๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี (สุวรรณสามโพธิสัตว์ไม่ทันเห็นพระราชา จึงตรัสว่า)
ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเรา ผู้ประมาท กำลังนำน้ำไปอยู่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์คนไหนแอบซุ่มยิงเรา (สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงว่า เนื้อที่ร่างกายของตนไม่เป็นอาหารจึงตรัสว่า)
เนื้อของเราก็ไม่ควรจะกิน หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ เขาจึงเข้าใจว่า เราเป็นผู้ควรยิง (สุวรรณสามโพธิสัตว์ตรัสถามชื่อพระราชานั้นว่า)
ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร สหาย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเถิด ทำไมท่านจึงซุ่มยิงเรา (พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสตอบว่า)
เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายรู้จักเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์ เพราะความโลภ เราจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ @เชิงอรรถ : @ พระบรมศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงดูมารดารูปหนึ่ง ตรัสสุวัณณสามชาดก@ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเราผู้ประมาทกำลังนำน้ำไปอยู่ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๑๕)@ ประมาท หมายถึงยังมิได้คุมสติด้วยเมตตาภาวนา (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๖/๑๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนู ที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้ แม้ช้างที่มาถึงระยะที่ลูกศรยิงก็ไม่พึงพ้นเราไปได้ (พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสถามชื่อและโคตรของสุวรรณสามโพธิสัตว์ว่า)
ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร ท่านจงประกาศชื่อและโคตรของบิดา และตัวของท่านเองให้ทราบด้วย (สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพราน พวกญาติต่างเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สาม วันนี้ ข้าพระองค์นั้นเข้าไปในปากแห่งความตาย จึงนอนอยู่อย่างนี้
ข้าพระองค์ถูกพระองค์ยิงด้วยศรลูกใหญ่ อาบยาพิษเหมือนยิงเนื้อ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าพระองค์ ผู้นอนเปื้อนเลือดของตน
ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรลูกศรที่ทะลุออกข้างซ้าย ข้าพระองค์บ้วนโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่าย ขอทูลถามพระองค์ว่า ทำไมจึงซุ่มยิงข้าพระองค์
เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงเข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ควรยิง @เชิงอรรถ : @ บุตรของนายพราน หมายถึงเป็นบุตรฤๅษี (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๐๒/๑๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสแก้ตัวว่า)
เนื้อปรากฏมาถึงระยะลูกศรแล้ว ท่านสาม มันเห็นท่านแล้วจึงแตกหนีไป เพราะฉะนั้น เราจึงโกรธ (สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ตั้งแต่ข้าพระองค์จำความได้ ตั้งแต่ข้าพระองค์รู้จักรับผิดชอบ ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์
ตั้งแต่ข้าพระองค์นุ่งเปลือกไม้อยู่ในปฐมวัย ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย แต่ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์
ข้าแต่พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัวที่ภูเขาคันธมาทน์ เราทั้งหลายต่างเพลิดเพลินพากันไปสู่ภูเขาและป่า
ฝูงเนื้อแม้จะเป็นเนื้อร้ายในป่า ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ฝูงเนื้อจึงจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์เล่า (พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
ท่านสาม เนื้อหาได้สะดุ้งกลัวท่านไม่ เรากล่าวเท็จแก่ท่านต่างหาก เราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ จึงได้ปล่อยลูกศรนั้นไปถึงท่าน
สาม ท่านมาจากไหน ใครใช้ท่านมาว่า ท่านจงไปยังแม่น้ำมิคสัมมตาแล้วตักน้ำมา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้อดกลั้นทุกขเวทนาแสนสาหัส กราบทูลว่า)
มารดาบิดาของข้าพระองค์เป็นคนตาบอด ข้าพระองค์เลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์จะไปตักน้ำมาให้ท่านทั้ง ๒ นั้น จึงมายังแม่น้ำมิคสัมมตา (สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวบ่นเพ้อรำพันถึงมารดาบิดาว่า)
ท่านทั้ง ๒ นั้นมีเพียงอาหารเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จะพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๖ วัน เพราะไม่ได้น้ำ ท่านผู้ตาบอดทั้ง ๒ เห็นจักตายแน่
ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์ เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดา เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน
ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์ เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบบิดา เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน
มารดานั้น จะร้องไห้อย่างน่าสงสารเป็นเวลานาน จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป
บิดานั้นจักเป็นทุกข์ลำบากแน่เป็นเวลานาน จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป
มารดาและบิดาทั้ง ๒ จักเที่ยวบ่นเรียกหาข้าพระองค์ว่า พ่อสามๆ ในป่าใหญ่ เพื่อต้องการปรนนิบัติเท้า และเพื่อต้องการบีบนวดมือและเท้าด้วยความพยายาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ถึงความโศกนี้เป็นลูกศรที่ ๒ ทำหัวใจของข้าพระองค์ให้สะท้านหวั่นไหว ความโศกใดที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดาและบิดาทั้ง ๒ ผู้ตาบอด เพราะความโศกนั้น ข้าพระองค์เห็นจะต้องเสียชีวิตไป (พระเจ้าปิลยักษ์ทรงฟังคำเพ้อรำพันของสุวรรณสามโพธิสัตว์ ทรงสันนิษฐานแล้ว ตรัสว่า)
ท่านสามผู้เห็นกัลยาณธรรม ท่านอย่าคร่ำครวญไปนักเลย เราจะทำการงานเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่านในป่าใหญ่
เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้ เราจะทำการงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่
เราจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อและมูลผลาผลในป่า จะทำงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่
ท่านสาม มารดาและบิดาของท่านอยู่ป่าไหน เราจะเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่าน ให้เหมือนอย่างที่ท่านได้เลี้ยงดูมา (สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลบอกหนทางว่า)
ขอเดชะ หนทางที่เดินไปได้คนเดียว ที่มีอยู่ทางศีรษะของข้าพระองค์นี้ พระองค์เสด็จไปจากที่นี้สิ้นระยะทางประมาณกึ่งโกสะ ก็จะเสด็จถึงเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ ของมารดาและบิดาทั้ง ๒ ของข้าพระองค์ ขอพระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว จงเลี้ยงดูมารดาและบิดาของข้าพระองค์เถิด @เชิงอรรถ : @ โกสะ เป็นชื่อมาตราวัดระยะ ๑ โกสะ เท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู อัฑฒโกสะ = ๒๕๐ ชั่วธนู (๒๕๐ วา)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐกาสีให้เจริญ ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้ตาบอด ของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ด้วยเถิด
ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอประคองอัญชลี ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์แล้ว ขอได้โปรดทรงพระกรุณาตรัสบอกการกราบลา กับมารดาและบิดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
สุวรรณสามผู้หนุ่มแน่นเห็นแก่กัลยาณธรรม ครั้นได้กราบทูลคำนี้แล้ว ถึงกับสลบแน่นิ่งไปเพราะกำลังยาพิษ
พระราชานั้นทรงคร่ำครวญเป็นที่น่าสงสารอย่างมากว่า เราเข้าใจว่าจะเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย เราได้เห็นสามบัณฑิตตาย วันนี้ จึงได้รู้ความแก่และความตาย แต่ก่อนหาได้รู้ไม่ ความตายจะไม่มาถึงเป็นไม่มี
สามบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษเสียบแทงแล้ว ตอบโต้กับเราอยู่แท้ๆ ครั้นกาลล่วงเลยไปวันนี้เอง เขาพูดอะไรๆ ไม่ได้เลย
เราจะต้องตกนรกเป็นแน่ ในข้อนี้เราไม่มีความสงสัย เพราะในเวลานั้น เราได้ทำบาปอันหยาบช้าไว้ตลอดราตรีนาน
เมื่อเรานั้นอยู่ในบ้านเมืองกระทำกรรมชั่ว ก็จะมีคนกล่าวติเตียน แต่ในป่าหาผู้คนมิได้ ใครเล่าควรจะกล่าวติเตียนเรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
คนทั้งหลายประชุมกันในบ้าน ต่างก็เตือนกันและกันให้ระลึกถึงกรรม ส่วนในป่าที่หาคนมิได้ ใครหนอจะเตือนเราให้ระลึกถึงกรรม
นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป เพื่ออนุเคราะห์พระราชา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้ทรงทำกรรมชั่วอย่างใหญ่หลวงแล้ว มารดาและบิดา และบุตรรวม ๓ คนผู้หาความผิดมิได้ พระองค์ทรงฆ่าแล้วด้วยลูกศรลูกเดียว
เชิญเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจะแนะนำถวายพระองค์ โดยประการที่พระองค์จะพึงมีสุคติ คือ พระองค์จงทรงเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ผู้ตาบอดในป่าโดยธรรมเถิด ดิฉันเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติ
พระราชานั้นทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก จึงทรงถือเอาหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์เสด็จหลีกไปทางทิศทักษิณ (ทุกูลบัณฑิตไดัยินเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักษ์ จึงถามว่า)
นั่นเสียงใครเดินมา นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ
เพราะพ่อสามเดินเงียบกริบ วางเท้าเรียบ นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม ท่านนิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ (พระเจ้าปิลยักษ์ประทับยืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ตรัสว่า)
ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้าปิลยักษ์ เพราะความโลภ ข้าพเจ้าจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ทั้งข้าพเจ้าเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้ แม้ช้างที่มาถึงระยะลูกศรยิงก็ไม่พึงรอดพ้นไปได้ (ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระเจ้าปิลยักษ์ จึงทูลว่า)
ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นใหญ่ได้เสด็จมาถึงแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งมีอยู่ในที่นี้เถิด
ข้าแต่มหาราช ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่าซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อย ขอพระองค์ทรงเลือกเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด
ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มน้ำเย็นนี้ ที่ข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาเถิด ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์ (พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสว่า)
ท่านทั้ง ๒ ตาบอดไม่สามารถจะเห็นอะไรๆ ในป่าได้ ใครเล่าหนอนำผลไม้มาให้ท่านทั้ง ๒ การเก็บสะสมผลาผลที่ทำไว้อย่างเรียบร้อยนี้ ย่อมปรากฏแก่เราเหมือนการเก็บสะสมของคนตาไม่บอด (ทุกูลบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสนั้น เมื่อจะแสดงธรรม จึงกราบทูลว่า)
สามหนุ่มน้อยร่างสันทัด ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรม มีผมยาวดำสนิท มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน
เธอนั่นแหละนำผลไม้มา บัดนี้ ถือหม้อน้ำจากที่นี้ไปตักน้ำยังแม่น้ำ เข้าใจว่าใกล้จะกลับแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (พระเจ้าปิลยักษ์ครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้บำรุงบำเรอท่าน ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรมที่ท่านกล่าวถึงแล้ว
เขามีผมยาวดำสนิท มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน ถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว นอนอยู่ที่หาดทรายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด (นางปาริกาได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ประสงค์จะทราบเหตุ จึงถามว่า)
ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านปรึกษากับใครที่บอกว่า พ่อสามถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า พ่อสามถูกฆ่าแล้ว
เพราะได้ยินว่า พ่อสามถูกฆ่า ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว เหมือนใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดไหวไปมา (ทุกูลบัณฑิตให้โอวาทนางปาริกาว่า)
ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากรุงกาสี พระองค์ทรงยิงพ่อสามด้วยลูกศร เพราะความโกรธ ที่ฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา เราทั้ง ๒ อย่าได้มุ่งร้ายต่อพระองค์เลย (นางปาริกากล่าวว่า)
บุตรที่น่ารักผู้ซึ่งได้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก ไฉนจะไม่พึงทำจิตให้โกรธ ในคนผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้นเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า)
บุตรที่น่ารักผู้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ไม่ควรโกรธในคนผู้มีบุตรคนเดียวนั้น (ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสปลอบโยนท่านทั้ง ๒ นั้นว่า)
พระคุณท่านทั้ง ๒ อย่าคร่ำครวญให้มากนัก เพราะข้าพเจ้ากล่าวว่า สามกุมารถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว ข้าพเจ้าจะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่
ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้ จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่
ข้าพเจ้าจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อ และมูลผลาผลในป่า จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่ (ดาบสทั้ง ๒ กราบทูลว่า)
ข้าแต่มหาราช นั่นมิใช่ธรรม ไม่สมควรในอาตมภาพทั้ง ๒ พระองค์เป็นพระราชาของอาตมภาพทั้ง ๒ อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ (พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสว่า)
ท่านผู้มีเชื้อชาติเป็นพราน ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านได้ประพฤติอ่อนน้อม ขอพระคุณท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอพระคุณท่านจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (ดาบสทั้ง ๒ นั้นประคองอัญชลี กราบทูลว่า)
ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมภาพทั้ง ๒ ขอถวายบังคมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมแด่พระองค์ อาตมภาพทั้งหลายขอประคองอัญชลีแด่พระองค์จนกว่าพระองค์ ทรงพาอาตมภาพทั้งหลายไปให้ถึงสถานที่ซึ่งสามกุมารอยู่
อาตมภาพทั้ง ๒ เมื่อได้ลูบคลำเท้าทั้ง ๒ และใบหน้าอันงดงามของเขา จักทุบตีตนให้ถึงความตาย (พระเจ้าปิลยักษ์ได้ตรัสว่า)
สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ
สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน ในป่าที่เกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ
สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่ เปื้อนเปรอะด้วยฝุ่น ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ
สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่ ในป่าที่กลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย เป็นป่าสูงปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ ขอพระคุณท่านทั้ง ๒ จงอยู่ในอาศรมที่พักนี้เท่านั้นเถิด (ลำดับนั้น ดาบสทั้ง ๒ นั้นเมื่อแสดงว่าตนไม่กลัวต่อสัตว์ร้าย จึงกราบทูลว่า)
ถ้าในป่านั้น จะมีเนื้อร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน และตั้งหมื่น อาตมภาพทั้ง ๒ ไม่มีความกลัว ในสัตว์ร้ายทั้งหลายในป่าไหนๆ เลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤๅษีทั้ง ๒ ผู้ตาบอดไปในป่าใหญ่ จูงมือฤๅษีทั้ง ๒ ไปในที่ที่สามกุมารถูกฆ่าแล้ว
ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน
ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน
ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ก็คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร
ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น จึงประคองแขนทั้ง ๒ ข้าง คร่ำครวญว่า ชาวเราเอ๋ย ได้ทราบว่า วันนี้ ความไม่เป็นธรรมกำลังเป็นไปในโลกนี้
ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าประมาทนักแล้ว ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย
ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโง่ไปมากนักแล้ว ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย
ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโกรธเคืองไปมากนักแล้ว ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย
ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าเป็นผู้มักหลับไปมากนักแล้ว ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย
ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าช่างเป็นคนปราศจากน้ำใจจริง ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย
ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายเสียแล้ว บัดนี้ ใครเล่าจักชำระชฎาที่หม่นหมองเปื้อนฝุ่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว บัดนี้ ใครเล่าจักจับไม้กวาดแล้วกวาดอาศรมของเราทั้ง ๒
ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว บัดนี้ ใครเล่าจักนำน้ำเย็นน้ำร้อนมาให้เราทั้ง ๒ อาบ
ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว บัดนี้ ใครเล่าจักให้เราทั้ง ๒ บริโภคมูลผลาผลไม้ในป่า
มารดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่ เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า
ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติประพฤติธรรมมาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและบิดาของเขา ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
บิดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่ เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ลูกสามนี้ได้เคยเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมมาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้มีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและมารดาของเขา ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป
นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป ด้วยความอนุเคราะห์สามกุมาร จึงได้กล่าวสัจวาจานี้ว่า
เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน ไม่มีคนอื่น จะเป็นใครก็ตาม เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสามกุมาร ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป
ต้นไม้ทั้งหมดที่ภูเขาคันธมาทน์ล้วนแต่เป็นไม้หอม ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป
เมื่อดาบสทั้ง ๒ กำลังบ่นพร่ำรำพันอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก สามกุมารผู้ยังเป็นหนุ่มแน่นมีรูปสง่างาม ก็ได้ลุกขึ้นทันที
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐) (ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวกับท่านเหล่านั้นว่า)
ข้าพเจ้าเป็นผู้ชื่อว่าสาม ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยความสวัสดี ขอท่านทั้งหลายจงอย่าคร่ำครวญไปนักเลย จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะเถิด (ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์เห็นพระราชา จึงกราบทูลว่า)
ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้เถิด
ข้าแต่พระราชา ขอเชิญเลือกเสวยผลมะพลับ ผลมะซาง และผลหมากเม่า ซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อยแต่ผลที่ดีๆ เถิด
น้ำใสเย็นข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาก็มีอยู่ จงโปรดเสวยจากนั้นเถิด พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์ (พระเจ้าปิลยักษ์ทรงเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว จึงตรัสว่า)
เรางุนงงไปหมด หลงไปทั่วทุกทิศ เราได้เห็นสามตายไปแล้ว ท่านสาม ทำไมหนอ ท่านจึงกลับฟื้นชีวิตคืนมาได้ (สุวรรณสามโพธิสัตว์ทูลว่า)
ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่ แต่มีเวทนามาก ปราศจากความรู้สึก แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว @เชิงอรรถ : @ ปราศจากความรู้สึก หมายถึงวาระจิตที่หยั่งลงสู่ภวังค์ (ความอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, สลบ) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๐๖/๑๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่ แต่มีเวทนามาก ถึงความดับสนิท แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว (สุวรรณสามโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์ว่า)
บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้เทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดานั้น
บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ (พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงประคองอัญชลี ขอร้องอยู่ว่า)
เรายิ่งงุนงงหนักขึ้น หลงไปทั่วทุกทิศ ท่านสาม เราขอถึงท่านว่าเป็นที่พึ่ง และท่านก็จงเป็นที่พึ่งของเรา (สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวทศพิธราชธรรมถวายว่า)
ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระมารดาและพระบิดาเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระมเหสีเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๓. สุวัณณสามชาดก (๕๔๐)
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกายเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวแคว้นและชาวชนบทเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์เถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในฝูงเนื้อและฝูงนกเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหมเข้าถึงทิพยสถานได้ เพราะธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย สุวัณณสามชาดกที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔๕}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ สุวณฺณสามชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๓. สุวรรณสามชาดก สุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี
|๔๘๒.๑| โก นุ มํ อุสุนา วิชฺฌิ ปมตฺตํ อุทหาริกํ ขตฺติโย พฺราหฺมโณ เวสฺโส โก มํ วิทฺธา นิลียสิ ฯ |๔๘๒.๒| น เม มํสานิ ขชฺชานิ จมฺเมนตฺโถ น วิชฺชติ อถ เกน นุ วณฺเณน วิทฺเธยฺยํ มํ อมญฺญถ ฯ |๔๘๒.๓| โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ มํ วิทฺธา นิลียสิ ฯ
ใครหนอยิงเราผู้มัวประมาทกำลังแบกหม้อน้ำ ด้วยลูกศร กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ คนไหนยิงเราแล้วแอบอยู่ เนื้อของเราก็กินไม่ได้ ประโยชน์ด้วยหนังก็ไม่มี เมื่อเป็นอย่างนี้ คนที่ยิงนี้ เข้าใจว่าเราเป็นผู้ อันจะพึงยิง ด้วยเหตุอะไรหนอ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรใคร เราจะ รู้จักท่านได้อย่างไร ดูกรสหาย เราถามแล้วขอท่านจงบอกเถิด ท่านยิง เราแล้วแอบอยู่ทำไมเล่า.
|๔๘๓.๑| ราชาหมสฺมิ กาสีนํ ปิลยกฺโขติ มํ วิทู โลภา รฏฺฐํ ปหิตฺวาน มิคเมสํ จรามหํ |๔๘๓.๒| อิสฺสตฺเถ จสฺมิ กุสโล ทฬฺหธมฺโมติ วิสฺสุโต นาโคปิ เม น มุญฺเจยฺย อาคโต อุสุปาตนํ ฯ |๔๘๓.๓| โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ปิตุโน อตฺตโน จาปิ นามโคตฺตํ ปเวทย ฯ
เราเป็นพระราชาของชนชาวกาสี ชนทั้งหลายเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักข์ เราละแว่นแคว้นมาเที่ยวแสวงหามฤคเพราะความโลภ อนึ่ง เราเป็น ผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าแม่นยำ หนักแน่น แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศร ของเรา ก็ไม่พึงพ้นไปได้ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรใคร เราจักรู้จัก ท่านได้อย่างไร ขอท่านจงบอกนาม และโคตรของบิดาท่าน และตัว ของท่านเถิด.
|๔๘๔.๑| เนสาทปุตฺโต ภทฺทนฺเต สาโม อิติ มํ ญาตโย อามนฺตยึสุ ชีวนฺตํ สฺวาชฺเชวงฺคโต สเย |๔๘๔.๒| วิทฺโธสฺมิ ปุถุสลฺเลน สวิเสน ยถา มิโค สกมฺหิ โลหิเต ราช ปสฺส เสมิ ปริปฺลุโต |๔๘๔.๓| ปฏิวามคตํ สลฺลํ ปสฺส ถิมฺหามิ โลหิตํ อาตุโร ตฺยานุปุจฺฉามิ กึ มํ วิทฺธา นิลียสิ |๔๘๔.๔| อชินมฺหิ หญฺญเต ทีปิ นาโค ทนฺเตหิ หญฺญเต อถ เกน นุ วณฺเณน วิทฺเธยฺยํ มํ อมญฺญถ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของฤาษีผู้เป็นบุตรของนายพราน ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สามะ วันนี้ ข้าพระองค์ ถึงปากมรณะนอนอยู่อย่างนี้ ถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรอันใหญ่ซาบยาพิษ เหมือนมฤคที่ถูกพรานป่ายิงแล้ว ข้าแต่พระราชา เชิญพระองค์ทอด พระเนตร ข้าพระองค์ผู้นอนเปื้อนโลหิตของตน เชิญทอดพระเนตรดู ลูกศรอันแล่นเข้าข้างขวาทะลุออกข้างซ้าย ข้าพระองค์กำลังบ้วนเลือดอยู่ เป็นผู้กระสับกระส่าย ขอทูลถามพระองค์ว่า พระองค์ยิงข้าพระองค์แล้ว จะแอบอยู่ทำไม เสือเหลืองถูกเขาฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกเขาฆ่าเพราะงา เมื่อเป็นอย่างนี้ พระองค์เข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์อันพระองค์ควรยิง ด้วยเหตุไรหนอ.
มิโค อุปฏฺฐิโต อาสิ อาคโต อุสุปาตนํ ตํ ทิสฺวา อุพฺพิชฺชิ สาม เตน โกโธ มมาวิสิ ฯ
ดูกรสามะ มฤคปรากฏแล้ว มาสู่ระยะลูกศร เห็นท่านเข้าแล้วก็หนีไป เพราะเหตุนั้น เราจึงเกิดความโกรธ.
|๔๘๖.๑| ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ น มํ มิคา อุตฺราสนฺติ อรญฺเญ สาปทานิปิ ฯ |๔๘๖.๒| ยโต นิธึ ปริหารึ ยโต ปตฺโตสฺมิ โยพฺพนํ น มํ มิคา อุตฺราสนฺติ อรญฺเญ สาปทานิปิ ฯ |๔๘๖.๓| ภีรู กึปุริสา ราช ปพฺพเต คนฺธมาทเน สมฺโมทมานา คจฺฉาม ปพฺพตานิ วนานิ จ อถ เกน นุ วณฺเณน อุตฺราสนฺติ มิคา มมํ ฯ
จำเดิมแต่ข้าพระองค์จำความได้ รู้จักถูกและผิด ฝูงมฤคในป่าแม้ดุร้าย ย่อมไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์ จำเดิมแต่ข้าพระองค์นุ่งผ้าเปลือกไม้ตั้งอยู่ ในปฐมวัย ฝูงมฤคในป่าดุร้าย ย่อมไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์ ข้าแต่ พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ เห็นข้าพระองค์ย่อมไม่ สะดุ้งกลัว เราทั้งหลายชื่นชมต่อกันไปสู่ภูเขาและป่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไรหนอ ฝูงมฤคจึงสะดุ้งกลัวข้าพระองค์.
|๔๘๗.๑| น ตํ ตส มิโค สาม กินฺตาหํ อลิกํ ภเณ โกธโลภาภิภูตาหํ อุสุํ เต ตํ อวิสฺสชึ ฯ |๔๘๗.๒| กุโต นุ สาม อาคมฺม กสฺส วา ปหิโต ตุวํ อุทหาโร นทึ คจฺฉ อาคโต มิคสมฺมตํ ฯ
ดูกรพ่อสามะ เนื้อหาได้สะดุ้งกลัวท่านไม่ เรากล่าวเท็จแก่ท่านดอก เราเป็นผู้อันความโกรธและความโลภครอบงำแล้ว จึงยิงท่านด้วยลูกศรนั้น ดูกรพ่อสามะ ท่านมาจากไหนหรือใครใช้ให้ท่านมา ท่านผู้จะตักน้ำ จึงไปยังแม่น้ำมิคสัมมตาแล้วกลับมา.
อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต ภรามิ พฺรหาวเน เตสาหํ อุทกหาโร อาคโต มิคสมฺมตํ ฯ
มารดาบิดาของข้าพระองค์ตามืด ข้าพระองค์เลี้ยงท่านทั้งสองนั้นในป่าใหญ่ ข้าพระองค์ไปตักน้ำมาแต่แม่น้ำมิคสัมมตา เพื่อท่านทั้งสองนั้น.
|๔๘๙.๑| อตฺถิ เนสํ อุสามตฺตํ อถ สาหสฺส ชีวิตํ อุทกสฺส อลาเภน มญฺเญ อนฺธา มริสฺสเร ฯ |๔๘๙.๒| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ อมฺมํ น ปสฺสามิ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๔๘๙.๓| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ ตาตํ น ปสฺสามิ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๔๘๙.๔| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รตฺตาย รุจฺฉติ อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รตฺตาย รุจฺฉติ |๔๘๙.๕| อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ อุฏฺฐานปาทจริยาย ราช สมฺพาหนสฺส จ สาม ตาต วิลปนฺตา หิณฺฑิสฺสนฺติ พฺรหาวเน ฯ |๔๘๙.๖| อิทมฺปิ ทุติยํ สลฺลํ กมฺเปติ หทยํ มม ยญฺจ อนฺเธ น ปสฺสามิ มญฺเญ หิสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
อาหารของท่านทั้งสองนั้นยังพอมีอยู่ เมื่อเช่นนั้น ชีวิตของท่านทั้งสอง นั้นจักดำรงอยู่เพียง ๖ วัน ท่านทั้งสองตามืด เห็นจักตายเสีย เพราะ ไม่ได้น้ำ ความทุกข์เพราะความถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรนี้ หาเป็นความ ทุกข์ของข้าพระองค์นักไม่ เพราะความทุกข์เช่นนี้ อันบุรุษจะต้องได้ ประสบ ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นมารดานั้น เป็นความทุกข์ของ ข้าพระองค์ ยิ่งกว่าความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรนั้นเสียอีก ความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรนี้ หาเป็นความทุกข์ของข้า พระองค์นักไม่ เพราะความทุกข์เช่นนี้อันบุรุษจะต้องได้ประสบ ความ ทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นบิดานั้นเป็นความทุกข์ของข้าพระองค์ ยิ่งกว่า ความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรนั้นเสียอีก มารดานั้นจักเป็น กำพร้าร้องไห้อยู่ตลอดราตรีนาน จักเหือดแห้งไปในกึ่งราตรี เหมือน แม่น้ำน้อย จักเหือดแห้งไปในคิมหันตฤดูเป็นแน่ บิดานั้นจักเป็นกำพร้า ร้องไห้อยู่ตลอดราตรีนาน จักเหือดแห้งไปในกึ่งราตรี หรือในที่สุดราตรี เหมือนแม่น้ำน้อย จักเหือดแห้งไปในคิมหันตฤดูเป็นแน่ ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์เคยหมั่นบีบนวดบนมือและเท้าของท่านทั้งสองนั้นจักบ่นเรียก หาข้าพระองค์ว่า พ่อสามะๆ เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ลูกศรคือความโศก เพราะไม่ได้เห็นท่านทั้งสองนี้แล จะยังหัวใจของข้าพระองค์ให้หวั่นไหว เพราะข้าพระองค์ไม่ได้เห็นท่านทั้งสองผู้ตามืด ข้าพระองค์เห็นจักต้องละ ชีวิตไป.
|๔๙๐.๑| มา พาฬฺหํ ปริเทเวสิ สาม กลฺยาณทสฺสน อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสนฺเต พฺรหาวเน ฯ |๔๙๐.๒| อิสฺสตฺเถ จสฺมิ กุสโล ทฬฺหธมฺโมติ วิสฺสุโต อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสนฺเต พฺรหาวเน ฯ |๔๙๐.๓| มิคานํ วิฆาสมนฺเวสํ วนมูลผลานิ จ อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสนฺเต พฺรหาวเน ฯ |๔๙๐.๔| กตมนฺตํ วนํ สาม ยตฺถ มาตาปิตา ตว อหนฺเต ตถา ภริสฺสํ ยถา เต อภรี ตุวํ ฯ
ดูกรสามะผู้งดงามน่าดู ท่านอย่าคร่ำครวญไปนักเลย เราจักยอมทำงาน เลี้ยงมารดาบิดาของท่านในป่าใหญ่ เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่า แม่นยำหนักแน่น เราจักยอมทำงานเลี้ยงมารดาบิดาของท่านในป่าใหญ่ เราจักเที่ยวแสวงหาของที่เป็นเดนของเหล่ามฤค และมูลมันผลไม้ในป่า ยอมกระทำงานเลี้ยงมารดาบิดาของท่านในป่าใหญ่ ดูกรสามะ ป่าซึ่งเป็น ที่อยู่แห่งมารดาบิดาของท่านอยู่ที่ไหน เราจักเลี้ยงมารดาบิดาของท่าน ให้เหมือนอย่างที่ท่านได้เลี้ยงมา ฉะนั้น.
อยํ เอกปที ราช โยยํ อุสฺสีสเก มม อิโต คนฺตฺวา อฑฺฒโฆสํ ตตฺถ เนสํ อคารกํ ยตฺถ มาตาปิตา มยฺหํ เต ภรสฺสุ อิโต คโต ฯ
ข้าแต่พระราชา หนทางที่เดินเฉพาะคนเดียว ซึ่งมีอยู่ทางหัวนอนของ ข้าพระองค์ เสด็จดำเนินแต่นี้สิ้นระยะกึ่งเสียงกู่ ก็จะเสด็จถึงเรือนที่อยู่ แห่งมารดาของข้าพระองค์ ขอเชิญพระองค์เสด็จดำเนินแต่ที่นี้ไปเลี้ยง มารดาบิดาของข้าพระองค์ในสถานที่นั้นเถิด.
|๔๙๒.๑| นโม เต กาสิราชตฺถุ นโม เต กาสิวฑฺฒน อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต ภรสฺสุ พฺรหาวเน ฯ |๔๙๒.๒| อญฺชลินฺเต ปคฺคณฺหามิ กาสิราช นมตฺถุ เต มาตรํ ปิตรํ มยฺหํ วุตฺโต วชฺชาสิ วนฺทนํ ฯ
ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระบาทขอถวายบังคมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ผดุงแคว้นกาสี ข้าพระบาทขอถวายบังคมแด่พระองค์ ขอพระองค์โปรด ทรงพระกรุณาบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาผู้ตามืดของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ด้วย เถิด ข้าพระบาทขอประคองอัญชลีแด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระบาทขอน้อมเกล้าบังคมแด่พระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลสั่ง ขอ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาตรัสบอกการกราบลาของข้าพระองค์กะมารดา ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.
อิทํ วตฺวาน โส สาโม ยุวา กลฺยาณทสฺสโน มุจฺฉิโต วิสเวเคน วิสญฺญี สมปชฺชถ ฯ
สามบัณฑิตผู้กำลังหนุ่มแน่นงดงามน่าดู ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว อันกำลังแห่ง พิษซาบซ่าน ได้ถึงวิสัญญี.
|๔๙๔.๑| ส ราชา ปริเทเวสิ พหุํ การุญฺญสญฺหิตํ อชรามโรหํ อาสึ อชฺเชตํ ญามิ โน ปุเร ฯ |๔๙๔.๒| สามํ กาลกตํ ทิสฺวา นตฺถิ มจฺจุสฺส นาคโม ยสฺสุ มํ ปฏิมนฺเตติ สวิเสน สมปฺปิโต ฯ |๔๙๔.๓| สฺวาชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสติ นิรยํ นูน คจฺฉามิ เอตฺถ เม นตฺถิ สํสโย ฯ |๔๙๔.๔| ตทา หิ ปกตํ ปาปํ จิรํ รตฺตาย กิพฺพิสํ ภวนฺติ ตสฺส วตฺตาโร คาเม กิพฺพิสการโก อรญฺเญ นิมฺมนุสฺสมฺหิ โก มํ วตฺตุมรหติ ฯ |๔๙๔.๕| สารยนฺติ หิ กมฺมานิ คาเม สงฺคจฺฉ มาณวา อรญฺเญ นิมฺมนุสฺสมฺหิ โก นุ มํ สารยิสฺสติ ฯ
พระราชาพระองค์นั้น ทรงคร่ำครวญน่าสงสารเป็นอันมากว่า เราสำคัญว่า จะไม่แก่ไม่ตาย เราได้เห็นสามบัณฑิตทำกาลกิริยา ในวันนี้ จึงได้รู้ ความแก่ความตาย แต่ก่อนหารู้ไม่ ความไม่มาแห่งมฤตยูย่อมไม่มี สามบัณฑิตอันลูกศรกำซาบยาพิษซึมซาบแล้ว พูดกะเราอยู่ บัดนี้ ครั้น กาลล่วงไปอย่างนี้ในวันนี้ ไม่พูดอะไรๆ เลย เราจะต้องไปสู่นรกเป็นแน่ เราไม่มีความสงสัยในข้อนี้เลย เพราะว่าบาปอันหยาบช้าอันทำแล้วตลอด ราตรีนานในกาลนั้น คนทั้งหลายย่อมติเตียนเรา เพราะเราทำกรรมอัน หยาบช้าในบ้านเมือง ก็ในป่าอันหามนุษย์มิได้ใครเล่าจะควรกล่าวติเตียน เรา คนทั้งหลายประชุมกันในบ้านเมือง จะยังกันและกันให้ระลึกถึงกรรม จะโจทนาว่ากล่าวเอาโทษเรา ก็ในป่าอันหามนุษย์มิได้ ใครเล่าหนอจะ โจทนาว่ากล่าวเอาโทษเรา.
|๔๙๕.๑| สา เทวตา อนฺตรหิตา ปพฺพเต คนฺธมาทเน รญฺโญว อนุกมฺปาย อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๙๕.๒| อาคุํ กิร มหาราช อกริ กมฺมทุกฺกฏํ อทูสกา ปิตาปุตฺตา ตโย เอกูสุนา หตา ฯ |๔๙๕.๓| เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา เต สุคตี สิยา ธมฺเมนนฺเธว เน โปส มญฺเญหํ สุคตี สิยา ฯ
นางเทพธิดานั้นหายไปจากภูเขาคันธมาทน์ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ เพื่อ อนุเคราะห์พระราชาว่า ดูกรมหาราชา ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงทำความผิด อันเป็นกรรมชั่ว มารดาบิดาและบุตร รวม ๓ คนผู้หาความประทุษร้าย มิได้ พระองค์ฆ่าเสียด้วยลูกศรลูกเดียว เชิญเสด็จมานี่เถิด ดิฉันจะ พร่ำสอนพระองค์ด้วยวิธีที่พระองค์จะพึงมีคติดี พระองค์จะทรงเลี้ยงดู มารดาบิดาทั้งสองนั้นผู้ตามืดโดยธรรม ดิฉันเข้าใจว่าสุคติจะพึงมีแก่ พระองค์.
ส ราชา ปริเทวิตฺวา พหุํ การุญฺญสญฺหิตํ อุทกกุมฺภมาทาย ปกฺกามิ ทกฺขิณามุโข ฯ
พระราชานั้นทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก ทรงถือหม้อน้ำ มุ่งพระพักตร์เฉพาะทิศทักษิณเสด็จหลีกไป.
|๔๙๗.๑| กสฺส นุ เอโส ปทสทฺโท มนุสฺสสฺเสว อาคโต เนโส สามสฺส นิคฺโฆโส โก นุ ตฺวมสิ มาริส ฯ |๔๙๗.๒| สนฺตํ หิ สาโม วชติ สนฺตํ ปาทานิ เนยติ เนโส สามสฺส นิคฺโฆโส โก นุ ตฺวมสิ มาริส ฯ
นั่นเสียงฝีเท้าของใครหนอ นี้เป็นเสียงฝีเท้ามนุษย์เดินมาเป็นแน่ เสียง ฝีเท้าของสามบุตรเราไม่ดัง ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ สามบุตร เดินเบา วางเท้าเบา เสียงฝีเท้าของสามบุตรเราไม่ดัง ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ.
|๔๙๘.๑| ราชาหมสฺมิ กาสีนํ ปิลยกฺโขติ มํ วิทู โลภา รฏฺฐํ ปหิตฺวาน มิคเมสํ จรามหํ ฯ |๔๙๘.๒| อิสฺสตฺเถ จสฺมิ กุสโล ทฬฺหธมฺโมติ วิสฺสุโต นาโคปิ เม น มุญฺเจยฺย อาคโต อุสุปาตนํ ฯ
ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชนชาวกาสี ชนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้า ปิลยักขราช ข้าพเจ้าละแว่นแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ เพราะความโลภ ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำหนักแน่น แม้ช้าง มาสู่ที่ข้าพเจ้ายิงลูกศร ก็ไม่พึงพ้นไปได้.
|๔๙๙.๑| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ |๔๙๙.๒| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ |๔๙๙.๓| อิทมฺปิ ปานียํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา อิโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จ มาร้าย พระองค์เป็นผู้ใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว ขอจงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้ ข้าแต่พระราชา เชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง และ ผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้เล็กน้อย ขอได้ทรงเลือกเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอจงทรงดื่มน้ำซึ่งเป็นน้ำเย็น อันนำมาแต่แม่น้ำ มิคสัมมตานที ซึ่งไหลออกจากซอกเขา ถ้าพระองค์ทรงหวัง.
นาลํ อนฺธา วเน ทฏฺฐุํ โก นุ โว ผลมาหริ อนนฺธสฺเสวายํ สมฺมา นิวาโป มยฺห ขายติ ฯ
ท่านทั้งสองตามืดไม่สามารถจะเห็นไรๆ ในป่า ใครหนอนำผลไม้มาเพื่อ ท่านทั้งสอง การเก็บผลาผลไว้โดยเรียบร้อยนี้ ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเหมือน การเก็บของคนตาดี.
|๕๐๑.๑| ทหโร ยุวา นาติพฺรหา สาโม กลฺยาณทสฺสโน ทีฆสฺส เกสา อสิตา อโถ สุนคฺคเวลฺลิตา ฯ |๕๐๑.๒| โส หเว ผลมาหริตฺวา อิโต อาทาย กมณฺฑลุํ นทึ คโต อุทหาโร มญฺเญ น ทูรมาคโต ฯ
สามะหนุ่มน้อยรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู ผมของเธอยาว ดำ เลื้อยลง ไปปลายงอนช้อนขึ้นเบื้องบน เธอนั่นแหละนำผลไม้มา ถือหม้อน้ำมา เห็นจะกลับมาใกล้แล้ว ขอเดชะ.
|๕๐๒.๑| อหนฺตํ อวธึ สามํ โย ตุยฺหํ ปริจารโก ยํ กุมารํ ปเวเทถ สามํ กลฺยาณทสฺสนํ ฯ |๕๐๒.๒| ทีฆสฺส เกสา อสิตา อโถ สุนคฺคเวลฺลิตา เตสุ โลหิตลิตฺเตสุ เสติ สาโม มยา หโต ฯ
ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้บำรุงบำเรอท่านเสียแล้ว พระคุณเจ้ากล่าวถึง สามกุมารผู้งดงามน่าดูใด ผมของสามกุมารนั้นยาว ดำ เลื้อยลงไป ปลายงอนช้อนขึ้นเบื้องบน สามกุมารนั้นข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้ว นอนอยู่ หาดทราย เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต.
|๕๐๓.๑| เกน ทุกูล มนฺเตสิ หโต สาโมติ วาทินา หโต สาโมติ สุตฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ |๕๐๓.๒| อสฺสตฺถสฺเสว ตรุณํ ปวาลํ มาลุเตริตํ หโต สาโมติ สุตฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ
ข้าแต่ทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใครซึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมาร เสียแล้ว ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสีย แล้ว ใบอ่อนแห่งต้นโพบายอันลมพัดให้หวั่นไหว ฉันใด ใจของดิฉัน ย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสียแล้ว ฉันนั้น.
ปาริเก กาสิราชายํ โส สามํ มิคสมฺมเต โกธสา อุสุนา วิชฺฌิ ตสฺส มา ปาปมิจฺฉิมฺหา ฯ
ดูกรนางปาริกา ท่านผู้นี้ คือ พระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามกุมาร ด้วยลูกศร ที่แม่น้ำมิคสัมมตานที เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อ พระองค์เลย.
กิจฺฉา ลทฺโธ ปิโย ปุตฺโต โย อนฺเธ อภรี วเน ตเมกปุตฺตฆาติมฺหิ กถํ จิตฺตํ น โกปเย ฯ
บุตรสุดสวาทที่รักอันหาได้ยาก ได้เลี้ยงเราทั้งสองผู้ตามืดอยู่ในป่า ไฉน จะไม่ยังจิตให้โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรสุดที่รักคนเดียวนั้นได้.
กิจฺฉา ลทฺโธ ปิโย ปุตฺโต โย อนฺเธ อภรี วเน ตเมกปุตฺตฆาติมฺหิ อกฺโกธํ อาหุ ปณฺฑิตา ฯ
บุตรสุดที่รักอันหาได้ด้วยยาก ได้เลี้ยงเราทั้งสองผู้ตามืดอยู่ในป่า บัณฑิต ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้ไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรสุดที่รักคน เดียวนั้น.
|๕๐๗.๑| มา พาฬฺหํ ปริเทเวถ หโต สาโมติ วาทินา อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสามิ พฺรหาวเน ฯ |๕๐๗.๒| อิสฺสตฺเถ จสฺมิ กุสโล ทฬฺหธมฺโมติ วิสฺสุโต อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสามิ พฺรหาวเน ฯ |๕๐๗.๓| มิคานํ วิฆาสมเนฺวสํ วนมูลผลานิ จ อหํ กมฺมกโร หุตฺวา ภริสฺสามิ พฺรหาวเน ฯ
พระคุณเจ้าทั้งสองอย่าคร่ำครวญ เพราะข้าพเจ้ากล่าวว่า สามกุมารข้าพเจ้า ฆ่าเสียแล้ว ให้มากไปเลย ข้าพเจ้าจักยอมทำงานเลี้ยงดูพระคุณเจ้าทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำ หนักแน่น จักยอมทำการงานเลี้ยงดูพระคุณเจ้าทั้งสองในป่าใหญ่ ข้าพเจ้า จักแสวงหาสิ่งของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อ และมูลมันผลไม้ในป่า ยอมทำ การงานเลี้ยงพระคุณเจ้าทั้งสองในป่าใหญ่.
เนส ธมฺโม มหาราช เนตํ อเมฺหสุ กปฺปติ ราชา ตฺวมสิ อมฺหากํ ปาเท วนฺทาม เต มยํ ฯ
ดูกรมหาราชเจ้า เหตุนั้นไม่สมควร การทรงทำการงานนั้นไม่สมควร ในอาตมาทั้งสองพระองค์เป็นพระราชาของอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้งสอง ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์.
ธมฺมํ เนสาท ภณถ กตา อปจิตี ตยา ปิตา ตฺวมสิ อมฺหากํ มาตา ตฺวมสิ ปาริเก ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เชื้อชาติเนสาท พระคุณเจ้ากล่าวเป็นธรรม พระคุณเจ้าบำเพ็ญ การถ่อมตน ขอพระคุณเจ้าจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอพระคุณเจ้าจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า.
|๕๑๐.๑| นโม เต กาสิราชตฺถุ นโม เต กาสิวฑฺฒน อญฺชลินฺเต ปคฺคณฺหาม ยาว สามานุปาปย ฯ |๕๑๐.๒| ตสฺส ปาเท สมชฺชนฺตา มุขญฺจ ภุชทสฺสนํ สํสุมฺภมานา อตฺตานํ กาลมาคมยามเส ฯ
ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมาทั้งสองขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นมิ่งขวัญของชาวกาสี อาตมาทั้งสองขอนอบน้อมแด่พระองค์ อาตมา ทั้งสองขอประคองอัญชลีแด่พระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดพาอาตมา ทั้งสองไปให้ถึงที่ที่สามกุมารนอนอยู่เถิด อาตมาทั้งสองจะสัมผัสเท้า ทั้งสอง และดวงหน้าอันงดงามผุดผ่องของเธอและทรมานตนให้ถึงกาล กิริยา.
|๕๑๑.๑| พฺรหา วาฬมิคากิณฺณํ อากาสนฺตํว ทิสฺสติ ยตฺถ สาโม หโต เสติ จนฺโทว ปติโต ฉมา ฯ |๕๑๑.๒| พฺรหา วาฬมิคากิณฺณํ อากาสนฺตํว ทิสฺสติ ยตฺถ สาโม หโต เสติ สุริโยว ปติโต ฉมา ฯ |๕๑๑.๓| พฺรหา วาฬมิคากิณฺณํ อากาสนฺตํว ทิสฺสติ ยตฺถ สาโม หโต เสติ ปํสุนา ปริกุณฺฐิโต ฯ |๕๑๑.๔| พฺรหา วาฬมิคากิณฺณํ อากาสนฺตํว ทิสฺสติ ยตฺถ สาโม หโต เสติ อิเธว วสถสฺสเม ฯ
สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ที่ป่าใด ดุจดวงจันทร์ตกลงเหนือแผ่นดิน ป่านั้น เป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ในป่าใด ดุจดวงอาทิตย์ตกลงเหนือแผ่นดิน ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ในป่าใด เปื้อนด้วยฝุ่นละออง ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ สามกุมารถูกฆ่า นอนอยู่ที่ป่าใด ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ พระคุณเจ้า ทั้งสองจงอยู่ในอาศรมนี้เถิด.
ยทิ ตตฺถ สหสฺสานิ สตานิ นหุตานิ จ เนวมฺหากํ ภยํ โกจิ วเน วาเฬสุ วิชฺชติ ฯ
ถ้าในป่านั้นจะมีพาลมฤคนับด้วยร้อย นับด้วยพันและนับด้วยหมื่นไซร้ อาตมาทั้งสองไม่มีความกลัวในพาลมฤคทั้งหลายในป่าไหนๆ เลย.
ตโต อนฺธานมาทาย กาสิราชา พฺรหาวเน หตฺเถ คเหตฺวา ปกฺกามิ ยตฺถ สาโม หโต อหุ ฯ
ในกาลนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤาษีทั้งสองผู้ตามืดไปในป่าใหญ่ ทรงจูง มือฤาษีทั้งสองไปในที่ที่สามกุมารถูกฆ่านั้น.
|๕๑๔.๑| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ อปวิทฺธํ พฺรหารญฺเญ จนฺทํว ปติตํ ฉมา ฯ |๕๑๔.๒| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ อปวิทฺธํ พฺรหารญฺเญ สุริยํว ปติตํ ฉมา ฯ |๕๑๔.๓| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ อปวิทฺธํ พฺรหารญฺเญ กลูนํ ปริเทวยุํ ฯ |๕๑๔.๔| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ อธมฺโม กิร โภ อิติ ฯ |๕๑๔.๕| พาฬฺหํ โข ตฺวํ ปมตฺโตสิ สาม กลฺยาณทสฺสน โย อชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสสิ ฯ |๕๑๔.๖| พาฬฺหํ โข ตฺวํ ปทิตฺโตสิ สาม กลฺยาณทสฺสน โย อชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสสิ |๕๑๔.๗| พาฬฺหํ โข ตฺวํ ปกุทฺโธสิ สาม กลฺยาณทสฺสน โย อชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสสิ ฯ |๕๑๔.๘| พาฬฺหํ โข ตฺวํ ปสุตฺโตสิ สาม กลฺยาณทสฺสน โย อชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสสิ ฯ |๕๑๔.๙| พาฬฺหํ โข ตฺวํ วิมโนสิ สาม กลฺยาณทสฺสน โย อชฺเชวงฺคเต กาเล น กิญฺจิมภิภาสสิ ฯ |๕๑๔.๑๐| ชฏํ วลินํ ปํสุคตํ โกทานิ สณฺฐเปสฺสติ สาโม อยํ กาลกโต อนฺธานํ ปริจาริโก ฯ |๕๑๔.๑๑| โก โน สมฺมชฺชนาทาย สมฺมชฺชิสฺสติ อสฺสมํ สาโม อยํ กาลกโต อนฺธานํ ปริจาริโก ฯ |๕๑๔.๑๒| โกทานิ นฺหาปยิสฺสติ สีเตนุโณฺหทเกน จ สาโม อยํ กาลกโต อนฺธานํ ปริจาริโก ฯ |๕๑๔.๑๓| โกทานิ โภชยิสฺสติ วนมูลผลานิ จ สาโม อยํ กาลกโต อนฺธานํ ปริจาริโก ฯ
ดาบสทั้งสองเห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนเปื้อนฝุ่นละออง ถูกทิ้งอยู่ ในป่าใหญ่ ดังดวงจันทร์ตกอยู่เหนือแผ่นดิน ดาบสทั้งสองเห็นสามกุมาร ผู้เป็นบุตรนอนเปื้อนฝุ่นละออง ถูกทิ้งอยู่ในป่าใหญ่ ดังดวงอาทิตย์ตก อยู่เหนือแผ่นดิน ดาบสทั้งสองเห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนเปื้อนฝุ่น ละออง ถูกทิ้งอยู่ในป่าใหญ่ ก็คร่ำครวญน่าสงสารนัก ดาบสทั้งสอง เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนเปื้อนฝุ่นละอองอยู่ ยกแขนทั้งสองขึ้น คร่ำครวญว่า ความไม่ควรย่อมเป็นไปในโลกนี้ ดูกรลูกสามะผู้งดงาม น่าดู เจ้ามัวเมามากนักแล ไม่พูดอะไรๆ ในเมื่อกาลล่วงไปแล้วในวัน นี้ ดูกรลูกสามะผู้งดงามน่าดู เจ้าเคลิบเคลิ้มมากนักแล ไม่พูดอะไรๆ ในเมื่อกาลล่วงไปแล้วในวันนี้ ดูกรสามะผู้งดงามน่าดู เจ้าขัดเคืองมาก นักแล ไม่พูดอะไรๆ ในเมื่อกาลล่วงไปแล้วในวันนี้ ดูกรลูกสามะผู้ งดงามน่าดู เจ้าช่างหลับเอาเสียจริงๆ ไม่พูดอะไรๆ ในเมื่อกาลล่วง ไปแล้วในวันนี้ ดูกรลูกสามะผู้งดงามน่าดู เจ้าปราศจากใจเอาเสียจริงๆ ไม่พูดอะไรๆ ในเมื่อกาลล่วงไปแล้วในวัน บัดนี้ใครจักชำระชฎาอัน หม่นหมองเปื้อนฝุ่นละออง ลูกสามะนี้เป็นผู้เลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตามืด มาทำกาลกิริยาเสียแล้ว ใครเล่าจักจับไม้กวาดกวาดอาศรมของเราทั้งสอง ลูกสามะนี้เลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตามืด มาทำกาลกิริยาเสียแล้ว บัดนี้ใคร เล่าจักจัดน้ำร้อนมาให้เราทั้งสองอาบ ลูกสามะนี้เลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตามืด มากระทำกาลกิริยาเสียแล้ว บัดนี้ใครเล่าจักให้เราบริโภคมูลมันและ ผลไม้ในป่า ลูกสามะนี้เป็นผู้เลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตามืด มากระทำกาล- กิริยาเสียแล้ว.
|๕๑๕.๑| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ อฏฺฏิตา ปุตฺตโสเกน มาตา สจฺจํ อภาสถ ฯ |๕๑๕.๒| เยน สจฺเจนยํ สาโม ธมฺมจารี ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๓| เยน สจฺเจนยํ สาโม พฺรหฺมจารี ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๔| เยน สจฺเจนยํ สาโม สจฺจวาที ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๕| เยน สจฺเจนยํ สาโม มาตาเปติภโร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๖| เยน สจฺเจนยํ สาโม กุเล เชฏฺฐาปจายิโก เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๗| เยน สจฺเจนยํ สาโม ปาณา ปิยตโร มม เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๕.๘| ยงฺกิญฺจิตฺถิ กตํ ปุญฺญํ มยฺหญฺเจว ปิตุจฺจ เต สพฺเพน เตน กุสเลน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ
มารดาผู้สะอึกสะอื้นด้วยความโศกถึงบุตร ได้เห็นสามะผู้เป็นบุตรนอน เกลือกเปื้อนฝุ่นละอองอยู่ ได้กล่าวสัจจกิริยาว่า ลูกสามะนี้เป็นผู้มี ปกติประพฤติธรรมมาแต่กาลก่อน ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามะ จงหายไป ลูกสามะนี้เป็นผู้มีปกติประพฤติเพียงดังพรหมมาแต่กาลก่อน ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามะจงหายไป ลูกสามะนี้เป็นผู้มีปกติ กล่าวคำสัตย์มาแต่กาลก่อน ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามะจง หายไป ลูกสามะนี้เป็นผู้เลี้ยงมารดาบิดา ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของ ลูกสามะจงหายไป ลูกสามะนี้มีปกติประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญ ในตระกูล ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามะจงหายไป ลูกสามะนี้ เป็นที่รักอย่างยิ่งปานชีวิตของเรา ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามะ จงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามะได้ทำแล้ว มีอยู่แก่เราและ บิดาของเธอ ด้วยบุญกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามะจงหายไป.
|๕๑๖.๑| ทิสฺวาน ปติตํ สามํ ปุตฺตกํ ปํสุกุณฺฐิตํ อฏฺฏิโต ปุตฺตโสเกน ปิตา สจฺจํ อภาสถ ฯ |๕๑๖.๒| เยน สจฺเจนยํ สาโม ธมฺมจารี ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๓| เยน สจฺเจนยํ สาโม พฺรหฺมจารี ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๔| เยน สจฺเจนยํ สาโม สจฺจวาที ปุเร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๕| เยน สจฺเจนยํ สาโม มาตาเปติภโร อหุ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๖| เยน สจฺเจนยํ สาโม กุเล เชฏฺฐาปจายิโก เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๗| เยน สจฺเจนยํ สาโม ปาณา ปิยตโร มม เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๖.๘| ยงฺกิญฺจิตฺถิ กตํ ปุญฺญํ มยฺหญฺเจว มาตุจฺจ เต สพฺเพน เตน กุสเลน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ
บิดาผู้คร่ำครวญอยู่ ด้วยความโศกถึงบุตร เห็นสามะผู้บุตรนอนเกลือก เปื้อนฝุ่นละอองอยู่ ได้กล่าวสัจจกิริยาว่า ลูกสามะนี้เป็นผู้มีปกติประ- พฤติธรรมมาแต่กาลก่อน ... ด้วย บุญกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูก สามะจงหายไป.
|๕๑๗.๑| สา เทวตา อนฺตรหิตา ปพฺพเต คนฺธมาทเน สามสฺส อนุกมฺปาย อิมํ สจฺจํ อภาสถ ฯ |๕๑๗.๒| ปพฺพตฺยาหํ คนฺธมาทเน จิรํ รตฺตํ นิวาสินี น เม ปิยตโร โกจิ อญฺโญ สาเมน วิชฺชติ เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๗.๓| สพฺเพ วนา คนฺธมยา ปพฺพเต คนฺธมาทเน เอเตน สจฺจวชฺเชน วิสํ สามสฺส หญฺญตุ ฯ |๕๑๗.๔| เตสํ ลาลปฺปมานานํ พหุํ การุญฺญสญฺหิตํ ขิปฺปํ สาโม สมุฏฺฐาสิ ยุวา กลฺยาณทสฺสโน ฯ
นางสุนทรีเทพธิดา หายไปจากภูเขาคันธมาทน์ ได้กล่าวสัจจวาจานี้ ด้วย ความเอ็นดูสามกุมารว่า เราเคยอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน ไม่มีใครอื่น จะเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสามกุมาร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของสาม กุมารจงหายไป ป่าทั้งหมดที่ภูเขาคันธมาทน์ล้วนแต่เป็นไม้หอม ด้วย สัจจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงหายไป เมื่อดาบสทั้งสองบ่นเพ้อ รำพันน่าสงสารเป็นอันมาก ขอสามกุมารผู้ยังหนุ่มแน่น งามน่าดู จง ลุกขึ้นเร็วพลัน.
สาโมหมสฺมิ ภทฺทํ โว โสตฺถินามฺหิ สมุฏฺฐิโต มา พาฬฺหํ ปริเทเวถ มญฺชุนาภิวเทถ มํ ฯ
ข้าพเจ้าผู้มีนามว่าสามะ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าลุก ขึ้นได้แล้วโดยสวัสดี ขอท่านทั้งหลายอย่าคร่ำครวญนักเลย จงพูดกับ ข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะเถิด.
|๕๑๙.๑| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ |๕๑๙.๒| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ |๕๑๙.๓| อตฺถิ เม ปานียํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมา ร้าย พระองค์ผู้เป็นใหญ่มาถึงแล้ว ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้ ข้าแต่ พระราชา เชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง และผลหมาก เม่า อันเป็นผลไม้เล็กน้อย ขอได้ทรงเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด ข้าแต่มหา- ราชเจ้า น้ำเย็นที่ข้าพระองค์นำมาแต่น้ำมิคสัมมตานทีมีอยู่ เชิญพระองค์ ดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์.
สมฺมุยฺหามิ ปมุยฺหามิ สพฺพา มุยฺหนฺติ เม ทิสา เปตนฺตํ สามมทฺทกฺขึ โก นุ ตฺวํ สาม ชีวสิ ฯ
ฉันหลงเอามาก หลงเอาจริงๆ หลงไปทั่วทิศ ฉันได้เห็นสามะผู้กระทำ กาลกิริยา ทำไมท่านจึงเป็นได้อีกหนอ.
|๕๒๑.๑| อปิ ชีวํ มหาราช ปุริสํ คาฬฺหเวทนํ อุปนีตมนสงฺกปฺปํ ชีวนฺตํ มญฺญเต มตํ ฯ |๕๒๑.๒| อปิ ชีวํ มหาราช ปุริสํ คาฬฺหเวทนํ ตํ นิโรธคตํ สนฺตํ ชีวนฺตํ มญฺญเต มตํ ฯ
ข้าแต่มหาราชเจ้า โลกย่อมสำคัญบุรุษผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้เสวยเวทนาอย่าง หนัก มีความดำริในใจเข้าไปใกล้แล้ว ยังเป็นอยู่แท้ๆ ว่าตายแล้ว ข้า- แต่มหาราชเจ้า โลกย่อมสำคัญบุรุษผู้ยังมีชีวิตอยู่เสวยเวทนากล้า ถึง ความดับสนิท ยังเป็นอยู่แท้ๆ ว่าตายแล้ว.
|๕๒๒.๑| โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ เทวาปิ นํ ติกิจฺฉนฺติ มาตาเปติภรํ นรํ ฯ |๕๒๒.๒| โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ ฯ
บุคคลใด เลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม แม้เทวดาและมนุษย์ย่อมสรร- เสริญผู้เลี้ยงมารดาและบิดานั้น บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้เลี้ยงมารดาและบิดานั้นในโลก นี้ บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์.
เอส ภิยฺโย ปมุยฺหามิ สพฺพา มุยฺหนฺติ เม ทิสา สรณํ สาม คจฺฉามิ ตฺวญฺจ เม สรณํ ภว ฯ
ฉันหลงเอามากเหลือเกิน มืดไปทั่วทิศ ดูกรสามะ ฉันขอถึงท่านเป็น สรณะ และขอท่านจงเป็นสรณะของฉัน.
|๕๒๔.๑| ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๒| ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๓| ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๔| ธมฺมญฺจร มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๕| ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๖| ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๗| ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๘| ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๙| ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ |๕๒๔.๑๐| ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโทติ ฯ สุวณฺณสามชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
ข้าแต่ขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและ พระชนกเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่ สวรรค์ ข้าแต่ขัตติยมหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระ- โอรสและพระมเหสี ... ในมิตรและอำมาตย์ ... ในพาหนะ ... และพลนิกาย ... ในชาวบ้านและชาวนิคม ... ในชาวแว่นแคว้นและชาวชนบท ... ในสมณะ และพราหมณ์ ... ในฝูงเนื้อและฝูงนกเถิด ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประ- พฤติธรรมเถิด ธรรมอันพระองค์ทรงประพฤติแล้ว ย่อมนำความสุขมา ให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด พระอินทร์ เทพ- เจ้าพร้อมทั้งพรหม ถึงแล้วซึ่งทิพยสถาน เพราะธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรม. จบ สุวรรณสามชาดกที่ ๓