๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) ว่าด้วยโสณนันทดาบส (พระเจ้ามโนชะเมื่อทรงพิจารณาดาบสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)
ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ หรือเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์กันแน่หนอ พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร (นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)
อาตมภาพไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ แม้ท้าวสักกปุรินททะก็ไม่ใช่ อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ขอถวายพระพร ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ภารถมหาบพิตร (พระเจ้ามโนชะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
พระคุณเจ้าได้ทำการขวนขวายช่วยเหลือมิใช่น้อยเห็นปานนี้ เมื่อฝนตก พระคุณเจ้าก็ได้ทำให้ฝนหยุด
จากนั้นเมื่อลมแรง แดดกล้า พระคุณเจ้าก็ได้ทำเงาอันร่มเย็น ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางศัตรู
ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล และได้นำประชาชนผู้อยู่ในแคว้นเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของโยม ต่อมาก็ได้ทำให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามโยม
โยมมีความพอใจต่อพระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งปลื้มใจอันใด คือ ยานพาหนะที่เทียมด้วยช้าง รถเทียมด้วยม้า นารีที่ประดับด้วยเครื่องอลังการ และหรือนิเวศน์อันรื่นรมย์สำราญ ขอพระคุณเจ้าออกปากขอมาเถิด โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ @เชิงอรรถ : @ ภารถมหาบพิตร หมายถึงพระราชาผู้รับภาระปกครองแคว้น, ผู้บริหารราชการแผ่นดิน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๓/๑๘๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
หรือว่าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดในแคว้นอังคะก็ตาม มคธก็ตาม โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ หรือพระคุณเจ้าประสงค์แคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี โยมก็เต็มใจถวายสิ่งนั้นแด่พระคุณเจ้า
หรือแม้ราชสมบัติกึ่งหนึ่ง โยมก็จะถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ราชสมบัติ นิมนต์แนะนำสิ่งที่พระคุณเจ้าประสงค์มาเถิด (นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลชี้แจงความประสงค์ของตนว่า)
ราชสมบัติก็ตาม บ้านเมืองก็ตาม ทรัพย์สมบัติก็ตาม อาตมภาพไม่ต้องการ แม้ถึงชนบทอาตมภาพก็ไม่มีความต้องการ
ในพระราชอาณาจักรของมหาบพิตรผู้เจริญ มีอาศรมหลังหนึ่งอยู่ ณ ราวป่า บิดามารดาทั้ง ๒ ของอาตมภาพพำนักอยู่ ณ อาศรมนั้น
อาตมภาพไม่ได้ทำบุญในท่านทั้ง ๒ ผู้เป็นบุรพาจารย์นั้นเลย อาตมภาพจะทำการทูลเชิญมหาบพิตรผู้ทรงพระเจริญ แล้วจะขอการสังวร (ขอโทษ) กับโสณบัณฑิต (พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสนั้นว่า)
ท่านพราหมณ์ โยมจะทำตามคำของพระคุณเจ้า ตามที่พระคุณเจ้าพูดกับโยม แต่เรื่องนั้นพระคุณเจ้าบอกโยมมาเถิดว่า ผู้วิงวอนขอร้องมีจำนวนเท่าไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) (นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)
คหบดี ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด และพระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ ผู้วิงวอนขอร้อง ก็จักเพียงพอ (พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสว่า)
พนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมช้างและม้า นายสารถีจงเทียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก จงยกธงขึ้นปักที่แท่นปักธง เราจักไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสพำนักอยู่ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมกับจาตุรงคเสนา ได้เสด็จถึงอาศรมอันน่ารื่นรมย์ที่โกสิยดาบสอยู่ (พระเจ้ามโนชะทรงเห็นโสณดาบสโพธิสัตว์มา จึงตรัสว่า)
หาบของใครผู้จะไปหาบน้ำ ทำด้วยไม้กระทุ่ม ไม่ถูกต้องบ่า ลอยขึ้นสู่อากาศ (ห่างบ่า)ประมาณ ๔ องคุลี (โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ข้าแต่มหาราช อาตมภาพคือโสณดาบส ผู้อดกลั้นประพฤติวัตร ไม่เกียจคร้าน เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนวัน
ขอถวายพระพร พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการะที่ท่านทั้งสอง ได้ทำไว้แล้วในกาลก่อนอยู่เนืองๆ จึงนำเอาผลไม้และเผือกมันในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) (พระเจ้ามโนชะทรงประสงค์จะทำความคุ้นเคยกับโสณบัณฑิตดาบส จึงตรัสว่า)
โยมทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสอยู่ พระคุณเจ้าโสณะ นิมนต์พระคุณเจ้า กรุณาบอกหนทางแก่พวกโยมด้วย พวกโยมจะไปถึงอาศรมได้โดยหนทางใด (โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ขอถวายพระพรพระราชา หนทางนี้เป็นทางเดินเท้าสำหรับคนผู้เดียว ณ ที่ใด มีป่าสีเขียวครามคล้ายเมฆ ดารดาษไปด้วยต้นทองกวาว ท่านโกสิยดาบสพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
มหาฤๅษี ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหาะขึ้นในอากาศพร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย แล้วรีบด่วนหลีกไปในอากาศ
ปัดกวาดอาศรม ปูลาดอาสนะแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา บอกกล่าวบิดาให้รู้ตัวว่า
ข้าแต่มหาฤๅษี กษัตริย์ผู้อภิชาติ ทรงมีพระอิสริยยศทั้งหลายเหล่านี้ กำลังเสด็จมา ขอท่านพ่อจงออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด
มหาฤๅษีสดับคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้ว รีบออกจากอาศรม นั่งอยู่ใกล้ประตูอาศรมของตน (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้นมีหมู่กษัตริย์แวดล้อม เป็นประดุจกองทัพรุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชานุภาพ กำลังเสด็จมา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ร่าเริง
ใครมีหน้าผากสวมกรอบอุณหิสทองคำอันหนา มีวรรณะประดุจสายฟ้า ใครหนอยังหนุ่มแน่นผูกสอดแล่งลูกศร รุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
อนึ่ง ใบหน้าของใครงดงามผุดผ่อง ดุจทองคำที่ละลายคว้างอยู่ปากเบ้า มีสีดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
ฉัตรมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นบังแสงอาทิตย์ เขาประคองกั้นแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินแวดล้อมเรือนร่างของใคร ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งกำลังมาบนคอช้าง
เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ ของใครเรียงรายอยู่โดยรอบ ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ผู้ทรงมีพระอิสริยยศ กำลังแวดล้อมติดตามใครอยู่โดยรอบ ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
อนึ่ง เสนา ๔ เหล่า คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ แวดล้อมตามใครอยู่โดยรอบ ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
เสนาหมู่ใหญ่นั่นของใคร นับไม่ถ้วน แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร
พระเจ้ามโนชะผู้เป็นราชาธิราช เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย ผู้มีชัยกำลังเสด็จมาสู่อาศรมของท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทรงขอขมาโทษแทนนันทดาบส
นั้นเสนาหมู่ใหญ่ของพระองค์นับไม่ถ้วน แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร
พระราชาทั้งหลายมีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ทรงพระภูษากาสิกพัสตร์อันอุดม ทุกพระองค์ต่างประนมมือเสด็จเข้าไปหาพระฤๅษี (ต่อแต่นั้น พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)
พระคุณเจ้าผู้เจริญมีความสุขสำราญดี ไม่มีโรคเบียดเ บียนหรือ พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการแสวงหามูลผลาหารหรือ เผือก มัน และผลไม้ยังมีอยู่มากหรือ
เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ (โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ข้าแต่พระราชา พวกอาตมภาพ มีความสุขสำราญดี และไม่มีโรคเบียดเบียน อนึ่ง อาตมภาพทั้งหลายยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วยการแสวงหามูลผลาหาร และเผือก มัน ผลไม้ก็ยังมีมากอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
อนึ่ง เหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย เนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านในป่าก็ไม่มาเบียดเบียนอาตมภาพเลย
หลายปีมาแล้ว อาตมาอยู่ในอาศรมนี้ ยังไม่รู้จักความอาพาธที่ไม่ทำใจให้รื่นรมย์ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงโดยลำดับ สิ่งใดที่ทรงพอพระทัย โปรดตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด
ข้าแต่พระราชา ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า มีรสหวานเล็กน้อย เชิญพระองค์เลือกเสวยผลดีๆ เถิด
น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท ตักมาจากซอกเขา มหาบพิตรหากพระองค์ประสงค์ ขอทรงดื่มเถิด (พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)
สิ่งที่พระคุณเจ้าให้โยมก็รับไว้แล้ว พระคุณเจ้าทำให้มีค่าสำหรับคนทุกคน ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดเงี่ยโสตสดับ คำของนันทดาบสเถิด ท่านจะกล่าว
พวกโยมเป็นบริษัทของนันทดาบส พากันมายังสำนักของพระคุณเจ้าผู้เจริญ เพื่อจะขอขมาโทษ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดสดับฟังคำของนันทดาบสและของบริษัทเถิด (นันทบัณฑิตเมื่อเจรจากับบริษัทของตน จึงกล่าวว่า)
ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด และพระราชาผู้เจริญทรงพระนามว่า มโนชะ โปรดทรงสดับคำของอาตมภาพสักเล็กน้อย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
อนึ่ง ยักษ์ ภูต และเทวดาทั้งหลายในป่า ที่พากันมาประชุมอยู่ในอาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ภูตทั้งหลาย แล้วจะกล่าวกับโสณฤๅษีผู้มีวัตรดีงาม ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้วว่า เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน
ข้าแต่ท่านพี่โกสีย์ผู้กล้าหาญ เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์ จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านพี่จงอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย
แท้จริง การบำรุงมารดาและบิดานั้น สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ขอท่านพี่จงสละการบำรุงมารดาบิดานั้นให้ข้าพเจ้าเถิด ท่านพี่ได้กระทำกุศลมานานแล้ว ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด บัดนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้งหลายบ้าง ขอท่านพี่จงมอบโลกสวรรค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด
ข้าแต่ท่านพี่ผู้เป็นฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายผู้รู้บทแห่งธรรม ในธรรมว่า เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ เหมือนอย่างท่านพี่รู้ มีอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกัน
ท่านโสณบัณฑิตผู้พี่ห้ามข้าพเจ้า ผู้จะบำรุงมารดาและบิดาให้มีความสุขด้วยการอุปัฏฐาก และการนวดเฟ้น จากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นคนปิดกั้นหนทางอันประเสริฐ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) (เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศให้ทราบว่า)
ขอถวายพระพรมหาราช กษัตริย์ผู้เจริญทั้งหลาย ผู้จะขอขมาโทษแทนน้องชายของอาตมภาพ ขอทรงสดับคำ ของอาตมภาพ ผู้ใดยังสกุลวงศ์อันเก่าแก่ให้เสื่อมไป ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญในสกุลทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก
ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ ก็ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเก่าแก่ ถึงพร้อมด้วยจารีต ชนเหล่านั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ
มารดาและบิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว เครือญาติและพวกพ้อง ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ท่านภารถ
ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ อาตมภาพต้องรับภาระอันหนักและไม่ละเลยธรรม เหมือนนายเรือต้องรับภาระอันหนัก พยายามนำเรือไป เพราะว่าอาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ (พระราชาทุกพระองค์ทรงพอพระทัย ทรงชมเชยโสณดาบสโพธิสัตว์ว่า)
เราทั้งหลายได้บรรลุญาณคือปัญญาในความมืด ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้ง แก่เราทั้งหลายเหมือนเปลวเพลิงจากไฟป่าในเวลามืดมิด
ดวงอาทิตย์เหล่ากอแห่งวาสุเทพเปล่งรัศมีอุทัยอยู่ ย่อมส่องแสงให้เห็นรูปทั้งดีทั้งชั่วอย่างแจ่มแจ้งแก่เหล่าสัตว์ฉันใด ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้งแก่เราทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒) (ลำดับนั้น นันทบัณฑิตกล่าวว่า)
ถ้าท่านพี่ไม่ยอมรับรู้ ถึงการประคองอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าจักประพฤติตามท่านพี่ จักตั้งใจปฏิบัติบำรุงท่านพี่ (โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิต จึงกล่าวว่า)
นันทะ เธอรู้แจ้งชัดถึงสัทธรรม ที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงไว้แล้วอย่างแท้จริง เธอเป็นผู้ประเสริฐ มีมารยาทงาม พี่พอใจเธอยิ่งนัก
พี่จะบอกท่านพ่อท่านแม่ ขอท่านทั้ง ๒ จงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้เป็นเพียงภาระชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าหามิได้
นันทดาบส กระทำการขอขมาโทษอ้อนวอนขอกับข้าพเจ้า เพื่อบำรุงท่านทั้ง ๒ อันเป็นการอุปัฏฐาก ที่นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดานั้นบ้าง
บรรดาท่านทั้ง ๒ ผู้สงบ ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านผู้ใดปรารถนา ขอท่านคนหนึ่งจงปรารถนานันทะเถิด ขอนันทะจงบำรุงใครคนหนึ่งในท่านทั้ง ๒ ตามต้องการเถิด (มารดาของโสณดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)
โสณะ แม่และพ่ออาศัยเธอ เธออนุญาตแล้ว แม่พึงได้จุมพิตนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่กระหม่อมเถิด
เพราะนานเหลือเกินจึงได้เห็นนันทะ หัวใจของแม่ย่อมหวั่นไหว เหมือนใบอ่อนของต้นโพธิ์ถูกลมพัดไหวไปมา
เมื่อใดแม่หลับลงฝันเห็นนันทะมา แม่ก็เบิกบานดีใจว่า ลูกนันทะของแม่มาแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
แต่เมื่อใดแม่ตื่นขึ้นแล้วไม่เห็นนันทะมา ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อยกลับทับถมโดยยิ่ง
แม่เห็นนันทะกลับมาในวันนี้ ขอนันทะผู้เป็นที่รักของพ่อแม่จงเข้าไปยังเรือนของพวกเราเถิด
นันทะเป็นลูกสุดที่รักแม้ของบิดา นันทะไม่ควรจากเรือนนี้ไปอีก พ่อโสณะ ขอนันทะจงได้สิ่งที่ตนปรารถนาเถิด ขอนันทะจงบำรุงแม่เถิด (โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศพระคุณของมารดาว่า)
พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง และเป็นผู้ให้รส (คือ น้ำนม) แก่พวกเรามาก่อน เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า
พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้ให้รสมาก่อน เป็นผู้คุ้มครอง เป็นที่เข้าไปประกอบบุญกุศล เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า (โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศว่ามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่บุคคลอื่นจะทำได้ จึงกล่าวว่า)
มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบน้อมเทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย
เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้ เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี @เชิงอรรถ : @ มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึงทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”@ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ@มีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๒๐๗) @ เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด(ไข่สุก)เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา@หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดในท้องของตน) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๒๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด
เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้ ด้วยน้ำนมบ้าง ด้วยการร้องเพลงกล่อมบ้าง ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี
จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร
ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองรักษาไว้เพื่อบุตรนั้น ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา
มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวเป็นหนุ่ม ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้
บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรคนนั้นชื่อว่า ประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)
บุตรที่บิดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรคนนั้นชื่อว่า ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงมารดา
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงบิดา
ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงมารดา
ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงบิดา
สังคหวัตถุ ทั้งหลาย คือ ๑. ทาน (การให้) ๒. ปิยวาจา (การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก) ๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) ๔. สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตาม สมควรในที่นั้นๆ) ทั้ง ๔ ประการนี้ยังมีอยู่ในโลกนี้ เหมือนเพลารถยังมีแก่รถที่กำลังแล่นไป @เชิงอรรถ : @ สังคหวัตถุ หมายถึงหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงบุตรพึง@ปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยหลัก ๔ ประการ คือ (๑) ทาน การให้(สิ่งของ)แก่มารดาบิดา (๒) เปยยวัชชะ@พึงเจรจาแต่คำที่น่ารัก (๓) อัตถจริยา พึงประพฤติประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่(ของท่าน)ที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ@(๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร หมายถึงความประพฤติยำเกรงต่อผู้@ใหญ่ทั้งหลาย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๘/๒๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] รวมชาดกที่มีในนิบาต
หากว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย หรือบิดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย
ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นสังคหวัตถุเหล่านี้โดยชอบ เพราะฉะนั้น จึงบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ ทั้งบัณฑิตเหล่านั้นยังเป็นผู้น่าสรรเสริญอีกด้วย
มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่า ๑. เป็นพรหมของบุตร ๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร ๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร ๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้ และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน
เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล โสณนันทชาดกที่ ๒ จบ รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ ๑. กุสชาดก ๒. โสณนันทชาดก สัตตตินิบาตจบ @เชิงอรรถ : @ มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร@เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ@อย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๒๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ โสณนนฺทชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. โสณนันทชาดก เรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ หรือว่า เป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร.
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นมฺหิ สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา เอวํ ชานาหิ ภารถ ฯ
อาตมภาพไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็นคนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ดูกรภารถะ มหาบพิตรจงทราบอย่างนี้.
|๑๓๖.๑| กตรูปมิทํ โภโต เวยฺยาวจฺจํ อนปฺปกํ เทวมฺหิ วสฺสนามมฺหิ อโนวสฺสํ ภวํ อกา ฯ |๑๓๖.๒| ตโต วาตาตเป โฆเร สีตจฺฉายํ ภวํ อกา ฯ ตโต อมิตฺตมชฺเฌสุ สรตาณํ ภวํ อกา ฯ |๑๓๖.๓| ตโต ผีตานิ รฏฺฐานิ วสิโน เต ภวํ อกา ตโต เอกสตํ ขเตฺย อนุยนฺเต ภวํ อกา ฯ |๑๓๖.๔| ปติตาสฺสุ มยํ โภโต วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ หตฺถิยานํ อสฺสรถํ นาริโย จ อลงฺกตา นิเวสนานิ รมฺมานิ มยํ โภโต ททามเส ฯ |๑๓๖.๕| อถวงฺเค วา มคเธ มยํ โภโต ททามเส อถวา อสฺสกาวนฺตึ สุมนา ทมฺม เต มยํ ฯ |๑๓๖.๖| อุปฑฺฒํ วาปิ รชฺชสฺส มยํ โภโต ททามเส สเจ เต อตฺโถ รชฺเชน อนุสาส ยทิจฺฉสิ ฯ
ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่พระผู้เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือ เมื่อฝนตก พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดด ร้อน พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางแห่งศัตรู แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำ บ้านเมืองอันรุ่งเรืองและชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าจะ ปรารถนาสิ่งที่จะให้จิตชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียม ด้วยม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือรมณียสถานอัน เป็นที่อยู่อาศัยอันใด ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิด ข้าพเจ้าขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาแคว้น อังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้ เป็นเจ้าปรารถนาแคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอ ถวายแคว้นเหล่านั้นให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือแม้พระผู้เป็นเจ้าปรารถนา ราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระคุณเจ้า มีความต้องการด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้า ปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.
น เม อตฺโถปิ รชฺเชน นคเรน ธเนน วา อโถปิ ชนปเทน อตฺโถ มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ
อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์หรือแม้ ชนบท อาตมภาพไม่มีความต้องการเลย.
|๑๓๘.๑| โภโตว รฏฺเฐ วิชิเต อรญฺเญ อตฺถิ อสฺสโม ปิตา มยฺหํ ชเนตฺตี จ อุโภ สมฺมนฺติ อสฺสเม ฯ |๑๓๘.๒| เตสาหํ ปุพฺพาจริเยสุ ปุญฺญํ น ลภามิ กาตเว ภวนฺตํ อชฺฌาวรํ กตฺวา โสณํ ยาเจมุ สํวรํ ฯ
ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร มีอาศรมอยู่ในป่า มารดาและบิดา ทั้งสองท่านของอาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญ ในท่านทั้งสอง ผู้เป็นบูรพาจารย์นั้น อาตมภาพขอเชิญมหาบพิตรผู้ประเสริฐยิ่ง ไปขอขมาโทษโสณดาบส เพื่อสังวรต่อไป.
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ พฺราหฺมณ เอตญฺจ โข โน อกฺขาหิ กีวนฺโต โหนฺตุ ยาจกา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำตามคำที่พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้า ทุกประการ ก็แต่ว่า บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอ พระคุณเจ้าจงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อลํ เหสฺสนฺติ ยาจกา ฯ
ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้ เป็นอภิชาตผู้เรืองยศเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งมหาบพิตรซึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษประมาณเท่านี้ก็พอแล้ว ขอ ถวายพระพร.
หตฺถี อสฺเส จ โยเชนฺตุ รถํ สนฺนยฺห สารถิ อาพนฺธนานิ คณฺหาถ ปาทาสุสฺสารยทฺธเช อสฺสมนฺตํ คมิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเตรียมช้าง จงเตรียมม้า นายสารถีท่านจง เตรียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้ง หลาย เราจะไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคินี อคมาสิ อสฺสมํ รมฺมํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอัน น่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
กสฺส กาทมฺพโย กาโช เวหาสํ จตุรงฺคุลํ อํสํ อสํผุสํ เอติ อุทหารสฺส คจฺฉโต ฯ
ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้ไปเพื่อหาบน้ำ ลอยมายังเวหาส มิได้ถูกบ่า ห่างประมาณ ๔ องคุลี.
|๑๔๔.๑| อหํ โสโณ มหาราช ตาปโส สหิตพฺพโต ภรามิ มาตาปิตโร รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ |๑๔๔.๒| วนผลญฺจ มูลญฺจ อาหริตฺวา ทิสมฺปติ โปเสมิ มาตาปิตโร ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ฯ
ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่าโสณะ เป็นดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้ว มิได้เกียจคร้านเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น เจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณที่ท่านทั้งสองได้กระทำแล้ว ใน กาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและเผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.
อิจฺฉาม อสฺสมํ คนฺตุํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย มคฺคํ โน โสณ อกฺขาหิ เยน คจฺเฉมุ อสฺสมํ ฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยังอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส ข้าแต่ท่านโสณะ ขอท่านได้โปรดบอกทางจะไปยังอาศรมนั้นแก่ข้าพเจ้า ทั้งหลายเถิด.
อยํ เอกปที ราช เยเนตํ เมฆสนฺนิภํ โกวิลาเรหิ สญฺฉนฺนํ เอตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ดูกรมหาบพิตร ทางนี้เป็นทางสำหรับเดินคนเดียว ขอเชิญมหาบพิตร เสด็จไปยังป่าอันสะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชะอุ่มดังสีเมฆ โกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.
|๑๔๗.๑| อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ ตรมาโน มหาอิสิ เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติเย ฯ |๑๔๗.๒| อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ปญฺญเปตฺวาน อาสนํ ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา ปิตรํ ปฏิโพธยิ ฯ |๑๔๗.๓| อิเม อายนฺติ ราชาโน อภิชาตา ยสสฺสิโน อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน นิสีท ตฺวํ มหาอิเส ฯ |๑๔๗.๔| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ตรมาโน มหาอิสิ อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน สทฺวารมฺหิ อุปาวิสิ ฯ
โสณมหาฤาษีครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้พร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลาง หาว แล้วรีบหลีกไปยังสระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรมแต่ง ตั้งอาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลาแจ้งให้ดาบสผู้เป็นบิดาทราบว่า ข้า แต่ท่านมหาฤาษี พระราชาทั้งหลายผู้อภิชาตเรืองยศเหล่านี้เสด็จมาหา ขอ เชิญบิดาออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤาษีได้ฟังคำของโสณบัณฑิตนั้น แล้วรีบออกจากอาศรมมานั่งที่ประตูของตน.
|๑๔๘.๑| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตํริว เตชสา ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ โกสิโย เอตทพฺรวิ ฯ |๑๔๘.๒| กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ |๑๔๘.๓| กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๔| อุกฺกามุขปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ มุขญฺจ รุจิราภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๕| กสฺส ปคฺคหิตํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๖| กสฺส องฺคํ ปริคฺคยฺห วาลวีชนิมุตฺตมํ จรนฺติ วรปุญฺญสฺส หตฺถิกฺขนฺเธน อายโต ฯ |๑๔๘.๗| กสฺส เสตานิ ฉตฺตานิ อาชานียา จ วมฺมิกา สมนฺตา ปริกิรนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๘| กสฺส เอกสตํ ขตฺยา อนุยนฺตา ยสสฺสิโน สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๙| หตฺถิอสฺสรถปตฺติ- เสนา จ จตุรงฺคินี สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ |๑๔๘.๑๐| กสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ อกฺโขภินี อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น ซึ่งมีหมู่กษัตริย์ห้อมล้อมเป็น กองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรืองด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่า กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชาผู้เป็นจอมทัพ ให้ร่าเริงอยู่ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของใคร หน้าผากของใครสวมแล้ว ด้วยแผ่นทองอันหนามีสีดุจสายฟ้า ใครกำลังหนุ่มแน่นผูกสอดด้วยกำ ลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่ อนึ่งหน้าของใครงามผุดผ่อง ดุจ ทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้ามีสีดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ ฉัตรพร้อมด้วยคันหน้ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์ อันบุคคลกางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ ชน ทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินเคียงองค์ของใคร ผู้มีบุญอัน ประเสริฐมาอยู่โดยคอช้างเศวตรฉัตรม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ เรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศ เป็นอนุยนต์เดินแวดล้อมตามอยู่ โดยรอบของใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าเดินแวดล้อมตามอยู่ โดยรอบใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้ นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังห้อมล้อมตามหลัง ใครมา.
|๑๔๙.๑| ราชาภิราชา มโนโช อินฺโทว ชยตํ ปติ นนฺทสฺสชฺฌาวรํ เอติ อสฺสมํ พฺรหฺมจารินํ ฯ |๑๔๙.๒| ตสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ อกฺโขภินี อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น คือ พระเจ้ามโนราชาธิราชเป็นเพียงดัง พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เข้าถึงความเป็นบริษัทของ นันทดาบส กำลังมาสู่อาศรมอันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เสนาหมู่ใหญ่ นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด ดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้า มโนชะนั้นมา.
อนุลิตฺตา จนฺทเนน กาสิกุตฺตมธาริโน สพฺเพ ปญฺชลิกา หุตฺวา อิสีนํ อชฺฌุปาคมุํ ฯ
พระราชาทุกพระองค์ ทรงลูบไล้ด้วยจันทน์หอม ทรงผ้ากาสิกพัสตร์ อย่างดี ทุกพระองค์ทรงประคองอัญชลีเข้าไปยังสำนักของฤาษีทั้งหลาย.
|๑๕๑.๑| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๕๑.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน พาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
พระคุณเจ้าผู้เจริญไม่มีโรคาพาธหรือ พระคุณเจ้าสุขสำราญดีอยู่หรือ พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไปสะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหารแล หรือ เหง้ามันและผลไม้มีมากแลหรือ เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลาน มีน้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียน บ้างหรือ.
|๑๕๒.๑| กุสลญฺเจว โน ราช อโถ ราช อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๕๒.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน พาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๕๒.๓| พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมตํ อิธ นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ |๑๕๒.๔| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ |๑๕๒.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ |๑๕๒.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่มีโรคาพาธ มีความสุขสำราญดี เยียวยาอัตภาพได้สะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหาร ทั้งมูลมันผลไม้ก็ มีมาก เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีน้อย ในป่าอันเกลื่อนกล่นไป ด้วยพาฬมฤคไม่มีมาเบียดเบียนอาตมภาพ เมื่ออาตมภาพได้อยู่ในอาศรม นี้หลายปีมาแล้ว อาตมภาพไม่รู้สึกอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจเกิด ขึ้นเลย ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และพระองค์ไม่ได้ เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นอิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกสิ่งที่ ทรงชอบพระหฤทัยซึ่งมีอยู่ ณ ที่นี้เถิด ขอเชิญมหาบพิตรเสวยผล มะพลับ ผลมะหาด ผลมะทรางและผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรส หวานน้อยๆ เชิญเลือกเสวยแต่ผลที่ดีๆ เถิด น้ำนี้เย็นนำมาแต่ ซอกเขา ขอเชิญมหาบพิตรดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา.
|๑๕๓.๑| ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ นนฺทสฺสาปิ นิสาเมถ วจนํ โส ปวกฺขติ ฯ |๑๕๓.๒| อชฺฌาวรมฺหา นนฺทสฺส โภโต สนฺติกมาคตา สุณาตุ เม ภวํ วจนํ นนฺทสฺส ปริสาย จ ฯ
สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้ ข้าพเจ้าขอรับสิ่งนั้น พระคุณเจ้ากระทำให้ถึงแก่ ข้าพเจ้าทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงเงี่ยโสตสดับคำของนันทดาบสที่ท่านจะ กล่าวนั้นเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทดาบส มาแล้วสู่สำนัก ของพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดสดับคำของข้าพเจ้า ของนันทดาบส และของบริษัทเถิด.
|๑๕๔.๑| ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อนุมญฺญนฺตุ เม วโจ ฯ |๑๕๔.๒| เย จ สนฺติ สมิตาโร ยกฺขานิ อิธมสฺสเม อรญฺเญ ภูตภพฺยานิ สุณนฺตุ วจนํ มม ฯ |๑๕๔.๓| นโม กตฺวาน ภูตานํ อิสึ วกฺขามิ สุพฺพตํ โส ตฺยาหํ ทกฺขิณา พาห ตว โกสิย สมฺมโต ฯ |๑๕๔.๔| ปิตรํ เม ชเนตฺตึ จ ภตฺตุกามสฺส เม สโต วีร ปุญฺญมิทํ ฐานํ มา มํ โกสิย วารย ฯ |๑๕๔.๕| สพฺภิเหตํ อุปญฺญาตํ มเมตํ อุปนิสฺสช อุฏฺฐานปาริจริยาย ทีฆรตฺตํ ตยา กตํ มาตาปิตูสุ ปุญฺญานิ มม โลกทโท ภว ฯ |๑๕๔.๖| ตเถว สนฺติ มนุชา ธมฺเม ธมฺมปทํ วิทู มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส ยถา ชานาสิ ตฺวํ อิเส ฯ |๑๕๔.๗| อุฏฺฐานปาริจริยาย มาตาปิตุสุขาวหํ ตํ มํ ปุญฺญานิ วาเรติ อริยมคฺคาวโร นโร ฯ
ชาวชนบทร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลประมาณเท่านั้น กษัตริย์อภิชาติผู้ เรืองยศทั้งหมดนี้ และพระเจ้ามโนชะผู้เจริญจงเข้าใจคำของข้าพเจ้า ยักษ์ ทั้งหลายภูตและเทวดาทั้งหลายในป่า เหล่าใด ซึ่งมาประชุมกันอยู่ใน อาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ เทวดาทั้งหลายแล้วจักกล่าวกะฤาษีผู้มีวัตรอันงาม ข้าพเจ้านั้น ชาวโลก สมมติแล้วว่าเป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน จึงนับว่าเป็นแขนขวาของ ท่าน ข้าแต่ท่านโกสิยะผู้มีความเพียร เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ประสงค์จะเลี้ยง ดูมารดาบิดาของข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านอย่าได้ห้ามข้าพเจ้า เสียเลย จริงอยู่ การบำรุงมารดาบิดานี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ขอท่านจงอนุญาตการบำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมา แล้วสิ้นกาลนาน ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด บัดนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดาและบิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่พระฤาษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบ บทแห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ เหมือนดังท่านทราบ ฉะนั้น การบำรุงมารดาบิดาด้วยการอุปัฏฐากและการบีบนวดชื่อว่านำ ความสุขมาให้ ท่านห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นอันห้ามทางอัน ประเสริฐ.
|๑๕๕.๑| สุณนฺตุ โภนฺโต วจนํ ภาตุรชฺฌาวรา มม กุลวํสํ มหาราช โปราณํ ปริหาปยํ อธมฺมจารี เชฏฺเฐสุ นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ |๑๕๕.๒| เย จ ธมฺมสฺส กุสลา โปราณสฺส ทิสํปติ จาริตฺเตน จ สมฺปนฺนา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๑๕๕.๓| มาตา ปิตา จ ภาตา จ ภคินี ญาติพนฺธวา สพฺเพ เชฏฺฐสฺส เต ภารา เอวํ ชานาหิ ภารถ ฯ |๑๕๕.๔| อาทิยิตฺวา ครุํ ภารํ นาวิโก วิย อุสฺสเห ธมฺมญฺจ นปฺปมชฺชามิ เชฏฺโฐ จสฺมิ รเถสภ ฯ
ขอมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เป็นบริษัทของน้องนันทะ จงสดับถ้อย คำของอาตมภาพ ผู้ใดยังวงศ์ตระกูลแต่เก่าก่อนให้เสื่อม ไม่ประพฤติ ธรรมในบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก ดูกรท่านผู้เป็นใหญ่ ในทิศ ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเป็นของเก่า และถึง พร้อมด้วยจารีต ชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ มารดา บิดา พี่ชาย น้อง ชาย พี่สาว น้องสาว ญาติและเผ่าพันธุ์ ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเป็น ภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด มหาบพิตร ดูกร มหาบพิตรผู้เป็นจอมทัพ ก็อาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ จึงต้องรับภาระอัน หนัก ทั้งสามารถจะปฏิบัติท่านเหล่านั้นได้เหมือนนายเรือรับภาระอันหนัก สามารถจะนำเรือไปได้โดยสวัสดี ฉะนั้น เหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ละ ลืมธรรม.
|๑๕๖.๑| อธิคตมฺหา ตเม ญาณํ ชาลํว ชาตเวทโต เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ |๑๕๖.๒| ยถา อุทยมาทิจฺโจ วาสุเทโว ปภงฺกโร ปาณีนํ ปวิทํเสติ รูปํ กลฺยาณปาปกํ เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปแล้วในความมืด วันนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดความรู้ ขึ้นแล้ว ท่านโกสิยฤาษีได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเหมือนส่อง แสงอันรุ่งเรืองจากไฟ ฉะนั้น พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าแห่งแสง มีรัศมี เจิดจ้า เมื่ออุทัยย่อมแสดงรูปดีและรูปชั่วให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านโกสิยฤาษีก็แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน กัน.
เอวํ เม ยาจมานสฺส อญฺชลึ นาวพุชฺฌถ ตว ปฏฺฐจโร เหสฺสํ วุฏฺฐิโต ปริจารโก ฯ
ถ้าพี่จะไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักดำเนินไป ตามถ้อยคำของพี่ จักบำรุงบำเรอพี่ผู้อยู่ด้วยความไม่เกียจคร้าน.
|๑๕๘.๑| อทฺธา นนฺท วิชานาสิ สทฺธมฺมํ สพฺภิเทสิตํ อริโย อริยสมาจาโร พาฬฺหํ ตฺวํ มม รุจฺจสิ ฯ |๑๕๘.๒| ภวนฺตํ วทามิ โภติญฺจ สุณาถ วจนํ มม นายํ ภาโร ภารมตฺโต อหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ |๑๕๘.๓| ตํ มํ อุปฏฺฐิตํ สนฺตํ มาตาปิตุสุขาวหํ นนฺโท อชฺฌาวรํ กตฺวา อุปฏฺฐานาย ยาจติ ฯ |๑๕๘.๔| โย เจ อิจฺฉติ กาเมน สนฺตานํ พฺรหฺมจารินํ นนฺทํ โว วรถ เอโก กํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
ดูกรนันทะ เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอ เป็นคนงาม มีมารยาทอันงดงาม พี่ชอบใจเป็นยิ่งนัก พี่จะกล่าวกะ มารดาบิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้หาใช่เป็นภาระ เพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อม นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดาได้ แต่นันทะย่อมกระทำการขอร้อง อ้อนวอนเพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง บรรดาท่านทั้งสองผู้สงบระงับ ผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่าท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้น ขอให้ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจงเลือกนันทะตามความปรารถนาเถิด นันทะจะ บำรุงใครในท่านทั้งสอง.
ตยา ตาต อนุญฺญาตา โสณ ตํ นิสฺสิตา มยํ อุปฆาตุํ ลเภ นนฺทํ มุทฺธนิ พฺรหฺมจารินํ ฯ
ดูกรพ่อโสณะ เราทั้งสองอาศัยเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้ จุมพิตลูกนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ศีรษะ.
|๑๖๐.๑| อสฺสตฺถสฺเสว ตรุณํ ปวาลํ มาลุเตริตํ จิรสฺสํ นนฺทํ ทิสฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ |๑๖๐.๒| ยทา สุตฺตาปิ สุปฺปนฺเต นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ อุทคฺคา สุมนา โหมิ นนฺโท โน อาคโต อยํ ฯ |๑๖๐.๓| ยทา จ ปฏิพุชฺฌิตฺวา นนฺทํ ปสฺสามิ นาคตํ ภิยฺโย อาวิสติ โสโก โทมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ |๑๖๐.๔| สาหํ อชฺช จิรสฺสํปิ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ ภตฺตุ จ มยฺหญฺจ ปิโย นนฺโท โน ปาวิสี ฆรํ ฯ |๑๖๐.๕| ปิตุ จ นนฺโท สุปฺปิโย ยํ นนฺโท นปฺปวเส ฆรํ ลภตุ ตาต นนฺโท ตํ มํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลมรำเพยพัดต้องแล้วย่อมหวั่นไหว ไปมา ฉันใด หัวใจของแม่ก็หวั่นไหว เพราะนานๆ จึงได้เห็นลูก นันทะ ฉันนั้น เมื่อใด เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา แม่ก็ดี ใจอย่างล้นเหลือว่าลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่น ขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจ มิใช่น้อย ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนานกลับ มาแล้ว ขอลูกนันทะจงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและของแม่เอง ขอลูกนันทะ จงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด ดูกรพ่อโสณะลูกนันทะเป็นที่แสนรักของ บิดา ลูกนันทะยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจงได้เรือนนั้น ขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.
|๑๖๑.๑| อนุกมฺปกา ปติฏฺฐา จ ปุพฺเพ รสทที จ โน มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ |๑๖๑.๒| ปุพฺเพ รสทที โคตฺตี มาตา ปุญฺญูปสญฺหิตา มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ
ดูกรฤาษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่งและเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อน เป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรสก่อน เป็นผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล เป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า.
|๑๖๒.๑| อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ |๑๖๒.๒| ตสฺสา อุตุสิ นฺหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ |๑๖๒.๓| สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ |๑๖๒.๔| ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ |๑๖๒.๕| ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ |๑๖๒.๖| ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส โน สิยา ฯ |๑๖๒.๗| เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ปตฺตโยพฺพเน สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญติ ฯ |๑๖๒.๘| เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส มาตุ อปริจารโก มาตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ |๑๖๒.๙| เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก ปิตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ |๑๖๒.๑๐| ธนมฺปิ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ มาตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ |๑๖๒.๑๑| ธนมฺปิ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ ปิตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ |๑๖๒.๑๒| อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ มาตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ |๑๖๒.๑๓| อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ ปิตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ |๑๖๒.๑๔| ทานญฺจ ปิยวาจญฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ |๑๖๒.๑๕| เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ |๑๖๒.๑๖| ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต ฯ |๑๖๒.๑๗| พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ |๑๖๒.๑๘| ตสฺมา หิ เต นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ อุจฺฉาทเนน นฺหาเนน ปาทานํ โธวเนน จ ฯ |๑๖๒.๑๙| ตาย นํ ปาริจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ โสณนนฺทชาตกํ ทุติยํ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ อถ สตฺตติมมฺหิ นิปาตวเร สภาวนฺตุกุสาวติราชวโร อถ โสณสุนนฺทวโร จ ปุน อภิวาสิต สตฺตติมมฺหิ สุเต ฯ สตฺตตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปี หรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ชนยนตีและชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่ ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้ม แนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตร ให้รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสา เล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อม คุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดา เพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรา มารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ซิลูกอย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก เมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลิน ในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการ ฉะนี้ บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุง มารดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้ อันบิดาเลี้ยงมาด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อว่า ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุง มารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุง บิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือ บุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิง และความ หัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงมารดา ความรื่นเริงความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้ รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงบิดา สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้คือทาน การให้ ๑ ปิยวาจา เจรจาคำน่ารัก ๑ อัตถจริยา การประพฤติ ประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ตามสมควร ในที่นั้นๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถย่อมมี แก่รถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น ถ้าว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดา ก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร หรือ บิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พึงสรรเสริญ มารดาและบิดาบัณฑิตเรียกว่าเป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของ บุตร เป็นผู้ควรรับของคำนับของบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร เพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดา บิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การ ให้อาบน้ำ และการล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วยการบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อม บันเทิงในสวรรค์. จบ โสณนันทชาดกที่ ๒ ----------------------------------------------------- รวมชาดกในสัตตตินิบาตนั้น มี ๒ ชาดก คือ กุสชาดก ๑ โสณนันทชาดก ๑ ชาดกทั้งสองนี้ปรากฏอยู่ในสัตตตินิบาต. จบ สัตตตินิบาตชาดก. -----------------------------------------------------