโผสิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๑| กทาหํ สุวณฺณปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๒| กทาหํ มณิปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๓| กทาหํ กปฺปาสโกเสยฺยํ โขมโกทุมฺพรานิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๔| กทาหํ โปกฺขรณี รมฺมา จากวากปกูชิตา มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๕| กทาหํ หตฺถิคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส |๔๕๓.๒๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๗| กทาหํ อสฺสคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต อาชานีเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน |๔๕๓.๒๘| อารุเฬฺห คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๙| กทาหํ รถเสนิโย สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๐| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๑| กทาหํ โสวณฺณรเถ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๒| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๓| กทาหํ สชฺฌุรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๔| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๕| กทาหํ อสฺสรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๗| กทาหํ โอฏฺฐรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๘| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๙| กทาหํ โคณรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๐| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๑| กทาหํ อชรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๒| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๓| กทาหํ เมณฺฑรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๔| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๕| กทาหํ มิครเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๗| กทาหํ หตฺถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร โตมรงฺกุสปาณิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๘| กทาหํ อสฺสาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร อินฺทิยาจาปธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๙| กทาหํ รถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๐| กทาหํ ธนุคฺคเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๑| กทาหํ ราชปุตฺเต จ สพฺพาลงฺการภูสิเต จิตฺรจมฺมธเร สูเร กญฺจนาเวฬุธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๒| กทาหํ อริยคเณ วตฺถวนฺเต อลงฺกเต หริจนฺทนลิตฺตงฺเค กาสิกุตฺตมธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๓| กทาหํ อมจฺจคเณ สพฺพาลงฺการภูสิเต ปีตจมฺมธเร สูเร ปุรโต คจฺฉมาลิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๔| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๕| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๖| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๗| กทาหํ สตปลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๘| กทา สุ มํ หตฺถิคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา |๔๕๓.๕๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๐| กทา สุ มํ อสฺสคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา อาชานียาว ชาติยา สินฺธวา สีฆวาหนา |๔๕๓.๖๑| อารุฬฺหา คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๒| กทา สุ มํ รถเสนิโย สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๓| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๔| กทา สุ มํ สุวณฺณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๕| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๖| กทา สุ มํ สชฺฌุรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๗| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๘| กทา สุ มํ อสฺสรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๐| กทา สุ มํ โอฏฺฐรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๑| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๒| กทา สุ มํ โคณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๓| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๔| กทา สุ มํ อชรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๕| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๖| กทา สุ มํ เมณฺฑรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๗| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๘| กทา สุ มํ มิครถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๐| กทา สุ มํ หตฺถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา โตมรงฺกุสปาณิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๑| กทา สุ มํ อสฺสาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา อินฺทิยาจาปธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๒| กทา สุ มํ รถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๓| กทา สุ มํ ธนุคฺคหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๔| กทา สุ มํ ราชปุตฺตา สพฺพาลงฺการภูสิตา จิตฺรจมฺมธรา สูรา กญฺจนาเวฬธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๕| กทา สุ มํ อริยคณา วตฺถวนฺตา อลงฺกตา หริจนฺทนลิตฺตงฺคา กาสิกุตฺตมธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๖| กทา สุ มํ อมจฺจคณา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปีตจมฺมธรา สูรา ปุรโต คจฺฉมาลินี ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๗| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๘| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๙| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๐| กทาหํ ปตฺตํ คเหตฺวาน มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๑| กทาหํ ปํสุกูลานํ อุชฺฌิตานํ มหาปเถ สงฺฆาฏึ ธารยิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๒| กทาหํ สตฺตาหํ เมเฆ โอวุฏฺเฐ อลฺลจีวโร ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๓| กทาหํ สพฺพณฺหํ คนฺตฺวา รุกฺขา รุกฺขํ วนา วนํ อนเปกฺโข จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๔| กทาหํ คิริทุคฺเคสุ ปหีนภยเภรโว อทุติโย คมิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๕| กทาหํ วีณรุชฺชโกว สตฺตตนฺตึ มโนรมํ จิตฺตํ อุชุํ กริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๖| กทาหํ รถกาโรว ปริกนฺตํ อุปาหนํ กามสํโยชเน เฉจฺฉํ เย ทิพฺเพ เย จ มานุเส ฯ
เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดจัดการ สร้างแบ่งไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์กว้างขวางรุ่งเรืองโดย ประการทั้งปวง ออกบวชได้ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละพระนครมิถิลาอันสมบูรณ์ ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเรียงราย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละ พระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งมีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอัน บริบูรณ์ มีทางหลวงหลายสายตัดไว้เรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่ง จัดร้านตลาดไว้เรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งมีโค ม้า และรถ เบียดเสียดกัน ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีสวนสาธารณะและวนสถาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีหมู่ไม้ในพระราชอุทยาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีปราสาทราชมนเทียรอัน งดงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีปราการสาม ชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ อันพระเจ้าวิเทหราชผู้เรืองยศ พระนามว่าโสมนัสทรงสร้างไว้ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละวิเทหรัฐอันบริบูรณ์ มีการสะสมธัญญา- หารเป็นต้นไว้พร้อมมูล อันพระเจ้าวิเทหราชทรงปกครองโดยธรรม ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละวิเทหรัฐ อันบริบูรณ์ อันอริราชศัตรูไม่สามารถผจญได้ อันพระเจ้าวิเทหราชทรง ปกครองโดยธรรม ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันน่ารื่นรมย์ ที่นายช่างผู้ชาญฉลาด จัดสร้างไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันน่ารื่นรมย์ ที่ฉาบทาด้วยปูนขาว และดินเหนียว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อ ไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันรื่นรมย์ มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระ- ตำหนักยอด อันนายช่างผู้ชาญฉลาดจัดสร้างไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระตำหนักยอด อันฉาบทาด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระตำหนักยอด อันมีกลิ่นหอมฟุ้งจรุง ใจ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละ พระตำหนักยอด อันนายช่างผู้ชาญฉลาดทาสีไว้สวยงาม ประพรมด้วย จุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละบัลลังก์ทองอันลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างวิจิตร ออกบวช ได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละบัลลังก์แก้ว มณีอันลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างวิจิตร ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าโขมพัสตร์ ออก บวชได้ ผ้าโกทุมพรพัสตร์ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ มีนกจากพรากมาส่งเสียงพร่ำ- เพรียกอยู่ ดาดาษด้วยดอกมณฑา ดอกปทุม และดอกอุบล ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองช้างอันประดับ ประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดทองคำ เป็นช้างตระกูลมาตังคะ มีเครื่องปกตระพองและตาข่ายทอง มีนายควาญผู้ถือโตมรและของ้าว ขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร จึงจักละกองม้าอันประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าต้น ตระกูลสินธพชาติอาชาไนย เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีถือแส้และ ธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละกองรถอันผูกสอดเครื่องรบ ติดธงประจำหุ้มด้วยหนังเสือ เหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถี สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละรถทองมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละรถเงิน ... รถม้า ... รถอูฐ ... รถโค ... รถแกะ ... รถแพะ ... รถมฤค ซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงอัน นายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองฝึกช้างผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือโตมรและของ้าว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองม้า ... กองฝึก รถอันประดับเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนู และแล่ง ... กองธนู อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนูและแล่ง ... พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง สวมเกราะอันวิจิตร กล้าหาญ ถือกฤตทอง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละหมู่พราหมณ์ผู้- ครองผ้า ประดับประดา ลูบไล้ตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ทรงผ้าเนื้อดีอัน มาแต่แคว้นกาสี ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวม เกราะเหลือง กล้าหาญ เดินไปข้างหน้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวช ได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนางสนม- กำนัลประมาณ ๗๐๐ คน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนาง สนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนางสนมกำนัล ประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละถาดทองคำหนัก ร้อยปัลละ จำหลักลวดลายตั้งร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอกองช้างอันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดทองคำ เป็นช้างตระกูลมาตังคะ มีเครื่องปกกะพองและตาข่าย ทอง อันนายควาญผู้ถือโตมรและของ้าวขึ้นขี่ประจำ ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกองม้าอัน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าต้นตระกูลสินธพชาติอาชาไนย เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตาม เรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกอง- รถ ซึ่งผูกสอดเครื่องรบติดธงประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือ- โคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีสวมเกราะถือธนู ขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรรถทองซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้มด้วย หนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนาย สารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรรถเงิน ... รถม้า ... รถอูฐ ... รถโค ... รถแพะ ... รถแกะ ... รถมฤค ซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้มด้วย หนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนาย สารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจึงจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกองฝึกช้าง ผู้ประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือโตมรและของ้าว ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรกองฝึกม้า อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวม เกราะเขียว กล้าหาญ ถือแส้และธนู ... กองฝึกรถ อันประดับด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนูและแล่งธนู ... กองฝึก ธนู ... พวกราชบุตร ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะอัน วิจิตร กล้าหาญ ถือกฤตทอง ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรหมู่พราหมณ์ผู้ครองผ้า ประ- ดับประดา ลูบไล้ตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ทรงผ้าเนื้อดีแคว้นกาสี ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรหมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะ เหลือง กล้าหาญ เดินไปข้างหน้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเคยติดตาม เรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจัก สำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ว่านอน สอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักได้ปลงผมห่มผ้า สังฆาฏิอุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจักได้ทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุกุล ซึ่งเขาทิ้งไว้ที่หนทาง ใหญ่ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรฝนตกตลอด ๗ วัน เราจึงจักมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักได้จาริกไปตามต้นไม้ตามราวป่า ตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน เที่ยวไปโดยไม่ต้องห่วงหลัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาด เที่ยวไป ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง ตามซอกเขาและลำธาร ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักได้ทำจิตให้ตรง ดังคนดีดพิณ ดีดสาย- พิณทั้ง ๗ สายให้เป็นเสียงรื่นรมย์ใจ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักตัดเสียได้ซึ่งกามสังโยชน์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่ เป็นของมนุษย์ เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ ฉะนั้น.
|๔๕๔.๑| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๒| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๓| ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๔| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๕| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๖| ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๗| หิตฺวา สตปลฺลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ อคฺคหิ มตฺติกาปตฺตํ ตํ ทุติยาภิเสจนํ ฯ
นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกเกล้า- กระหม่อมฉันไว้ นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ล้วนละมุนละไม สะโอดสะอง ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรง ละทิ้งพวกเกล้ากระหม่อมฉันไว้ นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ล้วน ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะ เหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกเกล้ากระหม่อมฉันไว้ พระราชาทรง ละนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ล้วนประดับประดาด้วย อลังการทั้งปวง เสด็จมุ่งผนวชแต่พระองค์เดียว พระราชาทรงละนาง สนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จมุ่งผนวชแต่พระองค์เดียว พระราชาทรงละนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ผู้ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก เสด็จมุ่งผนวช แต่พระองค์เดียว ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปัลละ จำหลัก ลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒.
|๔๕๕.๑| เภสฺมา อคฺคิสมา ชาลา โกสา ฑยฺหนฺติ ภาคโส รชตํ ชาตรูปญฺจ มุตฺตา เวฬุริยา พหู |๔๕๕.๒| มณโย สงฺขมุตฺตา จ วตฺถกํ หริจนฺทนํ อชินํ ทนฺตภณฺฑญฺจ โลหํ กาฬายสํ พหุํ เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา เต ตํ วินสฺสา ธนํ ฯ
คลังทั้งหลาย คือ คลังเงิน คลังทอง คลังแก้วมุกดา คลังแก้วไพฑูรย์ คลังแก้วมณี คลังสังข์ คลังไข่มุกด์ คลังผ้า คลังจันทน์เหลือง คลังหนัง คลังงาช้าง คลังพัสดุ คลังทองแดง คลังเหล็ก เป็นอัน มาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกัน น่ากลัว แม้จัดไว้คนละส่วน ไฟก็ไหม้หมด ข้าแต่พระราชาขอเชิญเสด็จกลับก่อนเถิด พระราช- ทรัพย์ของพระองค์อย่าพินาศเสียเลย.
สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ มิถิลาย ฑยฺหมานาย น เม กิญฺจิ อฑยฺหถ ฯ
เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็นสุขดีจริงหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิง เผาอยู่ อะไรหน่อยหนึ่งของเรามิได้ถูกเพลิงเผา.
อฏวิโย สมุปฺปนฺนา รฏฺฐํ วิทฺธํสยนฺติ เต เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา รฏฺฐํ วินสฺสา อิทํ ฯ
เกิดพวกโจรในดงขึ้นแล้ว พากันมาปล้นแว่นแคว้นของพระองค์ ข้าแต่ พระราชา ขอเชิญเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นนี้อย่าพินาศเสียเลย.
|๔๕๘.๑| สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ น เม กิญฺจิ อหารถ |๔๕๘.๒| สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม เทวา อาภสฺสรา ยถา ฯ
เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็นสุขดีจริงหนอ เมื่อแว่นแคว้นถูกปล้น อะไรหน่อยหนึ่งของเรามิได้ถูกปล้น เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็น สุขดีจริงหนอ เราทั้งหลายจักมีปีติเป็นภักษา เหมือนดังเทพเจ้าเหล่า อาภัสสระ ฉะนั้น.
กิเมฺหโส มหโต โฆโส กา นุ คาเมว กีฬิยา สมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ กตฺเถโสภิสโฏ ชโน ฯ
เสียงอันกึกก้องของหมู่ชนเป็นอันมากนี้ เพราะอะไร นั่นใครหนอ มากับท่านเหมือนเล่นกันอยู่ในบ้าน ดูกรสมณะ อาตมภาพขอถามท่าน มหาชนนี้ติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร.
มมํ โอหาย คจฺฉนฺตํ เอตฺเถโสภิสโฏ ชโน สีมาติกฺกมนํ ยนฺตํ มุนิโมนสฺส ปตฺติยา มิสฺสํ นนฺทีหิ คจฺฉนฺตํ กึ ชานมนุปุจฺฉสิ ฯ
มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขาไปในที่นี้ ข้าพเจ้าผู้ล่วงเสียซึ่ง เขตแดน คือ กิเลส ออกบวชเพื่อบรรลุถึงมโนธรรม คือ ญาณของ พระมุนี แต่ยังเจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่ พระผู้เป็นเจ้ารู้อยู่ จะถามทำไม.
มาสฺสุ ติณฺโณ อมญฺญิตฺโถ สรีรํ ธารยํ อิมํ อตีรเณยฺยมิทํ กมฺมํ พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ
พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระอันครองผ้ากาสาวะนี้ อย่าได้สำคัญว่าเราข้าม พ้นเขตแดน คือ กิเลสแล้ว กรรม คือ กิเลสนี้ จะพึงข้ามได้ด้วย การทรงเพศบรรพชิตก็หาไม่ เพราะอันตราย คือ กิเลสของพระองค์ยัง มีอยู่มาก.
โก นุ เม ปริปนฺถสฺส มม เอวํวิหาริโน โย เนว ทิฏฺเฐ นาทิฏฺเฐ กามานมภิปตฺถเย ฯ
อันตรายอะไรหนอ จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ไม่ ปรารถนากามทั้งหลายในมนุษยโลกและในเทวโลก.
นิทฺทา ตนฺทิ วิชมฺภิตา อรติ ภตฺตสมฺมโท อาวสนฺติ สรีรฏฺฐา พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ
อันตรายเป็นอันมากแล คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วง- เหงา ความไม่ยินดี ความเมาอาหาร ตั้งอยู่ในสรีระของพระองค์.
กลฺยาณํ วต มํ ภวํ พฺราหฺมณ อนุสาสสิ พฺราหฺมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ โก นุ ตฺวมสิ มาริส ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ.
|๔๖๕.๑| นารโท อิติ นาเมน กสฺสโป อิติ มํ วิทู โภโต สงฺกาเส อาคจฺฉึ สาธุ สพฺภิ สมาคโม ฯ |๔๖๕.๒| ตสฺส เต สพฺโพ อานนฺโท วิหาโร อุปวตฺตตุ ยทูนํ ตํ ปริปูเรหิ ขนฺติยา อุปสเมน จ ฯ |๔๖๕.๓| ปสารย สนฺนตญฺจ อุนฺนตญฺจ ปหารย กมฺมํ วิชฺชญฺจ ธมฺมญฺจ สกฺกตฺวาน ปริพฺพช ฯ
ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยชื่อว่านารทะ โดยโคตรว่ากัสสปะ อาตมามา ในสำนักของพระองค์ด้วยความสำคัญว่าการสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นความดี พระองค์จงทรงมีความยินดีในบรรพชานี้ วิหารธรรมจงเกิด แก่พระองค์ กิจอันใดยังพร่องด้วยศีล การบริกรรมและฌาน พระองค์ จงทรงบำเพ็ญกิจนั้น ให้บริบูรณ์ด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จงทรงคลายออกเสียซึ่งความยุบลงและ ความฟูขึ้น จงทรงกระทำโดยเคารพซึ่งกุศลกรรมบถวิชชาและสมณธรรม แล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์.
|๔๖๖.๑| พหู หตฺถี จ อสฺเส จ นคเร ชนปทานิ จ หิตฺวา ชนก ปพฺพชิโต กปาเล รติมชฺฌคา |๔๖๖.๒| กจฺจิ นุ เต ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา ทูภึ อกํสุ ชนก กสฺมา เต ตํ อรุจฺจถ ฯ
ดูกรพระชนก พระองค์ทรงละช้าง ม้า ชาวนครและชนบทเป็นอันมาก เสด็จออกผนวชทรงยินดีแล้วในบาตร ชาวชนบท มิตรอำมาตย์และ พระประยูรญาติเหล่านั้น ได้กระทำความผิดให้แก่พระองค์หรือหนอ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรนั้น.
น มิคาชิน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ อธมฺเมน ชิเน ญาตึ น จาปิ ญาตโย มมํ ฯ
ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะพระประยูรญาติ อะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย แม้พระยูรญาติ ก็มิได้เคยเอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม.
ทิสฺวาน โลกวตฺตนฺตํ ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ หญฺญเร วชฺฌเร เจตฺถ ยตฺถ สนฺโน ปุถุชฺชโน เอตาหํ อุปมํ กตฺวา ภิกฺขโกสฺมิ มิคาชิน ฯ
ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็น โลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็น เครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมาก ย่อมถูกประหาร และถูกฆ่าในกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้ จึงได้บวชเป็นภิกษุ.
โก นุ เต ภควา สตฺถา กสฺเสตํ วจนํ สุจึ น หิ กปฺปํ วา วิชฺชํ วา ปจฺจกฺขาย รเถสภ สมณมาหุ วตฺตนฺตํ ยถา ทุกฺขสฺสติกฺกโม ฯ
ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำ ของใคร ดูกรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เพราะพระองค์หาได้ตรัสบอกดาบส ผู้เป็นกรรมวาทีหรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชาซึ่ง เป็นไปล่วงทุกข์ไม่.
|๔๗๐.๑| น มิคาชน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ สมณํ พฺราหฺมณํ วาปิ สกฺกตฺวา อนุปาวิสึ ฯ |๔๗๐.๒| มหตา จานุภาเวน คจฺฉนฺโต สิริยา ชลํ คียมาเนสุ คีเตสุ วชฺชมาเนสุ วคฺคุสุ |๔๗๐.๓| ตูริยตาลิตสงฺฆุฏฺเฐ สมฺมตาลสมาหิเต ส มิคาชิน มทฺทกฺขึ ผลึ อมฺพํ ติโรจฺฉทํ ตุทมานํ มนุสฺเสหิ ผลกาเมหิ ชนฺตุภิ |๔๗๐.๔| โส โขหตํ สิรึ หิตฺวา โอโรหิตฺวา มิคาชิน มูลํ อมฺพสฺสุปาคญฺฉึ ผลิโน นิปฺผลสฺส จ |๔๗๐.๕| ผลึ อมฺพํ หตํ ทิสฺวา วิทฺธสฺตํ วินลีกตํ อเถกํ อิตรํ อมฺพํ นีโลภาสํ มโนรมํ |๔๗๐.๖| เอวเมว นูนเมฺหปิ อิสฺสเร พหุกณฺฏเก อมิตฺตา โน วธิสฺสนฺติ ยถา อมฺโพ ผลี หโต |๔๗๐.๗| อชินมฺหิ หญฺญเต ทีปิ นาโค ทนฺเตหิ หญฺญติ ธนมฺหิ ธนิโน หนฺติ อนิเกตมสนฺถวํ ผลี อมฺโพ อผโล จ เต สตฺถาโร อุโภ มม ฯ
ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะและพราหมณ์ โดยส่วนเดียว แต่ไม่เคยเข้าใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยศิริ ไปยังราชอุทยานด้วย อานุภาพใหญ่ เมื่อชาวพนักงานกำลังขับเพลงประโคมดนตรีอยู่ ข้าพเจ้า นั้นได้เห็นต้นมะม่วงกำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง ในพระราชอุทยาน อันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีศิรินั้น ที่มนุษย์ทั้งหลายผู้ปรารถนาผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผล ข้าพเจ้าเห็นต้น มะม่วงอันมีผล ที่บุคคลเบียดเบียนหักแล้วปราศจากใบและก้าน และ ได้เห็นต้นมะม่วงอีกต้นหนึ่งมีใบเขียวสดงดงาม ศัตรูทั้งหลายย่อมกำจัด แม้พวกเราผู้เป็นอิสระ ผู้มีศัตรูดุจหนามเป็นอันมาก เปรียบเหมือนต้น มะม่วงมีผลอันมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว ฉะนั้นคนย่อมฆ่าเสือ เหลืองเพราะหนัง ย่อมฆ่าช้างเพราะงา ย่อมฆ่าคนมั่งคั่งเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีเรือน ไม่มีสันถวะคือตัณหา ต้นมะม่วง ๒ ต้น คือ ต้นหนึ่งมีผลและต้นหนึ่งไม่มีผล เป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า.
|๔๗๑.๑| สพฺโพ ชโน สพฺยาธิโต ราชา ปพฺพชิโต อิติ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา |๔๗๑.๒| อสฺสาสยิตฺวา ชนตํ ฐปยิตฺวา ปฏิจฺฉทํ ปุตฺตํ รชฺเช ฐเปตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
คนทั้งปวง คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงปลอบประชุมชนให้เบาใจ ทรงตั้งความคุ้มครอง ทรงอภิเษกพระราชโอรสในราชสมบัติแล้ว จึง ทรงผนวชในภายหลังเถิด.
จตฺตา มยา ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา สนฺติ ปุตฺตา วิเทหานํ ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน เต รชฺชํ การยิสฺสนฺติ มิถิลายํ ปชาปติ ฯ
เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์และพระประยูรญาติทั้งหลายแล้ว ทีฆาวุราชกุมารผู้ผดุงรัฐ เป็นบุตรของชาววิเทหรัฐมีอยู่ ประชาบดีชาว วิเทหรัฐ จักอภิเษกบุตรเหล่านั้นให้เสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลา.
|๔๗๓.๑| เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยํ วากฺยํ มม รุจฺจติ รชฺชํ ตุวํ การยนฺตี ปาปํ ทุจฺจริตํ พหุํ กาเยน วาจา มนสา เยน คจฺฉสิ ทุคฺคตึ |๔๗๓.๒| ปรทินฺนเกน ปรนิฏฺฐิเตน ปิณฺเฑน ยาเปติ ส ธีรธมฺโม ฯ
มาเถิด อาตมาจักให้เธอศึกษาตามคำที่อาตมาชอบ เมื่อเธอให้โอรส ครองราชสมบัติแล้วพร่ำสอนเรื่องราชสมบัติด้วยคิดว่าลูกของเราเป็นพระ ราชา ก็จะทำบาปทุจริตเป็นอันมากด้วยกาย วาจาและใจ อันเป็นเหตุ ให้ไปสู่ทุคติ การยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ซึ่งสำเร็จ มาแต่ผู้อื่นนี้ เป็นธรรมของนักปราชญ์.
โยปิ จตุตฺเถ ภตฺตกาเล น ภุญฺเช อชฺฌุฏฺฐมาริว ขุทาย มิยฺเย น เตฺวว ปิณฺฑํ ลุลิตํ อนริยํ กุลปุตฺตรูโป สปฺปุริโส นุ เสเว ตยิทํ น สาธุ ตยิทํ น สุฏฺฐุ สุนขุจฺฉิฏฺฐกํ ชนก ภุญฺชเส ตุวํ ฯ
กุลบุตรผู้ฉลาดแม้ใด ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตตกาลที่ ๕ เพียงดังใกล้ จะตาย หรือพึงตายด้วยความหิว กุลบุตรผู้ฉลาดนั้น ก็ไม่พึงบริโภค ก้อนข้าวอันคลุกฝุ่นไม่สะอาดเลยมิใช่หรือ ข้าแต่พระมหาชนก พระองค์ เสวยได้ซึ่งก้อนเนื้อ อันเป็นเดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.
น จาปิ เม สีวลิ โส อภกฺโข ยํ โหติ จตฺตํ คิหิโน สุนขสฺส วา เยเกจิ โภคา อิธ ธมฺมลทฺธา สพฺโพ โส ภกฺโข อนวโยติ วุตฺโต ฯ
ดูกรพระนางสีวลี บิณฑบาตใด เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือนหรือ สุนัขสละแล้ว บิณฑบาตนั้น ชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมาก็หามิได้ ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่ได้มาแล้วโดยธรรม ของบริโภค ทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่าไม่มีโทษ.
กุมาริเก อุปเสนิเย นิจฺจํ นิคฺคลมณฺฑิเต กสฺมา เต เอโก ภุโช ชนติ เอโก เต น ชนตี ภุโช ฯ
ดูกรนางกุมาริกาผู้นอนใกล้มารดา ผู้ประดับประดาเป็นนิตย์ เพราะเหตุไร กำไลมือ ของเธอข้างหนึ่งจึงมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง.
|๔๗๗.๑| อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺกา ทุนีวรา สงฺฆฏฺฏา ชายเต สทฺโท ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๗๗.๒| อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺโก เอกนีวโร โส อทุติโย น ชนติ มุนิภูโตว ติฏฺฐติ |๔๗๗.๓| วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ
ข้าแต่สมณะ กำไลมือสองอันซึ่งสวมอยู่ที่มือของดิฉันนี้ เพราะกำไล สองอันกระทบกันจึงมีเสียงดัง กำไลมือสองอันจึงมีเสียงดัง กำไลมือ อันหนึ่งสรวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน ไม่มีอันที่สอง จึงไม่เกิดเสียงดัง ราวกะว่ามุนีสงบนิ่งอยู่ บุคคลสองคนถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียว จักวิวาทกับใคร ท่านผู้ปรารถนาสวรรค์จงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด.
|๔๗๘.๑| สุณสิ สีวลิ คาถา กุมาริยา ปเวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๗๘.๒| อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ |๔๗๘.๓| มา จ มํ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน ฯ อิมเมว กถยนฺตา ถูณํ นครมุปาคมุํ ฯ |๔๗๘.๔| โกฏฺฐเก อุสุการสฺส ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ตตฺร จ โส อุสุกาโร เอกํ ทณฺฑํ อุชุํ กตํ เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขติ ฯ
ดูกรพระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกา เป็นเพียงสาวใช้มาติเตียนเรา ความประพฤติของเราทั้งสอง อาตมาเป็น บรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อมเป็นเหตุแห่งคำติเตียน ดูกรนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้ อันเราทั้งสองผู้เดินทางสัญจรมาแล้ว เธอจงถือเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จักถือเอาอีกทางหนึ่ง เธออย่าเรียกอาตมา ว่า เป็นพระสวามีของเธอและอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสี ของอาตมาอีก เมื่อกษัตริย์ทั้งสองตรัสข้อความนี้ ต่างก็เสด็จเข้าไปยัง ถูณนคร เมื่อใกล้เวลาภัตตกาล พระราชาประทับอยู่ ณ ซุ้มประตูของ นายช่างศร นายช่างศรหลับตาข้างหนึ่ง เล็งลูกศรอันคดที่ตนดัดให้ตรง ด้วยตาข้างหนึ่ง.
เอวนฺโน สาธุ ปสฺสสิ อุสุการ สุโณหิ เม ยเทกํ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขสิ ฯ
ดูกรนายช่างศร ท่านจงฟังอาตมา ท่านหลับตาข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรอันคด ด้วยนัยน์ตาข้างหนึ่งด้วยประการใด ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์ ด้วยประการนั้นหรือหนอ.
|๔๘๐.๑| ทฺวีหิ สมณ จกฺขูหิ วิสาลํ วิย ขายติ อปฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ นุชุภาวาย กปฺปติ ฯ |๔๘๐.๒| เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขโต สมฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ อุชุภาวาย กปฺปติ ฯ |๔๘๐.๓| วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ
ข้าแต่สมณะ การเล็งด้วยนัยน์ตาทั้งสองปรากฏว่าเหมือนพร่าไปไม่ถึงคด ข้างหน้า ย่อมไม่สำเร็จความดัดให้ตรง ถ้าหลับนัยน์ตาข้างหนึ่งเล็งดูที่ คดด้วยนัยน์ตาข้างหนึ่ง เล็งได้ถึงที่คดข้างหน้า ย่อมสำเร็จความดัดให้ ตรง บุคคลสองคนถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านผู้ปรารถนาสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด.
|๔๘๑.๑| สุณสิ สีวลิ คาถา อุสุกาเรน เวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๘๑.๒| อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ |๔๘๑.๓| เนว มํ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน มุญฺชา อิสกา ปพฺยูฬฺหา เอกา วิหร สีวลีติ ฯ มหาชนกชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------
ดูกรพระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นายช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง นายช่างศร เป็นเพียงคนใช้มาติเตียนเรา ความประพฤติของเราทั้งสอง คือ อาตมา เป็นบรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อมเป็นเหตุแห่งคำติเตียน ดูกรนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้ อันเราทั้งสองผู้เดินทางสัญจรมาแล้ว เธอจงถือเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จะถือเอาอีกทางหนึ่ง เธออย่าเรียกอาตมา ว่า เป็นพระสวามีของเธอและอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสี ของอาตมาอีก หญ้ามุงกระต่ายที่เราถอนขึ้นแล้วนี้ ไม่อาจจะสืบต่อกันอีก ได้ ฉันใด แม้เราก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาจักอยู่ผู้เดียว เธอก็จงอยู่ผู้เดียวเถิด พระนางสีวลี. จบ มหาชนกชาดกที่ ๒